"นี่ป้าจะไม่คิดเบี้ยวหนี้อีกแล้วใช่ไหม?"ดวงตาคมกริบของต่งเสี่ยวเสี่ยวตวัดมองป้าเฮ่อที่ยังคงลังเลไม่ยอมยื่นเงินในมือออกมา
แล้วเธอก็ส่ายหน้าอย่างระอา"ดูเหมือนว่าฉันจะใจดีเกินไปจริงๆ ฉันไม่น่าเชื่อป้าเลยฉันว่าเราควรจะไปตามตำรวจมาดีกว่า"
พูดจบ เธอรีบก้าวฉับๆ พอหมุนตัวเตรียมจะไปป้าเฮ่อก็คว้าข้อมือของเธอไว้แน่น ยัดเงินใส่มือแล้วรีบผลักเธอออกไปทันที
ทำราวกับว่าหล่อนเพิ่งได้ััสิ่งสกปรกน่ารังเกียจ
ป้าเฮ่อเบะปาก"เธอยังต้องทอนเงินฉันอีกนะ!"
"ทอนเงิน?" ต่งเสี่ยวเสี่ยวยิ้มเยาะเงินที่เฮ่อเจี้ยนิเคยหลอกเอาไปจากร่างเดิมนั้นไม่น้อยเลยทีเดียวเศษเล็กเศษน้อยไม่ต้องพูดถึง ดีที่ร่างเดิมไม่ได้โง่ขนาดนั้นและเฮ่อเจี้ยนิยังอุตส่าห์เขียนสัญญากู้ยืมเอาไว้เพื่อให้เธอรู้สึกสบายใจ
ใครจะรู้กันล่ะว่าต่งเสี่ยวเสี่ยวคนนี้จะมาอยู่ที่นี่แทน!
"ทำไมต้องทอนด้วยคะ?" ต่งเสี่ยวเสี่ยวพูดพลางนับเงินในมือไปด้วย "ดอกเบี้ยอย่างเดียวยังเกินจำนวนนี้ไปเยอะเลยนะที่ฉันไม่คิดดอกเบี้ยป้าก็นับว่าใจดีสุดๆ แล้ว"
"นางสารเลว เธอล้อฉันเล่นหรือไง?"เงินที่ต้องจ่ายคืนยังเหลืออีกสาม หยวนสองเหมาเงินจำนวนนี้สำหรับครอบครัวธรรมดาแล้วใช้กินอยู่ได้เป็อาทิตย์เลยนะ
ป้าเฮ่อโกรธจนแทบพ่นไฟออกมาได้เธอถกแขนเสื้อขึ้นเตรียมจะลงไม้ลงมือกับต่งเสี่ยวเสี่ยวอีกครั้ง
ต่งเสี่ยวเสี่ยวไม่แม้แต่จะเหลือบตามอง"ถ้าป้าอยากจะมีเื่กับฉันก็ได้นะ แต่ป้าต้องเตรียมตัวให้ดีพรุ่งนี้ป้ากับลูกชายอาจจะได้ไปรักษาแขนด้วยกันก็ได้"
เมื่อคิดถึงแขนของลูกชายที่ถูกต่งเสี่ยวเสี่ยวทำร้ายจนาเ็เมื่อวานจนถึงตอนนี้ก็ยังยกไม่ขึ้น ป้าเฮ่อก็กลัวขึ้นมา
ไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้โดนผีสิงหรือเปล่าทำไมถึงได้เปลี่ยนไปมากขนาดนี้?
ป้าเฮ่อกลอกตาไปมาท่าทางเหมือนกำลังคิดหาแผนการ
"รีบกลับไปตามเฮ่อเจี้ยนิมาสิคะหรือว่าเขาไม่อยากจะมีแขนไว้ใช้งานแล้ว?"
ในเมื่อได้เงินคืนมาแล้วต่งเสี่ยวเสี่ยวก็ไม่คิดจะเอาเื่ต่อ ถ้าเื่บานปลายไปกว่านี้มันคงไม่เป็ผลดีกับเธอเช่นกัน
"อ่า...จริงด้วย!" ป้าเฮ่อไม่ได้สนใจเงินทอนพวกนั้น แล้วรีบร้อนเดินกลับบ้านไป
ชาวบ้านที่ยืนดูอยู่ข้างนอกต่างก็ยกนิ้วให้"สหายต่ง ไม่คิดเลยว่าเธอจะมีด้านนี้ด้วย เก่งจริงๆ"
"ฮึ!" มีคนหนึ่งแค่นเสียงขึ้นมา"บางทีทั้งหมดนี่อาจจะเล่นละครให้เด็กสองคนนั้นดูเท่านั้นแหละพอสถานการณ์ของที่บ้านดีขึ้น เธอก็อาจจะหนีตามเฮ่อเจี้ยนิไปสุดท้ายเงินพวกนี้ก็จะตกเป็ของพวกเขาอยู่ดี!"
"ทุกคนก็ไม่ได้ตาบอดนี่อย่าให้ผู้หญิงสวยๆ มาหลอกด้วยคำพูดหวานหูได้ง่ายๆ นะ!"
เป็หลี่เจียวเจียวยัยตัวปัญหาประจำหมู่บ้านอีกแล้ว หล่อนยืนเชิดหน้าอยู่กลางชาวบ้านคนอื่นๆ
ต่งเสี่ยวเสี่ยวไม่แม้แต่จะชายตามอง"ทุกคนดูละครจบแล้วก็กลับไปเถอะค่ะ"
พูดจบเธอก็เดินไปจูงมือฉินไห่หยางและฉินไห่เยว่เข้าไปในบ้าน แล้วปิดประตูเสียงดัง 'ปัง'
คำพูดเสียดสีของหลี่เจียวเจียวจุกอยู่ที่ลำคอชาวบ้านมองหน้ากันเล็กน้อย ก่อนจะพากันแยกย้ายไป
ถึงพวกเขาจะเป็พวกชอบสอดรู้สอดเห็นแต่ทุกคนก็รู้ดีว่าคนในหมู่บ้านนี้มีนิสัยอย่างไร
เฮ่อเจี้ยนิมาถึงเร็วมาก
ป้าเฮ่อทุบประตูเสียงดังโครมครามอยู่ด้านนอก
ต่งเสี่ยวเสี่ยวอยู่ในครัวเมื่อวานยังมีน้ำแกงไก่เหลืออยู่บ้าง เธอจึงตั้งใจจะต้มบะหมี่ไข่ให้เด็กๆ กินหลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว เธอยังต้องเข้าไปในตัวตำบลสักหน่อย
เธอจะไปซื้อเข็มเงินแล้วก็ไปรายงานตัวกับหมอหลี่
ขอแค่แก้ปัญหาตรงหน้านี้ได้ก่อนส่วนเื่หาเงินค่อยเอาไว้คิดทีหลัง
ฉินไห่หยางก่อไฟอยู่ข้างเตาคอยส่งฟืนเข้าไปเป็ระยะๆ จึงไฟลุกโชน
ต่งเสี่ยวเสี่ยวลวกเส้นบะหมี่ในน้ำเดือดพอเห็นว่าได้ที่แล้วก็ตักขึ้นมา คลุกเคล้ากับน้ำมันงา โรยเครื่องปรุงจากนั้นก็ราดด้วยน้ำแกงไก่
ในครัวอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมเฮ่อเจี้ยนิป้าเฮ่อที่ยืนเคาะประตูอยู่ด้านนอกก็ได้กลิ่นหอมลอยมาแตะจมูกเหมือนกัน
ท้องของฉินไห่เยว่ร้องโครกครากเธอรู้สึกเขินเล็กน้อย ก่อนจะยกมือขึ้นลูบจมูกเบาๆ
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเงยหน้ามองเธอเธอก็ถอยหลังไปทันทีด้วยความหวาดกลัว
"เฮ้อ" ต่งเสี่ยวเสี่ยวเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม"เด็กๆ หิวก็ไม่ใช่เื่แปลกอะไรปล่อยให้สองคนนั้นทะเลาะกันไปก่อน เรามากินข้าวกันเถอะ"
เธอพูดพลางยกบะหมี่ไข่วางบนโต๊ะเมื่อเห็นว่าเด็กทั้งสองไม่กล้ากินต่งเสี่ยวเสี่ยวก็ยกบะหมี่ของตัวเองแล้วเดินออกไปข้างนอก
ฉินไห่หยางและฉินไห่เยว่มองหน้ากันเมื่อเห็นว่าเธอออกไปพ้นประตูครัวแล้ว พวกเขาก็เริ่มกินอย่างตะกละตะกลาม
"พี่คะ" ฉินไห่เยว่กินไปได้ไม่กี่คำดวงตาของเธอก็เป็ประกาย "บะหมี่อร่อยจริงๆเสื้อผ้าก็อุ่นสบาย หนูรู้สึกมีความสุขสุดๆ ไปเลยค่ะ"
ฉินไห่หยางยกยิ้มแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมาเขามองผ่านหน้าต่างไปยังต่งเสี่ยวเสี่ยวที่ยืนกินบะหมี่อยู่ในลานบ้าน
ในใจของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
บางทีผู้หญิงคนนี้อาจจะเปลี่ยนไปแล้วจริงๆก็ได้
"บ้าเอ๊ย!" เสียงด่าทอของเฮ่อเจี้ยนิดังมาจากข้างนอก "ต่งเสี่ยวเสี่ยวเปิดประตูเดี๋ยวนี้รีบออกมารักษาแขนฉันให้หายซะ!"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวได้ยินแล้วหัวเราะเยาะในใจแบบนี้ยังเรียกว่าบัณฑิตได้อีกเหรอ?
เื่นี้แม้แต่หมาก็คงจะขำจนกลิ้ง
เธอยืนกินบะหมี่ในบ้านอย่างสบายอารมณ์ป้าเฮ่อเห็นภาพนั้นผ่านรอยแตกของประตู แทบอยากจะพังประตูเข้าไป
เธอโกรธจัดและพูดว่า"ต่งเสี่ยวเสี่ยว พวกเรายืนรอเธออยู่ข้างนอกแต่เธอกลับกินของอร่อยอยู่ข้างใน!"
"นางสารเลว ถ้าเธอไม่ออกมาฉันจะพังประตูแล้วนะ!"
ป้าเฮ่อพูดพลางเตะประตูอย่างแรงอีกสองครั้งต่งเสี่ยวเสี่ยวยกชามขึ้นซดน้ำแกง "ป้าอยากเตะก็เตะไปเลยค่ะพอดีเลยบ้านฉันจะได้เปลี่ยนประตู"
แค่คำพูดประโยคเดียวป้าเฮ่อที่กำลังจะเตะประตู รีบชักเท้ากลับแทบไม่ทันเธอเองก็สังเกตเห็นว่าประตูนี้โยกไปมาใกล้พังเต็มที ถ้าเตะอีกสักสองครั้งมีหวังพังแน่นอน
ต่งเสี่ยวเสี่ยวกินเสร็จแล้วเธอก็เอาชามไปวางไว้ในครัว มองหน้าเด็กทั้งสอง "เดี๋ยวแม่ออกไปรักษาแขนให้พวกเขาก่อนพวกลูกกินเสร็จแล้วก็เอาชามไปวางไว้ในอ่างได้เลย เดี๋ยวแม่มาล้างเอง"
พูดจบเธอก็เดินออกไปเฮ่อเจี้ยนิและป้าเฮ่อยืนอยู่ข้างนอก พอเห็นเธอออกมา ทั้งสองคนกำลังจะพูดแต่ท้องก็ร้องเสียงดังขึ้นมา
"ยื่นแขนมา"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวมือออกไปด้วยสีหน้าเรียบเฉยเฮ่อเจี้ยนิได้แต่งุนงงก่อนหน้านี้เขาไม่เคยเห็นต่งเสี่ยวเสี่ยวในท่าทางเ็าแบบนี้มาก่อนทุกครั้งที่เจอกันเธอมักจะยิ้มแย้มให้เขาเสมอไม่ใช่เหรอ?
สายตาของเขาจ้องมองใบหน้าของต่งเสี่ยวเสี่ยวแล้วจู่ๆ ในใจของเขาก็รู้สึกตื่นเต้น จึงเผลอยื่นมือออกไปโดยไม่รู้ตัว
ต่งเสี่ยวเสี่ยวจับกระดูกของเขาไว้แล้วบิดไปมาสองครั้งเสียงดังกร๊อบ "อ๊าก!" เขาร้องโหยหวนด้วยความเ็ปต่งเสี่ยวเสี่ยวจึงด่าออกมา "ถ้าไม่อยากรักษาแขนแล้วก็ไปที่อื่นไปจะมาร้องโวยวายหน้าบ้านฉันทำไมกัน?"
"ถ้ายังร้องอีกฉันจะหักแขนอีกข้างให้ดู"
พอได้ยินคำพูดนั้นเฮ่อเจี้ยนิก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก ต่งเสี่ยวเสี่ยวเห็นท่าทางของเขาก็รู้สึกอยากจะแกล้งขึ้นมา
ต่งเสี่ยวเสี่ยวกดน้ำหนักลงทั้งซ้ายขวาบิดกระดูกของเขาไปมา
"อ๊าก!"
เฮ่อเจี้ยนิร้องออกมาอีกครั้งป้าเฮ่อเดินวนไปวนมาด้วยความร้อนรน ไม่กล้าพูดอะไร
เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นอีกครั้งคราวนี้ป้าเฮ่อทนไม่ไหว จึงพูดว่า "เธอรักษาเป็แน่เหรอ?ถ้าทำไม่ได้ก็ไสหัวไปซะ! ถ้าแขนลูกชายฉันเป็อะไรขึ้นมาเธอเจอดีแน่!"
"ถ้าอย่างนั้นก็ไปสิยังมีข้อต่ออีกข้อที่ยังไม่ได้ต่อ ฉันก็ี้เีทำแล้วเหมือนกัน" ต่งเสี่ยวเสี่ยวพูดพลางนวดคอไปด้วย ป้าเฮ่อและเฮ่อเจี้ยนิมองหน้ากันถ้าไม่รักษากับเธอ พวกเขาต้องเสียเงินอีกเยอะเพื่อไปหาหมอในตำบล
พวกเขามีเงินที่ไหนกันล่ะ?