ในช่วงเวลาที่ผมรับรีสเข้ามาอยู่ในการดูแลของผมมันก็ผ่านไปมากกว่าสามเดือนแล้วผมก็ไม่เคยได้รับการติดต่อจากภรรยาของผมเลยสักคนมันยิ่งทำให้ผมรู้สึกกระวนกระวายใจเอามากๆ
มีเพียงสิ่งเดียวที่ยังคงทำให้ผมผ่อนคลายได้มากที่สุดนั่นก็คือพัฒนาการของรีสนั้นรวดเร็วยิ่งกว่าที่ผมคาดคิดเอาไว้มากเธอมักทำให้ผมแปลกใจได้เสมอด้วยพรสวรรค์สะท้านฟ้า
ช่วงเวลาที่ผ่านมานั้นรีสได้ก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับความสามารถขอบเขตกำเนิดเวทย์ขั้นต้นทั้งที่อายุของรีสนั้นยังไม่ถึงสิบเอ็ดขวบเลยด้วยซ้ำ
“รีส ทำไมพี่รู้สึกว่าน้องตัวติดพี่แปลกๆ”
“ไม่มีอะไรหรอกพี่ชาย พี่คงคิดไปเองแล้ว”
“เป็นอย่างนั้นเองเหรอ”
ผมคิดไปเองแน่เหรอเพราะช่วงนี้รีสทำตัวแปลกๆไปตั้งแต่เมื่อสองสัปดาห์ก่อนเริ่มที่จะเกาะติดผมไปตามที่ต่างๆจากตอนแรกเป็นคนที่สดใสร่าเริงนิสัยแบบเด็กๆแต่ตอนนี้รู้สึกเหมือนกับว่าเธอโตขึ้นแล้ว หืม!...โตขึ้นแล้วเหรอ
มันก็จริงนะเธอโตขึ้นแล้วอายุแค่สิบขวบแต่รูปร่างนี่ไม่ต่างอะไรจากหญิงสาววัยแรกรุ่นเลย ถ้าพูดถึงความงดงามละก็ผมขอไม่บรรยายก็แล้วกันเพราะเธองดงามไม่แพ้กับภรรยาของผมเลย
“ฮะ...แฮ่ม ถ้าพี่ชายมองหนูแบบนั้นหนูก็เขินเป็นเหมือนกันนะ”
อ่า...บ้าจริงผมไปมองแบบนั้นได้ยังไงรีสเป็นน้องสาวของผมนะ เฮ้อ ไม่ไหวจริงๆ
“เอ่อ...ขอโทษด้วย”
“คิกๆ พอเห็นพี่ชายทำท่าทางแบบนั้นแล้วดูไม่เหมือนพี่ชายในตอนปกติเลย”
“ไม่เหมือนที่ว่าแล้วที่เห็นเป็นปกตินี่พี่เป็นแบบไหนกันละ”
“ความลับค่ะ”
เดี๋ยวนะ นี่เธอไปรู้จักวิธีการหลอกล่อมาตั้งแต่เมื่อไหร่ผมนี่ก็หลงกลเธอเข้าไปเต็มๆแล้ว น่าอายจริงๆสำหรับคนที่มีชีวิตอยู่มากว่าหนึ่งร้อยปีจิตใจควรที่จะมั่นคงแต่กลับโดนเด็กสาวปั่นหัวเอานี่มันหมายความว่ายังไง...
“ว่าแต่ จะหาพวกพี่สาวจากที่ไหนดีละค่ะ”
“คงต้องขึ้นไปโลกชนชั้นที่สามจริงๆแล้วแหละบางทีพวกเธออาจอยู่ที่นั่น”
แน่นอนว่าผมไม่ได้ปิดบังเรื่องที่ผมมีภรรยาแล้วกับรีสแต่ดูเหมือนพอรีสได้ฟังเรื่องที่ผมอธิบายว่ามีภรรยาหลายคนดูเหมือนดวงตาของรีสจะเป็นประกายขึ้นมาชั่วครูหนึ่งเลย หรือว่าผมคิดไปเอง...
น่าจะคิดไปเองนั่นแหละเพราะใครจะไปชอบคนที่มีภรรยามากมายแบบนี้กันละมันเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีเอาซะเลย
“จะได้ออกโลกกว้างแล้วอย่างนั้นเหรอ ดีเลยจะได้ใช้เจ้านี่สักที”
รีสนำตั๋วผ่านทางออกมาหลายใบวางตรงหน้าของผม
หืม! เดี๋ยวนะตาผมไม่ได้ฝาดใช่ไหมตั๋วผ่านทางตั้งแต่โลกชนชั้นล่างหรือโลกชนชั้นที่ห้าไปจนถึงโลกชนชั้นที่หนึ่งรีสมีมันในครอบครองทุกอันแล้ว
“รีสน้องได้มันมาได้ยังไง”
“ความลับค่ะ อืม...ถึงจะบอกพี่ชายไม่ได้แต่ว่าทุกสิ่งที่หนูทำมันก็เพื่อพี่ชายทั้งนั้นนั่นแหละค่ะ”
คำตอบที่ไม่เหมือนคำตอบนั่นมันอะไรกัน ชอบล้อเล่นกับผมด้วยท่าทางแบบนั้นตลอดเลย ท่าทางแบบนั้นที่ว่ามันก็ชอบทำเอาผมใจเต้นขึ้นมาตลอด
“พี่จะไม่ถามก็แล้วกันแสดงว่าถ้ามีเจ้าสิ่งนี้ก็สามารถขึ้นไปถึงโลกชนชั้นที่หนึ่งได้เลยเหรอ”
“ได้สิค่ะไปตอนนี้เลยก็ได้ ใช่สิไปที่เผ่าแวมไพร์ลองดูเป็นยังไงค่ะ ดูเหมือนที่นั่นอยากจะให้พี่ชายขึ้นไปหาด้วยเหมือนกัน”
รีสไม่รอฟังคำตอบจากผมก่อนก็ได้หยิบตั๋วผ่านทางขึ้นมาแล้วเรียกวงเวทย์ออกมาสร้างเป็นประตูมิติโดยใช้ตั๋วผ่านทางยืนยัน
ใช้เวลาไม่ถึงสามวินาทีผมก็ได้มายืนที่โลกชนชั้นที่หนึ่งแถมประตูทางเข้าของเมืองแห่งหนึ่งที่เขียนเอาไว้ว่าเผ่าแวมไพร์
“พี่ชายรีบหน่อยนะคะเพราะว่าพี่ชายกับหนูมีเวลาอยู่ที่นี่เจ็ดวันเนื่องจากพวกเรายังไม่ได้ผ่านบททดสอบประจำด่านของโลกที่จะผ่านขึ้นไปในแต่ละระดับทำให้เวลาที่อยู่ที่นี่มันถูกจำกัดเอาไว้ที่ระยะเวลาเจ็ดวัน แต่ว่าถ้าจะมาอีกก็ต้องเว้นช่วงไปอีกถึงหนึ่งเดือน”
มันมีอะไรแบบนี้ด้วยเหรอผมชักจะสงสัยแล้วสิว่ารีสรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง”
“พี่ชายอย่ามองหน้าหนูแบบนั้นสิ ถ้าถึงเวลาแล้วเดี๋ยวพี่ชายก็รู้เอง ใช่สิถ้าพี่ชายอยากรู้เร็วละก็...รับหนูเข้าด้วยสิ”
“รับที่ว่านี่...”
“ไปกันเถอะมัวยืนอยู่แบบนี้มันก็ไม่ได้ไปไหนกันสักที”
รีสดึงแขนของผมไปก่อนที่จะเบือนหน้าหนีไปไม่ให้ผมเห็นใบหน้าที่ตอนนี้แดงระเรื่อไปแล้วพร้อมกับหัวใจที่เต้นรุนแรงไม่หยุด
ผมที่กำลังอ้ำอึ้งอยู่นั้นก็ก้าวเท้าเดินตามรีสไป
“เดี๋ยวก่อนพวกเจ้าเป็นใครทำไมถึงมาปรากฏตัวที่นี่ได้”
หญิงสาวที่มีผมสีดำดวงตาสีแดงแต่งกายด้วยชุดอัศวินเดินออกมาจากความมืดพร้อมกับมองมาที่ผมกับรีสที่กำลังมุ่งหน้าเพื่อที่จะเข้าเมืองไป
รีสสบตากับเธอคนนั้นก่อนที่จะยิ้มออกมา
“นั่นสินะคะ บางทีคำถามบางคำถามฉันก็ไม่จำเป็นต้องตอบคุณเพราะคุณไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับคำตอบจากฉัน อ้อ ถ้าอยากรู้จริงๆละก็พาพวกเราไปหาจักรพรรดิสิอาจจะบอกให้ฟังก็ได้นะ...แน่นอนว่าเป็นแค่อาจจะ...”
หญิงสาวคนนั้นถึงกับขมวดคิ้วขึ้นก่อนที่จะอัญเชิญสัตว์เวทมนตร์ออกมาถึงสามตัวโดยแต่ละตัวนั้นอยู่ในระดับที่เกินจินตนาการไปแล้วทั้งนั้นรวมไปถึงแรงกดดันเองก็เช่นกัน
“เป็นไปได้ยังไงพวกเจ้าสองคนไม่ได้รับผลจากแรงกดดันทั้งที่ระดับความสามารถน้อยนิดแบบนั้น”
“เฮ้อ...เสียเวลาจริงๆเลยนี่ฉันต้องตอบคำถามคุณทุกคำเลยใช่ไหม ถึงจะผ่านไปได้ไม่คิดเหรอว่าที่ฉันมายืนที่นี่ได้มันก็มากพอที่จะเดินเข้าไปในเมืองได้แล้ว เพราะเดิมทีแล้วการเข้ามาเผ่าของคุณก็ต้องผ่านจุดตรวจกว่าสิบจุดถึงจะสามารถเข้ามาที่นี่ได้”
หญิงสาวเก็บสัตว์เวทมนตร์ทั้งหมดกลับไป
“ตามมาสิข้าจะพาไปพบกับจักรพรรดิเอง”
รีสหันหน้ากลับมาพูดกับผมด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอีกครั้ง
“ไปกันเถอะพี่ชาย”
รีสมีมุมแบบนี้ด้วยเหรอ อืม...มันก็ครบรสดีนะ เดี๋ยวเถอะครบรสอะไรกัน...
หญิงสาวคนนั้นนำทางผมกับรีสเข้าไปในเมืองที่เต็มไปด้วยแวมไพร์มากหน้าหลายตาชาวเมืองเองก็มองผมกับรีสที่เดินเข้ามาพร้อมกับซุบซิบกันไม่หยุดปาก
“ถึงแล้วที่นี่แหละ”
สภานที่ที่หญิงสาวนำทางมานั้นก็คือบ้านพักหลังหนึ่งที่ไม่มีความรู้สึกเลยว่ามันเป็นบ้านของจักรพรรดิ
“องค์จักรพรรดิ ข้านำทางคนต่างเผ่าที่จะขอเข้าพบท่านมาแล้ว”
“หืม! รอสักครู่”
หลังสิ้นเสียงตอบรับกลับมาก็มีเสียงดังโครมครามออกมาตลอดยาวนานกว่าสิบนาที จนกระทั่งชายวัยกลางคนที่มีสีีผมสีขาวบ่งบอกถึงวัย และดวงตาสีแดงที่เป็นลักษณะของแวมไพร์เปิดประตูบ้านออกมา ในสภาพที่ไม่ต่างไปจากชายที่ไร้ยศฐาปกติทั่วไปไม่มีอะไรบ่งบอกถึงฐานะจักรพรรดิที่ว่ามาเลย...
“ขออภัยด้วย ที่มาพบ...”
จักรพรรดิมองเห็นผมคำพูดของเขาก็หยุดชะงักลงไป
“เจ้าคือแวมไพร์ผู้โด่งดังคนนั้นนี่”
หญิงสาวที่นำทางผมมาถึงกับเบิกตากว้างแล้วตั้งใจมองผมก่อนที่จะแสดงสีหน้าลนลาน
“คุณมองผมออกด้วยอย่างนั้นเหรอ กว่าจะมีคนมองออกใช้เวลานานกว่าจะพบคนแบบคุณ”
“ชื่นชมกันเกินไปแล้ว ที่มองออกเพราะเป็นสายเลือดบริสุทธิ์เหมือนกันต่างหาก ถ้าไม่ใช่ก็ไม่มีใครมองออกหรอกถ้าหากคนคนนั้นไม่ตั้งใจมองอย่างจริงจังละก็นะ”
“เป็นแบบนั้นนี่เอง”
“เจ้ามาก็ดีแล้วข้ามีเรื่องที่ต้องไหว้วานเจ้าพอดิบพอดี”
“ไหว้วาน? เรื่องอะไรที่ทำให้คุณต้องไหว้วานผมแบบนั้น คุณก็เป็นถึงจักรพรรดิและมีความสามารถมากมายไม่สิแข็งแกร่งเกินไปด้วยซ้ำ”
“อย่าได้กล่าวแบบนั้นเลยความจริงแล้วการที่ข้าเคลื่อนไหวอะไรมากไม่ได้นั้นก็เพราะข้าเองก็มีส่วนที่ลำบากอยู่เหมือนกัน”
“ลำบาก? คนระดับคุณนี่นะลำบาก”
“คนแบบข้านี่แหละลำบากเนื่องมาจากสถานการณ์ภายในเผ่าของพวกเราที่แยกย่อยออกไปแล้วตั้งตนเป็นกลุ่มของตนเองทำให้ตอนนี้สถานการณ์ย่ำแย่อย่างที่เห็น เจ้าไม่สังเกตเลยเหรอว่าทำไมไม่มีพวกยอดฝีมือนอกจากข้าและนางเลยแม้แต่คนเดียว”
มันก็จริงที่ว่าไม่มีใครมีความสามารถในการต่อสู้มากไปกว่าสองคนนี้แล้ว ดูเหมือนว่าพวกระดับสูงของโลกชนชั้นที่หนึ่งจะสร้างสถานการณ์ดึงแวมไพร์ให้แตกคอกันเองสำเร็จไปแล้ว
“เข้าใจแล้ว เรื่องพวกนี้คงจะเป็นพวกองค์กรแปดดาราแห่งแสงกับกลุ่มปีกสวรรค์ที่ยุยงละสินะ”
“สมกับเป็นเจ้าดีนะที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นฝีมือของใคร”
“แล้วฉันจะได้อะไรจากการช่วยพวกคุณกันละ”
“แน่นอนว่าได้ อ้อ ใช่สิเรื่องที่อยู่ของวงศ์วานของเจ้าไม่สิภรรยาของเจ้าที่หาไม่เจอเป็นยังไงละถ้าเรื่องนี้สำเร็จไปด้วยดีข้ายินดีให้การช่วยเหลือเจ้าในการนำภรรยาของเจ้ากลับมา”
คราวนี้เป็นทางผมเองบ้างที่ชมเขา สมแล้วที่เป็นจักรพรรดิเขารู้เรื่องการหายตัวไปของภรรยาของผมที่ผมเป็นกังวลมากที่สุด
“เป็นข้อเสนอที่ไม่เลวแต่มันยังไม่พอ…”
จักรพรรดิแสดงสีหน้าตกตะลึงเล็กน้อยกับการเรียกร้องของผม
“เจ้านี่ก็สมกับเป็นชายที่ได้ชื่อว่าจัดการได้ยากเย็นจริงๆ ถ้าอย่างนั้นก็เลือกมันจากของพวกนี้สิมันน่าจะเป็นสิ่งที่เจ้าต้องการไม่สิจำเป็นต้องใช้มากกว่า...”
จักรพรรดิวาดมือออกไปเป็นเส้นโค้งก่อนที่จะปรากฏอาวุธอุปกรณ์วัตถุดิบสมบัติมากมายมหาศาลแสดงออกมาให้ผมได้เห็น แต่ว่าคุณสมบัติที่ผมมองไปนั้นไม่มีอะไรที่ผมถูกใจเลยแม้แต่น้อยจนกระทั่งผมคิดจะปฏิเสธจากนั้นก็มองไปเห็นเศษชิ้นส่วนของสิ่งสิ่งหนึ่งเข้านั่นก็คือชิ้นส่วนของดาบมายาแห่งความมืด
ผมเอื้อมมือไปหยิบมันเอาไว้จากนั้นเรียกดาบมายาแห่งความมืดออกมาแน่นอนว่าการกระทำนี้อยู่ในสายตาของจักรพรรดิและหญิงสาวคนนั้นตลอดเวลารวมทั้งรีสเองก็ด้วยทั้งสามที่มองการกระทำของผมอยู่นั้นก็ถึงกับเบิกตากว้างกับสิ่งที่เห็น
ทั้งสามพูดออกมาเป็นเสียงเดียวกัน
“ดาบเล่มสีดำ!!!”
“เจ้า...เจ้ามีมันได้ยังไงกัน”
จักรพรรดิแสดงท่าทีหวั่นเกรงออกมา แต่ว่าจักรพรรดิไม่รอคำตอบที่ได้จากผมก็รีบพูดต่อในทันทีดูเหมือนเขาจะตั้งสติได้เร็วกว่าที่คิด
“น่าตกใจที่คนแบบเจ้ามีความสามารถแต่การที่ครอบครองดาบสีดำเล่มนั้นมันบ่งบอกว่าเจ้าไม่ใช่แค่แวมไพร์สายเลือดบริสุทธิ์ธรรมดาแล้วสิ ต้องขออภัยในการขอที่มากเกินความจำเป็นของข้าด้วย ข้าขอคารวะนายท่าน”
ทุกคนนอกจากรีสนั้นคุกเข่าลงไปกับพื้นทำให้ผมงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ขนาดรีสเองก็ยังแสดงท่าทางเหมือนกำลังตัดสินใจบางอย่างจนกระทั่งผมเข้าไปสะกิดตัวของเธอ เธอถึงจะได้สติกลับมาแล้วทำตัวตามปกติ
“พวกคุณเป็นอะไรไปลุกขึ้นมาเถอะ การกระทำแบบนี้มันยิ่งทำให้ผมไม่สบายใจนะ”
“เรื่องนี้หนูขอพูดเองดีกว่าค่ะพี่ชายเพราะพวกเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดในเรื่องนี้”
รีสสูดลมหายใจเข้าลึกๆสายตาของผมที่มองไปที่เธอทำให้เธอมั่นใจมากว่าตัวเธอสำคัญกับผมมากขนาดไหน
“ความจริงแล้วผู้ที่ครอบครองดาบเล่มนั้นคือผู้ที่เป็นผู้สืบทอดของจักรพรรดิแห่งความมืด หรืออีกชื่อหนึ่งก็คือรัชทายาทแห่งความมืด....”
. . .