แสงแรกของรุ่งอรุณวันที่ 2 เมษายน ส่องผ่านหน้าต่างห้องพักของภาคิน เขานอนไม่หลับเลยตลอดทั้งคืน นอนจ้องมองพระจันทร์เต็มดวงที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า
วันพระจันทร์เพ็ญ
วันที่ทุกอย่างจะสิ้นสุด
เขาลุกจากเตียง เดินไปยืนหน้ากระจก มองดูใบหน้าของตัวเอง ดวงตาคล้ำ แก้มบุ๋ม เครางอกหนาขึ้น ใบหน้าของคนที่แบกความผิดบาปไว้
"ผมคือใคร?" เขาถามกับเงาสะท้อน "ผมทำอะไรไปในคืนนั้นกันแน่?"
ความทรงจำพร่ามัวยังคลุมเครือ แต่ความรู้สึกผิดชั่วร้ายนั้นชัดเจน
เด็กหญิงนั่งกลางวงเทียน กลัว ร้องไห้ ขอความช่วยเหลือ
แต่ไม่มีใครช่วย
รวมทั้งผมด้วย
เขาสั่นศีรษะ เดินไปหยิบมือถือ อ่านข้อความที่ส่งมาเมื่อคืน
"มาที่วัดพระธาตุดอยสุเทพ คืนวันพระจันทร์เพ็ญ เที่ยงคืนตรง มาคนเดียว - ผู้พิทักษ์นภัสสร"
เหลือเวลาอีกสิบหกชั่วโมง
ภาคินเปิดแล็ปท็อป เริ่มเขียนจดหมาย พิมพ์ด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย
"ถึงใครก็ตามที่อ่านนี้
ถ้าผมไม่กลับมา ถ้าพบว่าผมตายไป ให้รู้ว่าผมไปเพราะต้องการรู้ความจริง
ตลอดชีวิตผมเชื่อว่าตัวเองเป็นคนดี เป็นครู เป็นนักวิชาการ เป็นคนที่ช่วยเหลือผู้อื่น
แต่เมื่อสี่เดือนก่อน ผมทำบางอย่างที่ทำให้เด็กหญิงคนหนึ่งต้องตาย
ผมไม่จำได้ว่าทำอะไรไปบ้าง แต่ผมรู้สึกได้ว่ามันเป็นสิ่งที่ผิดพลาดอย่างมาก
คืนนี้ผมจะไปรับรู้ความจริง ไปชดใช้สิ่งที่ทำผิด
ถ้าผมต้องตาย ก็คงเป็นเพราะผมสมควรได้รับมัน
ภาคิน ศรีวราห์
2 เมษายน"
เขาบันทึกไฟล์ ส่งอีเมลไปหาวีระพงษ์
โทรศัพท์ดังขึ้นทันที
"ดร.ภาคิน! คุณเขียนอะไรของคุณ?" เสียงวีระพงษ์ตื่นตระหนก "จดหมายลาตายเหรอ?"
"ไม่ใช่ แค่เผื่อไว้"
"ผมบอกแล้วว่าจะไปด้วย จะคอยสอดส่องอยู่ไม่ไกล ถ้ามีอะไรผม..."
"คุณต้องเชื่อใจผม" ภาคินขัดจังหวะ "ผมต้องทำมันคนเดียว ถ้าฆาตกรเห็นคุณ อาจจะไม่ยอมเปิดเผยความจริง"
เงียบไปครู่หนึ่ง
"อย่างน้อยให้ผมติดตั้งตัวติดตามจีพีเอสให้" วีระพงษ์พูดในที่สุด "และให้คุณพกเครื่องส่งสัญญาณฉุกเฉิน ถ้ามีอะไรผิดปกติ กดปุ่ม ผมจะรีบไปทันที สัญญาว่าจะไม่ยุ่งเกี้ยวจนกว่าคุณจะกดสัญญาณ"
ภาคินพิจารณาครู่หนึ่ง "ได้ ตกลง"
ส่วนที่ 2: การค้นหาคนสุดท้ายเวลา 10.00 น. ภาคินและวีระพงษ์ออกตามหาไพโรจน์ ศรีสุข คนสุดท้ายในรายชื่อแปดคนนอกเหนือจากภาคิน
รถตำรวจพุ่งทะลุถนนสายสันกำแพง ผ่านทุ่งนาข้าวเขียวขจี ผ่านโรงงานทำร่มกระดาษสา ผ่านสวนลำไยที่กำลังออกผล
"บ้านของเขาอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ" วีระพงษ์พูดขณะมองแผนที่ "ทำงานเป็นวิศวกรโยธา มีครอบครัว ภรรยาและลูกสองคน"
พวกเขามาถึงบ้านชั้นเดียวสีครีม มีรั้วเหล็ก มีสวนหย่อมหน้าบ้าน แต่เงียบเหงา ไม่มีรถจอดอยู่
กดกริ่งหลายครั้ง ไม่มีคนมาเปิด
ภาคินเดินไปถามเพื่อนบ้านข้างบ้านที่กำลังกวาดบ้าน
"ขอโทษครับ คุณไพโรจน์อยู่บ้านไหมครับ?"
ผู้หญิงวัยกลางคนส่ายหัว "ไม่อยู่จ้า ไพโรจน์พาครอบครัวไปเชียงรายตั้งแต่เมื่อสามวันก่อน บอกว่าไปพักผ่อน แต่ดูท่าทางตื่นตระหนกนะ รีบๆ เหมือนหนีอะไรบางอย่าง"
ภาคินและวีระพงษ์สบตากัน
"ไพโรจน์รู้ว่าตัวเองตกอยู่ในอันตราย" ภาคินพูดเบาๆ "เลยหนีไปซ่อนตัว"
พวกเขารีบโทรติดต่อไพโรจน์ แต่เบอร์ปิด
วีระพงษ์โทรประสานงานกับตำรวจเชียงราย ขอให้ช่วยตามหา
สิบห้านาทีต่อมา โทรศัพท์ดังขึ้น วีระพงษ์รับสาย ฟัง แล้วสีหน้าซีดลง
"พบแล้ว" เขาพูดด้วยเสียงสั่น "พบรถของไพโรจน์จอดอยู่ริมถนนสายเชียงใหม่-เชียงราย บริเวณหน้าผาสูง"
"แล้วตัวเขาล่ะ?"
"ตกเหว ตำรวจพบศพที่เชิงหน้าผา ทั้งสี่ศพ - ไพโรจน์ ภรรยา และลูกทั้งสองคน"
ภาคินรู้สึกเหมือนถูกทุบที่หน้าอก "ทั้งครอบครัว..."
"ตำรวจสรุปว่าน่าจะเป็นอุบัติเหตุ รถเสียหลักตกเหว" วีระพงษ์พูดต่อ "แต่พบกลีบดอกแก้วมังกรโรยอยู่ในรถ และมีข้อความเขียนไว้ที่กระจก"
"ข้อความอะไร?"
วีระพงษ์เปิดรูปถ่ายที่ส่งมาให้ดู
บนกระจกรถที่แตก มีลายนิ้วมือเปื้อนเลือดเขียนข้อความ:
"ผู้หนีไม่พ้น
ครอบครัวชดใช้แทน
เหลือเพียงคนเดียว
ผู้เริ่มต้นทุกอย่าง"
"ผู้เริ่มต้นทุกอย่าง" ภาคินอ่านซ้ำ น้ำเสียงสั่นเครือ
คำพยากรณ์ของสุวัฒน์ก้องอยู่ในหัว: "คนสุดท้ายคือผู้เริ่มต้น"
"ฆาตกรหมายถึงคุณ" วีระพงษ์พูด "คุณคือคนสุดท้ายที่เหลือในรายชื่อแปดคน และฆาตกรบอกว่าคุณคือผู้เริ่มต้นทุกอย่าง"
"แต่ผมไม่ได้เริ่ม" ภาคินพูดด้วยความสับสน "สุวัฒน์เป็นคนวางแผนพิธีกรรม สมชายเป็นคนเสนอให้ใช้นภัสสร ไม่ใช่ผม"
"แล้วทำไมฆาตกรถึงบอกว่าคุณคือผู้เริ่มต้น?"
ภาคินไม่มีคำตอบ แต่ความรู้สึกวิตกกังวลเริ่มก้อนใหญ่ขึ้นในหัวใจ
ส่วนที่ 3: เตรียมพร้อมสู่ดอยสุเทพเวลา 18.00 น. ภาคินกลับถึงโรงแรม อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงสีดำ เรียบง่าย สะอาด เหมือนจะไปงานพิธี
เขานั่งบนเตียง ปิดตาทำสมาธิ พยายามทำใจให้สงบ
แต่ภาพความทรงจำพร่ามัวยังคงรบกวน
เสียงสวดมนต์ก้องกังวาน
กลิ่นธูปและเทียนโชยมา
เด็กหญิงนั่งกลางวงเทียน ใบหน้าซีดเผือด ร่างกายสั่นเทา
"ช่วยด้วย อากาศหายใจไม่ออก"
แต่ไม่มีใครหยุด
เสียงสวดมนต์ยังดังต่อไป
จนเธอล้มลง
ภาคินลืมตาขึ้น มองมือตัวเอง มือที่อาจจะเคยทำบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัว
โทรศัพท์ดังขึ้น เป็นวีระพงษ์
"ทุกอย่างพร้อมแล้ว" เขาพูด "ตัวติดตาม GPS ติดในรองเท้าของคุณ เครื่องส่งสัญญาณฉุกเฉินอยู่ในกระเป๋า กดปุ่มแดง ผมจะรู้ทันที"
"ขอบคุณ"
"ดร.ภาคิน...ระวังตัวด้วย อย่าทำอะไรบ้าบอ"
"ผมแค่ต้องการรู้ความจริง"
"บางทีความจริงอาจจะเจ็บปวดเกินกว่าจะรับได้"
"ไม่รู้ความจริงเจ็บปวดกว่า"
เขาวางสาย สวมรองเท้า หยิบกระเป๋าเล็กๆ ที่มีไฟฉาย มีด และเครื่องส่งสัญญาณ
เวลา 22.30 น. เขาขับรถออกจากโรงแรม มุ่งหน้าสู่ดอยสุเทพ
ท้องฟ้ายามค่ำคืนโปร่งใส พระจันทร์เต็มดวงลอยสูง ส่องแสงสีเงินลงมา
รถขับขึ้นเขาตามทางโค้งอันตราย ผ่านต้นไม้ใหญ่สองข้างทาง ผ่านจุดชมวิวที่มองเห็นแสงไฟเมืองเชียงใหม่กระจายเป็นพรมทอง
ยิ่งขึ้นสูง อากาศยิ่งเย็น หมอกบางๆ เริ่มปรากฏ
เวลา 23.15 น. เขามาถึงลานจอดรถของวัด
เงียบสงัด
ไม่มีรถคันอื่น ไม่มีคน ไม่มีพระ
เพียงแสงจันทร์ส่องลงมาบนพื้นหินที่เรียบเนียน
ภาคินจอดรถ ปิดเครื่องยนต์ นั่งเงียบไปครู่หนึ่ง ฟังเสียงลมพัดผ่านต้นไม้ เสียงระฆังดังห่างๆ เป็นระยะ
เขาหายใจเข้าลึกๆ แล้วเดินออกจากรถ
เปิดไฟฉาย เริ่มเดินขึ้นบันไดนาค
300 ขั้น
ทุกก้าวที่ขึ้นไป หัวใจเต้นแรงขึ้น
เขาผ่านประตูวัด เข้าสู่บริเวณพระธาตุ
เงียบมาก เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง
ธูปและเทียนส่วนใหญ่ดับแล้ว เหลือเพียงไฟประทีปเล็กๆ ส่องสว่างริบหรี่
พระธาตุทองคำส่องแสงระยิบระยับภายใต้แสงจันทร์ สูงตระหง่าน ศักดิ์สิทธิ์ สง่างาม
ภาคินเดินไปยืนหน้าพระธาตุ มองขึ้นไปบนยอดที่แหลมสูง
เที่ยงคืนอีกสิบนาที
เขารอ
ส่วนที่ 4: การเผชิญหน้ากับความจริงเที่ยงคืนตรง
ระฆังวัดดังขึ้น ครั้งยาว ก้องกังวาน สะท้อนไปทั่วยอดดอย
บ้อง... บ้อง... บ้อง...
สิบสองครั้ง
ภาคินหันไปมองรอบๆ
แล้วก็เห็น
เงาดำเคลื่อนไหวจากด้านหลังพระธาตุ
เงาของคนหนึ่ง เดินมาช้าๆ ก้าวเข้ามาในแสงจันทร์
หญิงสาว อายุประมาณยี่สิบเจ็ดแปดปี ผมยาวสีดำปล่อยยุ่ง สวมชุดขาวล้วน ใบหน้าซีด ดวงตาเย็นชา แววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความโกรธ
ภาคินไม่เคยเห็นเธอมาก่อน
"คุณคือใคร?" เขาถาม เสียงสั่นเล็กน้อย
หญิงสาวยิ้มเศร้า ยิ้มที่ไม่มีความสุข
"ฉันคือคนที่คุณควรจำได้ แต่คุณลืม ทุกคนในกลุ่มพยายามลืม"
"คุณคือ...ผู้พิทักษ์นภัสสร?"
"ฉันชื่อนริศรา วงศ์ประเสริฐ" เธอพูดด้วยเสียงที่เย็นเยือกและเศร้าหมอง "พี่สาวของนภัสสร เด็กหญิงที่คุณและเพื่อนๆ ของคุณฆ่า"
คำพูดนั้นเหมือนค้อนทุบหัวใจภาคิน
"ผม...ผมไม่ได้ฆ่าเธอ" เขาพูดป้องกัน "มันเป็นอุบัติเหตุ เป็น..."
"อุบัติเหตุ?" นริศราหัวเราะเย็นชา เสียงหัวเราะสะท้อนไปทั่วบริเวณ "พวกคุณใช้น้องฉันในพิธีกรรมบ้าๆ บังคับให้เธอนั่งกลางวงเทียนตลอดคืน สวดมนต์ล้อมรอบ พยายามให้วิญญาณเข้าสิง เธอร้องขอความช่วยเหลือ บอกว่าหายใจไม่ออก บอกว่ากลัว แต่ไม่มีใครช่วย ไม่มีใครหยุด แล้วเธอก็หมดสติ ร่างกายทนไม่ไหว และพวกคุณก็ทิ้งเธอไว้ริมแม่น้ำ ปล่อยให้เธอตาย แล้วอ้างว่าเป็นอุบัติเหตุ"
เธอก้าวเข้ามาใกล้ ดวงตาเปล่งประกาย
"บอกฉันสิ นี่คืออุบัติเหตุหรือการฆาตกรรม?"
ภาคินไม่มีคำตอบ ลำคออึดอัด
"ตอบฉัน!" นริศราตะโกน เสียงสะท้อนไปทั่ว
"ผม...ผมจำไม่ได้" ภาคินพูดด้วยเสียงสั่น "ผมลืมเรื่องทั้งหมด ผมไม่รู้ว่าทำอะไรไป ผมไม่..."
"ลืม?" นริศราพูดขัดจังหวะ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความขมขื่น "คำนี้สะดวกดีนะ ทำบาปแล้วก็ลืม แล้วทุกอย่างก็หายไป ใช่ไหม? แล้วคนที่ตายล่ะ? คนที่เสียใจล่ะ? ครอบครัวที่สูญเสียคนที่รักล่ะ?"
น้ำตาเริ่มไหลตามแก้มของเธอ
"นภัสสรอายุแค่สิบสองขวบ เธอเป็นเด็กดี เรียนเก่ง ใจดี ชอบวาดรูป มีความฝันอยากเป็นจิตรกร เธอยิ้มหวาน เธอรักชีวิต แต่พวกคุณทำลายทุกอย่าง พวกคุณเอาอนาคตของเธอไป เพื่ออะไร? เพื่อพิธีกรรมงมงายบางอย่าง? เพื่อความเชื่อโง่ๆ ที่ว่าจะบรรลุธรรม?"
ภาคินรู้สึกน้ำตาไหล เขาไม่สามารถหยุดได้
"ผมเสียใจ" เขาพูดเบาๆ "ผมเสียใจจริงๆ ถ้าผมทำบางอย่างที่ทำให้เธอต้องตาย ผมขอโทษ ผมขอโทษจริงๆ"
"ขอโทษ?" นริศราหัวเราะขื่น "คุณคิดว่าคำขอโทษจะพอเหรอ? คุณคิดว่ามันจะนำนภัสสรกลับมาได้เหรอ?"
"ผมรู้ว่าไม่ได้ แต่ผม..."
"คุณไม่รู้อะไรเลย!" นริศราตะโกน "คุณไม่รู้ว่าฉันต้องทนดูพ่อดื่มเหล้าจนตาย เพราะรับไม่ได้กับความผิดที่ทำ คุณไม่รู้ว่าฉันต้องเห็นแม่ฆ่าตัวตาย เพราะคิดถึงลูกจนเป็นบ้า คุณไม่รู้ว่าครอบครัวของฉันแตกสลายยังไง"
เธอร้องไห้ ร่างกายสั่นสะท้าน
ภาคินรู้สึกปวดร้าวในหัวใจ แต่เขารู้ว่าไม่มีคำพูดใดจะบรรเทาความเจ็บปวดของเธอได้
"คุณฆ่าคนไปเจ็ดคนแล้ว" เขาพูดเบาๆ "แล้วมันทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นไหม?"
นริศราหยุดร้องไห้ มองเขาด้วยสายตาเย็นชา
"ไม่" เธอพูด "มันไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นเลย แต่อย่างน้อย พวกที่ทำผิดก็ต้องชดใช้ พวกเขาต้องรู้สึกเหมือนที่นภัสสรรู้สึก ต้องกลัว ต้องเจ็บปวด ต้องตาย"
"แต่การฆ่าคนไม่ได้ทำให้นภัสสรกลับมา" ภาคินพูด "มันแค่เพิ่มความตาย เพิ่มความเจ็บปวด"
"ฉันไม่สนหรอก!" นริศราตะโกน "ฉันแค่อยากให้ทุกคนจำได้ ทุกคนรับผิดชอบ"
"แล้วทำไมคุณถึงฆ่าครอบครัวของไพโรจน์ด้วย? พวกเขาไม่มีความผิด ภรรยาและลูกของเขาไม่เกี่ยวข้องอะไรเลย"
นริศราเงียบไป มือกำแน่น
"เพราะ...เพราะเขาพยายามหนี เขาไม่ยอมรับผิด และครอบครัวของเขา...พวกเขาต้องรู้สึกเหมือนที่ครอบครัวฉันรู้สึก"
"นั่นไม่ใช่ความยุติธรรม" ภาคินพูด "นั่นคือการแก้แค้น และมันไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น"
"แล้วคุณล่ะ?" นริศราหันมาถาม "คุณอยากรู้ว่าคุณทำอะไรไปในคืนนั้นไหม? คุณอยากรู้ว่าทำไมฉันถึงบอกว่าคุณคือผู้เริ่มต้นทุกอย่าง?"
ภาคินกลืนน้ำลาย "บอกฉันเถอะ"
นริศราก้าวเข้ามาใกล้ ยืนห่างเพียงหนึ่งเมตร มองตรงเข้าไปในดวงตาของเขา
"สี่เดือนก่อนพิธีนั้น คุณมาบรรยายที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หัวข้อ 'การเข้าถึงธรรมผ่านพิธีกรรมโบราณ' คุณบอกว่า ในอดีตมีพิธีกรรมบางอย่างที่ใช้เด็กหญิงบริสุทธิ์เป็นสื่อกลาง เพื่อให้วิญญาณเข้าสิง เพื่อเข้าถึงความรู้แจ้ง คุณพูดอย่างกระตือรือร้น พูดเหมือนสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์"
ภาคินรู้สึกสยอง เขาเริ่มจำได้แล้ว การบรรยายครั้งนั้น
"พ่อของฉันไปฟังบรรยายของคุณ" นริศราพูดต่อ "แล้วก็นำความคิดนั้นมาบอกกลุ่มปฏิบัติธรรม พวกคุณตกลงกันว่าจะลองทำพิธีกรรมนั้น และเมื่อต้องการสื่อกลาง พ่อก็เสนอให้ใช้นภัสสร ลูกสาวตัวเอง"
"ไม่..." ภาคินส่ายหัว "ผมแค่บรรยายทางวิชาการ ผมไม่ได้สนับสนุนให้ใครทำจริง ผมไม่..."
"แต่คุณก็ร่วมพิธีกรรมนั้น!" นริศราพูดเด็ดขาด "คุณอยู่ที่นั่น คุณเห็นนภัสสรทรมาน คุณเห็นเธอร้องไห้ ขอความช่วยเหลือ แต่คุณไม่ช่วย คุณยังสวดมนต์ต่อไป จนเธอหมดสติ และเมื่อพ่อบอกว่าจะพาเธอไปพักริมแม่น้ำ คุณไม่คัดค้าน คุณปล่อยให้เขาทำ คุณเป็นส่วนหนึ่งของการฆาตกรรม!"
ภาคินทรุดตัวลงนั่งพื้น
ความทรงจำทั้งหมดกลับมาแล้ว ชัดเจน โหดร้าย น่าสะพรึงกลัว
คืนนั้น 27 พฤศจิกายน
เขาอยู่ที่วัดดอยสุเทพ ร่วมกับคนอีกเจ็ดคน
พวกเขาเวียนพระธาตุ 108 รอบ จุดเทียน 108 เล่ม เรียงเป็นวงกลม
ตรงกลางวงเทียน นภัสสรนั่งอยู่ เด็กหญิงตัวเล็กๆ สวมชุดขาวบริสุทธิ์
"เราจะทำพิธีนี้เพื่อบรรลุธรรม" สุวัฒน์พูด "นภัสสรจะเป็นสื่อกลาง วิญญาณสูงสุดจะเข้าสิงเธอ จะบอกเราถึงทางสู่การตรัสรู้"
พวกเขาสวดมนต์ สวดไปเรื่อยๆ 108 จบ
ใช้เวลาสามชั่วโมง
เด็กหญิงเริ่มสั่นเทา เหงื่อออก หน้าซีด
"อากาศหายใจไม่ออก ช่วยด้วย"
แต่สุวัฒน์บอกว่า "นี่คือสัญญาณดี วิญญาณกำลังจะเข้ามา"
พวกเขาจึงสวดต่อ
และภาคินก็สวดด้วย
เขาเห็นเด็กหญิงทรมาน แต่เขาไม่หยุด
เขาเชื่อว่านี่คือทางสู่ธรรม
จนเด็กหญิงล้มลง ไม่ขยับ
พวกเขาตื่นตระหนก
สมชายพาลูกสาวไปพักริมแม่น้ำ อากาศเย็นจะช่วย
แต่เช้าวันรุ่งขึ้น นภัสสรหายไป
พบศพลอยในแม่น้ำ
พวกเขาตกลงกันให้ปกปิด
บอกตำรวจว่าเป็นอุบัติเหตุ
แล้วทุกคนก็พยายามลืม
"ตอนนี้คุณจำได้แล้วใช่ไหม?" นริศราถาม
ภาคินพยักหน้า น้ำตาไหลตามแก้ม
"ผมผิด" เขาพูดด้วยเสียงแทบกระซิบ "ผมผิดมาก ผมควรหยุดพิธี ควรพาเธอไปหาหมอ แต่ผม...ผมกลัว กลัวถูกจับ กลัวเสียชื่อเสียง กลัวความรับผิดชอบ"
เขาซบหน้าลงกับมือ ร่างกายสั่นสะท้านด้วยเสียงร้องไห้
"ผมเป็นคนเห็นแก่ตัว เป็นคนขี้ขลาด ผมปล่อยให้เด็กหญิงตาย แล้วก็หนีจากความผิด"
นริศราหยิบมีดออกมา ใบมีดส่องแสงระยิบระยับภายใต้แสงจันทร์
"แล้วตอนนี้?" เธอถาม "คุณพร้อมจะชดใช้หรือยัง?"
ภาคินมองมีด แล้วมองดวงตาของนริศรา
"ฉันพร้อม" เขาพูด เสียงมั่นคง "ฉันสมควรตาย"
นริศราเงียบไป มือที่ถือมีดสั่นเล็กน้อย
"แต่ก่อนตาย" ภาคินพูดต่อ "ฉันขอพูดบางอย่าง"
"อะไร?"
"การที่คุณฆ่าฉัน มันไม่ได้ทำให้นภัสสรกลับมา มันแค่เพิ่มความตาย เพิ่มความเจ็บปวด คุณฆ่าคนไปสิบเอ็ดคนแล้ว รวมทั้งเด็กบริสุทธิ์สองคน นี่ไม่ใช่สิ่งที่นภัสสรอยากให้เกิด"
"คุณไม่รู้หรอกว่านภัสสรต้องการอะไร!"
"ฉันไม่รู้" ภาคินพูด "แต่ฉันรู้ว่าเด็กหญิงที่ใจดี ที่มีความฝัน ที่รักชีวิต คงไม่อยากให้พี่สาวกลายเป็นฆาตกร คงไม่อยากให้พี่สาวทำลายชีวิตตัวเองเพื่อแก้แค้น"
นริศราส่ายหัว แต่น้ำตาไหลมากขึ้น
"ฉันให้คุณโอกาสชดเชยความผิด" ภาคินพูดต่อ "ไม่ใช่ด้วยการตาย แต่ด้วยการใช้ชีวิตที่เหลืออย่างมีคุณค่า ฉันจะเปิดเผยความจริงทั้งหมด จะบอกโลกว่าเกิดอะไรขึ้นกับนภัสสร ฉันจะรับผิดชอบ ฉันจะขอโทษ ฉันจะทำให้นภัสสรได้รับความยุติธรรม"
"ไม่มีใครเชื่อคุณหรอก"
"ฉันมีหลักฐาน" ภาคินพูด "ฉันบันทึกทุกอย่างไว้ ถ้าฉันตาย มันจะกลายเป็นข่าวใหญ่ ทุกคนจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ถ้าฉันมีชีวิต ฉันจะยืนอยู่หน้าสื่อ ยืนอยู่หน้าตุลาการ รับผิดชอบอย่างเต็มที่"
นริศราเงียบนาน มองมีดในมือ
"คุณจะทำจริงเหรอ?"
"สัญญา"
เงียบไปอีกนาน
แล้วมีดก็ตกจากมือ กระทบพื้นหินดังแว่ว
นริศราทรุดตัวลงนั่งพื้น ร้องไห้
ภาคินเดินเข้าไปนั่งข้างๆ เบาๆ ไม่ได้แตะต้องเธอ แค่นั่งอยู่ใกล้ๆ
"ฉันเสียใจจริงๆ" เขาพูด "ถ้าฉันย้อนเวลากลับไปได้ ฉันจะไม่ทำแบบนั้น ฉันจะช่วยนภัสสร ฉันจะหยุดพิธี"
"แต่คุณทำไม่ได้" นริศราพูดสะอึกสะอื้น "ไม่มีใครทำได้ เวลาผ่านไปแล้ว"
"ใช่ แต่ฉันทำวันนี้ได้" ภาคินพูด "ฉันจะทำให้นภัสสรได้รับความยุติธรรม จะทำให้ทุกคนรู้ว่าเธอเป็นเหยื่อ ไม่ใช่แค่เด็กที่ตายจากอุบัติเหตุ"
พวกเขานั่งเงียบไปนาน
ฟังแต่เสียงลม เสียงระฆัง
จนกระทั่งท้องฟ้าเริ่มสว่าง
แสงอรุณส่องมาจากขอบฟ้า
คืนพระจันทร์เพ็ญผ่านพ้นไป
และทุกอย่างเปลี่ยนไป
จบตอนที่ 35
สรุปตอน:
ภาคินเผชิญหน้ากับนริศรา พี่สาวของนภัสสรความจริงทั้งหมดถูกเปิดเผย - ภาคินเป็นผู้จุดประกายให้เกิดพิธีกรรมภาคินจำได้ทุกอย่าง ยอมรับความผิดเลือกที่จะชดใช้ด้วยการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ไม่ใช่ด้วยการตายนริศราวางมีดลง เลือกที่จะให้โอกาสความยุติธรรมแบบถูกต้อง