เมื่อเวลาผ่านไปราวๆ 1 ชั่วยาม บรรดาสมาชิกในครอบครัวของไป๋หลิน ก็ได้ทยอยกันกลับมา เพื่อรวมตัวกันเช่นเดิม
แต่คนสุดท้ายที่กลับมา คือ พี่สาวสุดที่รักของนาง ที่กลับมาพร้อมรอยยิ้มอย่างคนที่เปี่ยมไปด้วยความสุข ั์ตาเป็ประกายอย่างคนอารมณ์ดี
"พี่หญิงไปทำอะไรมาหรือเ้าคะ ไยจึงดูอารมณ์ดีเช่นนี้ "
ไป๋หลินนางถามออกไปอย่างอดสงสัยไม่ได้ในท่าทีที่พี่สาวของนางแสดงออกมา
" ไม่มีอะไรหรอก น้องหญิง พี่หญิงของเ้าแค่เล่นจุดตะเกียงไฟ เพียงเท่านั้นเอง "
" มันคือการละเล่นชนิดใดหรือเ้าค่ะ น้องไม่เคยได้ยิน มาก่อนเลยเ้าค่ะ "
" เอาน่ะ !!! ประเดี๋ยวเ้าก็รู้เอง รับรองว่าเ้าจะต้องชื่นชอบมันอย่างแน่นอน "
" พ่อว่าเราออกเดินทางกันเถอะ ประเดี๋ยวออกช้า เราจะได้พักแรมกลางป่ามันจะค่อนข้างอันตราย "
หลังจากที่เหยี่ยนจิ่งกล่าวจบ เขาก็ได้ให้สัญญาณ กับ ตงตง หนุ่มน้อยคนบังคับเกวียนให้บังคับเกวียน มุ่งหน้าออกจากแคว้นลงสู่ทางทิศใต้ ในขณะที่เกวียนของพวกเขาได้เคลื่อนผ่าน ประตูทางเข้าแคว้นหลิงไปได้ราวๆ 1 เค่อ
ภายในเมืองหลวงของแคว้นหลิง ในยามนี้ มี ชาวบ้านออกมาจับจ่ายใช้สอยกัน เป็จำนวนมาก เนื่องจากใกล้จะเข้าฤดูหนาวแล้ว
ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่เริ่มกักตุนอาหาร เครื่องนุ่งห่มกันเป็จำนวนมาก ทำให้ถนนที่เคยกว้างก็แคบถนัดตา บรรดาร้านรวงต่างๆก็แข่งกันเรียกลูกค้า ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว
เหลาอาหารต่างๆก็มีการจัด การแสดงดีดผีผา และ กู่เจิง ของสาวงามเพื่อดึงดูดเหล่าคุณชายทั้งหลายให้มาใช้บริการเหลาอาหารของตน นับว่าเป็สีสันของแคว้นหลิงในยามนี้ก็ว่าได้
" เอ๊ะ !!! นั่นควันอะไรอ่ะ "
เสียงชาวบ้านผู้หนึ่งะโออกมาเนื่องจากเขาสังเกตเห็นว่า มีกลุ่มควันค่อนข้างที่จะหนาแน่นลอยตัวขึ้นมาจากร้านแห่งหนึ่ง ซึ่งต่อมาก็มีกลิ่นไหม้ค่อนข้างที่จะรุนแรงตามมาสมทบอีกที
หลังจากมีผู้หนึ่งทักขึ้น ก็ย่อมมีคนที่สองตามมา ผู้คนมากมายที่อยู่โดยรอบจึงเดินไปตามทิศทางที่กลุ่มควันลอยขึ้นมา จนพวกเขาพบกับร้านแพรพรรณร้านหนึ่ง
ร้านแห่งนี้มีชื่อว่า " ร้านแพรพรรณตระกูลฝู " หลังจากเกิดเื่ได้ไม่นาน หลงจู๊ประจำร้าน ก็ได้เรียกรวมเหล่าบรรดาบ่าวรับใช้มาช่วยกันดับเพลิง กว่าจะควบคุมเพลิงไว้ได้ก็ใช้เวลาไปร่วม 2 ชั่วยาม
โดยต้นเพลิงได้เกิดขึ้นที่ชั้น 2 ของร้าน ซึ่งเป็ห้องที่ใช้เก็บ ของมีค่า ผ้าหายาก ความเสียหายของตระกูลฝูที่ได้รับในวันนี้ จึงค่อนข้างสาหัสเลยทีเดียว
นับว่าจิงหยูนางเอาคืนได้อย่างเจ็บแสบพอสมควร
ตลอดระยะเวลาออก เดินทางมา ตงตง นับว่าทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม เขาไม่ถามหรือสงสัยใดๆในเส้นทางที่ครอบครัวของนายจ้างที่ได้เลือกในการเดินทาง เนื่องจากปกติหากคนส่วนใหญ่้าเดินทางลงไปยังทางใต้ของแคว้น
พวกเขามักจะใช้เส้นทางสายหลักเป็เส้นทางการเดินทางปกติ แต่ทว่าครอบครัวของนาง กลับเลือกเส้นทางรองในการเดินทาง โดยที่ตัวของไป๋หลินเองก็ยังสงสัยเช่นเดียวกัน
" ท่านพ่อ ท่านแม่เ้าคะ ทำไมเราถึงใช้เส้นทางรองในการเดินทางหรือเ้าคะ เหตุใดเราจึงไม่ไปทางหลัก หากเราไปทางสายหลักมันน่าจะเดินทางเร็วกว่ากันนะเ้าคะ "
เสียงหวานใสเอ่ยถามอย่างนึกสงสัย
" พ่อคิดว่าทางสายหลัก ถึงแม้ว่าจะไว แต่เราก็เสี่ยงที่จะเจอกับกองโจรดักปล้นระหว่างทาง ถึงแม้เราจะเดินทางด้วยเกวียนเราก็ประมาทไม่ได้เด็ดขาด "
" ดังเช่นนายท่านว่าขอรับคุณหนู ข้าน้อยเคยเดินทางไปทางใต้ 3 ถึง 5 ครั้งแล้วขอรับ แต่ว่า 3 ใน 5 ครั้ง กองคาราวานที่ข้าน้อยเดินทางไปด้วย ถูกดักปล้นทั้ง 3 ครั้งเลยขอรับ โชคดีที่พวกเขามีทหารรับจ้างไปด้วย ทำให้ข้าน้อยไม่เป็อะไร แต่ทว่าบิดาและมารดาของข้าเสียชีวิตเหตุการณ์ในครั้งล่าสุดขอรับ "
ตงตง กล่าวพร้อมระลึกถึงความหลัง หากครั้งนั้น เขาไม่ดื้อ ขอติดตามบิดาและมารดามาด้วย บิดาและมารดาของเขาอาจจะหนีเอาตัวรอดได้ เมื่อคิดถึงจุดนี้ ดวงตาของเขาก็คลอไปด้วยหยาดน้ำตา
ตงตง จัดเป็บุรุษใบหน้าคมคายผู้หนึ่ง ร่างกายสมส่วน สมดังชายชาตรี มีมัดกล้ามตามที่ควรจะมี ผมของเขายาวถึงกลางหลัง โดยใช้ผ้ามัดไว้ รวบขึ้นไปเป็หางม้า แม้ใบหน้าอาจจะดูมอมแมมในยามนี้ แต่ทว่าก็ยังคงน่ามอง เขาดูเป็คนมีความจริงใจและซื่อสัตย์คนนึงเลยทีเดียว
" เออ .... พี่ตงตงเ้าค่ะ ข้าขอถามท่านหน่อยได้ไหมเ้าคะ แล้วตอนนี้ท่านพักอาศัยอยู่กับใคร และทำอะไรอยู่หรือเ้าค่ะ "
" คุณหนูอย่าเรียกข้าว่าท่านเลยขอรับ เรียกข้าว่าตงตง ก็พอขอรับ ข้าน้อยเป็เพียงแค่ชาวบ้านที่รับจ้าง ขายแรงงานหาเช้ากินค่ำ มิบังอาจให้คุณหนูเรียกว่าท่านได้หลอกขอรับ ตอนนี้ข้ากำพร้า อยู่ตัวคนเดียว หาเลี้ยงตนเองโดยใช้แรงแลกค่าจ้างขอรับ อีกอย่างนะขอรับ พลังปราณของข้าน้อยอยู่เพียงระดับ แม่ทัพขั้นกลางเพียงเท่านั้น คนจ้างงานจึงไม่ค่อยที่จะจ้างให้ข้าคุ้มกันสิ่งของ งานของข้าน้อยจึงมีแค่เพียงรับจ้างขับเกวียน ซึ่งเป็มรดกชิ้นสุดท้ายที่บิดาและมารดาข้าน้อยได้ทิ้งไว้ให้ เพื่อหาเลี้ยงชีพขอรับ "
โดยปกติทหารรับจ้างหรือว่าทาสที่มีหน้าคุ้มกัน ระดับต่ำสุดอยู่ที่ราชันขั้นกลาง..
ตงตงน้อยยิ่งกล่าวก็ยิ่งรู้สึกเศร้าใจที่หลายปีมานี้ ไม่ว่าเขาจะพยายามที่จะทะลวงลมปราณขึ้นสู่ระดับ่ขั้นที่สูงขึ้นมากเท่าไหร่ แต่ทำยังไงเขาก็ไม่สามารถเลื่อนขั้นขึ้นมาได้
เพราะในชนชั้นของแรงงานนั้น การเลื่อนขั้นของพลังลมปราณมันคือเื่เพ้อฝัน ในแต่ละลำดับขั้น ต้องใช้โอสถและทรัพยากรหินปราณค่อนข้างมาก
" แล้วท่านสนใจมาติดตามครอบครัวของข้าหรือไม่เ้าคะ หากท่านสนใจมาติดตามครอบครัวของข้า แน่นอนว่าข้าย่อมสนับสนุนท่านให้เลื่อนระดับขั้นแน่นอน เพราะหากคนของข้าเก่ง มันย่อมหมายถึงความปลอดภัยของข้าที่เพิ่มมากขึ้น และอีกอย่าง ท่านแม่ของข้าคือผู้ปรุงโอสถ ท่านไม่ต้องกังวลเื่โอสถ ว่าจะไม่มีให้ท่านใช้ในการเลื่อนระดับ มันไม่ยากสำหรับผู้ปรุงโอสถ "
หลังจากไป๋หลินได้กล่าวจบ นางก็ไม่ได้ถามเพื่อที่จะเร่งเอาคำตอบ แต่นางได้ปล่อยให้เวลาผ่านไปช้าๆ เพราะนางยังต้องเดินทางร่วมกันอีกหลายวัน นางจะค่อยๆพูดกล่อมไปเรื่อยๆๆ
น้ำหยดทุกวันหินมันยังกร่อน นับประสาอะไรกับใจคนจะแข็งได้สักกี่น้ำ!!!
หลังจากที่ผ่านประตูทางเข้าแคว้น ได้สักพักใหญ่ๆ จับเวลาก็น่าจะได้ราวๆ 4 ชั่วยาม ที่พวกเขาเดินทางมา ถึงแม้นว่าเกรียนจะไม่ได้สะดวกสบายมากนัก
แต่ในตอนนี้ถือว่าดีที่สุดสำหรับครอบครัวนางแล้ว ในตอนนี้เกวียนค่อนข้างจะทำความเร็วได้คงที่
อาชาสีหมอกเริ่มวิ่งได้เต็มฝีเท้า เพราะในตอนนี้พวกเขาได้เข้าสู่เขตผืนป่าแล้ว ป่านี้ค่อนข้างที่จะกว้างใหญ่
หลังจากที่นั่งอยู่บนเกวียน มาเป็เวลาที่ค่อนข้างนาน ความปวดเมื่อยตามตัวเริ่มมากขึ้น ซื่ออิ่ง จึงเสนอให้พักแรมกันกลางป่าใกล้กับลำธาร
เนื่องจากในตอนนี้ได้พลบค่ำแล้ว เดินทางในตอนกลางคืนมันย่อมจะมีอันตรายแน่นอน เพราะสัตว์อสูรส่วนใหญ่มักออกล่าในเวลากลางคืน
หลังจากพวกเขาตั้งกระโจมเพื่อพักผ่อนและแยกชายหญิงออกจากกันแล้วนั้น เหยี่ยนจิ่ง ก็ได้ลงอักขระ ป้องกันแบบง่ายๆ เพื่อป้องกันสัตว์อสูรโจมตีซึ่งเป็อักขระแบบง่ายๆที่นักล่าอสูรทุกคน ต้องเขียนเป็จึงจะสามารถสอบเป็นักล่าอสูรได้
ในค่ำคืนที่ท้องฟ้าไร้ซึ่งดวงดาว ความมืดมิดก็มาเยือน จากเสียงป่าที่เคยเงียบสงบ พลันรอบด้านก็มีเสียงสัตว์อสูรทั้งหลายดังขึ้นมา บ้างโหยหวน บ้างขู่คำราม สลับกันไปมา นับว่าเป็สีสันของพงไพรในยามค่ำคืน...
ในคืนนี้นางขอนอนคนเดียว หลังจากทุกคนแยกย้ายไปพักผ่อน ไป๋หลิน ก็ได้นั่งขัดสมาธิ อยู่บนที่นอน พลางกำหนดจิตเพื่อสำรวจร่างกายของตน อยู่ๆนางก็รู้สึกร้อนที่ช่องท้องราวกับมีใครเอาไฟมาจี้
นางอดทนที่จะไม่ส่งเสียง กรีดร้องออกมา พยายามประคองสติคิดถึงเื่การรวบรวมพลังปราณบริสุทธิ์ที่อยู่รอบๆกายเพื่อเข้าสู่ จุดตันเถียนของนาง ตามที่เคยอ่านตามตำราต่างๆมา เหงื่อเริ่มผุดออกมาตามใบหน้างาม และลำคอของนาง ชุดที่นางใส่ตอนนี้เปียกลู่แนบเนื้อของนาง
อากาศโดยรอบคล้ายถูกดูดเข้าไปที่ตัวนาง ตอนนี้นางััได้ถึงพลังปราณรอบๆกายได้แล้วว หลังจากดููดซับพลังปราณเข้าไป ในจุดที่นางรู้สึกร้อนใน ตอนแรกตอนนี้กลับรู้สึกอุ่นๆและรู้สึกว่ามันค่อยๆเป็รูปเป็ร่างมากยิ่งขึ้น จนในที่สุดกลายเป็ผลึกสีขาวบริสุทธิ์ส่องแสงสีทองออกมาอ่อนๆๆก่อนที่นางจะได้ยินเสียงในหัว
" ปัง ปัง ปัง " เสียงนั้นยังคงดังต่อเนื่องไม่รู้กี่รอบจนนางเลิกที่จะใส่ใจกับมัน
#ก่อกำเนิดขั้นกลาง#
ในตอนนี้ร่างของนางได้ขับเมือก สีดำออกมา เป็จำนวนมาก ซึ่งมันคือของเสียที่สะสมอยู่ในร่างกายของนาง และ ส่งกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งไปหมด จนนางแทบจะอาเจียนมันออกมา
นางหลับตาสำรวจ ตันเถียนของตนเองอย่างรู้สึกพึงพอใจที่ในที่สุดนางก็มีพลังปราณ โดยก่อนหน้านี้ที่ร่างเก่าไม่สามารถฝึกพลังปราณได้ก็เพราะว่า ดวงจิตของร่างกายเราไม่แข็งแรงพอที่จะเปิดผนึกจิตเทพ ซึ่งผลึกจิตเทพกับตันเถียนของร่างนี้เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน
แต่พอนางสามารถเปิดผนึกจิตเทพได้ทำให้นางสามารถที่จะเข้าถึงในจุดของตันเถียน และในที่สุดนางทำสำเร็จ หลังจากนั่งมานานถึง 2 ชั่วยาม ซึ่งเหลืออีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะเช้าแล้ว
นางได้ลุกออกจากกระโจมเพื่อที่จะไปชำระร่างกายที่ลำธาร เนื่องจากสภาพในตอนนี้นอกจากเมือกสีดำที่ครอบคลุมของร่างของนางทั้งหมดแล้ว ยังมีกลิ่นเหม็นที่นางรับไม่ได้จิงๆ โชคดีที่วันนี้ นางนอนในกระโจมนี้เพียงผู้เดียว
ไป๋หลินแอบออกจากกระโจมอย่างเงียบๆใช้เวลาราวๆ1จิบชาก็ถึงบนบริเวณลำธาร นางเปลื้องชุดออกและค่อยๆลงไปชำระล้างร่างกายของนาง ด้วยความสดชื่น นางรู้สึกถึงพลังในทุกส่วนของร่างกาย ผิวที่ขาวอยู่แล้วกลับขาวกว่าเก่า ดูนุ่มลื่นน่าัั ขณะที่นางกำลังสำรวจร่างกายว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง
" สวบ สวบ สวบ "
"หงิง หงิง .....หงิง"
หูของนางได้ยินเสียงเหมือนอะไรอยู่แถวๆกองหญ้าด้านหน้า นางไม่รอช้า รีบลุกขึ้น สวมเสื้อผ้าที่เตรียมไว้อย่างไวแล้วเดินไปยังจุดที่ได้ยินเสียง นางเดินตามไปจนเจอรอยเื
แต่มันใช่เืแน่หรอ ทำไมมันมีสีเงิน นางเดินตามไปเรื่อยๆๆ จนเสียงร้องแ่ๆยังคงดังมาเรื่อยๆ
เมื่อนางเดินมาสุดทางนางเจอโพรงที่ค่อนข้างใหญ่ หน้าโพรงมีรอยเท้าของสัตว์สี่เท้า มีรอยเื มากกว่าตรงที่นางเห็นก่อนหน้านี้ นางเดินเข้าไปเรื่อยๆจนพบกับ.......
หมาป่าตัวหนึ่งนอนอยู่ข้างในด้วยสภาพแผลเหวอะหวะ มีรอยเขี้ยว และ กรงเล็บ มากมาย แต่ที่สาหัสน่าจะ่คอที่มีรอยกัดค่อนข้างลึกทุกลมหายใจที่แ่เบาลงเรื่อยๆของหมาป่าตัวั์ จะมีเืไหลออกจากรอยแผลนั้น
ถามว่านางกลัวไหม ตอบได้เลยว่านางกลัวมากกก แต่ทว่าขาของนางกลับก้าวไปอยู่ตรงหน้าหมาป่าตัวนั้นั้แ่เมื่อไหร่ นางก็ไม่ทราบได้
มือที่สั่นเทาของนางลูบไปที่หัวของมันอย่างเบาๆ คล้ายถูกมนต์สะกด พลันสายตาของหมาป่าตัวนั่น ก็จับจ้องมาที่นาง
ก่อนที่นางจะรู้สึกตัว นางก็รู้สึก เจ็บที่ปลายนิ้วของนาง เืของนางไหลออกมาจากปลายนิ้วและหยดลงที่หัวของหมาป่าั์ตนนั้น.....