สาวบ้านไร่กับมารร้ายจอมป่วน (锦绣农家女)

    ตอนที่ 30 ภัยพิบัติจากหิมะ

            “พี่รอง ท่านไม่รู้สึกหนาวเลยหรือ ท่านดูข้าสิ หนาวจนสั่นไปทั้งตัวแล้ว”เขาสวมเสื้อผ้าหนามาก แต่ยังรู้สึกหนาว ทุกฤดูหนาวมีเพียงพี่สาวของเขาเท่านั้นที่ไม่กลัวความหนาวปีนี้คิดไม่ถึงเลยว่ายังอยากจะออกไปปั้นตุ๊กตาหิมะเช่นนั้นจะทำให้หนาวยิ่งขึ้นไปอีกไม่ใช่หรือ เขายืนยันที่จะไม่ออกไป

             

            “ไม่หนาว ข้าสวมเสื้อผ้าหนามาก” หากน้องชายไม่ถามนางคงจะลืมไปแล้วนางให้เหมือนกับพวกเขา นางมีวิทยายุทธอยู่กับตัวทำให้ไม่รู้สึกได้ชัดเจนเหมือนกับพวกเขา แต่ก็บอกออกไปไม่ได้ทำได้เพียงหาข้ออ้างไปเท่านั้น

             

            “ข้าก็ใส่เสื้อผ้าหนา แต่ข้ายังหนาวอยู่”

             

            “นั่นอาจเป็นเพราะสรีระของผู้คนแตกต่างกัน ข้าไม่กลัวความหนาวแต่เจ้ากลัวความหนาว” นางกลัวว่าน้องสามจะถามปัญหานี้ต่อจึงไม่ขอให้น้องชายคนเล็กออกไปด้วยกันแล้ว “หากหนาวจนทนไม่ได้จริงๆ ก็ไม่ต้องไปแล้วหากต้องเจ็บป่วยเพราะออกไปข้างนอกก็คงได้ไม่คุ้มเสีย”

             

            “เช่นนั้นข้าไม่ออกไปแล้ว ข้าจะดูท่านปั้นตุ๊กตาหิมะอยู่ที่หน้าต่าง”ทันทีที่เฉียวซีพูดจบ เฉียวไป่ก็วิ่งเข้าไปซุกตัวในบ้านอย่างรวดเร็วในบ้านอบอุ่นทีเดียว เพราะจุดเตาถ่านอยู่นั่นเอง

             

            เฉียวซีไม่ได้บังคับ นางจึงปั้นตุ๊กตาหิมะอยู่บนพื้นหิมะคนเดียวลงแรงไปครู่เดียวตุ๊กตาหิมะทั้ง 3 ตัวก็ตั้งอยู่ตรงนั้นแล้ว

             

            เมื่อเห็นพี่สาวถือถ่านอยู่ เฉียวไป่ก็ถามอย่างสงสัยผ่านหน้าต่างออกมา “พี่รองท่านเอาถ่านไปทำอะไร”

             

            “เช่นนี้ตุ๊กตาหิมะจะเหมือนคนได้อย่างไร ในเมื่อจะทำให้เป็นคน ก็ต้องมีตาจมูก ปาก เจ้าดูสิ เช่นนี้เหมือนกว่าเดิมใช่หรือไม่”ใส่ถ่านสีดำสองสามก้อนที่ใบหน้าของมนุษย์หิมะทั้งด้านซ้ายและขวาแล้วใช้ใบไม้และกิ่งไม้ชิ้นเล็กๆ เป็นจมูกและปาก

             

            “เป็นอย่างไรบ้าง ตอนนี้เหมือนหรือยังจ๊ะ…” เฉียวซีวางมือลงบนสะโพกยกคางขึ้นเล็กน้อยและมองไปที่น้องชายคนเล็กผู้ยืนอยู่ที่หน้าต่างพร้อมมีสีหน้างุนงง

             

            “เหมือน เหมือนมากเลย นั่นคือพี่ใหญ่ นั่นคือพี่รอง ส่วนตัวเล็กๆ ก็คือข้า”เฉียวไป่พูดด้วยความตื่นเต้นดีใจ

             

            “ว้าว ทายถูกเสียด้วย”

             

            “แน่นอนอยู่แล้ว ท่านสร้างตุ๊กตาทั้ง 3 ตามพวกเรานี่นา”

             

            “เจ้าฉลาดมากเลย”

             

            “เด็กน้อย รีบเข้าไปในบ้าน อย่าปล่อยให้ตัวเองหนาวจนเป็นหวัด”ในเวลานี้เฉียวซงออกมาจากห้องครัวพร้อมกับอาหาร

             

            “รู้แล้วพี่ใหญ่” เดินฉึบๆ ตามเฉียวซงเข้าไปในบ้าน

             

            หิมะตกติดต่อกันมาหลายวันแล้ว แต่โชคดีที่พวกเขาบอกกับจวี้เซียนโหลวไว้ล่วงหน้ามิฉะนั้นวันนี้จะไม่สามารถส่งสินค้าได้

             

            ไม่รู้ว่าหิมะจะหยุดตกเมื่อไร กลัวว่าหากตกเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆจะเกิดภัยพิบัติจากหิมะ

             

            “พี่ใหญ่ ท่านคิดว่าหากหิมะตกเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ จะเกิดภัยพิบัติหรือไม่”เฉียวซีถามด้วยความกังวล

             

            “ข้าไม่แน่ใจ เคยมีเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้”หิมะปีนี้จะหนักกว่าปีก่อนๆ จริงๆ หากเกิดภัยพิบัติจากหิมะก็ไม่อาจบอกได้ว่าจะมีผู้เสียชีวิตกี่คน

             

            “พี่ใหญ่ ในโอกาสที่ตอนนี้ยังสามารถออกไปข้างนอกได้ พวกเราเตรียมเสบียงอาหารอะไรสักหน่อยเถอะเผื่อเราจะไม่มีอะไรกิน” หากถึงตอนนั้นหิมะตกหนักจนปิดเส้นทางและการที่พวกเขาอยู่ห่างไกลจากเมืองมากปัญหาเรื่องอาหารและเสื้อผ้าก็กลายเป็นเรื่องที่ยากลำบากการอดอาหารจนตายก็มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้จริงๆ

             

            “ตกลง พรุ่งนี้เราจะไปในเมือง ซื้อหาเสบียงอาหารเพิ่มเติม”ไม่รู้ว่าหิมะจะตกอีกกี่วัน จำเป็นต้องซื้อเสบียงอาหารมาเก็บไว้สักหน่อยจะได้ไม่ต้องลำบาก

             

            “อืม ข้าจะไปทำอะไรนิดหน่อย” โชคดีที่นางซื้อผ้าและฝ้ายมาก่อนในเมื่อทำอย่างอื่นไม่ได้ ก็ทำถุงมือและที่ครอบหูให้พวกพี่ชายเสียเลยพรุ่งนี้ยามออกจากบ้านจะได้ป้องกันความหนาวได้สักหน่อย

             

            เมื่อเอ่ยว่าจะทำก็ทำเสียเลย เฉียวซีหยิบเข็ม ผ้าและฝ้ายออกมาวาดและจัดตามขนาดมือของพี่ชายน้องชาย เติมฝ้ายให้เต็มสองพี่น้องจะต้องไม่เข้าใจแน่นอนว่านางทำอะไรจนกระทั่งทำเสร็จก็ดูไม่ออกว่าใช้ทำอะไร เจ้าสิ่งของที่ดูเหมือนมี 5นิ้วนี้คืออะไร

             

            “พี่รองนี่คืออะไร นี่คือถุงมือหรือ” เฉียวไป่คาดเดา

             

            “น้องสามของพวกเราช่างฉลาดเสียจริง นี่เอาไว้สำหรับใส่มือเป็นถุงมือใช้เพื่อทำให้มืออบอุ่น ในฤดูหนาวตอนออกจากบ้านพวกเราก็ไม่ต้องกลัวมือเย็นแล้ว มาลองใส่ดูสิ”

             

            เฉียวซีส่งถุงมือให้น้องชายของนางเมื่อเขารับไปแล้วก็ไม่ยอมให้พี่สาวสอนใส่เขาสวมมันเข้าไปที่มือด้วยตัวเองอย่างฉลาดหลักแหลมเฉียวไป่หันซ้ายหันขวาด้วยสีหน้าตื่นเต้น “พี่รอง เจ้านี่ดีมากเลยมือของข้าไม่เย็นเลยสักนิด”

             

            “อุ่นมากใช่ไหม ใช้ที่ครอบหูนี้สิ หูก็จะได้ไม่เย็น ร่างกายจะได้อบอุ่น”เฉียวซีพยายามทำถุงมือและที่ครอบหูของทั้งสามคนให้เสร็จก่อนเข้านอน

             

            น้องสามดีใจเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่ตอนเข้านอนยามกลางคืนยังใส่พวกมันไว้ไม่ว่าจะบอกอย่างไรก็ไม่เป็นประโยชน์

             

            เช้าที่มีหิมะมักจะมีหมอกปกคลุมเสมอ สิ่งที่มองเห็นตรงหน้าล้วนเป็นหิมะทั้งสิ้น

             

            เฉียวซงและเฉียวซีมีสวมที่ครอบหูและถุงมือก่อนที่พวกเขาจะออกเดินทางยังกำชับกับน้องชายคนเล็กว่าอย่าออกไปข้างนอกเป็นอันขาด

             

            หิมะหนาสะสมบนถนนด้านนอกจนสูงมาถึงน่องเมื่อพวกเขาเดินไปถึงเมืองรองเท้าก็เปียกโชกเสียแล้ว เย็นยะเยือกเป็นที่สุด

             

            ทั้งสองแยกย้ายกันไป คนหนึ่งไปซื้อแป้งและธัญพืชส่วนอีกคนไปซื้อเครื่องปรุงรส เฉียวซีเดินเข้าไปในร้านขายแป้งและธัญพืชซื้อข้าวและแป้งสาลีจำนวนมาก ขอให้เขาแบ่งออกเป็นสองถุงแล้วให้เขาช่วยเอาไปไว้ที่ตรอกด้านข้าง รอจนกระทั่งไม่มีคน เฉียวซีมองรอบๆเมื่อไม่พบสิ่งผิดปกตินางจึงใส่เสบียงอาหารครึ่งหนึ่งลงในแหวนเก็บของและอีกครึ่งหนึ่งรอให้พี่ชายของนางมาขนไป นางซื้อมากพอสำหรับ 1 เดือนเต็มเช่นนี้น่าจะเพียงพอแล้ว

             

            ไม่นานเฉียวซงก็มาถึงร้านขายแป้งและธัญพืชยังไม่ได้เดินเข้าไปก็ถูกน้องสาวเรียกเอาไว้แล้ว “น้องรอง เหตุใดมารอข้าที่นี่ข้างนอกหนาวมากนะ”

             

            “พี่ใหญ่ ข้าเห็นเกาซื่อกลัวว่าจะถูกนางเข้ามายุ่งวุ่นวายจึงให้พี่ชายในร้านยกข้าวกับแป้งมาไว้ที่นี่”เฉียวซียกเรื่องเกาซื่อมาพูด เช่นนี้พี่ชายของนางก็จะไม่สงสัยเรื่องที่ออกมารอข้างนอกแล้ว

             

            “เฮ้อ… เอาล่ะ ของเหล่านี้ข้าแบกเอง พวกเรารีบกลับกันเถอะ” เกาซื่อนี่จริงๆเลย บ้านเขาไม่มีอะไรกับนางเหตุใดจึงชอบมีปัญหากับพวกเขา ทั้งยังชอบพูดจาส่งเดชอีก

             

            แต่โชคดีที่ตั้งแต่ผู้ใหญ่บ้านเข้ามาพูด เกาซื่อจึงค่อยๆ หยุดแต่ว่ายังคงทำให้น้องรองต้องซ่อนตัวเมื่อเห็นนางอยู่ดี 

             

            “อืม”

             

            เมื่อผ่านร้านติ่มซำ จึงซื้อขนมกลับไปฝากน้องสามเพื่อคลายความอยากของเขาจากนั้นก็เดินไปที่ทางเข้าของเมือง และทันเฉียวซื่อเหยฺเตรียมเกวียนวัวเดินสำหรับเดินทางกลับพอดี

             

            “ท่านปู่หลิน เราขอโดยสารเกวียนของท่าน”เฉียวซีรีบเรียกเฉียวซื่อเหยฺให้หยุด

             

            “วันที่อากาศหนาวเย็นเช่นนี้เหตุใดพวกเจ้าจึงออกมาอีกเล่า”ถ้าวันนี้เกาซื่อไม่ได้มาในเมืองและให้เงินเป็นจำนวนมากกับเขา เขาไม่ได้วางแผนที่จะออกมาข้างนอกหิมะตกติดต่อกันหลายวัน ไม่มีใครมาในเมืองเลย สู้อยู่บ้านสบายๆ ไม่ได้สักนิด

             

            “หิมะตกกินเวลานานข้ากับน้องสาวกลัวว่าหากหิมะตกติดต่อกันเช่นนี้จะกลายเป็นภัยพิบัติถึงตอนนั้นต้องลำบากมากแน่ ข้าวปลาอาหารก็จะบรรทุกเข้าไปไม่ได้ ดังนั้นจึงคิดอยากจะเตรียมเสบียงอาหารไว้เยอะๆสักหน่อย” สิ่งไม่คาดฝันย่อมเกิดขึ้นได้ หากเกิดภัยพิบัติจากหิมะขึ้นจริงๆการดำเนินชีวิตหลังจากนี้จะต้องลำบากเป็นอย่างมาก ราคาสินค้าคงต้องสูงขึ้นแน่สู้เตรียมไว้แต่เนิ่นๆ ไม่ได้หรอก

             

            หากไม่มีภัยหิมะจะเป็นการดีที่สุด อย่ากลัวว่าจะซื้อของมามากเกินไปเพราะถึงอย่างไรก็ต้องกิน

             

            หากเกิดขึ้นจริงๆ การเตรียมพร้อมของพวกเขาก็ถือว่าทันท่วงที

             

            “...” เฉียวซื่อเหยฺก็กำลังพิจารณาสิ่งที่เฉียวซงพูดการเตรียมพร้อมไว้ย่อมเป็นสิ่งดีเสมอ หากประสบเหตุเข้าจริงๆ จะไม่ทันการ

             

            “พ่อหนุ่มซง พวกเจ้าสามารถรอข้าก่อนได้หรือไม่ข้าก็จะไปซื้อเตรียมไว้สักหน่อย ไม่อย่างนั้นหากประสบเหตุเข้าจริงๆน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ” เฉียวซื่อเหยฺปรึกษาเฉียวซง

             

            “ไม่เป็นไร ท่านไปเถิด พวกเราจะรอท่านอยู่ที่นี่”

             

            “อืม ประเดี๋ยวข้าจะรีบกลับมา”

             

            เฉียวซื่อเหยฺกล่าวว่าจะรีบกลับมาเขาก็กลับมาอย่างรวดเร็วจริงๆและไม่นานพวกเขาก็กลับมาถึงหมู่บ้านเฉียว

             

            เมื่อกลับมาถึงบ้าน เฉียวไป่ได้ต้มน้ำร้อนไว้รอพวกเขาแล้วเมื่อสองพี่น้องได้อาบน้ำร้อน ร่างกายก็อบอุ่นขึ้นมามากแล้วพวกเขาก็นั่งผิงไฟอยู่ข้างกระถางถ่าน

             

            พวกเขากลับมาได้ไม่นาน พายุหิมะข้างนอกก็พัดแรงขึ้นเรื่อยๆหากเป็นเช่นนี้ต่อไปจะต้องเกิดเรื่องแน่

             

            “พี่ใหญ่ท่าน ดูสิสภาพอากาศเปลี่ยนไปแล้ว” ใบหน้าของเฉียวซีมีแต่ความยินดีหากช้ากว่านี้อีกเพียงวันเดียวพวกเขาก็จะออกไปไม่ได้แล้ว

             

            “ใช่ ดูท่าเจ้าจะพูดถูกเสียแล้ว” เฉียวซงรู้สึกกังวลแต่โชคดีที่บ้านของพวกเขาได้รับการซ่อมแซมไปพร้อมกับการสร้างกำแพงรอบบริเวณบ้านแล้วดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องกังวลมากเกินไป

             

            “เช่นนี้ข้าจะไม่เป็นคนปากนกปากกาหรอกหรือ พูดสิ่งใดก็เป็นเช่นนั้น”เฉียวซีจงใจเอ่ยขึ้นมาเช่นนี้ เพื่อปรับบรรยากาศ

             

            “พูดจาไร้สาระ เรื่องของสวรรค์ พวกเราจะไปตัดสินได้อย่างไร”เฉียวซงจ้องน้องสาว ใครใช้ให้นางพูดจาเหลวไหลเล่า

             

            “ทำให้บรรยากาศคึกคักสักหน่อย อย่าได้จริงจังมากเพียงนั้น”นางเพียงพูดพูดไปเท่านั้น หาได้จริงจังไม่

             

            “แม้จะพูดล้อเล่นก็ไม่ได้ รีบเข้านอนแต่หัวค่ำเถอะ” หนาวมากถึงเพียงนี้สู้อยู่ใต้ผ้านวมไม่ได้ อุ่นกว่าเยอะเลย

             

            ในคืนนั้น อยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นจากนั้นสุนัขในหมู่บ้านก็เริ่มเห่าหอน เมื่อได้ยินก็รู้สึกฟังดูโหยหวนน่าขนลุก

             

            ในหมู่บ้านที่เงียบสงบท่ามกลางสายลมและหิมะ ทันใดนั้นไฟก็สว่างขึ้นในทุกครัวเรือน

             

            เฉียวซีฟังอย่างเงียบๆ ภายใต้ผ้านวมของนาง นางไม่ได้ตั้งใจจะไปมุงดูแม้ครอบครัวของนางออกไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นไม่แน่ว่าอาจจะก่อให้เกิดปัญหามากขึ้นก็ได้ใครใช้ให้ครอบครัวของนางมีแต่เด็กกันเล่า

             

            ในไม่ช้านางก็ได้ยินเสียงดังในห้องของพี่ชายของนาง นางซ่อนอยู่ในผ้านวมพร้อมตะโกนขึ้น“พี่ใหญ่”

             

            เดิมทีเฉียวซงต้องการออกไปดูเงียบๆคิดไม่ถึงว่าน้องสาวของเขาก็ตื่นขึ้นมาเหมือนกันดูเหมือนจะออกไปดูข้างนอกไม่ได้เสียแล้ว “น้องรอง เจ้าก็ได้ยินหรือ”

             

            “อืม พี่ใหญ่ท่านอย่าไปยุ่งกับพวกเขานะ” พี่ใหญ่ของนางเพิ่งจะอายุ 12 ปีที่เทียนเฉาจะเป็นเพียงนักเรียนชั้นประถม 5 ประถม 6 เท่านั้นเรื่องเหล่านั้นให้ผู้ใหญ่บ้านกับผู้ใหญ่คนอื่นจัดการเถิด

             

            “ข้าเพียงแค่จะไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น อะไรที่สามารถช่วยได้ก็จะช่วย”เขารู้ขีดความสามารถของตัวเอง และรู้ด้วยว่าเขายังมีหน้าที่รับผิดชอบมากมายจะทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าได้อย่างไร

             

            “อากาศหนาวเย็นถึงเพียงนี้จากที่ที่พวกเราอยู่ตรงนี้ไปที่นั่นต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะไปถึงพวกเขาอาจจะแยกย้ายกันไปแล้ว ไว้พรุ่งนี้เถอะ”เฉียวซีตัดสินใจแนวแน่ว่าจะไม่ให้พี่ชายของนางออกจากบ้าน

             

            “น้องรอง” เฉียวซงรู้สึกระอาเป็นอย่างยิ่ง

             

            “พี่ใหญ่ ข้างนอกพายุหิมะรุนแรงเช่นนี้ แม้แต่ผู้ใหญ่ยังรับมือไม่ได้ท่านจะทำอะไรได้” ไม่ใช่ว่าต้องการจะทำให้พี่ชายใหญ่เสียใจ แต่เป็นเรื่องจริงเขาช่วยอะไรไม่ได้เลยอยู่แล้ว

             

            “ข้า…” ช่างเถอะ เขาไม่ออกไปก็พอแล้ว “เช่นนั้นก็ได้ ข้าไม่ออกไปแล้วเจ้านอนเถอะ”

             

            “เจ้าค่ะ ท่านห้ามแอบออกไปเชียว ข้าหูดีมากนะ”เฉียวซีไม่ลืมเน้นย้ำอีกเล็กน้อย

             

            “ขอรับ ท่านแม่หญิงเจ้าบ้าน