เส้นทางสู่หุบเขาที่ชาวบ้านเรียกว่า "ป่าไร้ตะวัน" นั้น ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ไท่เซวียนจินตนาการไว้ในตอนแรก อาจเป็นเพราะเขามาในตอนกลางวัน และยังคงอยู่ในเขตป่ารอบนอก แสงแดดที่พยายามส่องผ่านหมู่ไม้ลงมา ทำให้พอมองเห็นทางเดินดินที่ถูกใช้จนเป็นร่องรอยได้ชัดเจน
"เอาละ" ไท่เซวียนพึมพำกับตัวเอง เขารู้สึกตื่นเต้นระคนประหม่า นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาต้องเดินทางเข้าเขตสัตว์อสูรตามลำพัง ไม่มีทหารองครักษ์ ไม่มีข้ารับใช้ มีเพียงแผนที่หยาบๆ ในมือ
ด้วยสถานะจอมเวทย์ทวิลักษณ์ระดับหนึ่งดาวที่เพิ่งถูกปลุกขึ้นมา (แม้จะยังไม่เคยฝึกฝนอย่างจริงจัง) ป่ารอบนอกนี้จึงไม่น่าจะเป็นอันตรายต่อเขามากนัก เขาสัมผัสได้ว่าไอเวทในอากาศที่นี่เบาบางกว่าที่เมืองเอเลนมาก สัตว์อสูรเล็กๆ ที่เห็นวิ่งผ่านไปมาก็ดูอ่อนแอและไม่น่าสนใจ
‘ลูกแก้ววิญญาณของเรา... ท่านแม่บอกว่าพิเศษนัก ท่านพ่อเก็บไว้ให้’ ไท่เซวียนนึกถึงลูกแก้วสีทองจางๆ ที่ประทับอยู่ในวงแหวนของตน
‘แต่เรากลับไม่เคยสนใจฝึกฝนพลังนี้เลย... มัวแต่ทำตัวเหลวไหล’ ความรู้สึกผิดและเสียดายแล่นวาบเข้ามาในใจ
เขาพยายามปัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป มุ่งหน้าตามแผนที่ที่แฮงก์ให้มา สถานที่เป้าหมายคือเหมืองแร่เก่าแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลนัก แฮงก์บอกว่าเหมืองนี้แม้จะใกล้ร้าง แต่ก็ยังมีแร่เงินหลงเหลืออยู่บ้าง และเนื่องจากยังมีช่างเวทย์หรือชาวบ้านแวะเวียนเข้ามาหาแร่เหล็กและทองแดงอยู่เนืองๆ ทำให้พอจะมีเส้นทางที่ค่อนข้างปลอดภัยอยู่บ้าง
ใช้เวลาเดินทางไม่นานนัก ไท่เซวียนก็มาถึงปากทางเข้าเหมืองที่ดูเก่าแก่และมืดทึบ มีผู้คนราวสิบกว่าคนกำลังทำงานขุดแร่อยู่บริเวณด้านหน้า พวกเขาแต่งกายมอซอ บ้างก็เป็นชาวบ้าน บ้างก็ดูเหมือนนักผจญภัยรับจ้าง
"ไง พ่อหนุ่ม มาหาแร่เหมือนกันรึ?" ชายวัยกลางคนมีหนวดเคราคนหนึ่งทักทายอย่างเป็นกันเองเมื่อเห็นไท่เซวียนเดินเข้ามา
"ขอรับ" ไท่เซวียนตอบ พยายามทำตัวให้ดูปกติที่สุด
"ข้ามาหาแร่เงินน่ะ พอจะมีเหลือบ้างไหม?"
"แร่เงินรึ? โฮ่ๆๆ หายากหน่อยนะพ่อหนุ่ม" ชายอีกคนหัวเราะ
"เหมืองนี้น่ะ ในสิบส่วน เป็นแร่เหล็กไปเสียหกส่วน ทองแดงอีกสาม ส่วนแร่เงินน่ะ มีแค่ส่วนเดียว แถมยังอยู่ลึกเข้าไปข้างในนู่น" เขาชี้เข้าไปในความมืด
"แต่ก็ลองดูเถอะ เผื่อโชคดี"
ไท่เซวียนขอบคุณชายเหล่านั้น ก่อนจะเดินหาทำเลเหมาะๆ บริเวณที่ไม่ลึกนักแล้วเริ่มลงมือขุด เขาหยิบที่ขุดที่แฮงก์ให้มา มันไม่ใช่พลั่วหรือจอบธรรมดา แต่เป็นอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นอย่างประณีต ตัวด้ามจับดูเหมือนทำจากโลหะผสม ส่วนหัวขุดมีสีทองเรืองรองจางๆ เมื่อไท่เซวียนลองถ่ายเทพลังเวทย์เข้าไป เขาก็รู้สึกได้ว่ามันช่วยเสริมแรงขุดได้อย่างดีเยี่ยม ผิดกับที่ขุดเก่าๆ ของคนอื่นลิบลับ
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
ด้วยพลังของจอมเวทย์และอุปกรณ์ชั้นดี ทำให้ไท่เซวียนสามารถสกัดหินและดินได้อย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ เสียงขุดของเขาดังต่อเนื่องและหนักแน่นกว่าใครในบริเวณนั้น
"เฮ้! พ่อหนุ่มนั่นเป็นจอมเวทย์เหมือนกัน แต่แรงดีชะมัด!"
"ที่ขุดนั่นก็ดูไม่ธรรมดาเลยนะ ท่าทางจะเป็นของดีราคาแพง" เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบตัว คนงานคนอื่นๆ เริ่มหันมามองเขาด้วยความสนใจและประหลาดใจ บางคนถึงกับหยุดงานของตัวเองแล้วเดินเข้ามาดูใกล้ๆ
ไท่เซวียนรู้สึกอึดอัดกับสายตาเหล่านั้น เขาไม่ชอบเป็นจุดสนใจ และไม่อยากจะแย่งพื้นที่ทำกินกับใคร เมื่อเห็นว่าบริเวณที่เขาอยู่เริ่มมีคนเข้ามามุงดูมากขึ้น เขาจึงตัดสินใจขยับลึกเข้าไปในเหมืองอีกหน่อย หวังจะหาที่ที่เงียบสงบกว่านี้
เขาเดินลัดเลาะไปตามอุโมงค์ที่มืดและชื้นแฉะ แสงจากคบเพลิงที่ปักไว้ห่างๆ ส่องให้เห็นผนังหินขรุขระและทางแยกเล็กๆ น้อยๆ เป็นครั้งคราว เขาพยายามจำเส้นทาง แต่ยิ่งเดินลึกเข้าไป ทางก็ยิ่งซับซ้อนและมืดมิดมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานนัก เขาก็ตระหนักว่า... ตนเองหลงทางเสียแล้ว
"แย่ล่ะสิ ทางไหนเป็นทางไหนกันแน่" เขามองซ้ายมองขวาอย่างสับสน ความมืดเริ่มบั่นทอนกำลังใจ ขณะที่กำลังจะลองเดินย้อนกลับไปทางเดิมนั่นเอง...
พรืด! วูบ!
พื้นดินใต้เท้าเขาก็พลันยุบตัวลง! ไท่เซวียนร้องเสียงหลง ร่างของเขาร่วงหล่นลงไปในความมืดมิดด้านล่างอย่างไม่ทันตั้งตัว!
ตุ้บ! อั่ก!
เขากระแทกลงบนพื้นดินที่นุ่มกว่าพื้นหิน แต่ก็ยังจุกจนพูดไม่ออก โชคดีที่ดูเหมือนจะไม่ได้รับบาดเจ็บร้ายแรงนัก แค่เคล็ดขัดยอกเล็กน้อย เขาลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นตามตัว มองไปรอบๆ บริเวณที่ตกลงมาดูเหมือนจะเป็นโพรงถ้ำใต้ดินขนาดไม่ใหญ่นัก มีแสงสลัวๆ ส่องลงมาจากช่องที่เขาเพิ่งตกลงมา
"โอ๊ย... ที่นี่มันที่ไหนกันเนี่ย" เขากำลังจะลองหาทางปีนกลับขึ้นไป แต่แล้ว...
ฟุ่บ!
จู่ๆ ร่างกายของเขาก็พลันสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างรุนแรง! ขนทั่วร่างลุกชัน หัวใจเต้นระรัวด้วยความหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน มันไม่ใช่ความกลัวธรรมดา แต่เป็นความรู้สึกเหมือนกำลังถูกจ้องมอง...จับจ้องด้วยสายตาที่ทรงพลังอำนาจอย่างยิ่งยวด มองทะลุเข้ามาถึงจิตวิญญาณ ทะลุปรุโปร่งจนเขารู้สึกเหมือนตัวเองเปลือยเปล่าอยู่ต่อหน้าอำนาจนั้น!
แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในความเงียบ เสียงนั้นแหบพร่าเหมือนคนไม่ได้พูดมานาน แต่กลับแฝงไว้ด้วยพลังกดดันอันมหาศาลจนทำให้บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้ง
"มทินา...ส่งเจ้ามารึ?"
เสียงนั้น! แม้จะแหบพร่า แต่พลังอำนาจที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงนั้น ทำให้ไท่เซวียนนึกถึงราชาคิมสัน พระบิดาของเขาขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้! ความหวาดกลัวแล่นจับขั้วหัวใจ เขารีบคุกเข่าลงกับพื้น ก้มหน้าจนหน้าผากแทบจรดดิน ตัวสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
"ขะ...ข้าน้อย...ข้าน้อยเพียงพลัดตกลงมา ไม่ได้มีผู้ใดส่งมา และไม่รู้จักสถานที่แห่งนี้เลยขอรับ!" เขาตอบตะกุกตะกัก ไม่กล้าแม้แต่จะโกหกต่อหน้าพลังอำนาจที่สัมผัสได้นี้
"...แต่ตัวเจ้า มีกลิ่นไอของนางติดอยู่ แม้จะเพียงเล็กน้อย" เสียงนั้นกล่าวตอบราบเรียบ ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ทำให้ยิ่งน่ากลัวมากขึ้นไปอีก
กลิ่นไอของนาง? ไท่เซวียนนึกขึ้นได้ทันที 'แหวน! แหวนที่นักบุญอาวุโสผู้นั้นให้มา!' เขาจำได้ลางๆ ว่าแฮงก์เคยเปรยๆ ให้ฟังหลังจากออกมาจากวิหารฯ แล้วว่า อาวุโสนักบุญมทินา คนนั้น ดูเหมือนจะเป็นคนสำคัญมากๆ และการที่นางให้แหวนระบุตัวตนมานั้นถือเป็นเรื่องไม่ธรรมดา แต่แฮงก์ก็ไม่ได้อธิบายอะไรมากไปกว่านั้น ราวกับเป็นเรื่องที่พูดได้ยาก
"ขะ...ข้าน้อย ได้รับความเมตตาจากท่านอาวุโสนักบุญเล็กน้อยขอรับ ท่านมอบแหวนนี้ให้เพื่อให้สามารถเข้าออกเขตวิหารฯ ได้สะดวก..." ไท่เซวียนรีบอธิบายตามความจริง
"...หืม? นักบุญอาวุโสรึ? หึ! ปลอมตัวอีกแล้วสินะ มทินา...นางก็ยังเป็นเช่นเดิม..." เสียงนั้นแค่นหัวเราะเบาๆ เหมือนรู้ทัน ก่อนจะเงียบไปครู่หนึ่งราวกับกำลังครุ่นคิด ไท่เซวียนไม่กล้าขยับตัว ได้แต่ก้มหน้าตัวสั่นรอคอยชะตากรรม
"...ช่างเถอะ" เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง
"การที่เจ้าหลุดมาถึงที่นี่ได้ คงเป็นเพราะพลังกักขังของนางมีช่องโหว่ หรืออาจจะเป็นลิขิตฟ้า... ข้าติดอยู่ที่นี่มานานเกินสิบปีแล้ว การได้พบเจอกับเจ้าในวันนี้ ถือเป็นโชคชะตา... เป็นวาสนาของเจ้าและของข้า"
"เข้ามานี่สิ... เด็กน้อย" เสียงนั้นอ่อนลงเล็กน้อย แต่ยังคงทรงอำนาจ ชายชราเรียกเขา
ไท่เซวียนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น เขาลุกขึ้นยืนอย่างกล้าๆ กลัวๆ แล้วค่อยๆ เดินตามเสียงนั้นไปในความสลัวราง เขาเดินมาหยุดอยู่หน้าเงาร่างหนึ่งที่นั่งพิงผนังถ้ำอยู่ ร่างนั้นดูผอมโซ สวมเสื้อผ้าเก่าขาดรุ่งริ่ง แต่สิ่งที่ทำให้ไท่เซวียนตกใจยิ่งกว่าคือ... ชายชราผู้นี้ ตาบอดสนิททั้งสองข้าง และแขนข้างหนึ่งก็ดูลีบเล็กผิดรูป เหมือนพิการใช้งานไม่ได้!
"ท่าน...ท่านคือ?" ไท่เซวียนเอ่ยถามเสียงสั่น
"เจ้าชื่ออะไร?" ชายชราตาบอดถามกลับ ไม่ตอบคำถามของเขา
"ขะ...ข้าน้อยชื่อ... ไท่เซวียน... ขอรับ"
สิ้นคำตอบ ร่างของชายชราก็พลันนิ่งเงียบไปอย่างเห็นได้ชัด ความเงียบนั้นยาวนานจนไท่เซวียนรู้สึกอึดอัด ก่อนที่ชายชราจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย...
"ไท่...เซวียน...รึ?" เขาทวนชื่อนั้นเบาๆ "...โลกเรานี้ช่างบังเอิญเสียจริงนะ เดิมที... แซ่ของข้าก็คือ แซ่ไท่"
"หา!?" ไท่เซวียนเบิกตากว้าง "จริงหรือขอรับ!? ท่าน...ท่านก็เคยแซ่ไท่? โอ้! ท่านแม่ของข้าน้อยก็เคยบอกว่า ท่านพ่อที่แท้จริงของข้า ท่านก็... ท่านก็เปลี่ยนแซ่มาจากแซ่ไท่เช่นกันขอรับ!"
"......." ชายชรานิ่งไปอีกครั้ง ก่อนที่เสียงหัวเราะจะดังออกมาจากลำคอ เริ่มจากเบาๆ แล้วดังขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเสียงหัวเราะที่บ้าคลั่ง ก้องกังวานไปทั่วโพรงถ้ำ มันเป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยอารมณ์หลากหลาย ทั้งยินดี ขมขื่น และปลดปล่อย!
"ฮ่าๆๆๆๆ! โชคชะตา! นี่มันโชคชะตาจริงๆ! ฮ่าๆๆๆ!"
ชายชราหัวเราะอยู่นานจนไท่เซวียนเริ่มรู้สึกกลัว ก่อนที่เสียงหัวเราะจะค่อยๆ เงียบลง เหลือเพียงเสียงหอบหายใจ
"สหายน้อย..." ชายชราเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง แต่ก็ยังแฝงความตื่นเต้น "เจ้า...พอจะมีสุราติดตัวมาบ้างหรือไม่?"
ไท่เซวียนนึกถึงขวดสุราชั้นดีที่เขาแอบพกติดตัวมาจากเอเลน (ซึ่งแฮงก์ไม่รู้) เขาหยิบมันออกมาอย่างลังเล
"มี...มีขอรับ" เขายื่นส่งให้ชายชรา
ชายชรารับขวดสุราไปอย่างชำนาญ เปิดจุกออกแล้วยกขึ้นดื่มอึกใหญ่ กลิ่นสุราหอมกรุ่นกระจายไปทั่วบริเวณ เขาไม่ได้ดื่มแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ? หลังจากดื่มไปหลายอึกจนแก้มเริ่มแดง ชายชราก็เริ่มเล่าเรื่องราวในอดีตของตนเองให้ไท่เซวียนฟังอย่างไม่ปิดบัง อาจเพราะความเมา หรืออาจเพราะความรู้สึกผูกพันที่เกิดขึ้นอย่างประหลาด
เขาเล่าว่าตนติดอยู่ที่นี่มานานนับสิบปี คนเดียวที่เขาได้พบปะพูดคุยด้วยก็มีเพียง 'นาง' (ซึ่งไท่เซวียนเดาว่าคือมทินา) นานๆ ครั้งนางจะมาหา แต่เขาก็ไม่เคยไว้ใจนางเลยแม้แต่น้อย 'นางเป็นคนเจ้าเล่ห์ มีแผนการซับซ้อนตลอดเวลา' ชายชรากล่าว 'นางเคยบอกว่ามีใจให้ข้า แต่ข้าไม่เชื่อหรอก... อีกอย่าง ในใจข้าก็มีสตรีอื่นอยู่แล้ว...' พอพูดถึงตรงนี้ แววตาที่มืดบอดของชายชรากลับดูสลดเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะเปลี่ยนเป็นขมขื่น 'ข้าว่านางคงต้องการอย่างอื่นจากข้ามากกว่า... กระบี่เล่มนั้น...' เขาพึมพำ 'ซึ่งข้าซ่อนมันไว้อย่างดี ไม่มีทางที่นางจะหามันเจอ'
หลังจากเล่าเรื่องส่วนตัวไปพอสมควร ชายชราก็หันมาทางไท่เซวียน
"ไท่เซวียน... เจ้ายินดีจะเป็นศิษย์ของข้าหรือไม่?"
ไท่เซวียนชะงักไป เขาครุ่นคิดถึงสถานการณ์ของตนเอง... อดีตองค์ชายผู้ตกอับ ไม่มีความสามารถใดๆ ติดตัว มาพบกับชายชราตาบอดผู้พิการ แต่กลับมีพลังอำนาจลึกลับและมีความหลังที่ซับซ้อน เขารู้สึกผูกพันกับชายชราผู้นี้อย่างประหลาด แม้จะเพิ่งพบกันไม่นาน บางทีนี่อาจจะเป็นโชคชะตาจริงๆ... เขาตัดสินใจ คุกเข่าลงคำนับอย่างนอบน้อม
"ข้าน้อย ไท่เซวียน ยินดีขอรับท่านอาจารย์!"
"ดี...ดีมาก..." ชายชรายิ้มออกมาอย่างอ่อนโยนเป็นครั้งแรก เขาก็รู้สึกผูกพันกับเด็กหนุ่มคนนี้เช่นกัน ไม่อย่างนั้นคงไม่เล่าเรื่องส่วนตัวให้ฟังมากมายขนาดนี้
แต่ไท่เซวียนก็ยังอดสงสัยไม่ได้ จากที่ฟังมาทั้งหมด ดูเหมือนมทินาจะเป็นคนขังท่านอาจารย์ไว้ที่นี่แท้ๆ แต่ทำไมเขากลับไม่รู้สึกถึงความโกรธแค้นจากน้ำเสียงของท่านอาจารย์เลยแม้แต่น้อย?
ขณะที่เขากำลังจะเอ่ยถาม ชายชราก็พลันขมวดคิ้ว
"เจ้าคงอยู่ที่นี่นานไม่ได้แล้ว" เขากล่าวเสียงเครียด
"ข้าสัมผัสได้... มีบางอย่างกำลังมา ขอบใจเจ้ามากที่อยู่เป็นเพื่อนคุยข้าในวันนี้... นี่ รับไปสิ"
ชายชราโยนแหวนวงหนึ่งให้ไท่เซวียนอย่างแม่นยำ
"นั่นคือ แหวนธรรมรงค์สวรรค์ มันไม่ใช่แหวนมิติสำหรับเก็บของ แต่เป็นห้องมิติที่เจ้าสามารถเข้าไปข้างในได้ ในนั้นมีเพียงเคล็ดวิชาอยู่หนึ่งบท ลองนำไปศึกษาดู มันอาจจะช่วยเจ้าได้"เขานิ่งไปอีกครั้ง เหมือนกำลังใช้สมาธิ ก่อนจะรีบเอ่ย
"ตอนนี้เจ้ารีบออกไปจากที่นี่ก่อน ข้าจะส่งเจ้าขึ้นไป... ไปซะ!"
สิ้นเสียง ชายชราก็ตบฝ่ามือลงบนพื้นเบาๆ พลังเวทย์อันอ่อนโยนแต่ทรงพลังสายหนึ่งก็ห่อหุ้มร่างของไท่เซวียนไว้ ก่อนจะส่งร่างของเขาลอยกลับขึ้นไปยังช่องที่ตกลงมาด้านบนอย่างรวดเร็ว
ไท่เซวียนกลับมายืนอยู่บนทางเดินในเหมืองอีกครั้ง เขายังคงมึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็รีบตั้งสติแล้วหาทางกลับออกไปจากเหมืองร้างแห่งนี้ทันที
หลังจากไท่เซวียนจากไปได้ไม่นานนัก... ร่างระหงในชุดนักบุญสีขาวสะอาด ก็ก้าวเข้ามาในโพรงถ้ำใต้ดินแห่งนั้นอย่างเงียบเชียบ แสงสว่างจางๆ จากคบเพลิงที่นางถือส่องให้เห็นร่างของชายชราตาบอดที่ยังคงนั่งพิงผนังถ้ำอยู่
นางเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา รอยยิ้มบางๆ ที่ดูงดงามแต่เย็นชาปรากฏขึ้นบนใบหน้า
"...ไท่ซิน" เสียงหวานเอ่ยขึ้น แต่กลับแฝงความนัยที่ซับซ้อน "...ไม่สิ ข้ารู้ว่าเจ้าชอบให้คนอื่นเรียกว่า เจี้ยนซิน มากกว่านี่นา..."
นางเว้นช่วง ก้มลงมองใบหน้าที่ซูบตอบของชายชรา
"...คิดถึงข้าบ้างหรือไม่?" น้ำเสียงนั้นยียวนกวนประสาท ไม่เข้ากับรูปลักษณ์อันบริสุทธิ์ของนางแม้แต่น้อย