“เซียวเฉินกลับมาเร็ว นี่ไม่ใช่เวลาอวดความสามารถ เ้าจะตายเอานะ” หลินหนิงซึ่งอยู่ทางด้านหลังะโเสียงดังทว่าเซียวเฉินกลับทำไขหู ยังเดินหน้าต่อไปดังเดิม
ดวงตาของหลินคุนและสือเทียนมีแววกังวล
หลินหนิงร้อนใจจนกระทืบเท้า แม้นางจะรู้ว่าเซียวเฉินได้รับการยกย่องให้เป็ราชันศิษย์ใหม่ของปีนี้แต่กลับไม่เคยเห็นความสามารถของเขายิ่งกว่านั้นสัตว์ปิศาจระดับห้ามีความสามารถเทียบได้กับขั้นแรกกำเนิดเก้าชั้นฟ้าแค่ระดับก็สูงกว่าเขาสามขั้นแล้ว ใช้หัวแม่เท้าตรองดูก็รู้ว่าเขามิใช่คู่ต่อสู้
ในเมื่อระหว่างทางมีความสัมพันธ์อันดีกับเซียวเฉินแล้ว จะเบิกตามองเขาเดินไปหาที่ตายได้อย่างไร
หลินคุนเอ่ยเสียงห้าวลึก “หนิงเอ๋อร์ ไม่ต้องเป็ห่วงหากอีกสักครู่เซียวเฉินสู้ไม่ได้ ข้ากับสือเทียนจะลงมือทันทีพวกเราสามคนร่วมแรงกันก็ไม่แน่ว่าจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของสัตว์ปิศาจระดับห้าหากเห็นท่าไม่ดี พวกเราก็ยังมีความสามารถในการหลบหนี”
สือเทียนถอนใจ “ได้แต่ทำเช่นนี้แล้ว”
โฮก!
สัตว์ปิศาจระดับห้าเป็สัตว์ปิศาจร่างสูงใหญ่ ขาสี่ข้างล่ำสันมีั์ตาสีแดงโลหิตมีประกายดุร้ายกระหายเื เขี้ยวเต็มปาก แค่เห็นก็น่าสะพรึงกลัว
ทว่าเซียวเฉินกลับยิ้มแย้ม
“เดินมาทั้งวันยังไม่ได้กินข้าวพอดี วันนี้ก็เริ่มลงมือจากเ้าแล้วกัน”
สุนัขป่าปิศาจคำรามด้วยโทสะ เมื่อมันเผชิญหน้ากับการยั่วยุของเซียวเฉินก็อดเงยหน้ากู่ร้องยาวไม่ได้จากนั้นเงาร่างก็คายดวงแสงสีดำอานุภาพแกร่งกร้าวออกมา
“ถึงกับมีสติปัญญาแล้ว ไม่เลว”
เมื่อเซียวเฉินยิ้ม ทะเลเพลิงในมือก็พวยพุ่ง พริบตากงล้อประทับหลายอันก็หลุดจากมือ เพลิงอัคคีแกร่งกร้าวอุณหภูมิร้อนแรงโอบล้อมสุนัขป่าปิศาจไว้เป็ชั้นๆ โดยไม่เหลือช่องว่าง
“นี่...”
ชั่วขณะ คนทั้งสามก็เบิกตาโต
ดูเหมือนเซียวเฉินจะเป็ฝ่ายได้เปรียบ
นี่เป็ไปได้อย่างไร เขาสะกดสัตว์ปิศาจระดับห้าได้อย่างไรกัน?
ครู่ต่อมาก็มีะเิดั่งอสนีบาตเป็ระลอกไปทั่วนภากาศ เปลวเพลิงลุกโชติ่ดุจเสียงัคำรามในนั้นมีเสียงโหยหวนของสุนัขป่าปิศาจปะปนอยู่ด้วย
เปลวไฟลุกท่วมฟ้า กลืนกินร่างของสุนัขป่าปิศาจ
“เซียวเฉินคนนี้ ช่าง...” วิปริตแท้ๆ
เคล็ดวิชาเช่นนี้กล้าแกร่งเทียบได้กับขั้นนิลระดับสูงสุดหรือว่าเซียวเฉินมีความเชื่อมั่นเพราะในตัวมีเคล็ดวิชาขั้นนิลระดับสูงสุดมิน่าเล่าจึงเป็ราชันศิษย์ใหม่ได้
“คาดว่าพวกเราคงไม่ต้องไปช่วยแล้ว” หลินคุนเอ่ยยิ้มๆ
ส่วนเฟิงอวิ๋นเสียงที่อยู่ด้านข้างก็เห็นฉากนี้เช่นกัน ดวงตาหรี่ลงนิดๆ และมีกลิ่นอายอันตราย
ตูม!
ตูม!
หลังจากเสียงดังตูมติดต่อกันหลายครั้งหายไป สุนัขป่าปิศาจเือาบทั่วร่างเส้นขนถูกไฟเผาจนเกลี้ยง อเนจอนาถเหมือนสุนัขจรจัดตัวหนึ่งไหนเลยยังมีท่าทางสง่างามของสัตว์ปิศาจระดับห้า
ถึงอย่างไรก็เป็สัตว์ปิศาจที่มีสติปัญญาแล้ว เมื่อสู้ไม่ได้ก็คิดจะหลบหนีแต่เห็นได้ชัดว่าเซียวเฉินไม่ให้โอกาสมัน เขาสะบัดมือใช้โซ่ที่สร้างจากเปลวเพลิงกักขังมันไว้ จากนั้นใช้มือหนึ่งทุบกะโหลกของมันโลหิตสดสาดกระจาย
โฮก!
สุนัขป่าปิศาจร้องโหยหวน สิ้นชีพไป
เซียวเฉินนำผลึกสัตว์ออกมา ผลึกสัตว์ระดับห้ามีขนาดเท่ากำปั้น ใหญ่กว่าผลึกสัตว์ระดับสองระดับสามไม่น้อยอีกทั้งพลังเสวียนบนนั้นก็เข้มข้นอย่างยิ่ง มิใช่สิ่งที่ผลึกสัตว์ระดับสองระดับสามจะเทียบได้
เซียวเฉินเดิมยิ้มแย้มกลับมา
“โชคดีที่ไม่ล้มเหลว” เซียวเฉินยิ้มชืดชาจากนั้นมองสุนัขป่าปิศาจที่ตายแล้วแวบหนึ่ง แล้วโบกมือย่างมัน
“ พวกเรามีอาหารกินแล้ว เนื้อสัตว์ปิศาจหายากสามารถทำให้ร่างกายแข็งแกร่งได้”
ชี่ชี่!
ครู่หนึ่ง กลิ่นหอมก็กำจาย เซียวเฉินแบ่งสัตว์ปิศาจให้พวกหลินหนิงสามคน
“เหตุใดไม่มีของข้า?” เฟิงอวิ๋นเสียงส่งเสียง เขาก็ไม่ได้กินอะไรมาตลอด่เช้าเช่นกัน ย่อมหิวโหยเป็ธรรมดาอีกทั้งกลิ่นเนื้อย่างก็หอมเตะจมูก เขาย่อมทนไม่ไหว
เซียวเฉินมองเขาแวบหนึ่งแล้วเอ่ยเรียบๆ “ทำไมต้องให้เ้าด้วย?”
เฟิงอวิ๋นเสียงเอ่ย “พวกเราเป็กลุ่มเดียวกันหรือเ้าไม่สมควรแบ่งให้ข้าส่วนหนึ่ง?”
เมื่อคำพูดนี้ออกมา เซียวเฉินอดหัวเราะไม่ได้
“เฟิงอวิ๋นเสียง เ้าไม่รู้สึกว่าเอ่ยคำพูดนี้ออกมาเป็การตบหน้าตนเองหรือ? ตอนนี้เ้าเพิ่งนึกได้ว่าพวกเราเป็กลุ่มเดียวกันเมื่อครู่ตอนข้าสู้กับสุนัขป่าปิศาจตามลำพังทำไมเ้าไม่พูดว่าพวกเราเป็กลุ่มเดียวกัน? เ้ากลับผลักให้ข้าออกไปเผชิญหน้าคนเดียวตอนนี้ข้าสังหารสุนัขป่าปิศาจแล้ว เ้าจึงนึกได้ว่าพวกเราเป็กลุ่มเดียวกันไม่รู้สึกว่าช้าไปสักหน่อยหรือ?”
คำพูดของเซียวเฉินราบเรียบ แต่กลับตบหน้าเฟิงอวิ๋นเสียงทุกประโยคทำให้เฟิงอวิ๋นเสียงมีสีหน้าอัปลักษณ์
“เ้าก็กลับมาอย่างปลอดภัยมิใช่หรือ”
เซียวเฉินยิ้มหยัน “หากข้าแพ้เล่า? ข้าก็จะตายด้วยกรงเล็บของสุนัขป่าปิศาจแล้วกลายเป็อาหารของมันดังนั้น นี่คืออาหารที่ข้าใช้ชีวิตแลกมา ทำไมต้องแบ่งให้เ้าด้วย?”
“แล้วทำไมพวกเขาจึงได้ส่วนแบ่ง?” เฟิงอวิ๋นเสียงชี้พวกหลินหนิงสามคนสีหน้าไม่น่าดูอย่างยิ่ง เซียวเฉินกัดน่องสุนัขป่าคำหนึ่ง เอ่ยด้วยรอยยิ้มตาหยี“เพราะข้าเต็มใจ!”
ข้าเต็มใจ!
สามคำนี้ดั่งฝ่ามือตบเข้าที่ใบหน้าของเฟิงอวิ๋นเสียงอย่างแรง
เ็ปแสบร้อน
เซียวเฉินมองเฟิงอวิ๋นเสียงด้วยสายตาเหมือนมองคนปัญญาอ่อนที่ต้องแส่หาความอัปยศซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้ได้
“เ้า...”
เซียวเฉินเอ่ยยิ้มๆ “หากเ้ายังไม่ไปหาอาหาร เกรงว่าตอนกลางคืนคงหายาก ถึงตอนนั้นพวกเราคงไม่อยู่เป็เพื่อนตอนกลางคืนอันตรายมาก ถึงอย่างไรพวกเราตรงนี้ก็ไม่เลี้ยงคนกินฟรี”
เอ่ยจบก็ไม่สนใจเฟิงอวิ๋นเสียงอีก ต่างคนต่างกิน
เฟิงอวิ๋นเสียงเดินออกไปด้วยสีหน้าอัปลักษณ์ จู่ๆหลินหนิงก็ส่งเสียงหัวเราะออกมา “เซียวเฉิน เ้าร้ายกาจมากเ้าไม่รู้หรอกว่าเมื่อครู่เฟิงอวิ๋นเสียงถูกเ้ายั่วโทสะจนหน้าแดงก่ำอย่าให้พูดเลยว่าน่าเกลียดเพียงใด”
หลินคุนและสือเทียนก็หัวเราะ กล่าวว่า“คราวนี้เฟิงอวิ๋นเสียงพ่ายแพ้ในเงื้อมมือเ้า เกรงว่าคงไม่แล้วกันไปง่ายๆต่อไปเ้าระวังตัวไว้หน่อยก็ดี”
เซียวเฉินไม่ใส่ใจนัก “วางใจเถอะพี่ใหญ่หลินข้ายังไม่เห็นเฟิงอวิ๋นเสียงอยู่ในสายตา ตอนข้าเข้าสถานศึกษา ความสามารถแค่ขั้นแรกกำเนิดห้าชั้นฟ้าก็เอาชัยโจวเจ๋อที่มีความสามารถขั้นแรกกำเนิดแปดชั้นฟ้าได้บัดนี้อยู่ขั้นแรกกำเนิดหกชั้นฟ้าก็สามารถเอาชัยเฟิงอวิ๋นเสียงได้เช่นกัน”
พวกหลินหนิงมองเด็กหนุ่มเบื้องหน้าแล้วอดทอดถอนใจไม่ได้
ครานี้ เกรงว่าสถานศึกษาชางหวงจะปรากฏผู้มีพร์ยอดเยี่ยมขึ้นแล้ว
วิ้งวิ้ง
ครู่หนึ่ง เฟิงอวิ๋นเสียงหิ้วสัตว์ปิศาจที่มีรูปร่างกระต่ายกลับมาจากนั้นมองเซียวเฉินแวบหนึ่ง เอ่ยว่า “ยืมไฟหน่อย”
คราวนี้ เซียวเฉินไม่ได้ปฏิเสธ เขารู้ว่าสิ่งใดเรียกหยุดแต่พอสมควรสิ่งใดเรียกความเหมาะสม หากเวลานี้ยังยั่วโทสะเฟิงอวิ๋นเสียงอีก เช่นนั้นเขาจะกลายเป็คนที่บีบคั้นผู้อื่นอย่างเห็นได้ชัดและให้ความประทับแก่ผู้อื่นว่าวางอำนาจบาตรใหญ่แทนเขาจึงยื่นนิ้วมา และเปลวเพลิงก็พุ่งไป
หลังจากคนทั้งห้ารับประทานเสร็จก็ล้อมกองไฟพูดคุยกันมีเพียงเฟิงอวิ๋นเสียงคนเดียวที่เงียบ พวกเซียวเฉินย่อมไม่เป็ฝ่ายไปเริ่มสนทนาด้วยขณะที่ทุกคนคิดจะนอนหลับ ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้า คลื่นพลังเสวียนและเสียงคำรามต่ำๆ ของสัตว์ปิศาจดังมาจากในป่ารางๆ
เซียวเฉินมีสีหน้าหนักใจ
“ทุกคนระวังตัวหน่อย สัตว์ปิศาจคราวนี้อาจจะเป็สัตว์ปิศาจระดับห้าเช่นกันพวกเราจะประมาทไม่ได้” เซียวเฉินส่งเสียง พวกหลินหนิงสามคนต่างผงกศีรษะ
หลังจากเซียวเฉินแสดงความสามารถอันน่าทึ่งไปก่อนหน้านี้คนทั้งสามก็แอบยึดถือเขาเป็ศูนย์กลาง ในเวลานี้เองพยัคฆ์ร้ายขนาดมหึมาก็ย่างเท้าออกมา เค้าหน้าแปลกประหลาดเหมือนมารร้ายกลิ่นอายที่แผ่จากร่างยิ่งแข็งแกร่ง
“พยัคฆ์มารหน้าผี สัตว์ปิศาจ...ระดับหก...” สือเทียนเสียงสั่นสีหน้าเปลี่ยนเป็ซีดเผือด หลินหนิงและหลินคุนทางด้านข้างยิ่งมีสีหน้าไม่น่าดู
สัตว์ปิศาจระดับหก เทียบได้กับผู้ฝึกวิชายุทธเผ่ามนุษย์ที่มีความสามารถขั้นตานฟ้าสองชั้นฟ้าหากเป็สัตว์ปิศาจขั้นหกระดับสูงสุดอาจจะเทียบได้กับผู้เข้มแข็งขั้นเสวียนฟ้า
แต่คนที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มของพวกเขามีเพียงความสามารถขั้นแรกกำเนิดเก้าชั้นฟ้าเป็ไปไม่ได้เลยที่จะหนีรอดจากการตามรอยของพยัคฆ์มารหน้าผี
เซียวเฉินลอบด่าทอ
“สมควรตายนัก กลิ่นเนื้อสุนัขป่าปิศาจเมื่อครู่ต้องล่อมันมาแน่”
เฟิงอวิ๋นเสียงถลึงตาใส่เซียวเฉิน
“ต้องโทษเ้า หากเ้าไม่ย่างเนื้อสุนัขป่า จะล่อพยัคฆ์มารหน้าผีมาได้อย่างไรคราวนี้พวกเราต้องตายแน่”
หลินหนิงเป็คนแรกที่ไม่ยอมลงให้กับคำพูดของเฟิงอวิ๋นเสียงั์ตาโตเปี่ยมด้วยโทสะ บอกเฟิงอวิ๋นเสียงเสียงเกรี้ยว“จะโทษเซียวเฉินทั้งหมดได้อย่างไร หรือเ้าไม่ได้ย่างสัตว์ปิศาจกระต่ายกิน? หรือเ้าไม่มีส่วน ทำไมตอนนี้จึงผลักความรับผิดชอบไปให้เซียวเฉินหมด”
เฟิงอวิ๋นเสียงไม่ได้ตอบโต้ ทว่าสืบเท้ามาข้างหน้ามองเซียวเฉินแวบหนึ่งแล้วเอ่ย “ตอนนี้ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว เ้ากับข้าต้องร่วมมือกันเพื่อจัดการมันเ้าโจมตีซึ่งหน้า ส่วนข้าจะหาจังหวะเหมาะๆ ถึงเวลาก็จู่โจมสังหารมันในคราเดียว”
เซียวเฉินยิ้มให้กับคำพูดของเฟิงอวิ๋นเสียง
“เฟิงอวิ๋นเสียงความสามารถขั้นแรกกำเนิดเก้าชั้นฟ้าอย่างเ้าถึงกับให้ข้าไปโจมตีซึ่งๆ หน้าเ้ากล่าวคำพูดนี้ออกมาไม่รู้สึกละอายบ้างหรือ?”
ดวงตาของเฟิงอวิ๋นเสียงแปรเปลี่ยน มีริ้วโทสะ
“เซียวเฉิน นี่มันเวลาใดแล้ว เ้ายังถือสาเื่พวกนี้อีก หากยังไม่ลงมือพวกเราทุกคนต้องตายอยู่ตรงนี้นะ”
เซียวเฉินยิ้มหยัน
“เกรงว่าเ้าคงคิดจะให้ข้าตายอยู่ที่นี่สินะ”