ในแคว้นเยี่ยนตระกูลเกาถือว่ามีอำนาจไม่น้อยไม่ว่าเรื่องอะไรที่ตระกูลเกาลงมือ ก็สามารถเชื่อมโยงไปถึงเหล่าขุนนางในราชสำนักได้ฉะนั้นนาทีที่อันเจิงฆ่าคนในตระกูลเกาที่โรงพนัน เขาก็ได้พลิกเมืองฟางกู้ทั้งเมืองขึ้นแล้ว
เกาเซิ้งชวยถือเป็นคนรุ่นหลังในตระกูลเกาที่พอมีอำนาจอยู่บ้างถึงแม้จะไม่มีชื่อเสียงเหมือนซูเฟยหลุนและเฟิงเสี่ยวหยางแต่ก็ไม่ได้แปลว่าเขาไม่เอาไหน เรื่องในตระกูลเกาละเอียดอ่อน ในความเป็นจริงตั้งแต่ฝึกพลังวัตรเป็นต้นมาเขาก็ไม่เคยพ่ายแพ้เลยสักครั้ง และที่สำคัญก็คือเขาเป็นคนที่จะมาสืบทอดดูแลตระกูลเกา
เหลือเพียงแค่ก้าวเดียวแต่ทว่าใจของเกาเซิ้งชวยก็พ่ายแพ้แล้ว
เดิมทีข้าไร้เทียมทาน
ทำไมถึงมีอันเจิงเกิดขึ้น
เขาไม่ได้ก้าวออกมาอีกแม้แต่ก้าวเดียวเป็นเพราะในใจเขารู้ว่ามีคนจำนวนมากต้องมาเกี่ยวข้องกับเรื่องในครั้งนี้เขารู้ว่าตัวเองจะแพ้ไม่ได้ หากแพ้ขึ้นมาเขาก็จะสูญเสียตำแหน่งที่มั่นคงในตระกูลเกาไป เขาเป็นผู้สืบทอดดูแลตระกูลเกาอนาคตเขาต้องพาให้ตระกูลเกาเติบใหญ่ เขาจึงต้องไตร่ตรองอย่างมากฉะนั้นจิตใจเขาไม่มีทางสงบลงได้
อันเจิงไม่ได้ไตร่ตรองมากขนาดนั้นเขามีใครเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่?
แน่นอนว่ามีแต่ในเมื่ออันเจิงเลือกที่จะลงมือ เขาก็ต้องมีความพร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์นี้
เท้าของเกาเซิ้งชวยอยู่กับที่ไม่ได้ก้าวออกไปอีกแม้แต่ก้าวเดียว
รถม้าอีกคันหนึ่งกำลังแล่นมาจากทางไกลน้ำฝนตกกระทบตัวรถม้า ทำให้รถม้าเต็มไปด้วยชั้นฝนที่ปกคลุม รถม้าคันนี้ดูธรรมดามากดูแล้วไม่ต่างจากรถม้าประจำทางคันใหญ่ที่ใช้ส่งผู้คนไปยังที่ต่าง ๆ แน่นอนว่ามันก็เป็นเพียงรถม้าเท่านั้นแต่ทว่าไม่ได้ใช้ม้าลากรถ แต่กลับใช้สัตว์อะไรไม่รู้มาลากรถแทน
สัตว์ที่ลากรถมีผิวหนังดำเหมือนหมึกมีเท้าเหมือนวัว มีหัวที่ใหญ่เป็นพิเศษ ร่างราวกับกวาง สัตว์ตัวนี้ร่างใหญ่มากและสูงกว่าม้าศึกราวครึ่งเมตร มีท่าทางการเดินราวกับเกียจคร้าน ทั้งยังหน้าเชิดราวกับไม่เห็นใครอยู่ในสายตาอีกด้วยเจ้าตัวนี้มีเขาเหมือนกวาง แต่ทว่าเขาใหญ่ไม่เท่าเขากวางเท่านั้นเอง
มีไอพ่นออกมาจากจมูกสัตว์ที่แปลกประหลาดตัวนี้ ไอนั้นเป็นสีฟ้าเมื่อมองไปแล้วก็ราวกับเป็นเปลวไฟสีฟ้าก็ไม่ปาน
เมื่อรถม้าจอดลง ชายชุดดำที่อยู่รอบ ๆ ก็ถอยออกไปผ้าม่านหน้าต่างในรถม้าถูกเปิดออก จากนั้นก็มีชายวัยกลางคนก้าวออกมา พรึบ!เขากางร่มออก บนร่มยังมีตัวหนังสือสีแดงราวกับไฟที่เขียนว่าเกา
ชายวัยกลางคนเดินมาถึงหน้าโรงพนันจากนั้นก็ยกร่มให้สูงขึ้น หลังจากมองอันเจิงที่นั่งบนเก้าอี้แล้วก็ขมวดคิ้ว “คารวะเจ้าสำนักอัน”
อันเจิงมองไปยังเขา “ท่านเกา”
คนที่มาก็คือท่านเกาที่ดูแลและควบคุมตระกูลเกานั่นเองเขามีชื่อว่าเกาหยวนหู เป็นบุคคลสำคัญที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองฟางกู้กิจการส่วนใหญ่ของตระกูลเกาก็คือโรงพนัน แต่ถึงกระนั้นก็เป็นกิจการด้านมืดเช่นกันมีคนเคยบอกว่า เมื่อนำคนชั่วในเมืองฟางกู้มาเทียบกับตระกูลเกาแล้ว พวกเขาไม่อาจเทียบได้แม้แต่น้อย
เกาหยวนหูโบกมือคนใกล้ชิดของเขาวิ่งเข้ามาทันที จากนั้นก็วางกล่องไม้ที่ดูดีกล่องหนึ่งไว้หน้าประตูมันไม่ใหญ่มาก มีขนาดเพียงประมาณสามสิบเซนติเมตร
หลังจากเกาหยวนหูสูดลมหายใจเข้าลึก ๆแล้วจึงโค้งตัวลง “ข้าเป็นตัวแทนของตระกูลเกา มาเพื่อขอโทษเจ้าสำนักอัน ขอโทษน้องชายคนนั้นและเพื่อนของเจ้าที่ถูกทำร้ายด้วยพวกเราขอแสดงความขอโทษจากใจจริง”
เขายืดตัวตรง“มีบางเรื่องที่ข้าต้องพูดให้ชัดเจน แม้ว่าเจ้าอาจจะไม่เชื่อถึงแม้ตระกูลเกาจะทำกิจการมากมาย แต่จะไม่มีทางไปทำเรื่องค้าขายเด็กแน่นอนนี่ไม่ใช่เพียงแค่ปณิธานของข้า แต่มันคือสิ่งที่ตระกูลเกาเราเป็นคนที่ถูกเจ้าฆ่าตายชื่อว่าหลิวเวยตง เป็นคนที่ดูแลโรงพนันของตระกูลเกาข้าคิดไม่ถึงว่ามันจะทำเรื่องที่ชั่วร้ายแบบนี้ได้ฉะนั้นต่อให้เจ้าสำนักอันไม่ลงมือ ข้าก็ต้องฆ่าเขาอยู่แล้ว”
เขาชี้ไปยังกล่องนั่น“ในนี้คือโอสถวิญญาณระดับสีทอง สามารถช่วยให้สหายเจ้าฟื้นฟูร่างกายหากเจ้าสำนักอันยินยอม ตระกูลเกาของเราจะส่งหมอไปช่วยรักษาสหายเจ้าที่สำนัก แขนขาดก็ต่อได้อีกทั้งพลังของเขายังสามารถเลื่อนขั้นได้อีกด้วย นอกจากนี้ตระกูลเกาเราก็ยินดีจะชดใช้ให้ เพียงแค่เจ้าเอ่ยปาก ข้าไม่มีทางปฏิเสธแน่นอน”
อันเจิงลุกขึ้นอย่างช้า ๆ เขาเดินไปคุกเข่าและเปิดกล่องที่วางอยู่หน้าประตูทันใดนั้นก็มีแสงสีทองเปล่งประกายออกมา แสงนั้นประกายออกไปเป็นระลอก ๆทุกคนที่เห็น ในใจต่างรู้สึกอยู่ไม่สงบทั้งนั้น
นั่นคือโอสถวิญญาณระดับสีทองต่อให้จะใช้เมืองทั้งเมืองก็ไม่อาจแลกโอสถวิญญาณระดับสีทองนี้ได้
อันเจิงใช้นิ้วสองนิ้วหยิบโอสถวิญญาณระดับสีทองขึ้นมาดูจากนั้นก็ทำลายมันจนแตกสลายแล้วทิ้งเศษผงลงพื้นน้ำ “ของพวกนี้เจ้าไม่จำเป็นต้องให้ข้าสิ่งที่ข้าต้องการไม่ใช่โอสถวิญญาณอะไรทั้งนั้น และก็ไม่ใช่เงินด้วย”
เขานำเงินในกล่องไม้ออกมาฉีกทิ้งทั้งหมดจากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงที่แน่วแน่ “เอาตัวคนที่เกี่ยวข้องกับการค้าขายเด็กทุกคนมาตรงหน้าข้าทั้งหมดพรรคพวกของหลิวเวยตงทั้งหมด ขาดไม่ได้แม้แต่คนเดียว แน่นอนข้าเชื่อว่าตระกูลเกาไม่มีทางทำเรื่องทุเรศแบบนี้ และแน่นอนว่าข้าก็เชื่อในสิ่งที่ตระกูลเกาเป็นแต่เรื่องนี้...ข้าตั้งใจจะเป็นคนจบมันเอง”
เกาหยวนหูมองโอสถวิญญาณที่ละลายลงไปในน้ำจากนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที “เจ้าสำนักอัน ดูเหมือนท่านจะทำเกินไปหน่อย”
อันเจิงลากเก้าอี้เดินออกจากประตูขาเก้าอี้เสียดสีกับพื้นจนเกิดเสียงแสบแก้วหู เขานั่งลงบนเก้าอี้ จากนั้นก็พูดด้วยเสียงที่ราบเรียบ“ท่านเกาคิดว่าข้าทำเกินไป? อย่างนั้นท่านเกาคิดว่าครอบครัวที่เสียบุตรไปจะใช้ชีวิตอย่างไร? หากข้าหาน้องชายตัวเองไม่เจอข้าจะเป็นอย่างไร?”
เกาหยวนหูพูด “ตระกูลเกาจะชดใช้ให้ครอบครัวเหล่านั้น”
อันเจิงถาม“เด็กที่ถูกขายออกไปยังหากลับมาได้หรือไม่? หากหากลับมาไม่ได้ต่อให้เจ้าจะชดใช้เงินให้กับครอบครัวเหล่านั้น แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร?”
อันเจิงชี้ไปยังคนในโรงพนันที่สั่งให้ออกไปบอกข่าว“เจ้ามานี่”
ชายคนนั้นตกใจจนตัวสั่นเทาแต่ก็ไม่กล้าจะขัดคำสั่ง ตระกูลเกาอยู่ที่นี่ แม้แต่ความกล้าที่จะหนีไปก็ยังไม่มีเขาเดินออกไปตรงหน้าอันเจิงด้วยอาการสั่นเทา อันเจิงจับหัวของเขาจากนั้นก็ฟาดหมัดไปที่คอ ศพของเขาถูกอันเจิงโยนออกไปกลางถนน ทำให้น้ำฝนที่อยู่บนถนนกระเพื่อมขึ้น
อันเจิงล้วงเงินในกระเป๋าออกมาทิ้งบนพื้น“คนที่ข้าฆ่าต่างเป็นคนของเจ้า พวกเขาสมควรตาย แต่คนในครอบครัวเขาไม่สมควรตาย เจ้าช่วยข้านำเงินนี้ไปมอบให้ครอบครัวเขาแล้วดูซิว่าครอบครัวเขาจะยอมให้อภัยข้าหรือไม่?”
มุมปากเกาหยวนหูกระตุกจากนั้นก็ก้มมองเงินที่พื้นอย่างตกตะลึง
อันเจิงนั่งลงอีกครั้ง“คนของเจ้าสมควรตาย ข้าก็ฆ่าไปแล้ว แต่คนในครอบครัวเขาไม่มีทางให้อภัยข้าแน่นอนและต้องคิดหาวิธีมาแก้แค้นแล้วเด็กพวกนั้นสมควรตายหรือไม่? บิดามารดาหาบุตรตัวเองไม่เจอหากเจ้านำเงินไปให้ พวกเขาก็จะเห็นเงินนี้เหมือนบุตรตัวเอง?”
อันเจิงพูด “นี่คือเส้นตายไม่ว่าจะเป็นของเจ้าหรือไม่ แต่มันคือเส้นตายของข้าเรื่องนี้ข้าต้องการคำตอบจากตระกูลเกา และรอให้พวกเจ้าจัดการเรื่องนี้กันเองไม่ได้สิ่งที่ข้ามองเห็น ข้าจะจัดการมันด้วยตัวเอง”
เขาชี้ตัวเอง“หากตระกูลเกาคิดว่าข้าหยามศักดิ์ศรี ต่อไปสามารถมาฆ่าข้าได้ตลอดเวลา แต่วันนี้ข้าอยู่ตรงนี้ หากคนพวกนั้นไม่ตายทั้งหมด ก็จะเป็นลมหายใจของข้าที่หมดไป”
เกาหยวนหูยืนเงียบอยู่ครู่หนึ่งนานจนร่มก็ไม่อาจต้านน้ำฝนเอาไว้ได้ ตอนนี้เสื้อผ้าของเขาเริ่มเปียกมากขึ้นอันเจิงไม่ใช่คนที่เขามองว่ามีเรื่องด้วยไม่ได้แต่ตอนนี้อันเจิงกลับบีบให้ตระกูลเกาอยู่ในขั้นอันตรายมากที่สุดหากจัดการเรื่องนี้ไม่ดี ชื่อเสียงตระกูลเกาต้องดิ่งลงแน่
ทางด้านนอกมีชายผู้หนึ่งกำลังเร่งฝีเท้าเข้ามาจากนั้นก็พูดข้างหูเกาหยวนหูไม่กี่คำ แล้วเกาหยวนหูก็เดินจากไปหลังจากผ่านไปไม่นาน มีรถม้าคันหนึ่งวิ่งมาจากทางไกล รอบด้านรถม้ามีเชียนจีคุ้มกัน
รถม้าจากหน่วยทหาร
เกาหยวนหูเร่งฝีเท้าไปข้างรถม้าจากนั้นก็รับเฉินไจ่เหยียนลงมา เขาเป็นถึงเสนาบดีของหน่วยทหาร ตอนนี้ชายแดนทางใต้กำลังทำสงครามกับแคว้นโยวแต่เฉินไจ่เหยียนกลับมาที่นี่ อันเจิงรู้ว่าไม่ใช่ตัวเองที่สำคัญ แต่เป็นตระกูลเกาต่างหาก
เฉินไจ่เหยียนโบกมือลวก ๆ ไม่ให้คนอื่นกางร่มให้เขาเดินฝ่าสายฝนแล้วมาหยุดตรงหน้าอันเจิงหลังจากมองอันเจิงแวบหนึ่งก็เดินเข้าไปในบ้าน
เมื่ออันเจิงเดินตามเข้ามา เฉินไจ่เหยียนก็หันกลับไปปิดประตูเอาไว้อย่างดี
“เจ้ารู้สึกว่ายังไม่พอ?” เฉินไจ่เหยียนถาม
อันเจิงพยักหน้า “ไม่พอ ยังตายน้อยเกินไปหน่อย”
“อย่างนั้นก็ให้ตระกูลเกาชดเชยให้เจ้าเป็นอย่างไร?คนของตระกูลเกาทำเรื่องผิดไป แต่ถึงกระนั้น เจ้าก็ไม่ควรบีบให้พวกเขาไม่มีโอกาสหวนกลับสิ”
อันเจิงส่ายหน้า“เดิมทีเรื่องนี้ก็ไม่มีโอกาสให้หวนกลับแล้ว”
เฉินไจ่เหยียนเขม่นหน้าอันเจิง“ตระกูลเกาเพิ่งจะบริจาคเงินให้ทหารที่สู้รบกับแคว้นโยวเป็นจำนวนหนึ่งล้านตำลึงเงินหนึ่งล้านตำลึงนี้ช่วยทหารได้มากเท่าไหร่? ตอนนี้เจ้าบังคับตระกูลเกาจนเจอทางตันมันไม่มีผลดีกับสงครามเลยสักนิด”
“นี่ไม่เกี่ยวกันตระกูลเกาจะบริจาคเงินให้ทหารเยี่ยนเท่าไหร่ก็ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ความเป็นความตายของทหารแถบชายแดนสำคัญ แต่หากเขารู้ความเป็นมาของเงินจำนวนนี้เกรงว่าพวกเขาก็คงไม่รับเหมือนกัน”
เฉินไจ่เหยียนโมโหเล็กน้อย “ข้ายุ่งมากที่มาห้ามเจ้าเพราะเห็นว่าเจ้าสำคัญมาก เพราะเรื่องนี้อาจเสียเวลาในการทำเรื่องอื่นที่สำคัญเช่นกัน”
“เช่นนั้นเชิญใต้เท้ากลับหน่วยทหาร”
สีหน้าเฉินไจ่เหยียนเปลี่ยนไปทันที“อันเจิง มีบางเรื่องก็ไม่สามารถจัดการเด็ดขาดได้ เจ้าฆ่าคนไปไม่น้อยแล้วตระกูลเกาก็แสดงถึงความบริสุทธิ์ใจแล้ว พูดตามความจริงข้าเสียดายโอสถวิญญาณระดับสีทองนั้นมาก หากเปลี่ยนมันเป็นเงินละก็มันจะสามารถซื้อเสื้อผ้าใหม่แจกจ่ายทหารแถบชายแดนของเราได้ไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นอาจแลกมาซึ่งชัยชนะ! แต่ตอนนี้...มันกลับแลกการยอมอ่อนข้อจากเจ้าไม่ได้เลย”
อันเจิงส่ายหน้าอีกครั้ง “มีบางเรื่องถอยไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว”
ขณะนี้เฉินไจ่เหยียนรู้สึกหมดคำพูดหลังจากเงียบไปครู่หนึ่งก็พูดขึ้น “อนาคตเจ้าไกลอย่างไม่มีที่สิ้นสุดต้องคิดเผื่อตัวเองบ้าง”
“ศิษย์เป็นคนไม่รู้จักมองการณ์ไกลมองเพียงแค่เรื่องตรงหน้าเท่านั้น”
สีหน้าเฉินไจ่เหยียนเปลี่ยนไปอีกครั้ง“อันเจิง! ที่ข้าจ้ำจี้จ้ำไชเจ้าเสมอมา ไม่ได้คำนึงถึงแค่อนาคตเจ้าเท่านั้นแผ่นดินเยี่ยนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไม่ได้อีก เจ้าน่าจะรู้ดีหากตระกูลเกาเกิดเรื่องอะไรขึ้น คนจำนวนมากก็จะต้องแปรพักตร์แน่”
อันเจิงชี้ไปด้านนอก “ฉะนั้นข้าเดาว่าภายในรัศมีห้าร้อยกิโลเมตรนี้ ตระกูลเกาต้องควบคุมไว้หมดแล้วสิ?ประชาชนทุกคนถูกอพยพฝ่าฝนออกมา ถนนหนทางก็ถูกปิดตายไม่แน่อาจเป็นการจัดการจากหน่วยทหารก็ได้ ฉะนั้นไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นอย่างไรก็ไม่มีทางแพร่ออกไปแน่”
เฉินไจ่เหยียนพยักหน้า “เจ้าพูดไม่ผิดเรื่องนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางแพร่ออกไป หลังจากผ่านไปไม่นานจะมีคนบอกว่าตระกูลเกาจับไส้ศึกชาวโยวได้ เรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนี้ทั้งหมดก็ทำไปเพื่อจับไส้ศึกเท่านั้นพวกเขาจึงต้องย้ายประชาชนออกไปทั้งหมด เรื่องนี้จะไม่เกิดข้อสงสัยแล้วจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว”
อันเจิงยกยิ้มขึ้นทันที ในรอยยิ้มเต็มไปด้วยความแน่วแน่“ฉะนั้นใต้เท้าคิดว่า...ตระกูลเกามีบทสรุปให้ข้าก็ถือว่าไม่เลวแล้วสินะ?แต่บทสรุปนี้ไม่ได้ให้ประชาชนและไม่ได้ให้เหล่าผู้คนที่มองมาจากความมืด แต่คือข้า!”
เมื่อเขาพูดคำสุดท้ายน้ำเสียงอันเจิงแลดูดุร้ายขึ้นมา “ในเมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับข้าอย่างนั้นก็ต้องให้ข้าจัดการ จะน้อยไปคนเดียวก็ไม่ได้ทั้งนั้นหากวันนี้ตระกูลเกาไม่จับตัวคนพวกนั้นมาทั้งหมด ข้าและสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์จะสืบเองสำหรับแคว้นเยี่ยน สำหรับตระกูลเกา สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ของข้าไม่ถือว่ายิ่งใหญ่อะไรแต่ทุกคนในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์จะไม่มีทางยอมให้เรื่องค้างคาแบบนี้แน่ต่อให้ตายก็ต้องนำความยุติธรรมกลับมาให้ได้”
เฉินไจ่เหยียนเงียบไปอีกครั้งและครั้งนี้ก็นานกว่าครั้งก่อนมาก เพราะเขาแน่ใจว่า...ไม่ว่าตัวเองจะพูดอะไรออกไปก็ไม่สามารถห้ามนักเรียนที่ตนชื่นชอบได้แต่ขณะนั้น เขาก็รู้สึกว่าความแน่วแน่ของอันเจิงถือเป็นส่วนหนึ่งที่เขาชื่นชอบหรืออาจเป็นส่วนใหญ่ที่เขาชื่นชอบเลยก็ว่าได้ หากเป็นคนที่ไม่มีความแน่วแน่ก็จะไม่มีทางสำเร็จได้
เขาเดินกลับออกไป โดยไม่ได้พูดอะไรอีกเลย
เมื่อเดินไปถึงหน้าประตูเฉินไจ่เหยียนมองเกาหยวนหูที่ยืนเฝ้าประตูแวบหนึ่ง
เกาหยวนหูพูดขึ้นเบา ๆ “ใต้เท้าเรื่องนี้เป็นความผิดของตระกูลเกาจริง ๆ แต่ถึงกระนั้น เรื่องนี้ก็ไม่อาจปล่อยให้แพร่ออกไปได้ฉะนั้นสุดท้ายเราจะให้คำอธิบายกับเจ้าสำนักอัน ไม่ว่ามีกี่คน ข้าจะสืบมาทั้งหมดสมควรจัดการอย่างไรก็จะจัดการตามนั้น”
เฉินไจ่เหยียนกวาดสายตามองไปยังชายชุดดำที่อยู่รอบๆ จากนั้นก็ถามเกาหยวนหู “ตอนนี้คนของตระกูลเกาล้อมที่นี่ไว้มากและในมือทุกคนต่างถืออาวุธ ส่วนอันเจิงตัวคนเดียวและไม่มีอาวุธใด ๆ ทั้งนั้น เจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่คนของเจ้ามีความกล้ามากกว่าอันเจิงหรือไม่ ไม่มีความกลัวมากกว่าหรือไม่?”
ไหล่ของเกาหยวนหูสั่นเบา ๆ“ใต้เท้าหมายความว่า?”
“อันเจิงเป็นศิษย์ของสำนักวรยุทธ์ชางเป็นคนของหน่วยทหาร ส่วนข้าเป็นเสนาบดีของหน่วยทหารจึงมีหน้าที่ต้องบอกเขาว่าควรจัดการเรื่องนี้อย่างไร แต่วันนี้ข้าไม่อาจบังคับให้เขาทำอะไรได้เพราะข้าก็เหมือนพวกเจ้า ในมือพวกเจ้ามีมีด แต่พวกเจ้าไม่มีความกล้าการดูแลงานในตำแหน่งเสนาบดีก็เหมือนมีดเล่มหนึ่งเป็นอาวุธที่ดูน่าเกรงขามมากกว่าที่พวกเจ้าเห็นเสียอีก แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าอันเจิงข้าก็ไม่มีความกล้าเหมือนกัน”
เฉินไจ่เหยียนเดินฝ่าสายฝนและขึ้นรถม้าจากไป
เกาหยวนหูมองรถม้าที่จากไปจากนั้นก็คำรามขึ้นฟ้า เขาหันกลับมาอย่างรวดเร็ว “ส่งคนไปสืบมามีกี่คนก็เอามาให้หมด นำตัวคนที่ค้าขายเด็กมาให้หมดไม่ว่าจะเป็นคนของเราหรือไม่ก็ตาม เมื่อสืบเจอก็จับมา ก่อนฟ้าสว่าง หากไม่สามารถจับตัวคนพวกนี้มาได้ข้าจะเอาพวกเจ้าเข้าไปแทน”
ชายชุดดำของตระกูลเกาขานรับเสียงดังจากนั้นก็จากไป แลดูมีความพร้อมเพรียงเหมือนฝึกฝนร่วมกันมาเป็นประจำ
อันเจิงที่กลับไปนั่งบนเก้าอี้อีกครั้งเริ่มคลายกำปั้นออกช้าๆ
มีบางเรื่องที่เกี่ยวกับเขาและมีบางเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเขา เขาหันกลับไปมองเด็กที่เสียขวัญเหล่านั้นจากนั้นก็ยิ้ม เขาพยายามยิ้มอย่างเมตตามากที่สุด
เกี่ยวข้องก็ดี ไม่เกี่ยวข้องก็ดี แต่นี่คือเส้นตายและไม่มีใครมาเปลี่ยนแปลงได้
ไม่ว่าใครก็ตาม