ฝ่ายอ้วนเสี้ยว ซึ่งเป็เ้าเมืองปุดไฮนั้นครั้นรู้กิตติศัพท์ว่าตั๋งโต๊ะทำการหยาบช้าฆ่านางโฮเฮากับหองจูเปียนเสียจึงแต่งหนังสือลับไปถึงอ้องอุ้นซึ่งอยู่ในเมืองหลวง
ในหนังสือนั้นว่า ทุกวันนี้ตั๋งโต๊ะทำการหยาบช้าขบถต่อแผ่นดินดังนี้หามีผู้ใดคิดการล้างตั๋งโต๊ะเสียไม่ ซึ่งเราออกมาอยู่ครั้งนี้ใช่จะนิ่งนอนใจอยู่หามิได้อุตส่าห์เกลี้ยกล่อมผู้คนฝึกหัดให้ชำนาญในการาอยู่มิได้ขาด เพราะมีกตัญญูเราจะอาสาแผ่นดินกำจัดตั๋งโต๊ะเสียให้จงได้ ถ้าท่านเห็นพร้อมด้วยเราแล้วจงเร่งคิดการข้างในเถิด เราจะยกกองทัพไปทำการครั้นอ้องอุ้นได้ทราบในหนังสือนั้นแล้ว ก็คิดวิตกอยู่มิได้ขาด
อยู่มาวันหนึ่งเวลาออกจากเฝ้าอ้องอุ้นจึงค่อยว่ากับขุนนางเก่า ๆ ทั้งปวงว่าวันนี้เราทำการเชิญท่านไปกินโต๊ะเล่น ณ บ้านเรา ครั้นมาพร้อมกันจึงชวนกันกินโต๊ะเสพสุราแล้วอ้องอุ้นก็ร้องไห้ขุนนางทั้งปวงเห็นก็ใจึงถามว่า “ท่านร้องไห้ด้วยเหตุสิ่งอันใด” อ้องอุ้นจึงตอบว่า“แต่ตั๋งโต๊ะเข้ามาอยู่ในเมืองหลวงทำการหยาบช้าแล้วฆ่านางโฮเฮากับหองจูเปียนเสียเรามีความร้อนใจนัก อุปมาดังนอนในกองเพลิง เราเล็งไปไม่เห็นผู้ใดจะช่วยคิดทำนุบำรุงให้แผ่นดินเป็สุขได้เราจึงร้องไห้”ขุนนางทั้งปวงได้ฟังก็มีความสงสาร ต่างคนต่างร้องไห้
แต่โจโฉนั้นลุกขึ้นยืนตบมือหัวเราะแล้วว่า “เสียแรงเป็ขุนนางผู้ใหญ่มาแต่ก่อนคิดการเท่านี้มิตลอดแล้วสิชวนกันมานั่งร้องไห้”
อ้องอุ้นโกรธจึงว่าแก่โจโฉว่า “ปู่แลบิดาของตัวก็เป็ขุนนางได้กินเบี้ยหวัดมาแต่ก่อนตัวหารู้จักคุณแผ่นดินไม่ เราคิดการจะล้างตั๋งโต๊ะเสียเหตุด้วยทหารตั๋งโต๊ะมีเป็อันมาก เราคิดยังมิตลอดจึงร้องไห้เป็ไฉนตัวจึงมาตบมือหัวเราะเย้ยดังนี้”
โจโฉจึงตอบว่า “ท่านทั้งปวงเป็ขุนนางมาแต่ก่อนคิดจะทำนุบำรุงแผ่นดินแลจะกำจัดตั๋งโต๊ะเสียครั้งนี้สิมิได้เล่าชวนกันมานั่งร้องไห้ข้าพเ้าจึงหัวเราะเล่นซึ่งปู่แลบิดาข้าพเ้าเป็ข้าราชการมาแต่ก่อนนั้นข้าพเ้าก็คิดกตัญญูต่อแผ่นดินอยู่ ทำไมแก่ตั๋งโต๊ะนี้จะฆ่าเสียเมื่อใดก็จะได้”
อ้องอุ้นจึงว่า “ที่ตัวว่านี้เรายังไม่เห็นจริงซึ่งตัวจะคิดฆ่าตั๋งโต๊ะประการใดนั้นจงว่าให้เราประจักษ์ก่อน”
โจโฉจึงตอบว่า “ซึ่งข้าพเ้าทำความเพียรไปฝากตัวให้ตั๋งโต๊ะใช้สอยจนสนิทมาทุกวันนี้ใช่จะเห็นแก่ลาภสักการสิ่งใดหามิได้ เพราะคิดกตัญญูต่อแผ่นดินจะคิดฆ่าตั๋งโต๊ะเสียให้จงได้ แต่ขัดสนด้วยอาวุธดีไม่มีถือข้าพเ้ารู้ว่ากระบี่สั้นอย่างดีของท่านมีอยู่ ถ้าท่านเป็ใจด้วยดังนี้แล้วข้าพเ้าจะขอยืมกระบี่สั้นเหน็บซ่อนเข้าไปให้ถึงตัวตั๋งโต๊ะแล้วจะฆ่าเสียจึงจะตัดเอาศีรษะมาให้ท่านจงได้”
อ้องอุ้นได้ฟังดังนั้นมีความยินดีนัก จึงลุกขึ้นคุกเข่าคำนับแล้วรินสุราให้โจโฉโจโฉรับเอาจอกสุรามาแล้วจึงสาบานตัวว่า “ข้าพเ้าจะขอฆ่าตั๋งโต๊ะเสียให้จงได้” อ้องอุ้นมีความยินดีจึงเข้าไปหยิบเอากระบี่สั้นออกมาให้โจโฉ โจโฉก็ลาอ้องอุ้นแลขุนนางทั้งปวงไป
ครั้นเวลารุ่งเช้าโจโฉจึงเอากระบี่สั้นเหน็บซ่อนเข้าในเสื้อแล้วไป ณ บ้านตั๋งโต๊ะ จึงถามนายประตูว่ามหาอุปราชอยู่ที่ไหน นายประตูบอกว่ามหาอุปราชอยู่ในตึกที่ดูหนังสือ โจโฉก็ขึ้นไปเห็นตั๋งโต๊ะดูหนังสือ ลิโป้นั้นคอยรับใช้อยู่ตั๋งโต๊ะแลมาเห็นโจโฉก็ถามว่า “เป็ไฉนวันนี้จึงมาสายไป”
โจโฉบอกว่า “ม้าซึ่งข้าพเ้าขี่นั้นป่วยเท้าจัดหาม้าขี่ก็ยังไม่ได้จึงมาสายไป” ตั๋งโต๊ะได้ฟังดังนั้นจึงสั่งลิโป้ว่า “ม้าเขาเอามาให้แต่เมืองซีหลงตัวหนึ่งจงไปเอาม้ามาให้แก่โจโฉ”
ลิโป้ไปแล้วตั๋งโต๊ะก็เอนลงผินหน้าเข้าไปดูหนังสือข้างผนังตึกโจโฉเห็นดังนั้นก็ดีใจว่าลิโป้ก็ไปแล้ว ทีนี้เห็นจะสมความคิดกูเป็มั่นคงจึงชักกระบี่สั้นออกแล้วเดินเข้าไปจะฆ่าตั๋งโต๊ะตั๋งโต๊ะแลเห็นเงากระจกซึ่งแขวนอยู่ที่ผนังตึกนั้นจึงใ ผินหน้าออกมาถามโจโฉว่า “ถอดกระบี่ถือเข้ามาจะทำร้ายกูหรือ”พอลิโป้ก็มาถึง
ฝ่ายโจโฉก็ใเห็นจะมิสมคิด จึงคุกเข่าลงชูกระบี่ยื่นด้ามเข้าไปให้ตั๋งโต๊ะแล้วแก้ตัวว่า“ซึ่งข้าพเ้าจะทำร้ายท่านหามิได้ ทุกวันนี้ท่านมีคุณแก่ข้าพเ้านักข้าพเ้าจะหาสิ่งใดมาสนองคุณมิได้ มีแต่กระบี่สั้นเล่มนี้มีราคามากเป็ของปู่ย่าตายายได้ต่อ ๆ กันมาจนถึงข้าพเ้า ข้าพเ้าจึงเอามาสนองคุณท่าน” ตั๋งโต๊ะก็เชื่อมิได้สงสัยจึงรับเอากระบี่มาดูก็เห็นว่าดีจริงจึงส่งให้ลิโป้เก็บไว้ แล้วตั๋งโต๊ะจึงพาโจโฉออกมาดูม้าแล้วว่าม้านี้ท่านเอาไปขี่เถิด
โจโฉได้ยินดังนั้นจึงคิดว่ากูคิดมาว่าจะทำร้ายตั๋งโต๊ะก็ไม่สมคิดซึ่งจะอยู่ในเมืองหลวงต่อไปเกลือกตั๋งโต๊ะรู้ระคายจะฆ่ากูเสียอย่าเลยกูจะขี่ม้าแล้วหนีไปหาบิดา จึงจะได้คิดการต่อไปแล้วโจโฉจึงว่าแก่ตั๋งโต๊ะว่า “ซึ่งท่านให้ม้าใช้ข้าพเ้าดังนี้พระคุณหาที่สุดไม่แต่ข้าพเ้าจะขอขี่ลองดูฝีเท้าม้าก่อน” ตั๋งโต๊ะจึงว่า”เครื่องก็ผูกพร้อมอยู่จะขี่ลองดูก็ตามเถิด”โจโฉมีความยินดีนักจึงขึ้นขี่ม้าแล้วควบไป ครั้นถึงประตูเมืองฝ่ายทิศตะวันออกจึงบอกแก่นายประตูว่า มหาอุปราชใช้เราไปเป็การเร็ว โจโฉก็ควบม้าออกไปนอกเมืองหลวง
ฝ่ายลิโป้จึงว่าแก่ตั๋งโต๊ะว่า “ซึ่งโจโฉเอากระบี่มานั้นเห็นจะทำร้ายแก่ท่านหากบุญท่านมีมากจึงรู้ตัวโจโฉจึงแก้ตัวว่าแกล้งเอากระบี่มาให้ท่าน” ตั๋งโต๊ะจึงว่า“ซึ่งว่านี้เราก็เห็นแคลงใจอยู่ด้วย” พอลิยูเข้ามาตั๋งโต๊ะก็เล่าเนื้อความให้ลิยูฟัง ลิยูจึงว่า “ข้าพเ้าก็แคลงอยู่ขอให้คนไปดูที่บ้านโจโฉอาศัยอยู่นั้นถ้าพบตัวก็จะเห็นความจริงด้วย แม้ไม่พบก็เห็นว่าโจโฉคิดร้ายต่อท่านแล้วหนีไป”ตั๋งโต๊ะเห็นชอบด้วยจึงให้คนไปดู ณ บ้านที่โจโฉอยู่ คนใช้กลับมาบอกตั๋งโต๊ะว่า “ข้าพเ้าไม่พบโจโฉแต่ไปสืบได้ความว่าโจโฉควบม้าออกไปทางประตูตะวันออกบอกนายประตูว่ามหาอุปราชใช้ไปเป็การเร็ว”
ลิยูจึงว่า “โจโฉคิดร้ายต่อท่านเป็มั่นคงครั้นไม่สมคิดแล้วจึงหนีไป”
ตั๋งโต๊ะได้ยินดังนั้นก็โกรธ จึงว่า “โจโฉนี้เราเลี้ยงเป็คนสนิทไว้เนื้อเชื่อใจควรหรือกลับมาทำร้ายแก่เรา มันเป็คนหามีกตัญญูไม่” ลิยูจึงว่า “ซึ่งโจโฉคิดทำการครั้งนี้ใช่จะคิดแต่ตัวผู้เดียวหามิได้เห็นจะมีพวกเพื่อนคบคิดกันเป็หลายคนจึงทำการใหญ่ถึงเพียงนี้ จำจะคิดจับโจโฉมาให้ได้แล้วจะสืบเอาพวกเพื่อนซึ่งร่วมคิดกันฆ่าเสียจึงจะสิ้นเสี้ยนหนาม”ตั๋งโต๊ะเห็นด้วยจึงให้เขียนรูปโจโฉ แล้วแต่งหนังสือไปทุกหัวเมืองว่าผู้ใดเห็นรูปดังนี้ให้จับตัวส่งเข้ามา เราจะปูนบำเหน็จแล้วจะให้เลื่อนที่เป็ขุนนางผู้ใหญ่ ถ้าผู้ใดสมรู้ร่วมคิดคบเอาโจโฉซุ่มซ่อนไว้จะให้ลงโทษทั้งบุตรภรรยาถึงสิ้นชีวิต
ฝ่ายโจโฉมาถึงเมืองจงพวนชาวด่านเห็นรูปโจโฉกับรูปซึ่งเขียนมานั้นเหมือนกันจึงจับตัวโจโฉเข้าไปให้ตันก๋งเ้าเมืองจงพวน ตันก๋งถามว่า “ตัวชื่อโจโฉหรือ”โจโฉบอกว่า “ข้าพเ้าชื่อฮ่องอูเป็พ่อค้าเที่ยวค้าขายดอก”
ตันก๋งพิศดูก็จำได้ตระหนักแล้วว่า “ตัวชื่อโจโฉเป็ไฉนจึงว่าชื่อฮ่องอูเล่าตัวนี้เจรจาไม่จริง วันนี้ค่ำแล้วเอาไปใส่คุกไว้ก่อนเถิดพรุ่งนี้จึงจะบอกส่งขึ้นไปเมืองหลวง”
ครั้นเวลาเที่ยงคืนตันก๋งจึงให้ไปเอาตัวโจโฉมาณที่สงัด แล้วถามโจโฉว่า “เราได้ยินกิตติศัพท์ว่ามหาอุปราชนั้นมีน้ำใจรักใคร่ท่านอยู่เป็อันมากท่านทำประการใด ให้มหาอุปราชขัดเคืองจึงเกิดเหตุหนีมาทั้งนี้”
โจโฉจึงตอบว่า “ท่านอุปมาดังนกน้อยเป็ไฉนจึงจะมาล่วงรู้ความคิดพญาครุฑ ซึ่งมีหนังสือตั๋งโต๊ะมานั้นท่านจับตัวเราได้แล้วก็ให้เร่งส่งขึ้นไปยังเมืองหลวงเอาความชอบเถิดอย่าลวงถามมาถึงความคิดเราเลย” ตันก๋งได้ฟังดังนั้นก็รู้อัชฌาสัยจึงขับคนทั้งปวงเสียสิ้นแล้วตอบแก่โจโฉว่า
“ท่านอย่าดูิ่ว่าเราความคิดน้อยทุกวันนี้ที่เรามาเป็หัวเมืองจัตวาอยู่นี้เพราะเราขัดสนแลใจนั้นจะคิดหาผู้กล้าหาญซึ่งมีสติปัญญาเป็หลักจะได้เป็ที่คู่คิดสืบไป”
โจโฉได้ยินดังนั้นก็ตอบว่า”แต่ก่อนปู่แลบิดาเราเป็ขุนนางได้กินเบี้ยหวัดอยู่ครั้งนี้บ้านเมืองเป็จลาจลเพราะขันทีสิบคนแลตั๋งโต๊ะทำการหยาบช้าครั้นเราจะนิ่งอยู่มิคิดการก็เหมือนหนึ่งหารู้จักคุณแผ่นดินไม่อันเราไปอยู่ด้วยตั๋งโต๊ะนี้หวังจะล้างมันเสียซึ่งทำไม่สมคิดทั้งนี้ก็เป็กรรมของเราแลวิบากของอาณาประชาราษฎรทั้งแผ่นดิน”
ตันก๋งจึงถามว่าซึ่งท่านหนีตั๋งโต๊ะมานี้จะไปคิดการสิ่งใดโจโฉบอกว่า “เราจะหนีไปหาบิดาเรา แล้วจะลอบแต่งเป็หนังสือรับสั่งพระเ้าเหี้ยนเต้ไปถึงหัวเมืองทั้งปวงให้ยกทหารมากันแล้วจะเข้าไปทำการจับตั๋งโต๊ะซึ่งเป็ศัตรูราชสมบัติฆ่าเสีย”
ตันก๋งได้ยินดังนั้นจึงเข้าถอดเครื่องจำโจโฉออกเสียจึงเชิญให้ขึ้นนั่งบนเก้าอี้แล้วว่า”ซึ่งท่านคิดทั้งนี้เรายินดีด้วยราษฎรทั้งปวงจะได้อยู่เย็นเป็สุขก็เพราะสติปัญญาท่าน”โจโฉจึงถามว่าท่านนี้ชื่อใดจึงมีความยินดีด้วยเรา ตันก๋งจึงบอกว่า “เราชื่อตันก๋งเป็แซ่ตัน เราเห็นท่านนี้มีความสัตย์ซื่อต่อแผ่นดินจึงมีความยินดีด้วยซึ่งที่ของเราเป็เ้าเมืองจงพวนอยู่นี้เราจะทิ้งเสียจะไปทำการทำนุบำรุงแผ่นดินด้วยท่าน” แล้วตันก๋งจึงเข้าไปจัดหาทรัพย์สิ่งของซึ่งมีราคากับกระบี่ให้โจโฉถือเล่มหนึ่งตัวถือเล่มหนึ่ง จึงขี่ม้าคนละตัวแล้วพากันออกจากเมืองในกลางคืนนั้น
ครั้นมาได้สามวันถึงบ้านแห่งหนึ่งโจโฉจึงบอกแก่ตันก๋งว่า “เวลาก็เย็นแล้วบ้านนี้เกลอของบิดามีอยู่คนหนึ่งชื่อว่าแปะเฉีย เราจะเข้าไปอาศัยนอนจะได้ถามเหตุการณ์ทั้งปวงด้วย” แล้วโจโฉก็พาตันก๋งเข้าไปหาแปะเฉีย
แปะเฉียเห็นโจโฉ จึงบอกว่า “บัดนี้มีหนังสือรับสั่งมาแต่เมืองหลวงว่าให้จับตัวท่านส่งขึ้นไป แลโจโก๋บิดาของตัวนั้นก็หนีออกไปอยู่เมืองตันลิวแล้ว”โจโฉจึงเล่าเนื้อความแต่หลังให้แปะเฉียฟังสิ้น แล้วว่า “ตันก๋งคนนี้เป็เ้าเมืองจงพวนละราชการเสียหนีมาคิดการกับข้าพเ้าข้าพเ้าจึงได้รอดชีวิตเพราะตันก๋ง”
แปะเฉียได้ฟังดังนั้น จึงว่าแก่ตันก๋งว่า “ขอบใจท่านมีกตัญญูต่อแผ่นดินถ้ามิได้ท่าน โจโฉก็ตาย ท่านจงพากันนอนอยู่ที่นี่เถิด ต่อเวลาพรุ่งนี้เช้าจึงค่อยไป”แล้วแปะเฉียก็เข้าไปในเรือน สั่งแก่พ่อครัวว่าให้ทำสุกรและไก่แล้วก็กลับออกมาบอกแก่โจโฉว่า “สุราที่เรือนนี้ไม่มีดีเราจะไปจัดหาสุราที่ดีมาให้กิน” ว่าแล้วก็ไป
ฝ่ายพ่อครัวจึงถามกันว่า “เราจะมัดก่อนหรือหรือจะฆ่าทีเดียว”
โจโฉได้ยินว่าดังนั้นก็กริ่งใจจึงปรึกษากับตันก๋งว่า “แปะเฉียนี้เป็แต่เกลอของบิดาเห็นจะไปบอกนายบ้านให้มาจับเราจึงสั่งไว้แก่คนที่เรือนคนที่เรือนจึงว่าจะมัดก่อนหรือจะฆ่าทีเดียว”
ตันก๋งจึงว่า “เราไม่รู้จักน้ำใจแปะเฉียจะประมาณการนั้นไม่ได้” โจโฉจึงว่า”เอามันไว้ไม่ได้” ก็ชักกระบี่ออกแล้วก็เข้าไปฟันผู้คนบุตรภรรยาแปะเฉียตายถึงแปดคนตันก๋งเหลือบไปเห็นสุกรที่เขามัดไว้ก็ใ จึงว่า”เขามัดสุกรไว้เขาจะฆ่าต่างหากท่านมาฆ่าผู้คนบุตรภรรยาแปะเฉียเสียนั้นผิดนัก”โจโฉก็กลัวจึงพาตันก๋งหนีออกจากบ้าน
ครั้นไปประมาณยี่สิบเส้นพอพบแปะเฉีย แปะเฉียถามว่า”ไม่อยู่กินข้าวจะไปไหนเล่า”โจโฉตอบว่า “ข้าพเ้าเป็คนผิดอยู่ จะรีบไปให้พ้นภัย”ก็ขับม้าไปแล้วก็ได้คิดจึงกลับม้ามาเรียกแปะเฉีย ว่าจะสั่งความไว้แปะเฉียก็หยุดอยู่ โจโฉมาถึงเอากระบี่ฟันแปะเฉียตาย ตันก๋งเห็นดังนั้นก็ยิ่งใเป็อันมากจึงว่าแก่โจโฉว่า
“เมื่อกี้ท่านฆ่าบุตรภรรยาผู้คนเขาเสียแล้วบัดนี้ซ้ำมาฆ่าตัวแปะเฉียอีกเล่า”
โจโฉจึงตอบว่า “เมื่อกี้เราคิดผิดอยู่แล้วครั้นจะละไว้แปะเฉียก็จะโกรธไปบอกนายบ้านนายบ้านก็จะคุมกันมาตามจับเราส่งขึ้นไปเมืองหลวงเราจึงซ้ำฆ่าแปะเฉียเสียหวังจะให้เนื้อความสูญไป”
ตันก๋งจึงว่าแก่โจโฉว่า “ท่านมีความคิดผิดเมื่อมิทันรู้ฆ่าบุตรภรรยาผู้คนเขาเสียครั้นรู้ตัวว่าผิดแล้ว มาซ้ำฆ่าแปะเฉียเสียอีกฉะนี้ เป็คนอกตัญญูหาดีไม่”โจโฉจึงว่าแก่ตันก๋งว่า “ท่านว่าฉะนี้ก็ชอบกลอยู่ แต่ว่าธรรมดาเกิดมาทุกวันนี้ย่อมจะรักษาตัวมิให้ผู้อื่นคิดร้ายได้ เราจึงทำการทั้งนี้” ว่าแล้วโจโฉก็พาตันก๋งไปถึงที่สำนักแห่งหนึ่งจึงพากันเข้าไปอาศัยนอนอยู่