10 พลิกฟ้าสยบจอมราชัน

    บทที่ 36: ฝ่าวงล้อม


            ยามนี้ที่ราตรีคลี่ม่านปกคลุม จันทราทอแสงพราวเด่นกลางฟากฟ้า บริเวณป่าริมชายทมิฬ กลับคลาคล่ำไปด้วยอาชานับร้อย ผู้คนนับพัน ที่ทั้งหมดล้วนเป็นนายทหารสังกัดกองทัพเมืองไคชุน  เสียงตะโกนพูดคุยดังเป็นระยะ รวมถึงคบเพลิงจำนวนไม่น้อยที่เปลี่ยนป่าอันมืดมิดให้ส่องสว่าง เหล่านี้ทำลายบรรยากาศอันเงียบสงบริมผืนสมุทรแห่งนี้ลงโดยสิ้นเชิง 


    ใจกลางกลุ่มทหารมากคณานับที่กำลังตรวจตรา สำรวจหาความผิดปกติในป่าละแวกนี้อย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าแม้การเคลื่อนไหวของกระรอกสักตัวก็มิอาจเล็ดลอดสายตาไปได้ ปรากฏเป็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง ชัดเจนจากอาภรณ์สีทองอร่วมที่สวมใส่ เขาคือผู้มีอำนาจสูงสุดในที่แห่งนี้ แน่นอนว่าชายวัยกลางคนผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น เข่อซิง เจ้าเมืองไคชุน ที่เมื่อครู่เพิ่งใช้กลอุบายหลบหนีจากศึกต่อสู้ได้อย่างเส้นยาแดงผ่าแปด แม้ยังพอโต้เถียงได้ว่าเขาไม่ได้พ่ายแพ้ ทว่าการโดนหยามเกียรติถึงถิ่นนั้นก็เพียงพอที่จะจุดเพลิงโทสะให้ลุกท่วมในใจเขา และมันก็สะท้อนผ่านท่าทางเดือดดาลที่เผยออกมาอย่างไม่เก็บซ่อนในตอนนี้


            “เจ้าบัดซบพวกนั้นมันหายหัวไปไหนแล้ว แต่มันยังหนีไปได้ไม่ไกลแน่ ทั้งยังมีเจ้าหุ่นประหลาดใหญ่โตมโหฬารนั่นด้วย มันจะไปซ่อนที่ไหนได้ ทั้งข้ายังสั่งให้กองกำลังที่เหลือทั้งหมดปิดตายการเข้าออกเมืองไคชุนไว้แล้ว ฉะนั้นปูพรมค้นหาให้ทั่ว ยังไงต้องหาพวกมันเจอแน่ แล้วข้าจะบั่นศีรษะพวกมันทีละคนด้วยตัวเอง” เข่อซิงแผดเสียงก้อง พลางโบกมือออกคำสั่งซ้ายทีขวาที 


            “หากเจอสิ่งใดผิดปกติ ให้ส่งสัญญาณรวมพล ห้ามด่วนลงมือโดยเด็ดขาด ตามที่ท่านเจ้าเมืองได้บอกกล่าว ฝ่ายนั้นนอกจากจะมีหุ่นยักษ์แปลกพิสดาร นักหมัดมวยนิรนามและชายชราผู้ติดตามแล้ว ยังมีอีกหนึ่งบุรุษปริศนาที่พลังปราณอยู่ในระดับขุนพลยุทธ์รวมอยู่ด้วย เช่นนั้นแล้ววิธีเดียวที่จะกำราบพวกมันได้ มีแต่ต้องใช้จำนวนเข้าสู้” ฮุ่ยซิ่ว ผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งเมืองไคชุน ซึ่งมีอำนาจรองลงมาจากเข่อซิง และขณะนี้ยืนอยู่เคียงข้างผู้บังคับบัญชา ออกคำสั่งสนับสนุน


            “น้อมรับคำสั่ง!” เหล่าทหารโดยรอบตอบรับโดยพร้อมเพรียง ก่อนกระจายตัวออกราวผึ้งแตกรัง


            เป็นโชคร้ายของกลุ่มอเล็กซ์ เช่อซิงคือพวกชั่วช้าที่รอบคอบ ก่อนที่เขาจะปรากฏกายพร้อมนายทหารข้างกายยี่สิบกว่าชีวิต เพื่อหมายจับตัวนักหมัดมวยนิรนามผู้ชนะเลิศศึกประลองหมัดมวยแห่งเมืองไคชุน เขาได้ออกคำสั่งให้ทหารกลุ่มใหญ่ที่มีจำนวนนับพันวางกำลังห่างจากหาดทมิฬไปไม่กี่กิโลเมตร แม้เข่อซิงจะประเมินว่าการจับตัวนักหมัดมวยคนหนึ่งมิใช่งานยาก แต่เขาก็ไม่ประมาทสำหรับสถานการณ์ไม่คาดคิดที่จะเกิดขึ้น และสุดท้ายมันก็เกิดขึ้นจริง ๆ 


            ด้วยเหตุนี้ หลังใช้เคล็ดวิชาวารีจำแลงกายหลบหนีออกไปได้ คล้อยหลังเพียงไม่นานเหล่าทหารหลายพันจึงมาถึงจุดเกิดเหตุโดยพร้อมเพรียง

             

            ทว่าในโชคร้ายยังมีโชคดีปะปนอยู่หลายส่วน และโชคดีที่ว่าคือการที่เข่อซิงยังไม่แตกฉานว่าหุ่นรบของอเล็กซ์มีหลักการทำงานเช่นไร เจ้าเมืองไคชุนคาดไม่ถึงแม้แต่น้อยว่าหุ่นยักษ์สูงเกือบห้าเมตรจะสามารถบรรจุลงแคปซูลจักรกลขนาดไม่กี่เซนติเมตรได้ นี่คืออานุภาพแห่งเทคโนโลยี โดยมันสมองนักประดิษฐ์อัจฉริยะจากต่างโลก ที่เข่อซิงไม่มีทางล่วงรู้ได้เลย ดังนั้นหากเขายังไม่ฉุกใจคิด และมุ่งตามหาหุ่นยักษ์เด่นสะดุดตา สิ่งนี้ไม่ต่างอะไรจากการติดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรก ยากที่ผลลัพธ์จะออกมาสำเร็จดั่งใจหวัง 


            แม้ในจักรวรรดิเหลียนหยางแห่งนี้ จะมีสิ่งที่ประสิทธิภาพคล้ายคลึงแคปซูลจักรกลของอเล็กซ์อยู่เช่นกัน เป็นวิชายุทธ์แขนงหนึ่ง ระดับพยัคฆ์ขาว ชั้นนภา ในชื่อเรียกขาน ‘ห้วงมิติเนรมิต’


            ห้วงมิติเนรมิตรมิใช่วิชายุทธ์ที่ใช้สำหรับสัประยุทธ์ แต่จุดประสงค์หลักของมันเพื่อความสะดวกในชีวิตประจำวัน โดยเป็นการรีดเร้นพลังปราณจากร่างกายสู่ภายนอก บีบอัดมันให้เป็นกลุ่มก้อน และเมื่อถึงระดับ ภายในก้อนพลังปราณดังกล่าวจะก่อเกิดเป็นช่องว่าง ที่สามารถบรรจุสิ่งของลงไปได้ เมื่อบรรจุเรียบร้อย ก็ทำการปิดผนึกช่องว่างดังกล่าว ก่อนนำก้อนพลังปราณกลับคืนสู่กายอีกครั้ง 


            เรียกได้ว่าหากพลังปราณแกร่งกล้าพอที่จะใช้วิชายุทธ์แขนงนี้ ชีวิตย่อมสะดวกขึ้นมากโข พกพาสิ่งของจำนวนมากติดตัวไปได้ทุกที่ โดยไม่ต้องเปลืองแรงแบกหาม และนึกอยากหยิบจับใช้งานเมื่อไรก็แสนสะดวก เพียงรีดเร้นพลังปราณกลุ่มก้อนนั้นออกมาอีกคราหนึ่ง จากนั้นเปิดผนึกที่ปิดไว้ เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนความ


            ยิ่งพลังปราณแกร่งกล้ามากเท่าไร พื้นที่ว่างในก้อนพลังปราณยิ่งกว้างขวางขึ้นเท่านั้น และสำหรับจางเหว่ยที่อยู่ในระดับขุนพลยุทธ์ขั้นหนึ่ง ขนาดพื้นที่ย่อมไม่ต่ำกว่าห้องนอนหนึ่งห้อง เพียงพอสำหรับบรรจุมอเตอร์ไซค์ของฮันเตอร์ลงไปได้อย่างไม่ยากเย็น แต่สำหรับหุ่นยนต์ของเล็กซ์ เกรงว่าพลังปราณต้องอยู่ในระดับราชันยุทธ์ขึ้นไป จึงจะสามารถเนรมิตพื้นว่างได้กว้างใหญ่พอ 


            ด้วยเหตุนี้จึงมิใช่เรื่องแปลก ที่เข่อซิงจะคาดไม่ถึงว่าหุ่นยนต์ขนาดใหญ่ยักษ์จะอันตรธานไปได้ และยิ่งคาดไม่ถึงขึ้นไปอีกขั้นว่า แท้จริงแล้วกลุ่มคนที่เขากำลังพลิกแผ่นดินตามหาไม่ได้หนีไปไหนไกล แต่หลบซ่อนตัวอยู่บนยอดไม้สูงต้นหนึ่งเหนือบริเวณที่ตนยืนอยู่ โดยใช้ความมืดและใบไม้หนาแน่นอำพรางกายอย่างแนบเนียน 


            สายตาอเล็กซ์มองลอดช่องว่างระหว่างใบไม้ สำรวจเหตุการณ์เบื้องล่างด้วยใจระทึกไม่น้อย ชายหนุ่มพยายามควบคุมลมหายใจให้แผ่วเบาที่สุด พลางหัวเราะขื่นในใจ นับตั้งแต่ทะลุมิติเข้ามายังจักรวรรดิเหลียนหยางแห่งนี้ เป็นเวลาเพียงสี่วันเท่านั้น ทว่ากลับต้องเผชิญเหตุการณ์ระทึกไม่หยุดหย่อน เสี่ยงชีวิตครั้งแล้วครั้งเล่า นับเป็นโลกแสนประหลาดสุดอันตรายโดยแท้จริง




            


            แอบซุ่มอย่างเงียบเชียบ ไร้การเคลื่อนไหวประหนึ่งมิใช่สิ่งมีชีวิตอยู่หลายชั่วโมง อีกเพียงชั่วยามดวงตะวันก็จะปรากฏขึ้นในเส้นขนานขอบฟ้าทิศบูรพา สุดท้ายเข่อซิงก็ถอดใจ ออกคำสั่งเคลื่อนย้ายกำลังพลให้ออกค้นหาต่อในบริเวณอื่น ผืนป่าเบื้องล่างที่คลาคล่ำด้วยฝูงคน จึงกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง 


            กวาดสายตาสำรวจจนแน่ใจว่าไม่มีกำลังทหารหลงเหลืออยู่แล้ว กลุ่มผู้ถูกตามล่าทั้งสี่จึงทยอยลงจากยอดไม้ และเมื่อถึงพื้นดินโดยสวัสดิภาพโดยครบถ้วน บทสนทนาอันแผ่วเบาด้วยเสียงกระซิบได้เริ่มต้นขึ้น


            “ท่านผู้เฒ่า ข้าว่าเมืองไคชุนแห่งนี้ไม่ปลอดภัยสำหรับท่านอีกต่อไป เข่อซิงเห็นใบหน้าของท่านแล้ว หากท่านยังอาศัยอยู่ในเมืองนี้ วันใดวันหนึ่งหากบังเอิญพบกับมัน เกรงว่าอันตรายจะมาถึงตัวท่านได้ แนะนำให้ท่านติดตามข้าออกจากเมืองแห่งนี้ ข้ารับประกันว่ากลุ่มกบฏวิหคล่องนภาจะมอบความเป็นอยู่ที่สบายแก่ท่านได้” จางเหว่ยกล่าวกับลี่กันด้วยความเป็นห่วง ชายชราผู้นี้แม้ในการสัประยุทธ์เมื่อครู่จะไม่ได้มีส่วนร่วมด้วย แต่ด้วยนิสัยโหดเหี้ยมอำมหิตของเข่อซิง เกรงว่าก่อนมีโอกาสได้อธิบายสิ่งใด คงถูกสังหารไม่ก็ทรมานเพื่อรีดเร้นความลับเป็นแน่ เช่นนั้นแล้วคงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่าลี่กันได้ลงเรือลำเดียวกับพวกเขามาแล้ว ไม่ว่าจะด้วยเต็มใจหรือไม่ก็ตาม


            “แม้จะอาศัยอยู่ในเมืองไคชุนแห่งนี้มาค่อนชีวิต ข้าก็มิได้อาลัยอาวรณ์เมืองแห่งนี้เท่าไรนัก เพียงแต่ตัวข้าลี่กัน มีเกียรติมีศักดิ์ศรี ต่อให้ชราภาพปูนนี้แล้ว ก็ไม่อยากอาศัยชายคาผู้ใดอาศัยโดยมิได้ตอบแทนสิ่งใดให้ ข้าพอมีความรู้ด้านสมุนไพรอยู่บ้าง หากมันสามารถเป็นประโยชน์แก่เจ้าได้บ้าง ตัวข้ายินดีติดตามไปด้วย” แม้จะเผชิญสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนอย่างไม่คาดคิด ลี่กันกลับมิได้เผยท่าทีตื่นตระหนกเท่าไรนัก ตอบกลับด้วยน้ำเสียงสุขุมนุ่มลึก สมกับเป็นผู้เจนจัดประสบการณ์ชีวิต


            “แน่นอนท่านลี่กัน ความรู้ด้านสมุนไพรของท่านย่อมช่วยเหลือกลุ่มกบฏวิหคล่องนภาได้ไม่น้อยแน่”


            “เจ้าหนุ่ม น้ำใจเจ้าช่างประเสริฐยิ่งนัก เช่นนั้นแล้วขอชายชราผู้นี้ได้ร่วมหัวจมท้ายไปด้วย”


            ได้รับคำเยินยอเช่นนี้ จางเหว่ยถึงกับตอบรับไม่ถูก จึงเพียงฉีกรอยยิ้มกว้างกลับมาเท่านั้น จากนั้นเบนสายตา จากชายชราไปยังชายหนุ่มร่างใหญ่ผิวดำที่ยืนห่างไปไม่ไกล ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร 


            “ส่วนเจ้า บอกชื่อเสียงเรียงนามแก่ข้าได้หรือไม่? เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้แล้ว เรื่องที่เจ้ามาจากโลกอื่นไม่จำเป็นต้องปิดบังข้าอีกต่อไป”


            “ฮันเตอร์ ปาร์กเกอร์ คือชื่อของข้า ข้าอยู่อย่างไร้จุดหมายในโลกใบนี้มานานแรมปี เช่นนั้นไม่ว่าจะต้องเสี่ยงตายอีกกี่ครั้ง หากโค่นจักรพรรดิเฟยหลงสำเร็จ แล้วได้กลับบ้าน ข้ายินดีร่วมหัวจมท้ายด้วย” ฮันเตอร์กล่าวตอบด้วยสำเนียงแปร่ง ๆ เล็กน้อย เนื่องเพราะยังใช้ภาษาของจักรวรรดิเหลียนหยางได้ไม่คล่องแคล่วเท่าใดนัก 


            “น้ำใจที่พวกเจ้าไว้ใจข้า ข้าจะตอบแทนให้เป็นแน่ ทว่าตอนนี้เวลาเหลือไม่มากแล้วก่อนรุ่งเช้าจะมาถึง ยิ่งสว่างเท่าไรก็ยิ่งอันตรายเท่านั้น ตามข้ามา ข้าจะนำทางออกจากเมืองไคชุนแห่งนี้เอง แน่นอนว่าทุกย่างก้าวคืออันตรายถึงชีวิต ขอให้ทุกคนระวังตัวอย่างที่สุด” 


            จบประโยค ทั้งสี่ก็พากันสืบเท้าออกไปอย่างว่องไวทว่าเงียบเชียบ สุดท้ายผืนป่าบริเวณกลับคืนสู่ความเงียบสงบอย่างที่ควรจะเป็นโดยสมบูรณ์ 



            


            จากทิศตะวันตกมุ่งสู่ทิศตะวันออก ขณะที่สีดำทะมึนบนท้องนภาเริ่มปรากฏแสงสว่างแต่งแต้มขึ้นทีละนิด  สามบุรุษหนุ่ม หนึ่งชายชรา ลัดเลาะตามแนวป่า ผ่านต้นไม้น้อยใหญ่นับไม่ถ้วน 


            ตอนนี้ทหารนับพันนับหมื่นคงกำลังพลิกแผ่นดินทั่วเกาะไคชุนเพื่อตามล่าตัวพวกเขา จางเหว่ยทราบดีถึงเรื่องนั้น ด้วยเหตุนี้การเดินทางผ่านเส้นทางหลักไม่ต่างอะไรจากการฆ่าตัวตาย เขาจึงเลือกลัดเลาะไปตามแนวป่า ที่แม้จะเสียเวลากว่ามาก แต่ยามนี้คือวิธีที่ปลอดภัยที่สุด


            อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าเส้นทางที่ปลอดภัยจะนำพาไปถึงที่หมายโดยไร้อุปสรรคขวางกั้น ตรงกันข้าม แทบทุกระยะหนึ่งกิโลเมตร พวกเขาจะต้องเผชิญกับกลุ่มทหารจำนวนสิบกว่านาย แต่โชคยังดีที่ส่วนใหญ่พลังปราณอยู่ในระดับนักยุทธ์ผู้ฝึกตน เรียกได้ว่าเป็นทหารชั้นปลายแถวที่สุด ด้วยความต่างชั้นระดับนี้ ทำให้ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที จางเหว่ยก็จัดการปลิดชีพทุกคนเสร็จสิ้น รวดเร็วเกินกว่าที่ใครจะทันได้ส่งสัญญาณเรียกกำลังเสริม


            “อย่าโกรธแค้นข้าเลยนะเจ้าพวกสุนัขรับใช้ หากมีโอกาสพวกเจ้าก็คงฆ่าข้าโดยไม่ลังเลเช่นกัน ฉะนั้นหากจะโกรธ พวกเจ้าจงโกรธตัวเองเถอะที่สมัครใจเป็นสุนัขรับใช้จักรพรรดิเฟยหลง” ขณะที่ลากร่างไร้วิญญาณของเหล่าทหารสู่หลังพงไม้รกชัฏ เพื่ออำพรางร่องรอย มิให้ฝ่ายผู้ล่าล่วงรู้โดยง่ายว่าพวกตนผ่านเส้นทางนี้ จางเหว่ยทอดถอนใจพึมพำ


    ห่างออกไปไม่กี่เมตร อเล็กซ์กับฮันเตอร์ก็กำลังทำแบบเดียวกันอยู่ ฝ่ายแรกสีหน้าค่อนข้างเรียบเฉย ตรงกันข้ามกับฝ่ายหลังที่ยิ่งเห็นยิ่งตื่นตะลึง ตอนนี้ในสมองฮันเตอร์ คำถามมากมายวิ่งวนเวียนกันอย่างจ้าละหวั่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกลุ่มกบฏวิหคล่องนภา ที่ผู้นำกลับดูเป็นชายหนุ่มธรรมดา แลดูอ่อนเยาว์กว่าเขาด้วยซ้ำ แต่กลับพกพาฝีมือแกร่งกล้าเกินประมาณ สิ่งนี้ยิ่งทำให้กลุ่มกบฏวิหคล่องนภาแลดูน่าพิศวงขึ้นหลายส่วน 

            เรื่องกลุ่มกบฏวิหคล่องนภาว่าน่าสงสัยแล้ว แต่นั่นก็เทียบไม่ได้เลยกับความกระหายใคร่รู้ที่มีต่อชายหนุ่มอีกคนหนึ่ง แม้จะยังไม่ได้แนะนำตัว ทำความรู้จักกันอย่างเป็นทางการ แต่จากที่ได้สดับรับฟังผ่านประโยคสนทนาต่าง ๆ หากไม่ผิดพลาดชายหนุ่มผู้นั้นมีนามว่าอเล็กซ์ 


            เพียงแค่ชื่อก็สะกิดใจแล้ว ชื่อเสียงเรียงนามเช่นนี้พบได้เป็นปกติยามที่ยังอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ในโลกใบเดิมของเขา ทว่าในยุทธภพเซี่ยงชานแห่งนี้ นับว่าเป็นสิ่งประหลาดที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน อีกทั้งชายผู้นั้นยังสื่อสารกับเขาเป็นภาษาอังกฤษ และที่สำคัญที่สุดคือล่วงรู้ชื่อที่แท้จริงของเขา สองหูได้ยินชัดไม่ผิดแน่ ชายผู้นั้นเรียกตนว่าฮันเตอร์ 


            ‘หรือจะเป็นคนจากยุคที่เรามีชื่อเสียงแล้วหลุดเข้ามาในโลกนี้ด้วยเหมือนกัน? แต่ในยุคที่เราอยู่ หุ่นยนต์แบบนั้นยังไม่มีให้เห็นแน่ ๆ’ ยิ่งพยายามหาคำตอบ ยิ่งทำให้สงสัยใคร่รู้มากขึ้นอย่างไม่จบสิ้น สุดท้ายฮันเตอร์จึงทอดถอนใจ หยุดฟุ้งซ่าน ก้มหน้าก้มตาลากศพอำพรางต่อไปอย่างเงียบเชียบ ในใจตั้งมั่นว่าหากสถานการณ์คับขันฉากนี้คลี่คลายลงเมื่อไร เขาจะเอ่ยถามทุกสิ่งที่เขาสงสัยให้กระจ่างเป็นแน่ 


            เวลาล่วงผ่านไปราวห้านาที เส้นทางลัดเลาะผืนป่าแคบ ๆ สายหนึ่งที่เคยเกลื่อนกลาดด้วยร่างไร้วิญญาณนับสิบกลับคืนสู่สภาพเดิมอีกครั้ง ไร้ซึ่งร่องรอยบ่งบอกว่าที่นี่เคยเป็นลานประหาร และเมื่อสายตากวาดสำรวจจนแน่ใจ จางเหว่ยเอ่ยจึงเอ่ยขึ้นเนิบ ๆ 


            “ถึงเวลาเดินทางต่อแล้ว”


    คล้ายกับเรื่อง10 พลิกฟ้าสยบจอมราชัน ที่คุณอ่าน