ซีเซียว นางกล่าวไต่ถามหลินเฟย ออกไปด้วยความตกใจ เมื่อเห็นหญิงสาวลุกขึ้นยืน เตรียมที่จะจากไป "เจ้า! เจ้า! เป็นจอมยุทธ์สายรักษาอย่างนั้นหรือ?" คนอื่นๆ เองก็ตกใจเช่นกัน เหมือนหลินเฟยไม่ใช่จอมยุทธ์สายต่อสู้ แถมขั้นพลังของนางยังสูงล้ำยากเกินที่จะหยั่งถึง
หลินเฟย นางคลี่ยิ้มทอประกาย กล่าวตอบด้วยน้ำเสียงใสกังวาน ไม่ได้ปกปิดแต่อย่างใด “ถูกต้อง ข้าเชี่ยวชาญด้านการรักษา” ก่อนนางจะมองซีจื่อหยาง เด็กหนุ่มที่นางรักษา “หวังว่าการต่อสู้ครานี้ มันจะสอนอะไรเจ้า ได้ไม่มากก็น้อย”
ซีจื่อหยาง กล่าวขอบคุณ หญิงสาวด้วยใจจริงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน พร้อมกับไต่ถามออกไปด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ท่านพี่นางฟ้า รับข้าเป็นศิษย์ได้หรือไม่ เหมือนว่าข้าจะชอบท่านเข้าเสียแล้ว"
หลินเฟย นางคลี่ยิ้มออกมาน้อยๆ ทว่าคนอื่นๆ กับใบหน้าไม่สู้ดีนักในยามนี้ “หัวใจของข้าไม่เคยว่างให้ผู้ใด หากเจ้าคิดอยากแย่งชิงตัวข้า เกรงว่าเจ้าต้องเป็นศัตรูกับเขาคนนั้น” ก่อนหลินเฟยจะเงยหน้าขึ้นไปมองอี้เฉิน ที่ยืนอยู่บนท้องฟ้าเหนือลานประลอง
ซีเซียว นางยกฝ่ามืออุดปากลูกชายตัวดีไว้แน่น ในทันใด "เจ้าช่างไม่เจียมสังขานเลย ซีจื่อหยาง"
ก่อนชายชราเยว่เทียน จะไต่ถามอี้เฉิน เมื่อเห็นหญิงสาวสืบฝีเท้าไปยืนข้างกายชายหนุ่มในกรอบสายตา "พวกเจ้าจะไปกันแล้วหรืออี้เฉิน"
อี้เฉินครั้นได้ยิน เขาเอ่ยเสียงเรียบนิ่งออกไปหาชายชราในทันใด “ในเมื่อไม่มีสิ่งใด ข้าก็ควรจากไปจากสถานที่แห่งนี้ ไม่ใช่หรือ ..หวังว่าท่านจะมาดื่มสุราเป็นเกียรติกับข้าสักครา ข้าจะยังอยู่ดินแดนแห่งนี้อีกหนึ่งปีเท่านั้น”
ทว่าเสียงหนึ่งก็กล่าวขัดขึ้นมาในทันใด “เจ้าจะไปไหนไม่ได้ กล้าทำร้าย ศิษย์เอกของสำนักเพลิงผลาญ ของพวกเรา ทั้งๆ ที่ขั้นพลังของนางสูงกว่า ซีจื่อหยาง เช่นนี้ใช้ได้ที่ไหน”
"ใช่ๆ ข้าเองก็เห็นด้วย"
หมู่ชนที่ได้ยินน้ำเสียงของ ผู้อาวุโส เทียนเฟิง ต่างก็มีหลายคนพยักหน้าขานรับกับคำพูดของเขา แม้แต่ผู้อาวุโสชราสำนักเพลิงผลาญ ยังพร้อมใจกันสืบฝีเท้า ออกมาจากที่นั่งกิตติมศักดิ์ รอบๆ จึงเกิดความวุ่นวายโดยพลัน จนทำให้บรรยากาศดูหนักอึ้ง จับจ้องสายตาขึ้นไปมองอี้เฉินกันอย่างไม่วางตา
ผู้อาวุโสเยว่เทียน เขาแค่นเสียงดุ กล่าวห้ามปรามผู้อาวุโส คนอื่นๆ ในทันใด ...แต่เหมือนว่า จะไม่เป็นผลเลยแม้แต่น้อย จากความเดือดดาลเป็นโทสะ ของเหล่าผู้อาวุโสที่รวมตัวกัน จึงทำให้พวกเขาใจใหญ่ขึ้นมาไม่น้อย
อี้เฉินปรายตาลงไปมองเหล่าผู้อาวุโส ที่รวมตัวกันด้วยสายตาคมกล้า ก่อนกล่าวพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ เสียดแทงกระดูกหมู่ชนทั่วร่าง “พวกท่านเหล่าผู้อาวุโส คิดจะเป็นคู่ต่อสู้ ให้กับข้าเช่นนั้นหรือ”
เทียนเฟิง คลี่ยิ้มออกมากว้างด้วยความมั่นใจ “แล้วเจ้ากล้าไม่เล่ากับการต่อสู้ที่เท่าเทียมเช่นนี้ ไม่ใช่เอาแต่หลบด้านหลัง สตรีงดงามอยู่เช่นนั้น”
ฉับพลัน หลินเฟยที่ยืนข้างกายอี้เฉิน นางถึงกับเดือดดาลเป็นโทสะ กระทืบเท้าอย่างแรง ส่งเสียงปัง!ดังออกมาก้องฟ้า รอบด้านต่างก็พากันเงียบงัน
ก่อนอี้เฉินจะห้ามปรามหลินเฟย ที่เกิดโทสะ เอื้อมฝ่ามือมาหยุดนางไว้ “ให้ข้าจัดการเองเถอะน้องหญิง เจ้ารอข้าสักประเดี๋ยวแล้วกัน”
หลินเฟยครั้นได้ยินเช่นนั้น นางผ่อนโทสะลงในทันใด ก่อนถอยห่างออกจากอี้เฉิน เมื่อรับรู้ขั้นพลังอี้เฉิน พุ่งสูงพรวดพราดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับปราณพลังสีแดงฉานที่ล้นทะลักทลาย ส่งกลิ่นอายคาวเลือดความตาย ลอยออกมาคละคลุ้ง ท่วมท้นท้องฟ้า มิติแตกร้าวเป็นเสี่ยงๆ ในพริบตาจากขั้นพลังเทพสวรรค์ ที่มากเกินไป แม้ว่าจะมีกฎเกณฑ์ขวางกั้น ไม่ให้สำแดงขั้นพลังที่แท้จริงของเทพสวรรค์อยู่ก็ตาม
หมู่ชนที่เห็นภาพน่าคร้ามเกรง ดวงตาเบิกออกกว้าง รูม่านตาขยายออกจนสุดในทันใด กายาเต็มไปด้วยแรงบีบคั้นที่หนักอึ้ง ประหนึ่งเห็นมารผู้ชั่วร้ายย่างกายลงมาเยือน เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังที่น่าคร้ามเกรง
เมื่อรับรู้ขั้นพลังของอี้เฉิน พุ่งขึ้นสูงไปแตะขั้นเทพสวรรค์ อย่างรวดเร็ว ก่อนริ้วคลื่นสีแดงที่บ้าคลั่ง จะก่อตัวเป็นอาชูร่า ยักษ์หกแขนบดบังท้องฟ้าจนมืดมิดไร้แสงสีอีกต่อไป ราวกับว่าพวกเขาเหล่านั้นที่เฝ้ามอง อยู่ภายใต้ฝ่ามือที่ใหญ่ยักษ์ของมัน กดทับร่างไม่ให้ไปไหน หมู่ชนต่างก็หัวใจสั่นสะท้าน ไม่คิดเด็กหนุ่มจะมีพลังที่มากมหาศาล เฉกเช่นนี้
“เขา! เขา! อยู่ขั้นพลังเทพสวรรค์แท้จริง เป็นไปได้อย่างไร” เหล่าผู้อาวุโสที่ถือดีในยามก่อน พร้อมกับเทียนเฟิง ถึงกับล้มทั้งยืน ไม่คิดคนที่พวกเขามองว่าสามารถจัดการได้ จะกลับกลายเป็นฝันร้ายของพวกเขาในยามนี้
หมู่ชนไม่น้อย ต่างก็ขาสั่นเทา จนจะยืนไว้ไม่อยู่อีกต่อไป “นั้นมันวิชาอะไรกันแน่” รอบด้านต่างก็เต็มไปด้วยเสียงพูดคุย
อี้เฉินแค่นเสียงเรียบออกมา แต่ก็ดังก้องเข้าไปภายในโสตประสาท ของหมู่ชนโดยรอบ “กฎเกณฑ์ฟ้าดินของดินแดนหลบซ่อน รุนแรงจริงๆ เกรงว่าพลังของข้า คงจะถูกกฎเกณฑ์ฟ้าดินยับยั้ง ไปหลายส่วน ..ผู้ใดที่จะท้าประลองสืบฝีเท้าออกมาเสีย”
ก่อนอี้เฉิน จะปรายตาไปหาเทียนเฟิงด้วยสายตาดุร้าย เสียดแทงกายาเทียนเฟิง จนหัวใจตกไปอยู่ตาตุ่มในทันใด “เจ้าเช่นนั้นหรือ ที่จะท้าข้าประลอง”
ผู้คนรอบด้านที่ได้ยินคำพูดของอี้เฉิน ต่างก็ขาสั่นเทาขึ้นมา รับรู้ได้เลยว่าใครในยามนี้เป็นอันดับหนึ่งอย่างแท้จริง ทำให้หลายคนยิ่งหวาดกลัวอี้เฉินหนักกว่าเก่าไปหลายเท่า
ด้านเทียนเฟิง เขาใบหน้าราวกับกินสิ่งปฏิกูลเข้าไป รีบปฏิเสธอี้เฉินด้วยความรีบร้อน “ข้าว่ามันคงจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันกระมัง โปรดท่านอย่าถือสาพวกเราเลย” ครั้นเทียนเฟิง กล่าวคำพูดเสร็จสิ้น ขาของเขาก็สั่นเทิ้มไม่หยุด จิตวิญญาณ ภายในร่างกรีดร้องถึงความตายอย่างหนัก
อี้เฉิน เก็บปราณพลังกลับเข้าร่างไปโดยพลัน เมื่อเห็นเทียนเฟิงขาสั่นเทา จนฉี่ราด ระบายความแค้นที่เขามีในใจ ออกมาไม่น้อย ก่อนอี้เฉินจะหันไปมองภายในที่นั่งกิตติมศักดิ์ คำนับอย่างนอบน้อมไปให้ จักรพรรดิ เมิ่งฉิน ก่อนบอกกล่าว เปาเปา กับ จางเหมย “ข้าจะกลับไปพร้อมกับหลินเฟยก่อน เปาเปา จางเหมย ฝากเจ้าดูแลหญิงชรา เจ้าสำนักเซียนแทนข้าด้วย”
ครั้นทั้งสองได้ยิน ขานรับคำอี้เฉินอย่างพร้อมเพรียง "ข้าเข้าใจแล้ว" เปาเปา จางเหมย ต่างก็รู้ดี ว่าคำพูดของอี้เฉิน ก็ราวกับเป็นหลักประกัน ให้กับสำนักเซียน ตราบใด ที่มีชื่อของเขาอยู่ ใครเล่าจะกล้า ดูถูกดูแคลนสำนักเซียน ในยามนี้
ในเสี้ยววินาทีอี้เฉินกับหลินเฟย ก็หายจากไป ราวกับพวกเขาเป็นพายุใหญ่ ที่ก่อตัวขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง หอบพัดเอาความโกลาหลมา แล้วก็พัดหายจากไป พร้อมกับความวุ่นวายครั้งใหญ่ ที่อาจจะสั่นคลอน ทั่วทั้งดินแดนหลบซ่อนได้
ด้านซีจื่อหยางที่เห็น อี้เฉินหายลับตาไปพร้อมกับหลินเฟย เขากลับไม่ได้หวาดกลัวอี้เฉินแต่อย่างใด ทว่าแววตาของเขากลับ ทอประกายแสงคมกล้า เต็มเปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใสในตัวอี้เฉิน อยากที่จะเดินตามรอยเท้าอี้เฉิน ไปยังจุดสูงสุด ไม่จำยอมที่จะอยู่ต้อยต่ำภายในดินแดนเบื้องล่าง เฉกเช่นเหล่าปุถุชน จอมยุทธ์ที่มีอยู่ดาษดื่น เช่นนี้อีกต่อไป
แม้แต่ ซีเซียว นางที่พยุงบุตรชายไปนั่งพักภายในที่นั่งคนดู นางยังรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของบุตรชาย จากประกายตา ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น คาดหวังไปยังที่ที่ไกลกว่าที่เขาเป็นอยู่ ไม่ได้มีประกายตา ของคนที่พึ่งแพ้มาหมาดๆ แต่อย่างใด ราวกับไฟภายในร่างเด็กหนุ่ม ถูกจุดให้ลุกโชนขึ้นมาอย่างเร่าร้อน ท่ามกลางหมู่ชนที่ต่างก็พากันอกสั่น ขวัญผวา
****
อี้เฉิน ที่พาหลินเฟยแหวกห้วงมิติ สืบฝีเท้าเดินทางกลับไปยังหมู่บ้านลมหวน ครั้นพวกเขาก้าวฝีเท้าออกมาจากห้วงมิติ ที่แตกร้าว หลินเฟยนางกลับต้องประหลาดใจ ใบหน้ากับสายตาที่เย็นชา หันไปจ้องมองอี้เฉินในทันใด
เมื่อรับรู้ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นหน้าผา หลังหมู่บ้านลมหวน ที่มองเห็นรอบหมู่บ้านลมหวนได้อย่างชัดเจนที่สุด ที่พวกเขาเคยใช้ สถานที่แห่งนี้ต่อสู้กันในยามอดีต
หลินเฟย กล่าวไต่ถามอี้เฉินด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์เท่าใดนัก "อี้เฉินเจ้าพาข้ามายังสถานที่นี้ หมายความว่าอย่างไร"