คัมภีร์เทพอสูรเทวะ

    ตอนที่ 73: กฎแห่งพงพาลวิบัติ

    สามวันให้หลัง ลานศิลาหน้าหุบเขาวิญญาณร่วงโรยเนืองแน่นไปด้วยผู้คน ทว่ากลับไร้ซึ่งเสียงสนทนาอื้ออึง ศิษย์สายนอกนับร้อยต่างพากันถอยร่น เว้นพื้นที่ว่างรูปวงกลมรัศมีสิบก้าว โดยมีชายหนุ่มผู้แบกดาบยักษ์ยืนตระหง่านอยู่กึ่งกลางเพียงลำพัง


    ความเงียบงันโรยตัวลงมาจนได้ยินเสียงลมหายใจเด่นชัด ศิษย์บางคนเผลอก้าวถอยหลังโดยมิรู้ตัว ฝ่ามือชื้นเหงื่อกำด้ามกระบี่ในฝักแน่นจนข้อนิ้วขาวโพลน


    เย่เฉินยืนหลับตานิ่ง สายลมขุนเขาพัดชายอาภรณ์สะบัดพลิ้ว มือซ้ายของเขาวางทาบอยู่บนด้ามดาบยักษ์ทัณฑ์ปฐพี นิ้วทั้งห้ากำแน่นจนเส้นเลือดหลังมือปูดโปน รอยแผลฉกรรจ์ที่หัวไหล่ซ้ายภายใต้ร่มผ้ายังคงเต้นตุบตามจังหวะชีพจร


    เบื้องหน้าฝูงชน ผู้อาวุโสสี่ท่านก้าวออกมาประจำทิศทั้งสี่ ฝ่ามืออัดแน่นด้วยปราณกระแทกประทับลงบนเสาศิลาโบราณพร้อมกัน!


    ตึง! ตึง! ตึง! ตึง!


    เส้นสายพลังปราณสีทองสว่างวาบ ไหลเวียนไปตามรอยสลักบนพื้นศิลา บรรจบกันที่ใจกลางหุบเขา อากาศเบื้องหน้าสั่นกระเพื่อมอย่างรุนแรงก่อนจะฉีกขาดออกเป็นช่องมิติสีเทาหม่น


    ทวารสู่แดนลับเปิดออกแล้ว!


    บนยอดผาสูงชันห่างออกไปครึ่งลี้ หลิวหยวนทอดสายตามองลงมาจากจุดสูงสุด มุมปากของคนโฉดเฒ่าขยับยกขึ้น ปลายนิ้วเหี่ยวย่นเคาะลงบนหัวไม้เท้าเป็นจังหวะ ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก... นัยน์ตาของมันจับจ้องไปยังแผ่นหลังของเย่เฉินดุจพญาแร้งจ้องมองซากศพ มันประทับตราแห่งความตายลงบนร่างของเด็กหนุ่มผู้นั้นเรียบร้อยแล้ว และมั่นใจอย่างเปี่ยมล้นว่าเป้าหมายของมัน... จะมิมีโอกาสได้ก้าวเท้ากลับออกมาสัมผัสแสงตะวันอีกเป็นคราที่สอง!


    ศิษย์แต่ละคนทยอยก้าวเท้าเข้าสู่วังวนสีเทาหม่น ทันทีที่ร่างของพวกเขาข้ามผ่านเส้นแบ่งมิติ ค่ายกลบรรพกาลก็แผลงฤทธิ์ทันที!


    ตึง... ตึง...


    เข่าของศิษย์ชั้นยอดหลายคนกระแทกลงบนพื้นดินเปียกชื้น ใบหน้าของพวกมันแดงก่ำ สองมือตะกุยหน้าอกเสื้อตนเองพลางอ้าปากหอบหายใจรุนแรงดุจปลาขาดน้ำ


    เส้นทางเดินปราณภายในร่างหดเกร็งอย่างฉับพลัน ขุมพลังที่เคยอัดแน่นในจุดตันเถียนถูกบีบอัด บดขยี้ จนหลงเหลือเพียงตบะระดับรวบรวมปราณขั้นต้นเท่านั้น ความหวาดกลัวต่อการสูญเสียอำนาจฉายชัดผ่านดวงตาที่เบิกโพลง


    เย่เฉินก้าวเท้าทะลุม่านหมอกสีเทาเข้ามาเป็นคนสุดท้าย ไอกดดันอันหนักอึ้งกดทับลงบนบ่าทั้งสองข้างในทันที ทว่าชายหนุ่มมิได้ทรุดกายลง กล้ามเนื้อทั่วร่างของเขาหดเกร็งรับน้ำหนักโดยสัญชาตญาณ กระดูกสันหลังยืดตรง ทรวงอกขยายออกกว้าง


    เขาสูดกลิ่นอับชื้นของม่านหมอกเข้าปอดลึกๆ ในขณะที่ผู้ฝึกยุทธ์รอบด้านกำลังคุกเข่าหอบหายใจอย่างยากลำบาก ชายหนุ่มผู้แบกรับน้ำหนักของดาบยักษ์และคุ้นชินกับความเจ็บปวดแสนสาหัส กลับพรูลมหายใจออกมาอย่างราบเรียบ


    มุมปากของเขาขยับยกขึ้นเล็กน้อยเมื่อตระหนักได้ว่า... ร่างกายของเขากำลังตอบรับแรงกดดันนี้อย่างกระหาย!


    พื้นดินใต้ฝ่าเท้าแปรเปลี่ยนเป็นโคลนหนืดสีดำสนิท กลิ่นอับชื้นของซากพฤกษาทับถมปะทะโสตประสาท หมอกสีเทาหม่นลอยต่ำเรี่ยพื้น มันหนาทึบจนมองเห็นระยะห่างออกไปได้เพียงสามก้าว ต้นไม้ใหญ่ไร้ใบยืนต้นตายซากอยู่ทุกสารทิศ รากไม้ขนาดใหญ่โผล่พ้นผิวโคลน ชอนไชขึ้นมาดุจกรงเล็บอสูร


    แหมะ...


    หยาดน้ำสีขุ่นข้นร่วงหล่นจากกิ่งไม้แห้ง กระทบลงบนหลังมือของเย่เฉิน ไร้ซึ่งเสียงปักษาหรือแมลงป่าใดๆ มีเพียงเสียงฝีเท้าที่ย่ำลงบนโคลนแฉะของกลุ่มคนที่กำลังระส่ำระสาย


    ศิษย์สายนอกหลายคนเริ่มรวมกลุ่มกันด้วยความหวาดระแวง พวกมันชักศัสตราออกจากฝัก หันหลังชนกัน ค่อยๆ ก้าวถอยห่างเข้าไปในดงหมอกอย่างเชื่องช้า เย่เฉินมิได้ปรายตามองผู้ใด เขากระชับสายสะพายดาบยักษ์ สองเท้าก้าวเดินลึกเข้าไปในป่าตายซากเพียงลำพัง


    ฝีเท้าของเขาทิ้งรอยยุบฝังลึกไว้บนพื้นโคลน... ราวกับจงใจทิ้งร่องรอยไว้รอคอยให้ผู้ล่าตามกลิ่นมา


    หมอกสีเทาหนาทึบพรางสายตา เสียงฝีเท้าเบาหวิวสองคู่ย่ำลงบนโคลนด้านหลังเย่เฉิน ศิษย์สายนอกสองคนแอบสะกดรอยตามมาติดๆ คนซ้ายมือชะงักฝีเท้าเล็กน้อยด้วยความลังเล ทว่าคนขวามือกลับกัดฟันกรอด เร่งจังหวะพุ่งทะยานไปเบื้องหน้า


    ประกายกระบี่สองเล่มพุ่งทะลวงม่านหมอก! คมโลหะเล็งเป้าหมายไปยังจุดตายบริเวณหลังคอและกลางหลังอย่างเหี้ยมเกรียม


    เย่เฉินมิได้หันกลับไปมอง มือซ้ายของเขายังคงทาบอยู่บนด้ามดาบยักษ์ พริบตาที่ปลายกระบี่จวนจะทะลวงถึงเสื้อคลุม ชายหนุ่มย่อเข่าขวาลงต่ำ ถ่ายเทน้ำหนักตัวทั้งหมดลงสู่ฐานราก ข้อเท้าบิดหมุนเปลี่ยนทิศทางอย่างฉับพลันด้วยการหยั่งรู้จากแรงสั่นสะเทือนบนพื้นโคลน!


    ฟวับ!


    คมกระบี่ทั้งสองเล่มแทงทะลุได้เพียงอากาศธาตุ เย่เฉินเบี่ยงตัวหลบเข้าสู่รอยโหว่วงใน กล้ามเนื้อหน้าท้องหดเกร็งรวบรวมขุมกำลัง หัวไหล่ซ้ายบิดหมุนส่งแรงเหวี่ยง ท่อนแขนที่อัดแน่นด้วยมัดกล้ามเนื้ออสูรพุ่งทะยานออกไป


    หมัดซ้ายกระแทกเข้าที่ลิ้นปี่ของศิษย์คนที่พุ่งเข้ามาอย่างจัง!


    กร๊อบ!


    เสียงกระดูกซี่โครงหักลั่นทะลุความเงียบ แรงอัดมหาศาลทะลวงผ่านชั้นผิวเนื้อ ทำลายอวัยวะภายในจนแหลกเหลว ร่างของศิษย์ผู้นั้นลอยละลิ่วจากพื้นโคลนกระแทกเข้ากับต้นไม้ตายซากด้านหลังอย่างรุนแรง


    โครม!


    ลำต้นไม้แห้งหักโค่นลงมา ร่างนั้นร่วงหล่นกระแทกพื้น โลหิตสดทะลักออกจากปากและจมูกราวกับน้ำพุ มันกระตุกเกร็งเพียงสองคราก่อนจะแน่นิ่งไป กลายเป็นศพเย็นชืดท่ามกลางป่าอัปมงคล


    ศิษย์อีกคนที่เหลือรอด หัวเข่าทรุดฮวบลงกระแทกพื้นโคลน มือไม้อ่อนแรงจนปล่อยกระบี่หลุดร่วง มันอ้าปากค้าง ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงแม้แต่จะส่งเสียงร้องขอชีวิต เย่เฉินมิได้ปรายตามองมันแม้แต่น้อย


    ชายหนุ่มเพียงสะบัดคราบเลือดข้นเหนียวออกจากหลังมือซ้าย แล้วก้าวเดินลึกเข้าไปในดงหมอก ทิ้งซากศพและกลิ่นคาวคละคลุ้งไว้เบื้องหลัง


    เวลาผ่านไปเพียงชั่วอึดใจ เสียงรองเท้าฟางย่ำลงบนพื้นโคลนดังขึ้นเป็นจังหวะ จั๊วะ... จั๊วะ... ร่างหนึ่งก้าวออกมาจากมุมอับแสงด้านหลังต้นไม้ใหญ่ ม่อหยางย่อตัวลงนั่งยองๆ เบื้องหน้าซากศพ นัยน์ตาสีเหลืองขุ่นจดจ้องไปยังทรวงอกของศพที่ยุบตัวลงไปเป็นหลุมลึก ปลายนิ้วที่เต็มไปด้วยตุ่มหนองพุพองแตะลงบนแอ่งโลหิต


    มันลากปลายนิ้วขึ้นมา แล้วแตะของเหลวข้นหนืดลงบนปลายลิ้นของตนเอง...


    มันหยุดชะงักไปชั่วขณะ รับรู้อุณหภูมิอุ่นร้อนและคาวคลุ้ง กล้ามเนื้อหน้าอกขยายออกกว้างสูบฉีดความตื่นเต้น นัยน์ตาดุจอสรพิษหรี่แคบลง


    "กระดูกซี่โครงแหลกละเอียดด้วยหมัดเดียว..."


    ปลายลิ้นแฉะตวัดเลียคราบเลือดบนริมฝีปากที่แห้งกรัง


    "กายาของสวะนี่... น่าลิ้มลองยิ่งนัก!"


    มันล้วงขวดหยกใบเล็กออกมาจากอกเสื้อ รองหยดเลือดที่ยังอุ่นจัดจากมุมปากของศพ ปิดจุกไม้อย่างทะนุถนอม ก่อนที่ร่างนั้นจะกลืนหายเข้าไปในเงามืดด้านหลังดงพฤกษา ทิ้งไว้เพียงรอยยุบของโคลนที่ค่อยๆ เลือนหายไปในม่านหมอก


    [จบตอนที่ 73]


    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์เทพอสูรเทวะ ที่คุณอ่าน