ตลอดสามวันที่ผ่านมาแม้ค่าพลังเลือดของไป๋ฉางเซิงจะยังคงนิ่งอยู่ที่ประมาณวันละหนึ่งร้อยแต้มแต่แต้มวิวัฒนาการกลับพุ่งทะยานขึ้นด้วยความเร็วที่น่าตกใจ
แม้ต้องแลกกับการสูญเสียสรรพคุณของยาเลือดพยัคฆ์ไปเกือบสองในสามส่วนแต่ไป๋ฉางเซิงก็ไม่ได้รู้สึกเสียดายเลยแม้แต่น้อย
การยอมทิ้งขว้างในวันนี้ก็เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า
และแล้วเสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้น:
[ยินดีด้วย โฮสต์กลืนกินยาเลือดพยัคฆ์ ได้รับค่าพลังเลือด 274 แต้ม ได้รับแต้มวิวัฒนาการ 241 แต้ม]
เมื่อเห็นแต้มวิวัฒนาการทะลุหลักพันไป๋ฉางเซิงก็ไม่ลังเลแม้แต่นิดเดียว ตัดสินใจเลือกอัปเกรด 'เสริมพลังการย่อย' ทันที
[หักแต้มวิวัฒนาการ 1,000 แต้ม สาขาสายวิวัฒนาการ‘เสริมพลังการย่อย’ เลื่อนระดับระดับปัจจุบันคือระดับ 8]
[แต้มวิวัฒนาการที่ต้องการสำหรับการอัปเกรดครั้งถัดไป: 3,000 แต้ม, ค่าพลังเลือด: 100,000 แต้ม]
[เสริมพลังการย่อยระดับ 8: พัฒนาขีดความสามารถในการย่อยอาหารในระดับลึกพร้อมทั้งสามารถกักเก็บพลังเลือดไว้ได้จำนวนหนึ่ง]
[ขีดจำกัดการกักเก็บปัจจุบัน: 1,000/5,000]
สิ้นเสียงแจ้งเตือนของระบบที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องไป๋ฉางเซิงรู้สึกได้ถึงมวลความเย็นจางๆ ที่เข้าโอบอุ้มกระเพาะอาหารความรู้สึกอึดอัดท้องเล็กน้อยหลังจากกลืนยาเลือดพยัคฆ์หายไปเป็นปลิดทิ้ง
นี่น่ะหรือคือการเสริมพลังการย่อยระดับแปดช่างเหนือชั้นเกินไปแล้วจริงๆ
แม้ตอนนี้จะยังไม่รู้ว่าระดับแปดจะช่วยให้เขาดูดซับค่าพลังเลือดได้วันละเท่าไหร่แต่เพียงแค่ขีดจำกัดการกักเก็บพลังเลือดห้าพันแต้มนี้ก็เพียงพอให้ไป๋ฉางเซิงเปิดพุงกินได้อย่างเต็มคราบโดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกพลังเลือดที่มากล้นเกินไปอัดกระแทกจนร่างกายระเบิดออก
ปัญหาเพียงอย่างเดียวคือเช่นเดียวกับตอนระดับเจ็ดการเสริมพลังการย่อยระดับแปดมีข้อจำกัดเรื่องระดับพลังเลือด
เงื่อนไขค่าพลังเลือดหนึ่งแสนแต้มนั่นหมายความว่าหากเขาต้องการจะยกระดับทักษะนี้ขึ้นไปอีกเขาต้องพัฒนาความแข็งแกร่งของตนเองให้ก้าวเข้าสู่ระดับจ้าวอสูรเสียก่อน!
ไม่ได้การละต้องไปหาพี่สาวสุดที่รักเพื่อรีดไถขนมมากินเล่นเสียหน่อยแล้ว
และประจวบเหมาะพอดีเจียงจืออวี๋ที่กำลังฝึกฝนพลังอยู่ก็ได้รับข้อความจากคณบดีเฉียน
“ยาบำรุงพลังต้นกำเนิดหลอมเสร็จแล้ว พาเสี่ยวไป๋มาหาฉันเถอะ”
ครึ่งชั่วโมงต่อมาเจียงจืออวี๋ก็เคาะประตูห้องทำงานของคณบดีเฉียน
เมื่อผลักประตูเข้าไปก็เห็นคณบดีเฉียนนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานด้วยอาการเหม่อลอยเบื้องหน้าเขามียาทองคำสองเม็ด เม็ดหนึ่งใหญ่เม็ดหนึ่งเล็ก บรรจุอยู่ในกล่องหยกเพียงแค่มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่ของธรรมดา
“อาจารย์คะ”
เจียงจืออวี๋เอ่ยเรียกเบาๆคณบดีเฉียนถึงได้รู้สึกตัวและหันมามองเธอ
“มาแล้วเหรอ? กว่าจะได้ของสิ่งนี้มาไม่ใช่เรื่องง่ายๆพอได้มาจริงๆ ก็เลยเผลอใจลอยคิดถึงความหลังน่ะ”
สิ่งที่เฝ้าพะวงมานับสิบปีจู่ๆก็สำเร็จลุล่วงอย่างราบรื่น จึงไม่แปลกที่คณบดีเฉียนจะเสียอาการไปบ้าง
“นี่สำหรับเสี่ยวไป๋”
คณบดีเฉียนเลื่อนยาทองคำเม็ดที่เล็กกว่าไปทางเจียงจืออวี๋
“ให้มันกินในห้องฝึกตนได้เลย”
“ถ้ามีปัญหาอะไร ฉันจะได้เข้าไปช่วยได้ทันท่วงที”
ในห้องทำงานของคณบดีมีการจัดเตรียมห้องฝึกตนไว้เป็นพิเศษเพียงแต่เขาไม่ค่อยได้ใช้งานนัก
เนื่องจากขนาดตัวที่ใหญ่โตของซวนหนีหยกทมิฬทำให้มันไม่สามารถออกมาเพ่นพ่านในอาคารสำนักงานได้ หากขืนปล่อยออกมาตึกทั้งหลังคงได้พังครืนลงมาแน่ และสำหรับเขาวิถียุทธ์พลังเลือดเป็นเพียงวิชาเสริมเท่านั้น จึงไม่จำเป็นต้องฝึกฝนตลอดเวลา
แต่ต้องยอมรับเลยว่าห้องฝึกตนที่จัดเตรียมไว้ให้ระดับคณบดีนั้นช่างหรูหรายิ่งนัก
ไม่เพียงแต่โลหะผสมที่ใช้สร้างจะมีระดับสูงกว่าห้องฝึกตนระดับเจี่ยแต่แม้กระทั่งประสิทธิภาพในการรวบรวมปราณก็ยังเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ไป๋ฉางเซิงถูกเจียงจืออวี๋เรียกออกมาร่างขนาดมหึมาของเขาเข้ายึดพื้นที่เกือบหนึ่งในสามของห้องฝึกตนไปในทันที
เขาสะบัดหัวให้คณบดีเฉียนเล็กน้อยเป็นการทักทาย
คณบดีเฉียนมองไป๋ฉางเซิงพลางยิ้มละไม“เจ้าตัวเล็ก ยาบำรุงพลังต้นกำเนิดนี่หามาไม่ได้ง่ายๆ เลยนะให้ฉันดูหน่อยเถอะว่าศักยภาพของนายจะไปได้ไกลแค่ไหน!”
ไป๋ฉางเซิงย่อมรู้ดีว่ายาบำรุงพลังต้นกำเนิดนั้นล้ำค่าเพียงใดในใจของเขาจึงเต็มไปด้วยความคาดหวัง
หลังจากกินแก่นหยกเลือดมังกรไปก่อนหน้านี้เลือดมังกรของเขาก็แตะระดับสาม หากต้องการเลื่อนระดับขึ้นไปอีกต้องใช้แต้มวิวัฒนาการสูงถึงหนึ่งหมื่นแต้ม!
จำนวนที่มหาศาลขนาดนี้หากไม่มีอะไรผิดพลาดเขาคงต้องรอจนค่าพลังเลือดเกือบจะทะลวงระดับจ้าวอสูรถึงจะรวบรวมได้ครบ
ทว่าเห็นได้ชัดว่าแต้มวิวัฒนาการก้อนนี้มีความจำเป็นต้องจ่าย
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเพียงแค่คำว่า ‘ศักยภาพราชาอสูร’ ไป๋ฉางเซิงก็ต้องตะเกียกตะกายรวบรวมแต้มหนึ่งหมื่นแต้มนี้มาให้จงได้
พึงรู้ไว้ว่าพี่ใหญ่สุดที่รักของเขาอย่างซวนหนีหยกทมิฬในตอนนี้ก็มีเลือดมังกรเพียงระดับสี่เท่านั้น
และตอนนี้คณบดีเฉียนได้ปูทางไว้ให้เขาแล้วยาบำรุงพลังต้นกำเนิดรุ่นลดสรรพคุณอยู่ในมือของเจียงจืออวี๋หากจะบอกว่าไป๋ฉางเซิงไม่หวั่นไหวก็คงเป็นการโกหก
พูดตามตรงเขาก็ตั้งตารอคอยผลลัพธ์ของเลือดมังกรระดับสี่อยู่เหมือนกัน
“เมื่อความเข้มข้นของเลือดมังกรทะลวงถึงระดับสี่เค้าโครงมังกรจะเด่นชัดขึ้น”
“ในขณะเดียวกันมันจะปลุกอิทธิฤทธิ์เทวะแต่กำเนิดขึ้นมาตามคุณสมบัติของตัวเองด้วย!”
คณบดีเฉียนเอ่ยขึ้นพลางมองไป๋ฉางเซิงด้วยสายตาคาดหวัง“ไม่รู้เหมือนกันว่าเจ้าตัวเล็กนี่จะปลุกอิทธิฤทธิ์เทวะแต่กำเนิดแบบไหนออกมา”
ยังมีของแถมเป็นอิทธิฤทธิ์เทวะแต่กำเนิดด้วยอย่างนั้นเหรอ?
ไป๋ฉางเซิงได้ยินดังนั้นก็นึกย้อนไปถึงตอนที่อธิการบดีสุ่ยมู่เคยเปรยเรื่องนี้ขึ้นมาครั้งหนึ่ง
“เอาละ ป้อนยาบำรุงพลังต้นกำเนิดให้เสี่ยวไป๋เถอะ”
เจียงจืออวี๋ไม่ลังเลอีกต่อไปนิ้วเรียวคีบยาบำรุงพลังต้นกำเนิดขนาดเท่าไข่นกกระทาใส่เข้าปากไป๋ฉางเซิงเสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นทันที:
[ยินดีด้วย โฮสต์กลืนกินยาบำรุงพลังต้นกำเนิด ได้รับค่าพลังเลือด 514แต้ม ได้รับแต้มวิวัฒนาการ 1,147 แต้ม]
ยาบำรุงพลังต้นกำเนิดละลายทันทีที่เข้าปากกลายเป็นกระแสความร้อนลุ่มลึกที่ไหลพล่านไปทั่ว แถมยังมีกลิ่นคาวไหม้จางๆติดมาด้วย
หญ้าหลอมวิญญาณนั้นมีฤทธิ์ทั้งหลอมวิญญาณและแผดเผาเลือดและเมื่อกลายเป็นยาบำรุงพลังต้นกำเนิดที่มีสมุนไพรวิญญาณอื่นๆมาช่วยกระตุ้นฤทธิ์ยา อาการเช่นนี้ก็ยิ่งทวีความรุนแรง
ความรู้สึกร้อนรุ่มแผดเผานี้หลังจากเข้าสู่ท้องของไป๋ฉางเซิงแล้วก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆและเริ่มลุกลามไปทั่วทั้งร่าง
แม้กระทั่งเลือดของไป๋ฉางเซิงที่เดิมทีเย็นเยียบในยามนี้กลับราวกับถูกต้มจนเดือดพล่านเกล็ดงูสีขาวเริ่มปรากฏสีแดงสดซึมทะลักออกมาอย่างประหลาด
ทุกลมหายใจเข้าออกของเขาฟังดูราวกับเสียงเครื่องสูบลมที่ชำรุดทั้งแหบพร่าและหนักอึ้ง
“อาจารย์คะ อาการของเสี่ยวไป๋แบบนี้... ไม่มีปัญหาใช่ไหมคะ?”
เจียงจืออวี๋ยังขาดความรู้เรื่องสัตว์อสูรอยู่มากนี่อาจเป็นจุดอ่อนเพียงอย่างเดียวของเธอ
แต่โชคดีที่มีผู้เชี่ยวชาญที่ขลุกอยู่กับศาสตร์นี้มาหลายสิบปีอยู่ข้างๆเธอจึงรีบเอ่ยถามทันที
“ยาบำรุงพลังต้นกำเนิดคือของวิเศษที่ฝืนกฎเกณฑ์ธรรมชาติการจะยกระดับสายเลือดสัตว์อสูรอย่างก้าวกระโดดน่ะ มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก”
“ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณจะถูกแผดเผาจากภายในสู่ภายนอกเพื่อชำระล้างสิ่งเจือปน”
“รอเถอะ อาการแบบนี้จะดำเนินต่อไปอย่างน้อยสองชั่วโมง”
สิ้นคำกล่าวของคณบดีเฉียนไป๋ฉางเซิงรู้สึกว่าความร้อนระอุนั้นยกระดับขึ้นไปอีกระดับครานี้เขารู้สึกราวกับจิตวิญญาณของตนถูกจับโยนลงไปย่างสดในกองเพลิง
“ไอ้... บ้า... เอ๊ย...”
คำด่านี้ไป๋ฉางเซิงเค้นออกมาลอดไรฟันที่ขบกันแน่น
ความรู้สึกนี้ต่างจากความเจ็บปวดทั่วไปแม้จะไม่ได้เจ็บปวดเจียนตายแต่ความร้อนมหาศาลที่พุ่งสูงถึงขีดสุดกลับทำให้สติสัมปชัญญะของเขาเริ่มบิดเบี้ยว
มันเหมือนกับเส้นลวดที่ถูกคีมบิดจนงอแล้วดัดให้ตรงซ้ำไปซ้ำมาพร้อมจะหักสะบั้นได้ทุกเมื่อ
ทว่าหากเขาสามารถผ่านมันไปได้ทั้งจิตวิญญาณและพละกำลังของร่างกายไป๋ฉางเซิงจะถูกยกระดับขึ้นอย่างมหาศาล!