นรกภูมิ
ดวงิญญาของพราวนารี ดวงรักษ์ถูกสองยมทูตพามาตัดสินดวงชะตาิญญากับท่านยมบาล ผู้ที่มีกายสีแดงฉานราวกับไฟ ท่านนั่งอยู่บนแท่นบัลลังก์ขนาดใหญ่ พราวนารีไม่กล้าแม้แต่สบตากับสิ่งที่ได้พบเห็นตรงหน้า ิญญาของเธอได้แต่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรม น้ำเสียงเยือกเย็นที่ดังขึ้นตรงหน้านั้นทำให้ดวงิญญาของเธอรู้สึกสั่นสะท้าน
“นางสาวพราวนารี ดวงรักษ์ สิ้นอายุขัยจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ชาติภพที่ผ่านมาเ้ากระทำความดีและขยันสร้างบุญสร้างกุศลมามากมาย แต่ทว่าบาปกรรมที่เ้าได้กระทำให้บิดามารดาต้องร้องไห้เสียใจก็มีอยู่เช่นกัน แต่เมื่อหักล้างกันแล้วก็พบว่าบุญกุศลที่เ้าสร้างมานั้นมีมากนัก ข้าจักให้เ้าได้กลับไปเกิดในชาติภพใหม่เพื่อชดใช้เวรชดใช้กรรม แรงอธิษฐานที่เ้าเคยตั้งจิตเอาไว้ยามตักบาตรทำบุญเ้าจักได้รับในชาติภพหน้า ข้าจักให้เ้าได้จดจำชีวิตในชาติภพนี้เพื่อเป็เครื่องเตือนใจในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ จงกลับไปยังโลกภูมิอีกครั้งและขยันสร้างบุญสร้างกุศล คุณงามความดี เ้าจะทำได้หรือไม่”
“เ้าค่ะ ดิฉันน้อมรับ” ดวงิญญาสาวยกมือไหว้ให้กับความเมตตาของท่านยมบาล
หมอกควันสีขาวพาดวงิญญาสาวให้ไปสู่ภพภูมิใหม่ ในปีถัดมาซึ่งเป็ปีพุทธศักราช 2546 พราวนารีได้กลับชาติมาเกิดใหม่กับครอบครัวที่เพียบพร้อม ทั้งหน้าตา ฐานะ และความรักความอบอุ่น ความห่างไกลจากบิดามารดาดังเช่นในอดีตที่เธอกังวลถูกตัดทิ้งไป ทารกน้อยเพศหญิงกำเนิดเกิดมาในจังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือ และแน่นอนว่ามันคือภาคเดียวกับครอบครัวในอดีตชาติของเธอ
“อุแว๊ๆ ……”
พราวนารีพยายามเปล่งเสียงร้องออกมาจึงได้รู้ว่าเธอไม่สามารถเอ่ยอะไรออกมาได้เพราะว่าเธอกำลังเป็เด็กทารกแรกเกิด
“ว่ายังไงคะหนูพราว….ลูกสาวของพ่อ” อนุภพ สิริวาริชเอ่ยถามบุตรสาวคนเล็กเสียงสองจนบุตรสาวคนโตวัยสิบปีหัวเราะออกมา
“คิกๆๆๆ คุณพ่อขา… ตอนหนูเกิดใหม่ๆ คุณพ่อใช้เสียงเรียกหนูเหมือนเรียกน้องไหมคะ”
“แบบนี้แหละค่ะลูก คุณพ่อของลูกน่ะเห่อลูกจะตาย” พวงผกาตอบบุตรสาวเสียงหวาน
“น้องน่ารักน่าชังจังเลยค่ะ ผิวน้องข๊าวขาว…” เด็กหญิงพราวฟ้าเอ่ยชมน้องสาวตัวน้อย
พราวนารีมองบิดา มารดา และพี่สาวในชาติภพนี้ด้วยความรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ ทุกคนรักเธอและยินดีกับการกำเนิดเกิดมาของเธอ เสียงของทารกน้อยร้องออกมาเพราะนี่เป็สิ่งเดียวที่เธอจะแสดงออกต่อทุกคนได้ใน่เวลานี้
“แอ๊……แอ๊ะ…….”
“หืม…. น้องฟังรู้เื่ด้วยหรือคะ รีบๆ โตน๊า…จะได้มาเล่นด้วยกัน”
พี่สาววัยสิบขวบบอกน้องสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานด้วยความที่บิดาและมารดาสอนมาดี
ห้าปีต่อมา
“น้องพราวขา… พี่ฟ้าไปเรียนก่อนนะคะ มาให้พี่หอมแก้มก่อนเร็ว”
นางสาวพราวฟ้าเรียกขานน้องสาวอย่างเช่นทุกวัน เด็กหญิงผมเปียตัวน้อยในชุดนักเรียนอนุบาลวิ่งเข้าไปหาพี่สาววัยสิบห้าปี สองพี่น้องมีอายุห่างกันถึงสิบปีทำให้เรียนหนังสืออยู่คนละโรงเรียนกัน ครอบครัวใหม่ของพราวนารีเป็ครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวย มีคนขับรถและคนคอยรับใช้
“ตั้งใจเรียนนะคะพี่ฟ้า หนูพราวก็จะตั้งใจเรียนเหมือนกันค่ะ”
เด็กหญิงตัวน้อยบอกผู้เป็พี่สาวด้วยวาจาฉะฉาน พราวฟ้าส่งยิ้มพร้อมทั้งส่งมือบางไปลูบผมน้องสาวด้วยความเอ็นดู พราวนารีเป็เด็กที่มีไอคิวและอีคิวสูงจึงทำให้เรียนรู้ได้ไว เด็กวัยห้าขวบที่พูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่วราวกับว่าเป็เด็กที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็ประจำ แต่ทว่าครอบครัวของพราวนารีกลับไม่ค่อยมีใครพูดคุยเป็ภาษาอังกฤษกับเธอ
รถคันแรกที่มีนางสาวพราวฟ้าโดยสารอยู่แล่นออกจากบ้านมุ่งหน้าไปโรงเรียนเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งในย่านเศรษฐกิจ ส่วนเด็กหญิงพราวนารีนั้นยังคงมีมารดาที่เป็ผู้คอยไปรับไปส่ง
“สวัสดีค่ะคุณแม่” เด็กหญิงตัวเล็กผมเปียยกมือไหว้ลามารดาอย่างเช่นที่ทำเป็ประจำทุกวัน
“ตั้งใจเรียนนะคะลูก คุณแม่ไปก่อนนะคะ เดี๋ยวบ่ายสามคุณแม่จะมารับ”
พวงผกาบอกบุตรสาวคนเล็กด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เด็กหญิงส่งยิ้มให้พร้อมทั้งยกมือขึ้นมาเพื่อโบกลามารดาและเดินเข้าไปด้านในโรงเรียนอนุบาลกับเพื่อนวัยอนุบาลด้วยกัน พอพวงผกาเห็นเช่นนั้นจึงเดินกลับไปขึ้นรถเพื่อเดินทางไปดูแลกิจการร้านเสื้อผ้าที่เธอเป็เ้าของแบรนด์และออกแบบเอง
่พักกลางวันเป็่เวลาที่พราวนารีชอบมากที่สุดเพราะเป็่เวลาที่เธอได้ทำอะไรอย่างอิสระ เด็กหญิงวัยห้าขวบหยิบหนังสือเรียนของพี่ประถมหนึ่งขึ้นมาอ่านโดยไม่ได้สนใจที่จะไปวิ่งเล่นหรือพูดคุยกับเพื่อนๆ อย่างเช่นเด็กวัยเดียวกันทำ คุณครูประจำชั้นคอยสังเกตนักเรียนทุกคนอยู่ตลอด การกระทำของเด็กหญิงพราวนารีจึงหนีไม่พ้น
“น้องพราวขา… หนูอ่านหนังสืออะไรอยู่คะลูก”
คุณครูเอมอรเอ่ยถามเด็กหญิง ใบหน้าเล็กที่มีดวงตากลมโตราวกับตุ๊กตา ปากนิดจมูกหน่อยดูคล้ายกับบาร์บี้เงยหน้าขึ้นมองตามเสียงของคุณครูประจำชั้น
“หนังสือภาษาไทยของพี่ปอหนึ่งค่ะ” เด็กหญิงตอบพร้อมกับส่งรอยยิ้มไปให้
“หนูอ่านออกด้วยหรือคะลูก” คุณครูสาวเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ออกค่ะ ไม่รู้เป็อะไร พอเปิดดูก็พอจะอ่านได้ พอได้ลองอ่านรอบนึงก็อ่านได้เข้าใจเลยค่ะ” พราวนารีตอบ
“หืม…. อย่างนี้เองหรือคะ เอ…ถ้าอย่างนั้นลองอ่านให้คุณครูฟังได้ไหมเอ่ย”
เอมอรเองก็อยากรู้เหมือนกันว่านักเรียนตัวน้อยจะอ่านออกและเข้าใจตามที่บอกเธอหรือเปล่า
พอได้ยินความ้าของคุณครู เด็กหญิงพราวนารีวัยห้าขวบก็เริ่มอ่านหนังสือภาษาไทยของระดับชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่งให้กับคุณครูประจำชั้นได้ฟัง เสียงเล็กสะกดและอ่านหนังสือทุกบรรทัดในหนึ่งหน้าให้คุณครูสาวฟังอย่างฉะฉาน ชัดถ้อยชัดคำและรวดเร็วจนเอมอรต้องรู้สึกทึ่งและอึ้งกับความสามารถของเด็กนักเรียนวัยอนุบาลคนนี้
“โอ้โห… เก่งจังเลยลูก ใครสอนหนูหรือคะ”
คุณครูสาวปรบมือให้พร้อมทั้งเอ่ยชมและสอบถามเกี่ยวกับคนที่สอนให้เธออ่านหนังสือ
“ขอบคุณค่ะคุณครูเอม หนูอ่านออกเองค่ะ คุณพ่อกับคุณแม่ยังไม่ได้สอนอ่านหนังสือเล่มนี้ ส่วนพี่ฟ้าก็การบ้านเยอะไม่มีเวลาสอนหนูเลยค่ะ”
เด็กหญิงตอบออกมาด้วยความสัจจริง ความจริงนี่เป็อีกหนึ่งความสามารถที่ติดตัวเธอมาั้แ่ชาติภพก่อน รวมถึงภาษาที่เธอเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย คุณครูเอมอรอดที่จะทึ่งไม่ได้และเข้าใจไปว่าตอนที่มารดาของเด็กหญิงตั้งครรภ์เธอต้องขยันพูดคุยกับบุตรในครรภ์อย่างแน่นอน เด็กหญิงพราวนารีเกิดมาถึงได้ฉลาดขนาดนี้ เรียกได้ว่าเรียนรู้ได้เร็วเกินวัยเสียด้วยซ้ำ
เวลาเลิกเรียน พวงผกามารอรับบุตรสาวตัวน้อยอยู่ที่ลานจอดรถสำหรับรอรับบุตรหลานของโรงเรียน รอเพียงไม่นานร่างเล็กในชุดนักเรียนก็เดินตรงเข้ามาหาเธอ สองมือเล็กยกขึ้นกระพุ่มไหว้อยู่กลางอก
“สวัสดีค่ะคุณแม่ขา….” ด้านหลังมีคุณครูประจำชั้นเดินตามมาด้วย
“คุณแม่น้องพราว สวัสดีค่ะ”
คุณครูเอมอรยกมือไหว้และเอ่ยทักทายพวงผกาเช่นกัน ส่วนพวงผกาเองก็ยกมือขึ้นมารับไหว้ก่อนที่จะมองไปที่ครูประจำชั้นด้วยแววตาสงสัย
“มีอะไรหรือเปล่าคะคุณครู” คุณแม่วัยสามสิบแปดปีเอ่ยถามคุณครูสาว
“คือครูมีเื่เกี่ยวกับน้องพราวจะคุยกับคุณแม่น่ะคะ พอจะมีเวลาไหมคะ” คุณครูสาวพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“อ้อ…ได้ค่ะ น้องพราวขา… ขึ้นไปรอคุณแม่บนรถนะคะ ลุงชดเปิดแอร์รอหนูแล้วค่ะ” เสียงหวานบอกบุตรสาวตัวน้อย เด็กหญิงพราวนารีจึงหันมายกมือไหว้ลาคุณครูประจำชั้นอีกครั้งก่อนที่จะขึ้นรถไป
“คือน้องพราวน่ะค่ะ น้องเป็เด็กที่เรียนรู้เร็ว ตอนกลางวันคุณครูเห็นน้องพราวนั่งอ่านหนังสือไม่ได้สนใจไปเล่นกับเพื่อนๆ พอคุณครูเดินไปดูก็เห็นว่าเป็หนังสือวิชาภาษาไทยของชั้นประถมหนึ่ง คุณพ่อคุณแม่ได้สอนน้องให้อ่านหนังสือเล่มนั้นบ้างไหมคะ” คุณครูเอมอรเล่าเื่ที่เธอได้พบเจอก่อนที่จะเอ่ยถามออกมาทันทีที่ได้คุยกับมารดาของเด็กหญิงพราวนารี
“เปล่าค่ะ น้องพราวแกอ่านได้เอง ตอนแรกคุณแม่ก็งงเหมือนกัน แต่พอพาน้องไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แพทย์ลงความเห็นว่าน้องพราวมีอีคิวและไอคิวสูงกว่าเด็กทั่วไปค่ะ”
พวงผกาตอบคุณครูด้วยรอยยิ้ม เธอรู้ดีว่าบุตรสาวคนเล็กคนนี้ของเธอเกิดมาพร้อมกับพร์ พราวนารีเป็เด็กที่เรียนรู้เร็วมาั้แ่รู้ความ เธอเดินก่อนเพื่อนวัยเดียวกันและชอบหนังสือมากกว่าโทรศัพท์มือถือ
“อ๋อ… เป็แบบนี้นี่เอง ถ้าอย่างนั้นคุณแม่อยากลองให้น้องสอบเลื่อนระดับชั้นก่อนวัยดูไหมคะ เพราะเท่าที่ดูแล้ว ชั้นอนุบาลหนึ่งไม่น่าจะเหมาะกับน้องเลยค่ะ” คุณครูสาวแนะนำ พวงผกามองไปที่รถตู้คันหรูที่มีบุตรสาวนั่งรออยู่ด้านในก่อนที่จะหันหน้ากลับมามองคุณครูสาว
“เดี๋ยวขอคุณแม่กลับไปปรึกษากับคุณพ่อของน้องก่อนนะคะ”
พวงผกาบอก ใจจริงเธอก็อยากให้บุตรสาวของเธอได้ศึกษาร่ำเรียนไปตามวัย แต่อีกใจมันก็น่าจะดีไม่น้อยถ้าบุตรสาวของเธอเรียนจบก่อนวัยเดียวกัน เพราะเธอจะได้เอาเวลาไปใช้ชีวิตให้มากกว่าเด็กปรกติ
หลังจากพูดคุยกับคุณครูประจำชั้นเสร็จ พวงผกาก็พาบุตรสาวไปแวะร้านหนังสือที่อยู่ภายในห้างสรรพสินค้าชื่อดังใจกลางเมือง เพราะได้สัญญากับเด็กหญิงเอาไว้ว่าจะพาไปซื้อหนังสือที่บุตรสาว้า ร่างเล็กเดินจูงมือมากับมารดาที่มีรูปร่างสูงเพรียวเข้าไปในร้านหนังสือ ภายในร้านมีลูกค้าหลากหลายอายุต่างยืนอ่านหนังสือกันตามหมวดหมู่ที่ตนสนใจ เด็กหญิงเดินนำมารดาไปที่โซนภาษา ก่อนที่มือเล็กจะหยิบเอาหนังสือภาษาอังกฤษขึ้นมาอ่าน พวงผกามองบุตรสาวด้วยความปลื้มใจ คนอื่นที่มองมาอาจจะคิดว่าเด็กหญิงแค่เปิดดู แต่ครอบครัวของเธอรู้ดีว่าบุตรสาวตัวน้อยนั้นมีพร์ด้านภาษามากมายขนาดไหน
“คุณแม่ขา… เล่มนี้มาใหม่ น้องพราวอยากได้เล่มนี้แหละค่ะ”
เด็กหญิงพราวนารีชูหนังสือที่มีเนื้อหาเป็ภาษาอังกฤษให้มารดาได้ดู ก่อนที่จะบอกมารดาเสียงใส
“ได้ค่ะ ว่าแต่หนูอ่านออกหรือคะ ไม่ใช่ซื้อไปสะสมเอาไว้นะคะลูก” พวงผกาตอบพร้อมทั้งเอ่ยถามบุตรสาวด้วยรอยยิ้ม
“หนูอ่านออกค่ะคุณแม่”
เด็กหญิงตอบก่อนที่จะเริ่มอ่านประโยคโดนใจในหนังสือเล่มนั้นให้มารดาได้ฟัง คนที่ยืนอ่านหนังสือเล่มเดียวกันกับเด็กหญิงอยู่ไม่ไกลถึงกับอึ้งในความรู้และความสามารถของเด็กตัวเล็กๆ สองแม่ลูกพากันกลับบ้านหลังจากได้หนังสือที่้าแล้ว
“สวัสดีค่ะคุณพ่อขา…. สวัสดีค่ะพี่ฟ้าขา…”
เด็กหญิงตัวน้อยยกมือกระพุ่มไหว้ก่อนที่จะเอ่ยทักทายบิดาและพี่สาวที่กำลังนั่งเล่นเกมกันอยู่ที่ห้องนั่งเล่น
“สวัสดีค่ะลูกสาวของพ่อ ไปแวะที่ไหนกันมาคะ กลับถึงบ้านช้าเชียว”
อนุภพหยุดเกมที่กำลังเล่นอยู่ก่อนหน้าเอาไว้ชั่วคราวก่อนที่จะหันไปทักทายและเอ่ยถามบุตรสาวคนเล็ก ส่วนบุตรสาวคนโตก็เดินเข้าไปหามารดาก่อนที่จะยกมือไหว้และเดินไปจับมือน้องสาวให้เดินมานั่งลงข้างๆ กับบิดา พวงผกาจึงผละไปเตรียมอาหารเย็นให้กับทุกคนในครอบครัว
“หนูพราวกับคุณแม่ไปแวะซื้อหนังสือมากันค่ะ”
เด็กหญิงตอบพร้อมกับชูถุงหนังสือให้กับบิดาและพี่สาวดู สองพ่อลูกมองหน้ากันก่อนที่จะพากันยิ้มออกมา
“โอ้โห… โตขึ้นสงสัยพ่อคงจะได้มีลูกเขยเป็ฝรั่งฮ่าๆๆ” เอกภพบอกเมื่อเห็นหนังสือที่ภรรยาพาบุตรสาวไปซื้อมา
“ถ้าอย่างนั้นหนูก็จะได้มีน้องเขยเป็ฝรั่งใช่ไหมคะคิกๆๆ”
พราวฟ้าเล่นไปกับบิดาด้วย พราวนารียิ้มออกมา เธอเข้าใจทุกประโยคที่บิดาเอ่ย แต่เธอไม่ได้คาดหวังว่าจะเจอคู่เป็ชาวต่างชาติ เธอเพียงแต่มองเห็นว่าภาษานั้นสำคัญ
พราวนารีรู้สึกมีความสุขกับชีวิตใหม่นี้ ครอบครัวนี้อบอุ่นและมีความสุข มีทรัพย์สิน เงินทองและบารมีเพียบพร้อมไปทุกอย่าง ชาติภพก่อนครอบครัวของเธอต้องแตกแยก ต้องห่างไกลเพราะความยากจน แต่ชาตินี้ภพนี้เธอได้พบกับชีวิตครอบครัวที่เธอเคยใฝ่ฝันแล้ว เสียงหัวเราะจากสามพ่อลูกดังขึ้นมาเป็ระยะ ส่วนผู้เป็ภรรยาและมารดาก็ทำหน้าที่อยู่ภายในครัวกับบรรดาคนรับใช้ที่มีอยู่ภายในบ้านถึงสามคน