เทพสงครามมังกรเทวะ

ออกเดินทางอีกครั้ง

ทางด้านตงกู่เซียนและหลินเอ๋อก็อึ้งไม่แพ้กัน แน่นอนพวกนางไม่คิดว่าเฟยหรงจะคิดทำอะไรที่มันยิ่งใหญ่ปานนี้ การที่ถึงกับยกน้ำทะเลที่มีพื้นที่ถึงสี่ส่วนบนโลกขึ้นฟ้าได้ง่ายดายเช่นนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าชายหนุ่มคนนี้มีพลังมากมายเกินกว่าที่นางจะจินตนาการได้ โดยที่จริงแล้วนางหารู้ไม่เลยว่าเฟยหรงแทบจะไม่ได้ใช้พลังอะไรมากมายขนาดนั้น

 

ด้วยสายเลือดเทพสมุทรเต็มสิบส่วนของเขาที่สามารถบงการสายวารีได้แทบทุกชนิดดังนั้นเหล่าวารีทั้งหลายเมื่อได้ยินเสียงเรียกขานของผู้เปรียบเสมือนนายของตนก็ตอบรับความต้องการในทันทีลมปราณที่เขาใช้ในการยกทั้งมหาสมุทรนี้แท้จริงก็มาจากมหาสมุทรเอง ส่วนตัวของเฟยหรงแค่ใช้ลมปราณของเขาเข้าแทรกแซงและประคองมันเอาไว้เท่านั้น

 

"ฟุ๊บ!!"

 

"ท่านเทพโปรดระงับโทสะด้วยขอรับ พวกข้าขออภัยที่ให้คนของเรามาล่วงเกินท่าน"เหล่าผู้นำของขุมกำลังวาฬสมุทรคลั่ง ฉลามโลหิต รวมไปถึงหมีราชันิหิมะต่างพากันออกมาและคุกเข่าให้ชายหนุ่มในทันที พวกเขาไม่โง่และรู้ดีว่าไม่สามารถต่อกรกับชายคนนี้ได้แม้จะร่วมมือกันก็ตาม

 

"พาคนของพวกเจ้ากลับไป เมื่อถึงเวลาข้าจะคืนน้ำทะเลให้ดังเดิม"เฟยหรงเอ่ยปาก เมื่อเห้นว่าอีกฝ่ายยอมศิโรราบเขาก็คร้านที่จะสังหารและปล่อยไป เหล่าผู้นำขุมกำลังต่างๆเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็พลันพากลุ่มคนของตัวเองกลับไปในทันที เฟยหรงพลันหันไปที่เผ่าฉลามโลหิตก่อนจะกล่าว "เจ้าน่ะหยุดก่อน"

 

"ท่านเทพมีอะไรให้ข้ารับใช้หรือขอรับ"หัวหน้าเผ่าฉลามโลหิตกล่าวอย่างนอบน้อม ในเวลานี้เขาได้แต่สั่นกลัวอย่างช่วยไม่ได้ การที่ขุมกำลังของตนเองได้พบยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงของท่านเทพอาจจะโดนฆ่าทั้งตระกูลได้นั่นเอง

 

"เรื่องตงกู่เซียนข้าจะถือว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ทว่าจำใส่ใจเอาไว้หากป่าเถือนมากเกินไปอาจจะทำให้ไม่มีฉลามอยู่ในทะเลแม้แต่ตัวเดียว"เฟยหรงกล่าวตักเตือน ผู้นำตระกูลฉลามโลหิตได้ยินถึงกับสั่นเทา

 

"ข้าจะจดจำใส่ใจเอาไว้ขอรับ นับจากนี้เผ่าฉลามโลหิตจะปิดผนึกไม่สร้างปัญหาบนบกอีก"เขาให้คำมั่น แน่นอนว่าไม่มีทางที่จะผิดคำสัญญานอย่างแน่นอนเนื่องจากตนเองก็หวาดกลัวเผ่าพันธุ์ของตนเองจะสูญพันธุ์ อำนาจที่เฟยหรงแสดงให้เขาเห็นในวันนี้สามารถบ่งบอกได้ชัดเจนว่าคำพูดของเขาไม่ใช่เพียงคำข่มขู่อย่างแน่นอน

 

"ดี งั้นไปซะ!"ประมุขตระกูลฉลามโลหิตก้มหัวให้เฟยหรงอย่างนอบน้อมและจากไปในทันที เวลานี้เหลือเพียงราชวงศ์ตงเท่านั้นที่หลงเหลืออยู่ ทั้งยังสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวสุดฤทธิ์ องค์หญิงตงกู่เซียนสามารถหาผู้ชายที่ทรงพลังเช่นนี้มาจากที่ไหนกัน อำนาจสยบฟ้าทำให้ขุมเขาเผยออกมานั้นแทบเรยกได้ว่ายิ่งใหญ่เหนือโลกใบนี้ไปแล้ว

 

ในขณะเดียวกันจักรพรรดิตงตอนนี้สีหน้าเต็มไปด้วยความบึ้งตึงอย่างถึงที่สุด ศักดิ์ศรีของเขาที่สั่งสมมาบัดนี้ได้พังทะลายไปหมดแล้ว ถ้าหากตนเองยังคิดที่จะสู้สิ่งเดียวที่รอเขาอยู่คือความตายอย่างแน่นอน สายตาพลันมองไปที่ชายาลำดับที่สามและบุตรสาวคนโตด้วยความลังเล

 

แต่ทว่าในขณะเดียวกันตงกู่เซียนก็พลันสร้างสรรค์เปลวเพลิงสีทองรูปร่างพยัคฆ์ขึ้นมาในทันใด ใช่! นั่นคือทักาะเปลวเพลิงสวรรค์ผลาญโลกาของนาง บัดนี้หญิงงามไม่สนใจอะไรอีกต่อไปแล้ว หากผู้ชายคนนี้ยังคงขวางนางต่อให้เป็นบิดาของนางแล้วอย่างไร ในเมื่ออีกฝ่ายไม่สนใจใยดีการตายของแม่นางๆเองก็ไม่สนใจเขาเช่นกัน

 

"เปลวเพลิงสวรรค์ผลาญโลกา"เสียงอันเรียบเฉยของตงกู่เซียนดังขึ้นพยัคฆ์ขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างจากเปลวเพลิงเทพสวรรค์บันดาล ทุ่งทะยานไปด้านหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ความร้อนของมันเผาไหม้ได้แม้กระทั้งห่วงอากาศและพุ่งตรงไปที่กลุ่มของราชวงศ์ในทันใดอีกทั้งนางยังเจาะจงไปที่ชายาที่สามกับตงเสวียนหลิงเป็นพิเศษ ใบหน้าของตงกู่เซียนที่มองพลันมีแต่ความเมินเฉย สำหรับนางในเวลานี้คนที่อยู่เบื้องหน้าหาใช่ครอบครัวไม่แต่เป็นศัตรู จิตสังหารของนางเริ่มแผ่พุ่งออกมาเรื่อยๆ

 

จักรพรรดิตงที่เห็นดังนั้นก็สัดสินใจอย่างเด็ดขาดคว้าจับเอาเหลาพระชายาและบุตรคนอื่นๆแล้วพุ่งทะยานร่างออกมาจากบริเวณนั้นในทันทีเหลือไว้เพียงพระราชาที่สามและตงเสวียนหลินเทานั้นที่บัดนี้ถูกพยัคฆ์เปลวเพลิงจู่โจมจนไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่าน อีกทั้งทั่วทั้งบริเวณยังถูกเผาไหม้ไปด้วยเปลวเพลิงสีทองที่แสนจะพิศวงและไม่มีท่าทีว่าจะดับลงแต่อย่างใด ส่วนตัวของจักรพรรดิตงนั้นได้หนีออกจากที่นี่พร้อมกับเชื้อพระวงศ์ที่ยังเหลือดรอดเป็นที่เรียบร้อย

 

หากถามว่าทำไมจักรพรรดิตงถึงไม่ป้องกันทักษะของนางเอาไว้ก็ตอบได้คำเดียวว่าป้องกันไม่ได้ แม้เขาจะอยู่ในระดับมหาเทวะก็ตามแต่ด้วยเป็นเพียงบ่มเพาะเปลวเพลิงธรรมดาจะไปต้านทานเปลวเพลิงสวรรค์ได้อย่างไร หากจะพูดให้ถูกก็คือมันเป็นดาวข่มกันอย่างชัดเจน

 

"สุดท้ายท่านก็แค่คนเห็นแก่ตัวคนหนึ่ง"ตงกู่เซียนกล่าวอย่างเย้ยหยัน เฟยหรงที่เห็นว่านางทำสิ่งที่ต้องการสำเร็จแล้วก็พลันคืนน้ำกลับสู่ท้องทะเลและลอยมายังเบื้องหน้าของนาง

 

"ขอบคุณที่ช่วยเหลือข้า หากไม่ได้เจ้าข้าคงตายไปทั้งยังไม่ได้เเก้แค้น"ตงกู่เซียนกล่าวเมื่อเฟยหรงบินมาถึง

 

"เจ้าจะปล่อยเขาไปเช่นนั้นหรือ"เฟยหรงกล่าวถาม ตงกู่เวียนพลันส่ายหัวอย่างเหนื่อยหน่าย "ปล่อยพวกเขาไปเถอะ ถึงอย่างไรพวกเขาก็แค่คนเห็นแก่ตัวแต่ก็ไม่ได้หมายเอาชีวิตข้า คนที่สมควรตายก็ตายแล้ว ตอนนี้ไม่มีอะไรที่ข้าคับข้องใจอีกต่อไป"

 

"เช่นนั้นเจ้าจะทำอะไรต่อไป"เฟยหรงกล่าวถามอีกครา

 

"ไม่ยาก เรื่องนี้คงต้องฝากเจ้าแล้ว"ตงกู่เซียนกล่าวพร้อมกับแย้มยิ้ม

 

"ฝากข้า!! เจ้าพูดเช่นนี้แน่ใจแล้วหรือ ที่ๆข้าจะไประดับมหาเทวะยังเป็นได้แค่เพียงข้ารับใช้เท่านั้น มันอันตรายมากนะเจ้ารู้หรือไม่"เฟยหรงกล่าวเตือน เนื่องจากรู้ในความหมายที่นางกำลังจะสื่อ

 

"เจ้าเล่นประกาศว่าข้าเป็นผู้หญิงของเจ้าซะคนทั่วโลกได้ยินออกปานนั้น แล้วเจ้าจะไม่สามารถปกป้องผู้หญิงของตนเองได้เชียวหรือ"ตงกู่เซียนเอ๋ยปากจนทำให้เฟยหรงถึงกับอึ้งงัน

 

"เจ้าเอาจริงสินะ"เฟยหรงกล่าวถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

 

"แน่นอนในสถานที่แห่งนี้ไม่มีอะไรที่ข้าอาลัยอาวรณ์อีกแล้ว แต่มีข้อแม้ข้าขอพาหลินเอ๋อไปด้วย"ตงกู่เซียนกล่าว

 

"ข้าเองก็ไม่ขัดข้อง"เฟยหรงกล่าวพร้อมเปิดมิติของแหวนทันที หญิงงามพลันเดินไปลอยมาใกล้เฟยหรงก่อนที่จะประทับริมฝีปากไว้ที่แก้มของชายหนุ่มในทันทีก่อนที่จะผละออกอย่างรวดเร็ว

 

"นี่คือของขวัญที่ช่วยข้า"กล่าวจบตงกู่เซียนก็พุ่งพุ่งเข้าไปด้านในแหวนมิติจิตวิญญาณอย่างรวดเร็ว ส่วนทางด้านหลินเอ๋อนั้นแม้วันนี้จะยังไม่ได้สำแดงพลังแต่กลับรู้สึกขอบคุณเฟยหรงจากใจจริง นางเพียงก้มหัวให้อย่างเต็มใจและตามผู้เป็นนายของนางกลับเข้าแหวนมิติจิตวิญญาณไปในทันที

 

เฟยหรงที่ยังเหม่ออยู่กับการถูกขโมยหอมแก้มของสาวงามพลันยกยิ้มขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ สำหรับเขาการที่หญิงสาวที่เรียบร้อยปานผ้าพับไว้เช่นตงกู่เซียนทำเช่นนี้มันก็รู้สึกแปลกใหม่ไปอีกแบบ

 

"เอาละ ได้เวลาเดินทางต่อแล้วสินะ"เฟยหรงพุ่งทะยานออกจากโลกใบนี้ไปในทันที ท่ามกลางจักรวาลอันกว้างใหญ่ ชายหนุ่มกางแผนที่มองหาจุดหมายปลายทางก่อนจะเก็บมันและพุ่งออกไปราวกับดาวตก เป้าหมายของเขาในเวลานี้คือแสวงหาโชคลาภและพัฒนาพลังของตนเองให้ได้มากที่สุดก่อนที่จะไปตระกูลวิหคเพลิง

คล้ายกับเรื่องเทพสงครามมังกรเทวะ ที่คุณอ่าน