อันเจิงมองหอกดำที่หักในมือในสมองก็นึกย้อนไปถึงความน่าพิศวงที่เกิดขึ้น ติงเซิ้นซาหายตัวไปดื้อ ๆโดยถูกมือที่ออกมาจากตำราลากไป ราวกับไปยังอีกโลกหนึ่งแล้ว อันเจิงรู้สึกว่าตำราเล่มนั้นไม่ใช่เพียงตำราวิเศษหรือพลังวิเศษอะไรอย่างนั้นแต่มันเป็นเหมือนประตูมิติ ส่วนเจ้าของมือที่ยื่นออกมาก็อยู่อีกมิติหนึ่งแล้วยื่นมือออกมาช่วยติงเซิ้นซา
ขณะที่อันเจิงกลับถึงเมืองฟางกู้ สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์และท้องถนนก็ถูกคนของหน่วยทหารปิดล้อมไว้หมดแล้วอันเจิงรู้ดีว่าตัวเองฆ่าติงไท่ชุนก็ต้องนำมาซึ่งปัญหาที่ใหญ่โตแต่นึกไม่ถึงว่าหน่วยทหารจะทำเป็นเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้
ทหารสวมชุดเกราะจำนวนไม่ต่ำกว่าหกร้อยคนปิดตายถนนไม่ว่าใครก็ไม่อาจผ่านถนนเส้นนี้ได้ ภายในรัศมีหลายเมตรต่างเต็มไปด้วยทหารม้าที่สวมชุดเกราะเบา แน่นอนว่าทหารม้าที่ฝีมือดีที่สุดก็คือกองทัพอัศวินเพลิงเหล็กแต่เพราะทหารในเมืองหลวงตอนนี้มีจำนวนจำกัด ความจริงแล้วทหารที่สามารถโจมตีศัตรูและทำผลงานได้มากที่สุดก็คือทหารเบา
ทหารเบาที่เฝ้าแถบชายแดนจะสับเปลี่ยนกันหนึ่งครั้งในรอบสองปีอย่างทหารเบาที่มาในวันนี้ก็เป็นทหารที่เพิ่งย้ายมาจากแถบชายแดนทางตะวันออกได้ไม่ถึงหนึ่งปีบนร่างพวกเขายังมีกลิ่นอายสังหารอยู่เลย แม้กระทั่งแววตาก็ยังมีความเย็นยะเยือกที่ไม่อาจจะบรรยายได้กลิ่นอายสังหารเช่นนี้เป็นความพิศวง ในความเป็นจริง คนที่จะสัมผัสกลิ่นอายสังหารบนตัวคนอื่นได้คือคนที่ต้องเกี่ยวข้องกับคนเหล่านั้นเท่านั้น
เมื่อทหารม้าเห็นอันเจิงมาจึงเริ่มหลีกทาง ไม่มีใครยับยั้งการกลับมาของเขาและไม่มีใครถามอะไรอีกด้วย ทุกคนเต็มไปด้วยความสับสนและมึนงง แต่อย่างน้อยในแววตาของคนส่วนใหญ่ก็มีความเคารพอยู่
ถนนด้านหน้าสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ทหารที่เฝ้าอยู่เห็นอันเจิงแล้วต่างก็แยกเป็นสองทางทันทีมีผู้นำทหารท่านหนึ่งเดินเข้ามาข้างกายอันเจิง จากนั้นก็ยกนิ้วโป้งให้เขาอย่างลับๆ อันเจิงยิ้มกลับ แต่ในใจกลับมีความรู้สึกมึนงงเล็กน้อย แต่ถึงกระนั้นอย่างน้อยคนในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ก็ไม่ได้เกิดเรื่องอะไรหรือมีใครได้รับอันตรายคนของหน่วยทหารได้ปิดตายถนนเส้นนี้แล้ว ต่อให้พวกเขาจะไม่สามารถฝึกพลังวัตรได้แต่ก็ไม่มีใครกล้าฝ่าการคุ้มกันของทหารกลางวันแสก ๆ แบบนี้แน่
เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์อันเจิงเห็นแม่ทัพอินทรีเหล็กหวังไคไท่และแม่ทัพฟางจือจี่อยู่ด้วยกันทั้งคู่ทั้งสองคนนี้มีหน้าที่ควบคุมทหารในเมืองฟางกู้ และตอนนี้พวกเขาก็อยู่ในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์นี่ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าหน่วยทหารเห็นความสำคัญของอันเจิงมากแค่ไหนแต่อันเจิงก็รู้ดี หากไม่ใช่เพราะเกิดเรื่องหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรละก็ต่อให้หน่วยทหารจะชื่นชอบอันเจิงมากเท่าไหร่ก็ไม่มีทางส่งทหารจำนวนมากขนาดนี้มาแน่
เมื่อเห็นว่าอันเจิงกลับมาแล้วหวังไคไท่ที่มีนิสัยตรงไปตรงมาก็ก้าวยาว ๆ เข้ามาหาอันเจิงอันเจิงเดาได้จากสีหน้าของทั้งสองคนนี้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นคงมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างแน่
“กลับมาแล้วหรือ? ฆ่าเจ้าชั่วติงเซิ้นซานั่นแล้ว?”
หวังไคไท่ถามสองคำถามทำให้อันเจิงรู้สึกไม่เข้าใจ
“หือ?”
อันเจิงเปล่งเสียงออกมาด้วยความสงสัยและรอให้แม่ทัพหวังไคไท่อธิบาย แต่ทว่าเขาก็ก้าวเข้ามาแล้วตบไปที่บ่าของอันเจิง“พลเมืองดี เจ้าทำการลับที่เป็นเรื่องใหญ่แบบนี้ แต่กลับไม่บอกหน่วยทหารก่อนสักคำ โชคดีที่ท่านเสนาบดีตอบสนองเรื่องราวได้ไวจนน่านับถือจากนั้นก็ส่งทหารมาที่นี่อย่างรวดเร็ว ไม่อย่างนั้นละก็เกรงว่าเรื่องในวันนี้เจ้าคงจะเอาไม่อยู่ แต่ความกล้าของเจ้าก็ช่างน่านับถือจริง ๆคนทั่วไปคงไม่มีใครกล้าไปต่อกรกับท่านเจ้ากรมพิธีการติงวู่หรอกจริงหรือไม่?”
ยิ่งฟังอันเจิงก็ยิ่งสับสนในใจคิดว่าเรื่องนี้ต้องมีอะไรเข้าใจผิดแน่ ๆ
ชวีหลิวซีวิ่งเข้ามาจากนั้นก็หันไปยิ้มให้แม่ทัพหวังไคไท่ “อีกประเดี๋ยวท่านแม่ทัพค่อยคุยกับอันเจิงต่อจะดีกว่าตอนนี้ให้ข้าช่วยอันเจิงดูบาดแผลก่อน ท่านก็รู้ว่าบาดแผลของเขายังสาหัสอยู่”
หวังไคไท่รีบพยักหน้า “ได้ ๆ ๆข้าดีใจไปหน่อย จนลืมเรื่องบาดแผลของอันเจิงไปเลย”
ชวีหลิวซีลากตัวอันเจิงไปด้านข้างเมื่อเดินไปได้ครึ่งทางก็กดเสียงต่ำแล้วพูด “เหมือนเรื่องนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยแล้วยังเป็นผลดีต่อเราอีกด้วย เมื่อตอนที่แม่ทัพหวังไคไท่เพิ่งมา เขาบอกว่าสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ของเราส่งของไปให้หน่วยทหารด้านในเป็นหลักฐานที่ท่านเสนาบดีติงวู่รับเงินสินบนจากชาวโยวหลังจากท่านเสนาบดีของหน่วยทหารเฉินไจ่เหยียนได้รับหลักฐานชิ้นนี้ ก็รีบส่งของไปยังตำหนักวิหารสวรรค์ทันทีและขณะเดียวกันก็ส่งคนมาคุ้มกันที่นี่ด้วย”
“เป็นคนที่เจ้าส่งไปรึ?” ชวีหลิวซีถาม
อันเจิงส่ายหน้า “ข้าจะมีหลักฐานการทุจริตของติงวู่ได้อย่างไร”
“อย่างนั้นก็แปลกแล้วไม่รู้ว่าใครใช้ชื่อของสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ไปดักท่านเสนาบดีกลางทางแล้วเอาหลักฐานนี้มอบให้เขา จากนั้นท่านเสนาบดีจึงรีบไปเข้าเฝ้าราชาที่ตำหนักวิหารสวรรค์ราชาจึงรับสั่งให้จับตัวตระกูลติงมาสอบสวนทั้งหมด แต่ขณะที่ติงวู่กำลังเดินทางไปเข้าเฝ้าไทเฮาที่ตำหนักจิงเซี่ยวก็ถูกฆ่าเสียก่อนได้ยินมาว่าเป็นชาวโยวที่กลัวว่าความลับตัวเองจะถูกเผย ฉะนั้นจึงฆ่าปิดปากติงวู่”
ยิ่งฟังอันเจิงก็ยิ่งแปลกใจหลังจากเรียบเรียงเรื่องราวที่ชวีหลิวซีเล่าแล้วจึงพูดขึ้น “เจ้าบอกว่า...หลังจากที่ติงเซิ้นซามาที่นี่มีคนรีบไปดักเฉินไจ่เหยียนที่กำลังจะเข้าวังหลวงแล้วมอบหลักฐานการทุจริตให้เฉินไจ่เหยียน จากนั้นหน่วยทหารจึงส่งคนมาคุ้มกันสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์แล้วยังจับตัวคนของตระกูลติง ส่วนติงวู่ก็ตายกลางทางและไม่รู้ว่าใครเป็นคนฆ่า?”
ชวีหลิวซีพยักหน้าในแววตาของอันเจิงประกายความสับสนออกมา นางจึงแน่ใจว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับแผนของอันเจิง
“ใต้เท้าเฉินไจ่เหยียนเข้าวังหลวงแล้วกราบทูลราชาว่าเจ้ามีหลักฐานการทุจริตของติงวู่เพื่อปกป้องตัวเอง ติงวู่จึงส่งบุตรชายทั้งสองมาฆ่าเจ้าเพื่อเป็นการฆ่าปิดปากและแย่งชิงหลักฐาน”
อันเจิงขมวดคิ้ว“ใครคือคนที่อยู่เบื้องหลังและช่วยเรากันแน่? ต้องไม่ใช่หน่วยทหารแน่นอนหากทางหน่วยทหารมีหลักฐานของติงวู่ก่อนละก็ พวกเขาต้องลงมือตั้งนานแล้วเป็นไปไม่ได้ที่จะรอให้ราชาเริ่มแข็งข้อกับไทเฮาแล้วค่อยลงมือ เรื่องนี้ไม่สมเหตุสมผลเลยและแน่นอนว่าคงไม่ใช่แผนการของราชา หากเป็นเขาละก็ คงไม่รอจนถึงตอนนี้แล้วค่อยมาลงมือหรอก”
“เมื่อครู่ข้าเห็นเจ้ากับท่านแม่ทัพคุยกันและกลัวว่าเจ้าจะทำเรื่องนี้หลุดไปฉะนั้นจึงรีบพาเจ้าเข้ามาก่อน บาดแผลเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
อันเจิงส่ายหน้า “ไม่เป็นไร ก็แค่ติงเซิ้นซาเท่านั้นเองไม่ถึงกับทำให้ข้าเป็นอะไรไปหรอก ส่วนทางด้านของหวังไคไท่และฟางจือจี่เจ้าให้ชวีเฟิงจื่อไปรับหน้าก่อนก็แล้วกัน บอกว่าข้าบาดเจ็บสาหัสเจ้ากำลังช่วยข้ารักษาอยู่ ให้ตู้โซ่วโซ่วไปด้วย ตู้โซ่วโซ่วสนิทกับแม่ทัพหวังไคไท่บางเรื่องก็อาจคุยกันได้สะดวก ตอนนี้ข้าต้องไปหาผู้เฒ่าฮั่ว ข้ามีของบางอย่างจะให้ผู้เฒ่าฮั่วดู”
ชวีหลิวซีรีบออกไปจัดแจงตามที่อันเจิงบอกส่วนอันเจิงก็กลับเข้าไปพักในห้อง ผ่านไปไม่นาน ชวีหลิวซีก็กลับมาพร้อมกับผู้เฒ่าฮั่ว
เมื่อผู้เฒ่าฮั่วเข้ามาในห้องอันเจิงก็นำหอกยาวที่หักแล้วให้ผู้เฒ่าฮั่วดู “เป็นของที่เอามาได้ตอนกำลังสู้กับติงเซิ้นซามันถูกกระดิ่งแก้วทำลายจนเสียหายข้ารู้สึกว่าของชิ้นนี้มีกลิ่นอายคล้ายคลึงกับกระดิ่งแก้ว น่าจะเป็นของของเผ่ามาร? อีกอย่างเหมือนกระดิ่งแก้วกับของชิ้นนี้จะมีความแค้นต่อกันบางอย่าง เมื่อเจอกันก็พุ่งออกไปสู้ทันที”
ผู้เฒ่าฮั่วรีบปิดประตูอย่างสนิทจากนั้นก็รับหอกดำมาดู “ใช่แล้ว ของชิ้นนี้เป็นของเผ่ามาร”
อันเจิงถาม “ผู้เฒ่าฮั่ว ท่านรู้จักเผ่ามารมากน้อยแค่ไหน?”
ผู้เฒ่าฮั่วส่ายหน้า“รู้เพียงนิดเดียวเท่านั้น ปีนั้น ตอนที่ข้าอยู่จักรวรรดิต้าซีมีคนมาเคาะประตูขอให้ข้าช่วยซ่อมอาวุธวิเศษชิ้นหนึ่ง ตอนนั้นข้าไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับเผ่ามารเลยสักนิดเพียงแค่รู้สึกว่าของชิ้นนั้นมีความพิศวง ต่อมาข้าสืบเรื่องเล่าเก่า ๆจึงรู้ว่า...นั่นเป็นอาวุธมาร ตำนานที่เล่ากันก็ไม่ได้บันทึกไว้ว่าอาวุธมารปรากฏขึ้นในช่วงไหนแต่เรื่องเล่าเหล่านี้ก็มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ มีคนสติแตกเพราะความเคียดแค้นและเข้าสู่ด้านมืดในนรกเขาได้รับตำราวรยุทธ์และเปิดตำนานของเผ่ามาร ความจริงแล้วเผ่ามารทั้งหมดก็เป็นเพียงผู้ฝึกพลังวัตรที่ฝึกวิชาต่างจากเราเท่านั้นเองเพียงแค่คนพวกนี้เปลี่ยนไปจนดูแปลกประหลาดและมีนิสัยความชอบที่ต่างกับเราอย่างสิ้นเชิง”
ผู้เฒ่าฮั่วพูดไปพลางมองหอกดำในมือตัวเองอย่างละเอียด“ถึงแม้จะไม่เข้าใจมากนัก แต่ดูก็รู้ว่าของชิ้นนี้อยู่ขั้นที่ต่ำกว่ากระดิ่งแก้วการที่ถูกกระดิ่งแก้วทำลายก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลก หากเทียบกันตามลำดับของอาวุธแล้วอาวุธตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบันต่อให้ตอนนั้นจะเป็นของธรรมดาระดับสีขาวหรือสีแดง เมื่อมาถึงวันนี้พลังของมันก็ไม่อาจประเมินต่ำไปได้ การแบ่งแยกขั้นพื้นฐานก็คือการดูวัสดุโดยส่วนใหญ่แล้ว อาวุธในสมัยก่อนมักจะสร้างมาจากโลหะ”
อันเจิงพยักหน้า “ฉะนั้นบอกได้ว่า...กระดิ่งแก้วเป็นของวิเศษที่ตกทอดมาจากในสมัยก่อนส่วนหอกยาวนี้สร้างขึ้นมาทีหลัง ฉะนั้นพลังและลำดับขั้นจึงไม่เท่ากระดิ่งแก้ว”
ผู้เฒ่าฮั่วพูด “ข้ากำลังคิดว่าจากการจดบันทึกในสมัยก่อน ตอนนั้นผู้ฝึกพลังวัตรทำสงครามกับเผ่ามาร แล้วผู้ฝึกพลังวัตรก็เกือบถูกล้างเผ่าพันธุ์ต่อมาผู้ฝึกพลังวัตรรวมตัวกันแล้วโจมตีเผ่ามารจนพ่ายแพ้นับพันปีแล้วที่ไม่มีข่าวคราวของเผ่ามารเกิดขึ้นอีก ข้าเคยสงสัยว่านั่นอาจเป็นเพียงแค่เรื่องเล่าแต่หลังจากที่ข้าได้เห็นอาวุธมารจึงมั่นใจว่า ความจริงแล้วเผ่ามารยังมีอยู่”
“แต่ทว่านั่นก็เป็นเพียงของวิเศษของเผ่ามารเท่านั้นข้ายังไม่เคยเจอผู้ฝึกพลังมารมาก่อนฉะนั้นข้าคิดว่าตอนนั้นผู้ฝึกพลังมารคงตายไปหมดแล้ว แต่ดูจากที่หอกยาวเล่มนี้มีอายุไม่เกินหนึ่งร้อยปี...นั่นก็แปลว่าผู้ฝึกพลังมารมีตัวตนตลอดมา”
อันเจิงขานรับ“ของชิ้นนี้ท่านเก็บไว้ก่อน ไม่แน่อาจมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็ได้ข้ายังต้องออกไปต้อนรับคนของหน่วยทหาร ไม่แน่ว่า อีกประเดี๋ยวตำหนักวิหารสวรรค์คงต้องส่งคนมา”
ขณะกำลังพูดอยู่นั้น ตู้โซ่วโซ่วก็วิ่งเข้ามาจากด้านนอกแล้วตะโกนขึ้น“อันเจิงรีบออกมาเร็ว ราชาส่งคนมาแล้ว”
อันเจิงเก็บของทั้งหมดแล้วเปลี่ยนชุดก่อนจะออกไปคนที่มาจากตำหนักวิหารสวรรค์ก็คือขันทีอันเฉิงนั่นเองเมื่ออันเฉิงเห็นอันเจิงจึงยิ้มแล้วเดินเข้ามา เมื่อเข้าใกล้จึงยกมือคารวะแล้วพูด“ยินดีกับท่านปั๋ว ท่านได้สร้างคุณงามความดีชิ้นใหญ่แล้ว”
โดยปกติแล้วเพื่อนของอันเจิงจะเรียกชื่อของเขา แต่หากเป็นคนที่ไม่สนิทจะเรียกอันเจิงเป็นเจ้าสำนักอันมีเพียงคนในราชสำนักเท่านั้นที่เรียกยศปั๋วของอันเจิง อันเจิงเป็นปั๋วขั้นสามไม่มีตำแหน่ง ไม่มีการสืบทอด
“ผลงานใหญ่อะไรกันเพียงแค่เรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างเหมาะเจาะเท่านั้นเอง”
อันเฉิงยิ้มแล้วพูด“คนอื่นอยากได้ผลงานใหญ่แบบนี้ แต่เจ้าบอกว่ามาได้เหมาะเจาะมันชักจะบังเอิญเกินไปแล้วนะ ฝ่าบาทรับสั่งให้ข้ามาดูว่าเจ้าได้รับบาดเจ็บมากหรือไม่หากไม่เป็นอะไรมากก็ให้เจ้าเข้าวังพร้อมข้าตอนนี้เลย”
อันเจิงพยักหน้า “ได้ข้าจะไปกับท่านเดี๋ยวนี้”
อันเจิงแจกแจงงานให้คนอื่น ๆจากนั้นก็ออกจากสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ไปพร้อมอันเฉิง ในรถม้าที่มีทหารฝีมือดีคุ้มกันอันเฉิงยิ้มแล้วพูด “ตอนนี้ท่านปั๋วได้สร้างผลงานชิ้นใหญ่แล้ว ฝ่าบาททรงพิจารณาจะประทานรางวัลให้เจ้าครั้งก่อนทรงอยากแต่งตั้งให้เจ้ามียศโหว แต่ถูกเหล่าขุนนางขัดขวางไว้สุดท้ายจึงต้องแต่งตั้งเจ้าเป็นปั๋วขั้นสาม ครั้งนี้ หากจะทรงเลื่อนยศให้เจ้าเกรงว่าคงไม่มีใครกล้ามาขัดแล้วล่ะ”
อันเจิงพูดอย่างจริงจัง “ข้าทำคุณงามความดีเพื่อแผ่นดินไม่กล้าร้องขอรางวัลอะไร”
อันเฉิงหัวเราะออกมาทันที“ท่าทางที่เจ้าพูดอย่างจริงจังแบบนี้น่าขันจริง ๆ ที่นี่ไม่มีคนนอกท่านปั๋วไม่จำเป็นต้องแสดงท่าทางจริงจังแบบนั้น สองปีมานี้ฝ่าบาทเสาะหาหนุ่มมากพรสวรรค์ไม่น้อยเจ้าเป็นเพียงคนเดียวที่ทำให้พระองค์ชื่นชอบ ในฐานะเพื่อนข้าก็จำเป็นต้องเตือนเจ้า ยิ่งฝ่าบาททรงชื่นชอบเจ้ามากเท่าไหร่เจ้าก็ยิ่งต้องระมัดระวังไม่กระทำความผิดมากเท่านั้น เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้เสี่ยงมากเกินไป...หากต่อไปมีเรื่องเกี่ยวกับบ้านเมืองแบบนี้เกิดขึ้นอีกโดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนในตำหนักจิงเซี่ยว อย่างไรก็ต้องส่งข่าวมาก่อนจะดีที่สุด”
อันเจิงพยักหน้ารับ “ครั้งหน้าข้าจะทำตามที่เจ้าบอก”
ในใจอันเจิงคิดว่าเรื่องในวันนี้เขายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ แล้วจะส่งข่าวไปบอกล่วงหน้าได้อย่างไร?
อันเฉิงบิดขี้เกียจ “ท่านปั๋วเจ้าเพิ่งจะอายุสิบห้าเองสินะ...อนาคตไปได้ไกล อนาคตไปไกลอย่างไม่มีที่สิ้นสุด”