เสียงของไป๋สุ่ยเอ๋อร์บนท้องฟ้าสูงได้หายไปแล้วทางฝั่งของเมิ่งฝานก็หันหน้าไปทางอื่นเช่นกัน แม้ว่านางจะเป็นสตรีที่ไม่เลวแต่เมิ่งฝานในยามนี้คิดเพียงแต่การบำเพ็ญตนเท่านั้น!เรื่องอื่นหาได้สำคัญแต่อย่างใด
เด็กหนุ่มลูบปลายจมูกตนเองก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ท่านพี่ช่วงนี้ข้าขอเอาชนะเจ้าแก่บ้าอย่างสวีจ้านก่อนได้หรือไม่ขอรับ?”
เมื่อรั่วสุ่ยอีได้ยินเช่นนั้นก็กลอกตาขาวมองเมิ่งฝานแล้วเอ่ยว่า“เจ้าคิดว่าตนเองมีสายเลือดที่แข็งแกร่งหรืออย่างไรเจ้าเป็นเพียงผู้ที่มีสภาวะกายาธรรมดาแม้แต่เด็กสาวที่มีกายาวัฏจักรนางนั้นก็ยังไม่อาจก้าวขึ้นไปยังขั้นเกลาวิญญาณได้ในระยะเวลาอันสั้นนี้!”
เมื่อได้ยินในสิ่งที่รั่วสุ่ยอีเอ่ยออกมาเมิ่งฝานก็ไหวไหล่อย่างจนปัญญามันก็จริงอย่างที่อีกฝ่ายพูด เขาไม่มีทั้งกายาวัฏจักรหรือวาจาเทพซึ่งเป็นพรสวรรค์ของร่างกายเลยสักอย่าง
ดูท่าผู้ที่เกิดมามีพรสวรรค์แต่กำเนิดนั้นได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้วว่าต้องเป็นยอดฝีมือแห่งแผ่นดินใหญ่ส่วนตนเองหากไม่มีรั่วสุ่ยอีก็คงจะเป็นได้เพียงคนไร้ประโยชน์ในหมู่บ้านอูเจิ้นเท่านั้น
เมื่อรั่วสุ่ยอีเห็นสีหน้าที่ดูไม่ดีของเมิ่งฝานก็หัวเราะออกมาเสียงเบาหลังจากนั้นจึงก็เอ่ยเสียงเรียบ “แม้ว่าจะไม่อาจทำได้ในระยะเวลาอันสั้นแต่ถึงอย่างไรเจ้าก็ต้องเหนือกว่าขั้นเกลาวิญญาณอยู่วันยังค่ำ ตอนนี้ข้าว่าเจ้าควรจะฝึกฝนวิชายุทธ์ที่ได้มาอย่างยาตราเซียนเหินนั้นเสียหน่อยมันไม่เลวและค่อนข้างเหมาะสมกับเจ้า”
เมิ่งฝานพยักหน้ารับแล้วกำหมัดแน่น ในเมื่อตนเองไม่มีพรสวรรค์ที่แข็งแกร่งก็ต้องอาศัยการฝึกบำเพ็ญที่หนักกว่าผู้อื่นมาทดแทน!
ท่ามกลางยอดเขาเหล่านั้นมีสายน้ำไหลผ่านกลายเป็นน้ำตกความรุนแรงของน้ำตกสามารถทำให้ก้อนหินแตกกระจายและดำดิ่งลงไปยังท้องน้ำ ทว่าที่ใกล้ๆกันนั้นกลับมีเงาร่างของคนผู้หนึ่งทะยานข้ามผ่านไป
เมิ่งฝานยังคงสวมชุดเกราะอัสนีร่างกายทะยานไปยังน้ำตกที่ดิ่งลงมาจนน้ำสาดกระจาย เพราะร่างของเขานั้นพุ่งเข้าหาน้ำตกอย่างรวดเร็วดุจดั่งก้อนที่ถูกโยนเข้าไป
ตู้ม!
เขาใช้ร่างกายปะทะกับความรุนแรงของน้ำตก ก่อนจะกระเด็นกลับแล้วร่วงลงบนพื้นอย่างรุนแรง
ปัง!
แม้ว่ามุมปากจะมีรอยแตกแต่เมิ่งฝานก็ยังลุกขึ้นยืนแล้วพุ่งเข้าใส่น้ำตกอีกครั้งนี่คือวิธีการฝึกฝนของยาตราเซียนเหิน จำต้องรับน้ำหนักที่แข็งแกร่งแต่ต้องทำร่างกายอยู่ในสภาพดุจปุยเมฆเมื่อขยับต้องเคลื่อนไหวด้วยความเร็วปานสายฟ้า เคลื่อนตัวด้วยความเร็วซึ่งเป็นขีดจำกัด
ทว่าน้ำหนักของน้ำตกนี้รุนแรงเกินไปเมื่อทะยานเข้าหามันก็ทำให้เมิ่งฝานที่ใช้พลังของยาตราเซียนเหินกระเด็นกลับออกมาโดยไม่อาจรองรับความหนักหน่วงของมันได้เลยแม้แต่น้อย
ด้านหลังของเขาคือรั่วสุ่ยอีที่นั่งอยู่บนก้อนหินด้วยท่าทีที่ไม่ทุกข์ร้อนอันใดเจ้าของชุดกระโปรงสีขาวผู้เลอโฉมจนทำให้ธรรมชาติหม่นหมองนั้นเอ่ยพลางหัวเราะเสียงเบา“พยายามต่อไปเจ้าเพิ่งจะพุ่งเข้าไปเพียงแปดร้อยครั้งเท่านั้น อย่าได้หมดกำลังใจไปเสียล่ะ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็ถอนหายใจอย่างจนปัญญาเพราะเขาเองคุ้นชินกับการพูดจาเสียดสีของรั่วสุ่ยอีไปเสียแล้วตลอดเวลาที่ผ่านมานางก็มีนิสัยเช่นนี้ ทั้งพูดจาเสียดสีและแปลกประหลาด ทั้งยังมักจะพูดจาดั่งสตรีเจ้าเล่ห์อีกต่างหาก
ถ้าหากไม่พูดจาเยาะเย้ยต่างหากเมิ่งฝานถึงจะรู้สึกว่าแปลก
“หนึ่งก้าวเซียนเหินสองก้าวเยือนสวรรค์ สามก้าวเงามายา สี่ก้าวทะยานเวหา!”
เด็กหนุ่มครุ่นคิดถึงการฝึกฝนยาตราเซียนเหินจากนั้นจึงกระโดดขึ้นไปในอากาศแล้วมุ่งไปยังน้ำตกเบื้องหน้าอย่างไม่ลังเลอีกครั้ง
เมื่อฝ่าเท้าเหยียบน้ำตกก็มีเสียงดังเกิดขึ้น เศษน้ำสาดกระเซ็นพร้อมกับเมิ่งฝานที่กระเด็นกลับออกมาอีกครั้ง!
เวลาสิบวันเต็มๆที่เมิ่งฝานได้พุ่งทะยานเข้าหาน้ำตกนับครั้งไม่ถ้วน การฝึกฝนเช่นนี้นับว่าโหดเหี้ยมอย่างยิ่งเลยก็ว่าได้แต่เมื่อวันที่สิบมาถึงเมิ่งฝานก็สามารถแสดงความน่าสะพรึงของยาตราเซียนเหินออกมาได้แล้ว
ท่ามกลางน้ำตกขนาดใหญ่นั้น ฝ่าเท้าของเด็กหนุ่มเหยียบลงไปแล้วปล่อยให้น้ำตกรุนแรงสาดซัดเข้าหาร่างแต่ก็ยังคงสามารถกระโดดลอยขึ้นไปด้านบนได้
ปัง!
เมื่อเมิ่งฝานก้าวออกไปอีกก้าวร่างของเขาก็ทะยานสูงขึ้นไปได้ถึงห้าเมตรทว่าเขายังคงไม่พอใจจึงก้าวต่อไปทำให้เกิดก้าวที่สามและสี่ตามมา
แม้ว่ายามนี้จะอยู่ท่ามกลางน้ำตกแต่เมิ่งฝานก็คล้ายดั่งมัจฉาที่แหวกว่ายทวนน้ำด้วยความรวดเร็วที่น่าตระหนกเด็กหนุ่มก้าวขึ้นไปบนน้ำตกแล้วปล่อยให้มันร่วงหล่นลงมาปะทะบนร่างหากมีผู้ใดมาเห็นเข้าจะต้องตกตะลึงเป็นแน่ เพราะไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความเร็วหรือพละกำลังล้วนแต่ถูกปลดปล่อยออกมาทั้งหมด
วิชายุทธ์ระดับอักษรหงแม้ว่าจะฝึกฝนได้ยากแต่หากฝึกฝนแล้วก็จะนำมาซึ่งอานุภาพอันน่าสะพรึง
หง ฮวงตี้ เทียน!
ระดับวิชายุทธ์อันแข็งแกร่งทั้งสี่ทุกครั้งที่ก้าวผ่านหนึ่งระดับก็คล้ายดั่งประตูบานใหญ่ที่แข็งแกร่ง วิชายุทธ์ระดับอักษรหงถือเป็นวิชายุทธ์ที่ช่วงชิงความเลิศล้ำของฟ้าดินจนทำให้จอมยุทธ์ผู้ฝึกฝนสามารถแสดงอานุภาพสูงสุดออกมาได้
ซุ่ม!
ท่ามกลางน้ำตกนั้นเมิ่งฝานยังคงทะยานขึ้นไปเบื้องบนจนไปถึงส่วนยอดของน้ำตกสูง เขาเหยียบลงไปบนน้ำตกนั้นปล่อยให้สายน้ำสาดซัดทำให้เขารู้สึกเหมือนตนเองได้ยืนอยู่เหนือธรรมชาติก็ไม่ปาน
“แข็งแกร่งยิ่งนัก!”
เมิ่งฝานเอ่ยแล้วคลี่ยิ้มเล็กน้อย เขารู้ดีว่าทั้งที่สวมเกราะอัสนีเอาไว้ก็ยังสามารถแสดงพลังได้ถึงเพียงนี้หากในภายหน้าถอดมันออกตนเองก็จะมีความเร็วที่น่าสะพรึงยิ่งกว่านี้วิชายุทธ์ระดับอักษรหงแข็งแกร่งอย่างที่เขาคิดเอาไว้จริงๆ
เมื่อรั่วสุ่ยอีมองไปยังเมิ่งฝานที่อยู่บนยอดน้ำตกจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่คล้ายดั่งไม่ได้สนใจสิ่งใด“เจ้าขึ้นไปสูงถึงเพียงนั้นเพื่อสิ่งใดกันเจ้าคิดว่านี่เป็นอานุภาพที่แท้จริงของยาตราเซียนเหินแล้วอย่างนั้นหรือ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็ลูบปลายจมูกแล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย “มันคงจะพัฒนาขึ้นตามขั้นพลังปราณของข้าใช่หรือไม่ขอรับ?”
“หึ ความเร็วของเจ้ามากพอแล้วแต่ความแม่นยำยังคงไม่พอ!”
รั่วสุ่ยอีเอ่ยเสียงเรียบระหว่างที่เอ่ยปากพลันมีเหล็กสีนิลชิ้นหนึ่งปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ
เมื่อนางขยับมือเหล็กดังกล่าวก็เริ่มหลอมละลายสุดท้ายกลายเป็นเส้นใยอยู่บนฝ่ามือ
ความแม่นยำ?
เมิ่งฝานขมวดคิ้วเข้มเมื่อมองไปยังท่าทีของรั่วสุ่ยอีพลันมีลางสังหรณ์แปลกๆ จึงได้เอ่ยถามเสียงเบา “ท่านจะทำสิ่งใดขอรับ?”
“หึหึในเมื่อความแม่นยำของเจ้าไม่มากพอก็จะต้องฝึกฝนต่อไปอย่างไรเล่า!”
นางเอ่ยด้วยใบหน้าคล้ายดั่งว่าไม่มีสิ่งใด ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับคล้ายกับตอนที่ทำให้เมิ่งฝานรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวในคราก่อนก็ไม่ปานเมิ่งฝานรู้ดีว่าเมื่อใดที่รั่วสุ่ยอีแสดงสีหน้าเช่นนี้ก็หมายความว่าตนเองจะต้องได้รับในสิ่งที่คนธรรมดาไม่เคยได้สัมผัส
บนยอดเขานั้น
เมิ่งฝานยืนอยู่กับที่แต่ได้ถอดเกราะอัสนีออกไปแล้ว และในเวลานี้เขามองไปรอบกายด้วยนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวเพราะรอบกายเขายามนี้มีเส้นด้ายสีเงินห้อยระโยงระยางอยู่มากมาย
ด้ายเงินนี้คือสิ่งที่รั่วสุ่ยอีสร้างขึ้นมา เมื่อนางนำมันมาห้อยระโยงระยางไปทั่วบริเวณก็ทำให้มีแสงสีเงินเปล่งประกายเมื่อแสงแดดตกกระทบเมื่อเห็นด้ายเงินที่กลายเป็นดั่งค่ายกลเมิ่งฝานก็กระตุกยิ้มขึ้นที่มุมปาก ก่อนจะเอ่ยอย่างจนปัญญา“ไม่ให้ข้าออกไปไหนเลยอย่างนั้นหรือขอรับอยู่ได้แค่ข้างในนี้อย่างนั้นหรือ?”
หลังจากที่คลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยรั่วสุ่ยอีก็พยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยว่า “ข้าจะใช้หินขว้างใส่เจ้า ซึ่งเจ้าสามารถหลบได้แต่ห้ามออกนอกค่ายกลด้ายเงินเข้าใจหรือไม่?”
เมิ่งฝานพยักหน้ารับก่อนจะรู้สึกเจ็บที่หน้าท้องอย่างฉับพลันและตามมาด้วยอาการบวมแดงเพราะรั่วสุ่ยอีได้ขว้างหินมาโดนตัวเขาแล้ว
เจ็บเสียจริงนางเอาแรงมากมายเพียงนี้มาจากที่ใดกัน!
เมิ่งฝานกระตุกยิ้มที่มุมปาก แต่ไม่นานก็มีเสียงทะลวงอากาศดังขึ้นมาอีกสามครั้ง
เห็นได้ชัดว่ารั่วสุ่ยอีเลือกที่จะลงมือทันทีโดยไม่รอให้เมิ่งฝานได้ตั้งตัวนัยน์ตาของเด็กหนุ่มวาวโรจน์ก่อนจะใช้ยาตราเซียนเหินในการหลบเลี่ยงแม้ว่าเขาจะเคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูงแต่รั่วสุ่ยอีก็มีความเร็วที่ไม่ธรรมดาเช่นกัน
หากก้อนหินเหล่านั้นถูกร่างกายจะต้องเจ็บปวดอย่างยิ่งแม้แต่เมิ่งฝานเองก็ยังไม่อาจรับไหว แต่ในเวลาต่อมาพลันเกิดเรื่องที่ทำให้เมิ่งฝานรู้สึกตกตะลึงยิ่งกว่าเดิมเป็นเพราะเขาเอาแต่หลบเลี่ยงก้อนหินเหล่านั้นจนทำให้ออกแรงมากเกินไปร่างกายจึงไปโดนด้ายเงิน
หากสัมผัสมันเพียงเล็กน้อยเส้นด้ายเงินเหล่านั้นก็จะบาดผิวหนังของเขาในทันใด
เลือดสีแดงสดหลั่งไหล เพียงไม่กี่อึดใจร่างของเมิ่งฝานก็เต็มไปด้วยเลือดซึ่งน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง
บาดแผลที่มากกว่าหินของรั่วสุ่ยอีมาจากด้ายเงินอันคมกริบรอยเลือดมากมายนั้นทำให้เมิ่งฝานตวาดร้องออกมาเสียงต่ำไม่ขาดสาย
การฝึกบำเพ็ญตนเช่นนี้นับว่าโหดเหี้ยมยิ่งกว่าการฝึกฝนที่น้ำตกนับสิบเท่าเมื่อใดที่เมิ่งฝานหยุดชะงักก็มักจะมีเลือดไหลออกมาจากร่างกาย
ให้ตายเถอะ! วิธีการฝึกฝนของสตรีผู้นี้ยิ่งนานวันก็ยิ่งโหดร้าย!
เมิ่งฝานสบถด่ารั่วสุ่ยอีอยู่ในใจไม่ขาดสายแต่ก็ทำได้เพียงน้อมรับทุกสิ่งอย่างจนปัญญาเพราะเมื่อใดที่เขาตอบโต้การโจมตีของรั่วสุ่ยอีก็จะทำให้เขาน่าเวทนายิ่งกว่านี้
แม้ว่ายามนี้เมิ่งฝานจะก้าวขึ้นมาอยู่ในขั้นหลอมปราณแต่หลังจากที่เห็นสภาพของเหยียนหยางในคราก่อนเขาก็รู้ดีว่าต่อให้ขณะนี้รั่วสุ่ยอีเป็นเพียงไข่ใบหนึ่งก็ยังสามารถสังหารเขาได้อย่างง่ายดายดุจสังหารมดตัวหนึ่งเท่านั้น
กว่าเมิ่งฝานจะคุ้นชินกับการฝึกฝนเช่นนี้เวลาก็ผ่านพ้นไปถึงครึ่งเดือนยามนี้สามารถหลบเลี่ยงก้อนหินได้อย่างรวดเร็วแล้ว ขณะเดียวกันฝ่าเท้าก็ขยับเคลื่อนไหวร่างกายอย่างแม่นยำร่างกายไม่ได้สัมผัสกับด้ายเงินแม้แต่น้อย
เห็นได้ชัดว่าการฝึกฝนอย่างหนักเช่นนี้ทำให้เมิ่งฝานสามารถใช้พลังของยาตราเซียนเหินในระดับต้นได้แล้วการหลบเลี่ยงเพียงหนึ่งก้าวราวกับสายลมพัดอย่างฉับพลัน
พรึ่บ!
เมิ่งฝานขยับศีรษะหลบก้อนหินที่ลอยผ่านศีรษะของตนเองไปก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ตอนนี้ท่านคงจะไม่มีสิทธิ์มาบอกว่าข้าสะบักสะบอมแล้วใช่หรือไม่ขอรับ!”
เป็นน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าเมิ่งฝานนั้นภูมิใจในตนเองไม่น้อย
ทางฝั่งของรั่วสุ่ยอีก็หัวเราะออกมาเสียงเบา เจ้าของใบหน้างามมองไปยังเมิ่งฝานแล้วเอ่ยอย่างมีเลศนัย“เมิ่งฝาน เจ้าเองก็คงจะรู้ดีว่าต่อให้ความเร็วของเจ้าสูงเพียงใดความเร็วของข้าก็สูงยิ่งกว่า!”
รอยยิ้มนั้นทำให้เมิ่งฝานรู้สึกขนลุกไม่น้อย
เมื่อสิ้นเสียงนั้นฝ่ามือสวยของรั่วสุ่ยอีพลันขยับหินในมือถูกขว้างออกมาด้วยความเร็วมากกว่าเดิมถึงสิบเท่า
อ๊าก!
เมิ่งฝานร้องเสียงดัง ขณะนี้ความมั่นใจของเขาถูกก้อนหินเมื่อครู่ทำลายไปจนหมดสิ้นแล้ว
เวลาหนึ่งเดือนผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว
เมิ่งฝานเองเดินออกมาจากผืนป่าหนาทึบแล้ว แม้จะสวมเกราะอัสนีอีกครั้งเขาก็ยังรู้สึกว่าร่างกายเบาหวิวแม้ว่าในขณะนี้จะยังอยู่ในขั้นพลังยาตราเซียนเหินระดับต้นแต่เขาก็รู้สึกว่าการเดินทางที่ผ่านมารวดเร็วและง่ายยิ่งกว่าเก่าไม่มีผู้ใดรับรู้เลยว่าตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมานั้นเมิ่งฝานต้องพบเจอกับสิ่งใดมาบ้าง
เจ้าของชุดสีครามมองไปยังเทือกเขาชิงหลงซึ่งมีระดับสูงต่ำสลับกันไปจากนั้นจึงยกยิ้มแล้วเอ่ยเสียงเบา “แม้จะยังไม่อาจต่อกรกับสวีจ้านได้แต่การแก้แค้นของข้าจะเริ่มขึ้นตั้งแต่วันนี้ ใช้พวกมันเป็นหินฝนทองก็แล้วกัน!”
ระหว่างที่เอ่ยวาจานัยน์ตาของเด็กหนุ่มพลันมีแสงแห่งความเยือกเย็นวาวโรจน์ดูคล้ายว่าเขานั้น....ต้องการสังหารผู้คน!