กำเนิดใหม่ กับครอบครัว ที่แสน [จะ] ธรรมดา [มั้ง]

    SS2_No.4 ขอนะ

    ในระหว่างทางที่เดินออกจากตำหนักใหญ่ และย่างก้าวเข้าสู่พื้นที่พักของศิษย์หลัก ศิษย์สายใน จนมาถึงของศิษย์สายนอก หลิงเทียนได้คอยมองการออกแบบที่พักที่ดูต่างระดับชั้นกันอย่างชัดเจน
    อย่างที่พักของศิษย์หลักนั้นมีตำหนักขนาดกลางขนาดพื้นที่รอบๆ ภายในนั้นบรรจุคนได้ราวๆ 50 คน เป็นของตัวเอง และสามารถรับเอาศิษย์สายใน ที่ไม่ติด 30 อันดับแรกมาเป็นข้ารับใช้ได้ เช่นเดียวกับศิษย์สายใน
    สำหรับศิษย์สายในนั้นเป็นบ้านขนาดเล็กที่บรรจุคนได้ประมาณ 10 คนและสามารถรับศิษย์สายนอกที่ไม่ติด 10 อันดับแรกมาเป็นข้ารับใช้ได้เพียง 1 คน
    แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย เพราะเหตุผลหลักของการมีข้ารับใช้นั้น นำมาเพื่อทำความสะอาดที่พัก และช่วยเหลือในภารกิจอื่นๆ ได้ และมีศิษย์มากมายที่ไม่อยากถูกขับออก เพราะไม่สามารถบ่มเพาะพลังให้สูงตามเกณฑ์ได้ จึงยอมเป็นข้ารับใช้เพื่อให้ได้รับทรัพยากรในการบ่มเพาะ ซึ่งเปรียบเสมือนการจ้างของผู้ที่ต้องการข้ารับใช้นั่นแหละ และเพื่ออนาคตที่ดีในวันข้างหน้าของข้ารับใช้ มันคงดีกว่าการโดนขับออกไปโดยไม่เหลืออะไรเลย
    สำหรับหลิงเทียนที่มองไปยังสถานที่พักต่างๆ และฟังคำอธิบายมาตลอดระยะเวลาที่เดินทางไปยังที่พักศิษย์สายนอก ก็พอจะเข้าใจรูปแบบการดำเนินชีวิตของศิษย์ภายในตำหนักแล้ว จนอดคิดดีใจไม่ได้ ที่ไม่ต้องให้หงลี่ น้องสาวสุดที่รักของเขา มาทนรับความลำบากที่นี่
    เมื่อกลุ่มของหลิงเทียนมาถึง บรรดาศิษย์สายนอกถึงกับรีบถอยร่นเปิดทางให้พวกเขาทันที แม้กระทั่งศิษย์สายนอกผู้มาใหม่ ก็ยังรู้จักตัวตนทั้งสามเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเซียงเซียง หนิงเอ๋อร์ หรือว่าไป๋หยุนเฟย เพราะช่วงเวลาตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ทั้งสามแทบจะไม่เกรงกลัวผู้ใด และยังเป็นศิษย์สายนอกเพียงกลุ่มเดียว ที่เพิ่งจะเข้ามาได้เพียงแค่เดือนเดียว ก็เข้าร่วมการทดสอบเป็นศิษย์สายใน และเอาชนะได้อย่างไม่ยากเย็นอีกด้วย จากนั้นอีกครึ่งปี ทั้งสามก็กลายเป็นศิษย์หลักอย่างเป็นทางการ
    พวกเขาทั้งสามเปรียบเสมือนเป็นต้นแบบและแนวทาง ของศิษย์สายนอกทุกคน ให้ลุกขึ้นมาฝึกฝนอย่างหนัก เพื่อจะได้ก้าวข้ามเข้าสู่การเป็นศิษย์สายใน
    หลิงเทียนมองไปทางสายตาของเหล่าศิษย์สายนอก ทั้งหมดที่มองหามาทางกลุ่มของเขา มีทั้งสายตาที่ เทิดทูล ชื่นชม หมั่นไส้ อิจฉาริษยา ก่อนจะพูดหยอกล้อขึ้น
    "สงสัยว่างๆ พวกเจ้าคงต้องเล่าเรื่องราวตลอด 1 ปีที่ผ่านมาให้ข้าฟังบ้างแล้วล่ะ"
    "ข้าว่าเรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถอะ คืนนี้เจ้าจะพักผ่อนตามต้นไม้นั่น หรือในห้องพักล่ะ" ไป๋หยุนเฟย
    หลิงเทียนจับจ้องมองไปยังต้นไม้ที่เหล่าศิษย์สายนอก ใช้พักผ่อนหรือบ่มเพาะพลังในยามค่ำคืน ก่อนที่สายตาจะไปหยุดอยู่ที่ห้องพักก่อนจะเบ้ปากเล็กน้อย เพราะสิ่งที่เรียกว่าห้องพักนั้น ไม่ต่างไปจากกระโจมที่ทหารเอาไว้ใช้ในยามศึกสงครามสมัยก่อนเลย และที่สำคัญมันเล็กมากขนาดพอดีคนนอนได้หนึ่งคนเท่านั้น อันที่จริงหลิงเทียนชอบบรรยากาศภายนอกซะมากกว่า เพราะเขาเองก็โดนเหล่าบรรพบุรุษอบรมชนิดว่า แทบจะไม่มีเวลาได้หายใจหยุดพักเลยด้วยซ้ำ แถมร่างกายของเขาก็อุดอู้อยู่แต่ในรังไหม ที่พลังวิญญาณของเหล่าบรรพบุรุษสร้างขึ้น เพื่อให้ร่างกายและจิตใจแข็งแกร่งไปพร้อมๆ กัน ในระหว่างที่มองหามุมต้นไม้ดีๆ ที่ว่างอยู่นั้น เขาถึงกับสะดุดกับคำพูดนึงเข้า
    "แหม!! นึกว่าใคร ที่แท้ก็ศิษย์หลักผู้โด่งดังทั้งสามนี่เอง ถึงกับต้องพาศิษย์ใหม่มาด้วยตนเองเลยงั้นหรอ แต่อย่าได้ลืมกฏของตำหนักไปซะละ ต่อให้เป็นศิษย์หลักก็ไม่มีสิทธิ์มาก้าวก่ายกับศิษย์สายนอกอย่างพวกเรา แล้วก็อย่าได้ใช้เส้นสายมาฝากฝังเจ้าศิษย์ใหม่ด้วยล่ะ" เสียงของเด็กสาววัยประมาณ 17-18 กล่าวอย่างดูถูกศิษย์ใหม่
    "โฮ่!! ช่างไม่เจียมตัวจริงนะ!!?" เป็นเซียงเซียงที่กล่าวตอบโต้จนหลิงเทียนและคนในกลุ่มถึงกับแปลกใจ
    ก่อนที่หลิงเทียนจะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย และกล่าวขึ้นด้วยท่าทางใสซื่อ
    "นี่!! ข้าตัดสินใจได้แล้ว ข้าจะพักที่กระโจมของยัยผู้หญิงปากเสียคนนั้นเอง!!?"
    ท่ามกลางความตื่นตะลึงของศิษย์สายนอกทุกคน เพราะอย่างที่รู้ๆ กัน ต่อให้ศิษย์ที่มาใหม่นั้นจะเป็นคนรู้จักหรือเพื่อนสนิทของศิษย์สายใน หรือศิษย์หลัก แต่ก็ไม่สามารถให้พวกเขาช่วยต่อสู้เพื่อให้ได้ที่พักของศิษย์สายนอก แม้พวกเขาจะเกรงใจตัวตนของศิษย์หลักก็จริง ทว่ากฏก็ยังเป็นกฏอยู่ดี
    "นี่เจ้าศิษย์ใหม่ ต่อให้เจ้าเป็นเพื่อนของศิษย์หลักก็จริง แต่อย่ามาทำเป็นอวดเก่งที่นี่ หากต้องการประลอง ก็เข้ามา ข้ามู่เยี่ย จะสอนให้เจ้ารู้ว่าความน่ากลัวที่แท้จริงของศิษย์สายนอกเป็นยังไง!!?" สิ้นเสียงของมู่เยี่ย
    กลุ่มของหลิงเทียนก็เดินถอยห่างออกไปเล็กน้อย ท่ามกลางความแปลกใจของศิษย์สายนอกทุกคน เพราะทั้งสามมิได้พูดห้ามอะไรศิษย์ใหม่ หรือมู่เยี่ยที่อยู่อันดับหนึ่งของศิษย์สายนอกเลยแม้แต่น้อย ราวกับเชื่อมั่นว่าศิษย์ใหม่คนนั้นสามารถเอาชนะได้ก็ไม่ปาน
    มูเยี่ยเองก็รู้สึกแปลกใจเช่นเดียวกัน แต่ก็มิได้พูดอะไร ก่อนจะเดินมาอยู่เบื้องหน้า เตรียมพร้อมที่จะประลองอย่างเต็มรูปแบบ ทว่าหลิงเทียนกลับมิได้มีท่าทีหวาดกลัวใดใด แต่กลับสาวเท้าเดินเข้ามาหามู่เยี่ยอย่างเยือกเย็น และเมื่อหยุดอยู่เบื้องหน้าของมู่เยี่ย จึงเอ่ยขึ้น
    "เดิมทีข้าก็ไม่ได้อยากจะพักในกระโจมเล็กๆ นั่นสักเท่าไหร่หรอกนะ แต่เมื่อเจ้ามันอยู่ไม่สุขเที่ยวกัดคนอื่นเขาไปทั่ว ก็ไปนอนตากลมข้างนอกนั่นสักเดือนก็แล้วกันนะ"
    "นี่เจ้า!!?"
    เมื่อได้ยินคำสบประหม่าของศิษย์ใหม่ มูเยี่ยถึงกับโกรธจัดทันที ก่อนจะพุ่งเข้าจู่โจมแล้วซัดฝ่ามือออกไป ด้วยความรวดเร็วและรุนแรง นั่นก็เพียงพอที่จะเอาชนะสิษย์สายนอกที่อ่อนแอได้ภายในพริบตา ทว่ากับหลิงเทียนนั้น เขาเพียงแค่เอี้ยวตัวหลบไปมา ราวกับหมาหยอกไก่
    แม้มูเยี่ยจะเป็นเพียงศิษย์สายนอก แต่นั่นก็เพราะนางเองพึ่งจะเข้าร่วมได้ไม่ถึงเดือน แต่เบื้องหลังตระกูลของนางก็ไม่ได้ธรรมดา ฝีมือของนางนั้นเทียบเท่าได้กับศิษย์สายในเลยทีเดียว และยังมีพี่ชายเป็นศิษย์หลักอันดับ 10 นั่นจึงทำให้นางไม่เกรงกลัวใคร แต่เมื่อเห็นศิษย์ใหม่ที่มีเส้นสายเหมือนกัน จึงอดหมั่นไส้ไม่ได้ และต้องการจะฉีกหน้าศิษย์หลักอันดับ 7 นางจึงจงใจกล่าวคำยั่วยุ ทว่านางเองก็ไม่คิดว่าศิษย์ใหม่คนนั้นจะกล้าท้าประลองกับนาง
    "ฟิ้ว!! หวืด!!"
    ผ่านไปราวสามสิบลมหายใจ มู่เยี่ยถึงกับเริ่มมีเส้นเลือดปูดโปนขึ้นตามขมับ นางที่มั่นใจในฝีมือตัวเองเป็นอย่างมากจึงใช้พลังเพียงแค่หกส่วน แต่กลับจู่โจมศิษย์ใหม่ไม่ถูกเลยสักครั้ง เดิมทีนางต้องการจะสั่งสอนหลิงเทียน แต่กลับถูกอีกฝ่ายกำลังเล่นสนุกกับนาง จนทำให้นางเริ่มเกิดอาการกราดเกรี้ยวขึ้น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามสะกดกลั้นโทสะ
    "ในเมื่อเจ้าไม่ยอมเอาจริงสักที คงต้องเลิกเล่นกันแค่นี้แล้วล่ะ"
    สิ้นเสียงของมู่เยี่ย ร่างของนางค่อยๆ ปรากฏออร่าสีฟ้าเปล่งประกาย กลางหลังของนางมีปีกที่ดูราวกับเป็นเทพธิดาแห่งสรวงสวรรค์ หลิงเทียนหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาจำได้ว่านี่คือรูปแบบพลังวิญญาณ ถ้าเป็นโดยทั่วไปแล้วที่เคยได้ยินมาจากเหล่าบรรพบุรุษ เฉพาะศิษย์สายในขึ้นไปเท่านั้น ถึงจะเริ่มได้เรียนการใช้รูปลักษณ์แห่งจิต แสดงว่ามู่เยี่ยเอง ก็คงจะมีที่มาไม่ธรรมดาเช่นกัน แต่กระนั้นหลิงเทียนก็หาได้สนใจไม่ ยังเฝ้ามองเบื้องหน้าด้วยความเบื่อหน่าย ก่อนจะเริ่มเอ่ยอย่างรำคาญ
    "ลีลาจังเลยนะเจ้าน่ะ เมื่อไหร่จะเข้ามาซะที!!?"
    แต่กลับผิดคาด มู่เยี่ยที่ควรจะเดือดดาลกลับสงบเยือกเย็นจนน่าแปลกใจ ก่อนจะเริ่มจู่โจมหลิงเทียนอีกครั้ง คราวนี้ทุกๆ ฝ่ามือที่นางส่งออกมามีออร่าสีฟ้าคลอบคลุมตลอด ทำให้การโจมตีรุนแรงขึ้นเป็นอย่างมาก แต่ละกระบวนท่าของนาง ส่งผลให้พื้นที่รอบๆ บริเวณแตกร้าวขึ้น ทว่าร่างของหลิงเทียนนั้นกับไร้ร่องรอยใดใดทั้งสิ้น ราวกับการโจมตีของมู่เยี่ย มิอาจทำอันตรายอะไรกับเขาได้ ก่อนที่เขาจะเริ่มรู้สึกว่าไม่มีอะไรน่าสนใจแล้ว ฉับพลันนั้นเองนัยน์ตาข้างซ้ายของหลิงเทียน ก็แปรเปลี่ยนเป็นสีแดง พร้อมๆ กับจิตสังหารที่รุนแรง จนส่งให้ร่างของมู่เยี่ยที่ผสานกับรูปลักษณ์แห่งจิต พลันสลายหายไปทันที พร้อมๆ กับร่างของมู่เยี่ยที่ทรุดลงกระอักเลือด
    หลิงเทียนค่อยๆ ก้าวเดินเข้าไปหานางช้าๆ พร้อมกับนัยน์ตาของเขาเริ่มแปรเปลี่ยนกลับมาเป็นดังเดิม ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ และเดินจากไป
    "นี่คือบทเรียนเล็กน้อยสำหรับเจ้า อย่าได้ทะนงตนเกินไปนัก จงระลึกไว้เสมอว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า"
    มู่เยี่ยได้แต่กัดฟันอย่างอดทนและมึนงง ก่อนจะมองตามแผ่นหลังของเด็กหนุ่มไป ด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย เขาเป็นผู้ที่พึ่งจะก้าวเข้ามาศิษย์ใหม่ไม่ถึงวัน แต่กลับเอาชนะนางได้โดยไร้ซึ่งบาดแผลใดใด กับคำพูดที่ฟังดูราวกับว่าเขานั้นเหนือกว่า ในชีวิตของนางนั้นไม่เคย เจ็บแค้นใครมากเท่านี้มาก่อน แต่มันกลับทำให้หัวใจของนางเต้นแรงขึ้น ราวกับว่าได้เจอเป้าหมายที่แท้จริงในอนาคตแล้ว ก่อนจะเริ่มได้สติกับคำพูดของเขา
    "อ่อ!! สำหรับที่พักของเจ้า ข้าขอละกันนะ!!?

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดใหม่ กับครอบครัว ที่แสน [จะ] ธรรมดา [มั้ง] ที่คุณอ่าน