ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 4 บทที่ 109 เสริมพลังการย่อยระดับแปด และยาบำรุงพลังต้นกำเนิด!

            ตลอดสามวันที่ผ่านมาแม้ค่าพลังเลือดของไป๋ฉางเซิงจะยังคงนิ่งอยู่ที่ประมาณวันละหนึ่งร้อยแต้มแต่แต้มวิวัฒนาการกลับพุ่งทะยานขึ้นด้วยความเร็วที่น่าตกใจ

            แม้ต้องแลกกับการสูญเสียสรรพคุณของยาเลือดพยัคฆ์ไปเกือบสองในสามส่วนแต่ไป๋ฉางเซิงก็ไม่ได้รู้สึกเสียดายเลยแม้แต่น้อย

            การยอมทิ้งขว้างในวันนี้ก็เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า

            และแล้วเสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้น:

            [ยินดีด้วย โฮสต์กลืนกินยาเลือดพยัคฆ์ ได้รับค่าพลังเลือด 274 แต้ม ได้รับแต้มวิวัฒนาการ 241 แต้ม]

            เมื่อเห็นแต้มวิวัฒนาการทะลุหลักพันไป๋ฉางเซิงก็ไม่ลังเลแม้แต่นิดเดียว ตัดสินใจเลือกอัปเกรด 'เสริมพลังการย่อย' ทันที

            [หักแต้มวิวัฒนาการ 1,000 แต้ม สาขาสายวิวัฒนาการ‘เสริมพลังการย่อย’ เลื่อนระดับระดับปัจจุบันคือระดับ 8]

            [แต้มวิวัฒนาการที่ต้องการสำหรับการอัปเกรดครั้งถัดไป: 3,000 แต้ม, ค่าพลังเลือด: 100,000 แต้ม]

            [เสริมพลังการย่อยระดับ 8: พัฒนาขีดความสามารถในการย่อยอาหารในระดับลึกพร้อมทั้งสามารถกักเก็บพลังเลือดไว้ได้จำนวนหนึ่ง]

            [ขีดจำกัดการกักเก็บปัจจุบัน: 1,000/5,000]

            สิ้นเสียงแจ้งเตือนของระบบที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องไป๋ฉางเซิงรู้สึกได้ถึงมวลความเย็นจางๆ ที่เข้าโอบอุ้มกระเพาะอาหารความรู้สึกอึดอัดท้องเล็กน้อยหลังจากกลืนยาเลือดพยัคฆ์หายไปเป็นปลิดทิ้ง

            นี่น่ะหรือคือการเสริมพลังการย่อยระดับแปดช่างเหนือชั้นเกินไปแล้วจริงๆ

            แม้ตอนนี้จะยังไม่รู้ว่าระดับแปดจะช่วยให้เขาดูดซับค่าพลังเลือดได้วันละเท่าไหร่แต่เพียงแค่ขีดจำกัดการกักเก็บพลังเลือดห้าพันแต้มนี้ก็เพียงพอให้ไป๋ฉางเซิงเปิดพุงกินได้อย่างเต็มคราบโดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกพลังเลือดที่มากล้นเกินไปอัดกระแทกจนร่างกายระเบิดออก

            ปัญหาเพียงอย่างเดียวคือเช่นเดียวกับตอนระดับเจ็ดการเสริมพลังการย่อยระดับแปดมีข้อจำกัดเรื่องระดับพลังเลือด

            เงื่อนไขค่าพลังเลือดหนึ่งแสนแต้มนั่นหมายความว่าหากเขาต้องการจะยกระดับทักษะนี้ขึ้นไปอีกเขาต้องพัฒนาความแข็งแกร่งของตนเองให้ก้าวเข้าสู่ระดับจ้าวอสูรเสียก่อน!

            ไม่ได้การละต้องไปหาพี่สาวสุดที่รักเพื่อรีดไถขนมมากินเล่นเสียหน่อยแล้ว

            และประจวบเหมาะพอดีเจียงจืออวี๋ที่กำลังฝึกฝนพลังอยู่ก็ได้รับข้อความจากคณบดีเฉียน

            “ยาบำรุงพลังต้นกำเนิดหลอมเสร็จแล้ว พาเสี่ยวไป๋มาหาฉันเถอะ”

            ครึ่งชั่วโมงต่อมาเจียงจืออวี๋ก็เคาะประตูห้องทำงานของคณบดีเฉียน

            เมื่อผลักประตูเข้าไปก็เห็นคณบดีเฉียนนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานด้วยอาการเหม่อลอยเบื้องหน้าเขามียาทองคำสองเม็ด เม็ดหนึ่งใหญ่เม็ดหนึ่งเล็ก บรรจุอยู่ในกล่องหยกเพียงแค่มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่ของธรรมดา

            “อาจารย์คะ”

            เจียงจืออวี๋เอ่ยเรียกเบาๆคณบดีเฉียนถึงได้รู้สึกตัวและหันมามองเธอ

            “มาแล้วเหรอ? กว่าจะได้ของสิ่งนี้มาไม่ใช่เรื่องง่ายๆพอได้มาจริงๆ ก็เลยเผลอใจลอยคิดถึงความหลังน่ะ”

            สิ่งที่เฝ้าพะวงมานับสิบปีจู่ๆก็สำเร็จลุล่วงอย่างราบรื่น จึงไม่แปลกที่คณบดีเฉียนจะเสียอาการไปบ้าง

            “นี่สำหรับเสี่ยวไป๋”

            คณบดีเฉียนเลื่อนยาทองคำเม็ดที่เล็กกว่าไปทางเจียงจืออวี๋

            “ให้มันกินในห้องฝึกตนได้เลย”

            “ถ้ามีปัญหาอะไร ฉันจะได้เข้าไปช่วยได้ทันท่วงที”

            ในห้องทำงานของคณบดีมีการจัดเตรียมห้องฝึกตนไว้เป็นพิเศษเพียงแต่เขาไม่ค่อยได้ใช้งานนัก

            เนื่องจากขนาดตัวที่ใหญ่โตของซวนหนีหยกทมิฬทำให้มันไม่สามารถออกมาเพ่นพ่านในอาคารสำนักงานได้ หากขืนปล่อยออกมาตึกทั้งหลังคงได้พังครืนลงมาแน่ และสำหรับเขาวิถียุทธ์พลังเลือดเป็นเพียงวิชาเสริมเท่านั้น จึงไม่จำเป็นต้องฝึกฝนตลอดเวลา

            แต่ต้องยอมรับเลยว่าห้องฝึกตนที่จัดเตรียมไว้ให้ระดับคณบดีนั้นช่างหรูหรายิ่งนัก

            ไม่เพียงแต่โลหะผสมที่ใช้สร้างจะมีระดับสูงกว่าห้องฝึกตนระดับเจี่ยแต่แม้กระทั่งประสิทธิภาพในการรวบรวมปราณก็ยังเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด

            ไป๋ฉางเซิงถูกเจียงจืออวี๋เรียกออกมาร่างขนาดมหึมาของเขาเข้ายึดพื้นที่เกือบหนึ่งในสามของห้องฝึกตนไปในทันที

            เขาสะบัดหัวให้คณบดีเฉียนเล็กน้อยเป็นการทักทาย

            คณบดีเฉียนมองไป๋ฉางเซิงพลางยิ้มละไม“เจ้าตัวเล็ก ยาบำรุงพลังต้นกำเนิดนี่หามาไม่ได้ง่ายๆ เลยนะให้ฉันดูหน่อยเถอะว่าศักยภาพของนายจะไปได้ไกลแค่ไหน!”

            ไป๋ฉางเซิงย่อมรู้ดีว่ายาบำรุงพลังต้นกำเนิดนั้นล้ำค่าเพียงใดในใจของเขาจึงเต็มไปด้วยความคาดหวัง

            หลังจากกินแก่นหยกเลือดมังกรไปก่อนหน้านี้เลือดมังกรของเขาก็แตะระดับสาม หากต้องการเลื่อนระดับขึ้นไปอีกต้องใช้แต้มวิวัฒนาการสูงถึงหนึ่งหมื่นแต้ม!

            จำนวนที่มหาศาลขนาดนี้หากไม่มีอะไรผิดพลาดเขาคงต้องรอจนค่าพลังเลือดเกือบจะทะลวงระดับจ้าวอสูรถึงจะรวบรวมได้ครบ

            ทว่าเห็นได้ชัดว่าแต้มวิวัฒนาการก้อนนี้มีความจำเป็นต้องจ่าย

            ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเพียงแค่คำว่า ‘ศักยภาพราชาอสูร’ ไป๋ฉางเซิงก็ต้องตะเกียกตะกายรวบรวมแต้มหนึ่งหมื่นแต้มนี้มาให้จงได้

            พึงรู้ไว้ว่าพี่ใหญ่สุดที่รักของเขาอย่างซวนหนีหยกทมิฬในตอนนี้ก็มีเลือดมังกรเพียงระดับสี่เท่านั้น

            และตอนนี้คณบดีเฉียนได้ปูทางไว้ให้เขาแล้วยาบำรุงพลังต้นกำเนิดรุ่นลดสรรพคุณอยู่ในมือของเจียงจืออวี๋หากจะบอกว่าไป๋ฉางเซิงไม่หวั่นไหวก็คงเป็นการโกหก

            พูดตามตรงเขาก็ตั้งตารอคอยผลลัพธ์ของเลือดมังกรระดับสี่อยู่เหมือนกัน

            “เมื่อความเข้มข้นของเลือดมังกรทะลวงถึงระดับสี่เค้าโครงมังกรจะเด่นชัดขึ้น”

            “ในขณะเดียวกันมันจะปลุกอิทธิฤทธิ์เทวะแต่กำเนิดขึ้นมาตามคุณสมบัติของตัวเองด้วย!”

            คณบดีเฉียนเอ่ยขึ้นพลางมองไป๋ฉางเซิงด้วยสายตาคาดหวัง“ไม่รู้เหมือนกันว่าเจ้าตัวเล็กนี่จะปลุกอิทธิฤทธิ์เทวะแต่กำเนิดแบบไหนออกมา”

            ยังมีของแถมเป็นอิทธิฤทธิ์เทวะแต่กำเนิดด้วยอย่างนั้นเหรอ?

            ไป๋ฉางเซิงได้ยินดังนั้นก็นึกย้อนไปถึงตอนที่อธิการบดีสุ่ยมู่เคยเปรยเรื่องนี้ขึ้นมาครั้งหนึ่ง

            “เอาละ ป้อนยาบำรุงพลังต้นกำเนิดให้เสี่ยวไป๋เถอะ”

            เจียงจืออวี๋ไม่ลังเลอีกต่อไปนิ้วเรียวคีบยาบำรุงพลังต้นกำเนิดขนาดเท่าไข่นกกระทาใส่เข้าปากไป๋ฉางเซิงเสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นทันที:

            [ยินดีด้วย โฮสต์กลืนกินยาบำรุงพลังต้นกำเนิด ได้รับค่าพลังเลือด 514แต้ม ได้รับแต้มวิวัฒนาการ 1,147 แต้ม]

            ยาบำรุงพลังต้นกำเนิดละลายทันทีที่เข้าปากกลายเป็นกระแสความร้อนลุ่มลึกที่ไหลพล่านไปทั่ว แถมยังมีกลิ่นคาวไหม้จางๆติดมาด้วย

            หญ้าหลอมวิญญาณนั้นมีฤทธิ์ทั้งหลอมวิญญาณและแผดเผาเลือดและเมื่อกลายเป็นยาบำรุงพลังต้นกำเนิดที่มีสมุนไพรวิญญาณอื่นๆมาช่วยกระตุ้นฤทธิ์ยา อาการเช่นนี้ก็ยิ่งทวีความรุนแรง

            ความรู้สึกร้อนรุ่มแผดเผานี้หลังจากเข้าสู่ท้องของไป๋ฉางเซิงแล้วก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆและเริ่มลุกลามไปทั่วทั้งร่าง

            แม้กระทั่งเลือดของไป๋ฉางเซิงที่เดิมทีเย็นเยียบในยามนี้กลับราวกับถูกต้มจนเดือดพล่านเกล็ดงูสีขาวเริ่มปรากฏสีแดงสดซึมทะลักออกมาอย่างประหลาด

            ทุกลมหายใจเข้าออกของเขาฟังดูราวกับเสียงเครื่องสูบลมที่ชำรุดทั้งแหบพร่าและหนักอึ้ง

            “อาจารย์คะ อาการของเสี่ยวไป๋แบบนี้... ไม่มีปัญหาใช่ไหมคะ?”

            เจียงจืออวี๋ยังขาดความรู้เรื่องสัตว์อสูรอยู่มากนี่อาจเป็นจุดอ่อนเพียงอย่างเดียวของเธอ

            แต่โชคดีที่มีผู้เชี่ยวชาญที่ขลุกอยู่กับศาสตร์นี้มาหลายสิบปีอยู่ข้างๆเธอจึงรีบเอ่ยถามทันที

            “ยาบำรุงพลังต้นกำเนิดคือของวิเศษที่ฝืนกฎเกณฑ์ธรรมชาติการจะยกระดับสายเลือดสัตว์อสูรอย่างก้าวกระโดดน่ะ มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก”

            “ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณจะถูกแผดเผาจากภายในสู่ภายนอกเพื่อชำระล้างสิ่งเจือปน”

            “รอเถอะ อาการแบบนี้จะดำเนินต่อไปอย่างน้อยสองชั่วโมง”

            สิ้นคำกล่าวของคณบดีเฉียนไป๋ฉางเซิงรู้สึกว่าความร้อนระอุนั้นยกระดับขึ้นไปอีกระดับครานี้เขารู้สึกราวกับจิตวิญญาณของตนถูกจับโยนลงไปย่างสดในกองเพลิง

            “ไอ้... บ้า... เอ๊ย...”

            คำด่านี้ไป๋ฉางเซิงเค้นออกมาลอดไรฟันที่ขบกันแน่น

            ความรู้สึกนี้ต่างจากความเจ็บปวดทั่วไปแม้จะไม่ได้เจ็บปวดเจียนตายแต่ความร้อนมหาศาลที่พุ่งสูงถึงขีดสุดกลับทำให้สติสัมปชัญญะของเขาเริ่มบิดเบี้ยว

            มันเหมือนกับเส้นลวดที่ถูกคีมบิดจนงอแล้วดัดให้ตรงซ้ำไปซ้ำมาพร้อมจะหักสะบั้นได้ทุกเมื่อ

            ทว่าหากเขาสามารถผ่านมันไปได้ทั้งจิตวิญญาณและพละกำลังของร่างกายไป๋ฉางเซิงจะถูกยกระดับขึ้นอย่างมหาศาล!

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน