จ้อยเห็นลิ้นเหนียวหนึบพุ่งเข้ามาหน้าตาเฉยก็ตาโตคราวนี้ไม่ยอมเสียเปรียบง่ายๆ เหมือนตอนเจอเจ้าขนคำแน่!ด้วยสัญชาตญาณสัตว์แสบผสมความกะล่อน จ้อยคำรามลั่น “เฮ้ยพี่ชาย! ลองชิม‘หญ้าวิเศษแช่น้ำมนตร์ หลวงปู่เค็ม’ หน่อยเป็นไง!” ไม่พูดเปล่าจ้อยอาศัยจังหวะซิกแซกวิ่งหนีหนี้สะบัดหางกวักกลุ่มก้อนหญ้าพิษที่ขึ้นอยู่แถวริมน้ำพุ่งสวนเข้าไปในปากที่อ้ากว้างของคางคกยักษ์ทันที!
พรววดด!
ลิ้นที่ควรจะตวัดจับกระรอกกลับคว้าเอาก้อนหญ้าพิษเข้าปากไปเต็มคำคางคกยักษ์ชะงักพรวด ร่างมหึมาเริ่มโซเซมันมองเห็นกระรอกอ้วนแยกร่างออกเป็นสิบตน...
จ้อยเห็นโอกาสทองไม่รอช้าพุ่งตัวปานกระสุนปืนเข้าใส่หัวคางคกยักษ์! “นี่แน่ะ!ริอาจมาแย่งข้าวเช้าพ่อนักเลงกระรอก!” จ้อยใช้พุงกระแทกเข้าที่หัวมันทีหนึ่งก่อนจะอาศัยแรงส่งม้วนตัวลอยขึ้นฟ้า แล้วสลัดมาดกระรอกผู้น่ารักทะยานร่างหมุนตัวกลางอากาศสลัดหางพวงใหญ่ฟาดเข้าใส่เต็มเหนี่ยวด้วยท่า“จระเข้ฟาดหาง” ฉบับสัตว์เทพดวงจันทร์!
พลั่ก!
พลังทำลายล้างจากหางฟาดเข้าที่ขมับคางคกยักษ์จนหน้าหันจ้อยพุ่งไปกอดโคนผลไม้ทิพย์รูปร่างคล้ายกระบองเพชรยักษ์แล้วใช้แรงเหวี่ยงตัวฟาดผลไม้นั้นเข้ากลางแสกหน้าคางคกยักษ์ซ้ำอีกทีจนมันหงายหลังตึงลิ้นจุกปากฟองเฟี้ยวเต็มไปหมด... ผู้ชนะคือ เจ้าจ้อย กระรอกผู้หิวโหยแห่งดวงจันทร์!
.....
เสี้ยววินาทีต่อมา...
ณ บริเวณริมลำธารทิพย์ควันสีดำขมุกขมัวค่อยๆ ลอยล่องขึ้นสู่อากาศอันบริสุทธิ์...จ้อยนั่งขัดสมาธิอยู่โคนต้นไม้ใหญ่มองดูเนื้อคางคกยักษ์ที่ถูกย่างจนเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองกลิ่นหอมฉุยปานกบย่างแช่น้ำปลาพ่วงน้ำผึ้งทิพย์ จ้อยปาดน้ำลายพลางบ่นพึมพำ“น่าเสียดายจริงๆ ... ที่นี่ไม่มีน้ำพริกเกลือหรือน้ำจิ้มแจ่ว ขืนกินชืดๆรสชาติคงเสียของ... แต่เอาเถอะ ในยามคับขันปาน งานสโมสรสันนิบาตทิพย์ ที่หลวงปู่เค็ม ท่านคายไก่แล้วยังไม่ได้ปรุงแบบนี้ มีอะไรก็ต้องฟาดๆ ไปก่อน!”
จ้อยเฝ้ารอจนเนื้อเกรียมได้ที่เขาใช้ไม้พายตะปบเนื้อส่วนน่องออกมาเตรียมจะงับคำโต ทันใดนั้นหูยาวฟูก็สะดุ้งวาบ!เขาได้ยินเสียงขยับปีกปานสายลมที่กำลังกระซิบเรียก...จ้อยผู้เคยหนีเจ้าหนี้มาโชกโชนย่อมไวปานสายฟ้า!เขายัดน่องเนื้อย่างเข้าปากแล้วกวาดที่เหลือลง หีบวิเศษ จนหมดเกลี้ยงภายในเสี้ยววินาทีก่อนจะวิ่งปรู๊ดไปแอบหลังต้นไม้ ทิ้งไว้เพียงร่องรอยกองไฟที่ดับสนิท
ทว่า... ร่างกายเขากลับแข็งทื่อเมื่อลูกไฟสีทองขนาดเล็กเท่ากำปั้นเด็กปรากฏขึ้น!
มันคือสัตว์เทพที่มีรูปร่างคล้ายไก่แจ้ผสมนกยูงขนทุกเส้นเป็นสีทองระยิบระยับปานทองคำสุกปลั่งสลับกับสีแดงเพลิงสว่างไสวแต่มันตัวเล็กจิ๋วปานกำปั้นเด็กทารก ตัว กลมดิิก ปานลูกกอล์ฟไฟ... มันคือ“สกุณาโชติช่วง” (ลักษณะ:พญานกเพลิงเพศเมียที่มีกายเป็นสีทองเปล่งรัศมีร้อนแรงดั่งดวงสุริยามีแผงคอและหางพริ้วไหวเป็นเปลวอัคคีตลอดเวลา) ฉบับเบบี๋น่ะสิ!
แววตากลมอีแป้นนั้นกลับแฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งจองหองสุดขีดมันยืนยืดอกจิ๋วๆ พลางตะโกนน้ำเสียงแก่แดด “ไอ้กระรอกอ้วน!ส่งเนื้อคางคกที่เจ้าเพิ่งย่างมาเดี๋ยวนี้! อย่าให้ องค์หญิง ต้องลงมือเอง!”
จ้อยเห็นเข้าก็งงตับทรุด “องค์หญิง? ไก่แจ้ตัวจิ๋วที่ดูไม่ออกว่าตรงไหนหน้าตรงไหนพุงเนี่ยนะ?”เขาเริ่มสงสัยว่านี่อาจจะเป็นเจ้าที่ปลอมตัวมา “เอ่อ... เจ้าคือ...รุกขเทวดาเจ้าที่... หรือผู้คุมอุทยานนี้งั้นเหรอ?”
ลูกไหมทองได้ยินแล้วถึงกับฟิวส์ขาด“เจ้าบังอาจมาดูแคลน องค์หญิง ว่าเป็นรุกขเทวดาชั้นต่ำงั้นเรอะ!เจ้าจะต้องโดนอาญา!”
ไม่ทันที่จ้อยจะเถียงลูกไฟทองก็ประกาศศักดาต่อ “เจ้า... กระรอกชั้นต่ำ!จงคุกเข่าลงสารภาพบาปที่กล้ามาปรามาสพญานกเพลิงผู้ยิ่งใหญ่เสีย!แล้วจงรีบย่างเนื้อตัวเองส่งมาให้ข้ากินแทนเนื้อคางคกซะไม่งั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือน!”
จ้อยหลุดขำเอิ๊กอ๊าก“สกุณาโชติช่วงผู้ยิ่งใหญ่ตัวจิ๋วจนมองไม่เห็นขนแผงคอเนี่ยนะ? ตัวกลมดิิกปานลูกชิ้นแช่น้ำมันก๊าดแบบนี้ใครเขาจะเชื่อ ฮ่าๆๆ! ดูๆ ไปยังกะเบบี๋ ‘ไก่แจ้สุริยัน’ ปลุกเสกฉบับแก้บนหลวงปู่เค็ม เลยว่ะ!”
จ้อยหัวเราะลั่นพลางชี้นิ้วใส่ลูกไหมทองที่กำลังตัวสั่นดิ๊กๆ ด้วยความแค้น “เจ้า...เจ้าบังอาจดูแคลนองค์หญิง! จงรีบย่างเนื้อตัวเองส่งมาเดี๋ยวนี้!ไม่งั้นองค์หญิงจะลงมือเองจริงๆ นะ!”
จ้อยเดินเข้าไปหาด้วยสีหน้าสุดกวน“แหม... แม่หนูไก่แจ้ไฟ... อย่าทำหน้าบูดไปเลยองค์หญิงผู้ยิ่งใหญ่จะมายุ่งกับคางคกป่าชั้นต่ำได้ยังไง? อีกอย่าง ข้าก็กินไปหมดแล้วจะให้ข้าย่างตัวเองเนี่ยนะ? นี่มัน ‘เมตตาธรรม’ฉบับไหนกันเนี่ย?”
“อย่ามาเรียกข้าว่าไก่ไฟนะ!”มันตะโกนลั่นจนเปลวไฟแผดเผาแรงขึ้น “ข้าคือ สกุณาโชติช่วง! ไม่ใช่ลูกไก่กระจอกๆพวกนั้น!”
จ้อยยักคิ้วให้ “จ้ะๆแม่หนูลูกไก่ไฟ... อย่าโมโหสิ เดี๋ยวไฟก็มอดพอดี”
“ข้าบอกว่าอย่าเรียกไก่ไฟ!”มันหมุนตัวดิ๊กๆ ปานไก่ชนของขึ้น จ้อยแกล้งทำหน้าซื่อ “ผมไม่ได้พูดนะแม่หนูลูกไก่ไฟ!”
“เจ้าพูด!”มันจ้องหน้าจ้อยเขม็ง จ้อยรุกต่อ “ผมพูดว่าอะไรนะ?” มันรีบสวนแบบไม่คิด“เจ้าพูดว่าลูกไก่ไฟ!”
จ้อยยิ้มกริ่มอย่างผู้ชนะ...และนั่นทำให้ลูกไหมทองโมโหจนฟิวส์ขาด! มันอ้าปากจิ๋วๆ ออกพ่นเปลวไฟสีทองมหาศาลเข้าใส่จ้อยเต็มเปา!
ตูมมมม!
จ้อยโดนเด็กแสบเล่นงานจนร่างจมหายไปในกองไฟ!พอลูกไฟไหมทองเห็นจ้อยโดนเผาก็ตกใจพรวด รีบหุบปากลนลาน “ข้าไม่ได้ตั้งใจ...ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ... เจ้าเป็นอะไรไหม? อย่าโกรธองค์หญิงเลยนะ...”
เปลวไฟค่อยๆ สลายไปปรากฏร่างกระรอกที่ “ดำปึดปื๋อ” ปานถ่านไม้แช่น้ำปลา จ้อยพ่นควันดำออกทางปากปุด... ก่อนจะลืมตาขาวโพลนท่ามกลางหน้าดำๆ ด้วยความตะลึง! ลูกไหมทองตกใจแทบตายเคลื่อนตัวเข้ามาหาด้วยความรู้สึกผิด “ข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ...อย่าโกรธองค์หญิงเลยนะ...”
จ้อยมองดูเด็กแสบตรงหน้าก็รู้เลยว่านี่มัน"ลูกเทวดา" ชัดๆ สอนด้วยเหตุผลไปก็เสียเวลา จ้อยข่มอารมณ์แล้วนั่งลง“ยังไม่ตาย... ก็แค่กลายเป็นกระรอกย่างถ่านไปนิดเดียว...”
ลูกไหมทองยังไม่สำนึกสนิท“ข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ... เพื่อเป็นการชดเชยเจ้าจงคุกเข่าสารภาพบาปที่กล้ามาดูแคลนองค์หญิงซะ!แล้วย่างตัวเองมาให้ข้าชิมสักนิดเถอะนะ!”
จ้อยสำลักควันดำทันที!ไอ้เด็กนี่มันอาการหนักจริงๆ! บอกว่าไม่ได้ตั้งใจ...แต่ยังสั่งให้ตูย่างตัวเองให้กินเนี่ยนะ? จ้อยฉีกยิ้มกวนประสาทฉบับหน้าดำ ตบหัวกลมๆ ของมันเบาๆ “ดีมาก...งั้นเรามาตกลงกันใหม่นะองค์หญิงผู้ยิ่งใหญ่... สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ไปผมขอรับประกันเลยว่า... ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ... แล้วเจ้าจะยกโทษให้ผมไหม?”
“แน่นอน!”ลูกใหม่ทองพยักหน้ามั่นใจ “ถ้าไม่ได้ตั้งใจ ก็ต้องให้อภัย! นั่นคือสิ่งที่ผู้ใหญ่เขาทำกัน!”
จ้อยยักคิ้ว “แน่นะ?” ลูกนกเพลิงตัวแสบยืดอกประกาศ“ตระกูลสกุณาโชติช่วงของข้า เด็ดขาดไม่โกหก!”
จ้อยฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวเด่นหราท่ามกลางหน้าดำปึดปื๋อ!