[จบ] ยอดหมอพลิกแผ่นดิน

    บทที่ 46 พวกเราไม่แต่งงานได้หรือไม่?

    บทที่ 46 พวกเราไม่แต่งงานได้หรือไม่?


    “ง่ายเช่นนี้เลยหรือ?”


    หวงเฟิงเหนียนถามอย่างสงสัย “ท่านไม่มีข้อเรียกร้องอื่นแล้วรึ?”


    “ไม่มี”


    จ้าวผิงกล่าว “ท่านริบทรัพย์ตระกูลเฝิงแล้ว สามารถยกสมุนไพรให้ข้าได้หรือไม่?”


    หวงเฟิงเหนียนงุนงงกว่าเดิม “ท่านจะเอาสมุนไพรมากมายไปทำอะไร?”


    “นายอำเภอหวง นี่จะเป็นผลงานใหญ่อีกชิ้น”


    จ้าวผิงพูด “ตอนนี้เป็นช่วงเก็บเกี่ยว แต่กลับมีฝนตกหนัก ชาวบ้านต้องเร่งเกี่ยวข้าวกลางสายฝน ร่างกายเปียกปอนไม่เคยแห้งสนิทเลยสักวัน”


    “หากเป็นเช่นนี้ต่อไปจะต้องเป็นหวัดเพราะลมเย็นอย่างแน่นอน หากติดต่อกันเป็นวงกว้างก็อาจพัฒนาไปเป็นโรคระบาดได้”


    “ถ้าท่านป้องกันล่วงหน้าก็จะสามารถลดจำนวนคนป่วยลงได้ แม้จะมีคนที่อ่อนแอไม่สบายเพราะตากฝน แต่หากมีสมุนไพรเตรียมพร้อมไว้ก็สามารถรักษาให้หายขาด ไม่ถึงกับแพร่เชื้อติดต่อกันจนกลายเป็นโรคระบาด”


    “นี่ก็คือผลงานชิ้นใหญ่ไม่ใช่หรือ”


    “มีผลงานใหญ่สองชิ้นนี้ เกรงว่าข้าอาจได้เปลี่ยนไปเรียกนายอำเภอหวงว่าเจ้าเมืองหวงแทนกระมัง”


    “นี่…”


    หวงเฟิงเหนียนลังเล


    จ้าวผิงพูดต่อไป “นายอำเภอหวง ยังไม่ต้องสนใจเรื่องโรคระบาดก็ได้ ท่านแค่ส่งสมุนไพรของตระกูลเฝิงมาให้ข้าก่อนก็พอ นั่นคงไม่ได้มีราคาค่างวดสักเท่าไร”


    เรื่องนี้หวงเฟิงเหนียนไม่มีความเห็นแย้ง


    เขาเป็นนายอำเภอ ไม่ใช่หมอ ถึงจะได้สมุนไพรมาก็ไม่อาจนำไปขาย


    มิสู้ยกให้จ้าวผิงเป็นการผูกน้ำใจกันไว้ดีกว่า


    หวงเฟิงเหนียนจึงตอบตกลง


    เวลาล่วงเลยมาถึงตอนเที่ยง หวงเฟิงเหนียนชวนจ้าวผิงอยู่กินข้าวด้วยกัน จ้าวผิงเองก็ไม่ได้ปฏิเสธ


    เพื่อแสดงให้เห็นถึงความซื่อสัตย์สุจริตของตัวเอง อาหารของหวงเฟิงเหนียนจึงเรียบง่ายอย่างมาก


    โจ๊กกับผักสดและยังมีหมั่นโถวอีกหลายชิ้น


    จ้าวผิงกลืนของเหล่านั้นลงคออย่างยากลำบาก กินไปได้ไม่กี่คำก็ไม่นึกอยากกินต่อ


    ยามนั้นมีมือปราบมารายงานว่าริบทรัพย์สินบ้านเฝิงเจิ้งชูเรียบร้อย ข้าวของล้วนขนมาที่จวนว่าการทั้งหมด รอให้หวงเฟิงเหนียนตรวจสอบ


    แค่เงินก็มีเกือบหมื่นตำลึงแล้ว อีกทั้งยังมีเครื่องประดับนานาชนิด ของล้ำค่าหายาก โฉนดที่ดินและที่นา รวมกันแล้วเกรงว่าคงมากกว่าหนึ่งหมื่นห้าพันตำลึงเงิน


    นั่นทำเอาหวงเฟิงเหนียนดีใจจนเนื้อเต้น


    จึงทำสำเนาเอกสารทางการขึ้นมาอีกฉบับเพื่อรื้อฟื้นคดีตระกูลเวินแห่งหมู่บ้านเฉียนเหมินมาพิจารณาใหม่


    ทั้งยังออกประกาศราชการ


    เนื้อหายืดยาว แต่ความหมายกลับเรียบง่ายเป็นอย่างมาก


    เฝิงเจิ้งชูโลภในทรัพย์สินตระกูลเวิน วางแผนใส่ร้าย ทำให้นายอำเภอคนก่อนเข้าใจผิดจนสั่งประหารคนตระกูลเวินทั้งหมด


    จากสถานะ ‘นักโทษหลบหนี’ ให้คืนสู่สถานะราษฎร ไม่ต้องเป็นทาสอีกต่อไป 


    ทั้งยังยอมรับความผิดพลาด เป็นฝ่ายขอขมาตระกูลเวิน บอกว่าตนเองรู้ความจริงช้าไปทำให้ตระกูลเวินถูกใส่ร้ายมานานหลายปี


    แถมยังลดภาษีให้หมู่บ้านเฉียนเหมินกลับไปเท่ากับตอนก่อนเกิดเรื่องอีก


    ภายภาคหน้าให้เสียภาษีเท่ากับหมู่บ้านอื่น ๆ


    เมื่อประกาศนี้ถูกนำไปติด บวกกับคำอธิบายของคนรู้หนังสือก็ทำให้เกิดกระแสฮือฮาขึ้นมา


    ทุกคนล้วนชมเชยหวงเฟิงเหนียนว่าเป็นขุนนางผู้ซื่อสัตย์และเที่ยงธรรม


    โดยเฉพาะชาวบ้านหมู่บ้านเฉียนเหมิน พวกเขาต่างคุกเข่าลง โขกศีรษะด้วยความซาบซึ้ง แม้กระทั่งตั้งป้ายยกย่องให้อายุยืนแก่หวงเฟิงเหนียนอีกต่างหาก


    ทำเอาหวงเฟิงเหนียนดีใจจนตัวลอย


    ความรู้สึกแบบนี้ช่างดีงามเสียจริง


    แค่ขยับมือเล็กน้อยก็สามารถได้รับความเคารพเทิดทูนจากชาวบ้านแล้ว


    ทำไมข้าถึงไม่ทำให้เร็วกว่านี้นะ?


    ยังคงเป็นจ้าวผิงที่ฉลาดปราดเปรื่อง สามารถคิดวิธีการนี้สร้างความดีความชอบให้ได้


    เรื่องโรคระบาดที่เขาพูดถึง… 


    หวงเฟิงเหนียนเริ่มหวั่นไหวแล้ว


    เมื่อเห็นจ้าวผิงเดินไปทางรถม้าที่บรรทุกสมุนไพรของตระกูลเฝิง นอกจากจะไม่ขัดขวางแล้ว หวงเฟิงเหนียนยังออกตัวว่าถ้าสมุนไพรไม่พอก็ให้มาขอที่จวนว่าการ เขาจะช่วยจัดหาให้


    จ้าวผิงเองก็พยักหน้าตอบรับอย่างไม่เกรงใจ


    สมุนไพรของตระกูลเฝิงมีน้อยเกินไป รวมทั้งหมดยังไม่เต็มคันรถด้วยซ้ำ


    อย่างไรก็ตาม แม้มีจำนวนไม่มากแต่ก็มีหลากหลาย สมุนไพรต่าง ๆ ล้วนมีพร้อมพรัก แทบจะเรียกได้ว่าครอบคลุมรอบด้าน น่าเสียดายที่มีน้อยเกินไป


    โดยเฉพาะสมุนไพรสำหรับรักษาหวัดจากลมเย็น มีเพียงแค่พอต้มยาได้ไม่กี่ถังเท่านั้น


    จ้าวผิงรับมาทั้งหมดโดยไม่เกรงใจ


    อย่างไรก็ดีกว่าไม่มี


    เมื่อมีสมุนไพรเหล่านี้ ไม่แน่ว่าอาจช่วยให้คนหลายสิบคนไม่ต้องล้มป่วยก็เป็นได้


    ในเมื่อหวงเฟิงเหนียนยังหยิบยื่นน้ำใจ บอกว่าจะช่วยซื้อสมุนไพรให้เขา จ้าวผิงย่อมรับไว้ด้วยความยินดี


    รอจนขนสมุนไพรขึ้นรถม้าเสร็จ จ้าวผิงก็ฉีกเอาป้ายประกาศใบหนึ่งติดมือมา ก่อนขึ้นไปนั่งบนรถม้าตรงกลับหมู่บ้านซีผิง


    หวงเฟิงเหนียนมองส่งเขา ลอบชมเชยในใจว่าคนผู้นี้ไม่ธรรมดา


    อายุยังน้อย แต่กลับเจ้าแผนการมองการณ์ไกลยิ่งนัก


    ใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็สามารถโค่นตระกูลเฝิงลงได้ ทั้งยังสามารถสังหารหมาจิ่วและให้คำแนะนำแก่เขาด้วย


    เพียงทำตามคำแนะนำก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม


    ในใจหวงเฟิงเหนียนพลุ่งพล่าน ครุ่นคิดเล็กน้อยก็สั่งความต่อผู้ใต้บังคับบัญชาว่า “ไปเรียกหลินหัวกับเฉาชิ่งมาที่นี่”


    จ้าวผิงไม่รู้เหตุการณ์ด้านนั้น เมื่อกลับไปถึงหมู่บ้านซีผิงก็ส่งประกาศราชการให้แก่เหวินฮุ่ย


    เหวินฮุ่ยอ่านโดยไม่ข้ามไปแม้แต่ตัวอักษรเดียว


    จากนั้นน้ำตาก็พลันไหลพรากลงมา


    นางตื้นตันใจจนตัวสั่นเทิ้ม โถมเข้าสู่อ้อมอกของจ้าวผิงโดยไม่สนใจคนรอบข้าง พลางปล่อยโฮพูดว่า “ผู้มีพระคุณ ขอบคุณที่ช่วยคืนความบริสุทธิ์ให้ครอบครัวข้า ต่อไปเหวินฮุ่ยคือคนของท่าน ตายไปแล้วก็ยังเป็นผีของท่าน ไม่มีวันทรยศ หากผิดไปจากนี้ขอให้ฟ้าผ่า ไม่ได้ตายดี”


    “เรื่องแค่นี้เอง ไม่จำเป็นต้องพูดถึงขนาดนั้นหรอก”


    จ้าวผิงตบไหล่ปลอบโยนเหวินฮุ่ย แล้วพูดต่อไปว่า “เหวินฮุ่ย ข้าขอคุยบางอย่างกับเจ้าได้หรือไม่?”


    “เรื่องอะไรหรือ?”


    เหวินฮุ่ยเช็ดน้ำตาพลางกล่าว “ผู้มีพระคุณสั่งมาได้เลย ข้าจะทำอย่างเต็มที่”


    “พวกเราไม่แต่งงานได้หรือไม่?”


    จ้าวผิงพูด


    “อะไรนะ?”


    เหวินฮุ่ยนิ่งอึ้งอยู่กับที่ เหม่อมองจ้าวผิงเนิ่นนานก็ยังไม่ได้สติคืนมา


    กลับเป็นหลิ่วเมิ่งหรูเสียอีกที่พอได้ยินวาจานั้นก็คว้าท่อนไม้ชี้ไปทางจ้าวผิงก่อนตวาดว่า “จ้าวผิง ท่านหมายความว่าอย่างไร?”


    “คิดจะขัดขืนรึ?”


    “ท่านลิ้มรสสตรีนางหนึ่งแล้วคิดจะชักดาบอย่างนั้นหรือ?”


    “ไม่แต่งงาน… ท่านคิดจะบีบให้เหวินฮุ่ยตายหรืออย่างไร?”

     

    “ตอนนี้นางเป็นน้องสาวข้า ข้าไม่ยอมให้ท่านรังแกนางแน่”


    หลังจากหลิ่วเมิ่งหรูจัดการหมาจิ่วไปวันนั้น นางก็ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน


    ไม่ใช่ภรรยาตัวน้อยที่ว่าง่ายเชื่อฟังสามีอีกต่อไป แต่กลับมีนิสัยเหมือนนักเลง เอะอะก็คว้าท่อนไม้จะสั่งสอนสามี


    แน่นอน นี่เป็นเพราะได้อยู่ร่วมกับจ้าวผิง ในช่วงหลังมานี้ หลิ่วเมิ่งหรูก็รู้สึกว่าจ้าวผิงเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงเช่นกัน


    ทุกวันก่อนจะนอน นางยังถูกจ้าวผิงกรอกความคิดชายหญิงเท่าเทียมกันใส่หัวอยู่เสมอ


    มิอย่างนั้น นางก็คงไม่กล้าทำเช่นนี้


    เพราะถึงอย่างไรสถานะของผู้หญิงในราชวงศ์ต้าเว่ยก็ยังสู้ผู้ชายไม่ได้


    แต่งให้ไก่ก็ทำตามไก่ แต่งให้สุนัขก็ทำตามสุนัข


    เมื่อออกเรือนแล้วชีวิตก็ขึ้นอยู่กับบ้านสามี


    ต่อให้สามีเอาตัวไปขายก็ทำได้เพียงกล้ำกลืนความทุกข์ลงท้องไปเท่านั้น


    ดีที่จ้าวผิงเป็นคนจากยุคปัจจุบัน แนวคิดชายหญิงเท่าเทียมกันจึงฝังลึกอยู่ในสมอง


    เขาเห็นอย่างนั้นก็แสดงท่าทียอมจำนน “เมิ่งหรู เจ้าฟังข้าอธิบายก่อนได้หรือไม่?”


    “ที่ข้าพูดว่าไม่แต่งงาน หมายถึงไม่จัดพิธีแต่งงานต่างหาก”


    “แต่หนังสือสมรสยังต้องทำอยู่ เมื่อได้หนังสือสมรสมาแล้ว เหวินฮุ่ยก็จะเป็นภรรยาของข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย”


    “ทำไมท่านถึงไม่จัดพิธีแต่งงานเล่าเจ้าคะ?”


    น้ำเสียงของหลิ่วเมิ่งหรูยังคงไม่เป็นมิตร “ตอนนี้เหวินฮุ่ยตัวคนเดียว ข้าก็เหมือนญาติของนาง”


    “ท่านไม่มีแม่สื่อมาสู่ขอ ไม่มีแม้แต่ขบวนรับเจ้าสาวตามธรรมเนียมก็ถือว่าเสียมารยาทมากแล้ว ตอนนี้ยังจะไม่จัดพิธีแต่งงานอีก ในสายตาท่านยังเห็นแก่เหวินฮุ่ยอยู่หรือไม่?”


    “พี่สาวเมิ่งหรู ท่านอย่าเพิ่งใจร้อน พวกเราลองฟังความคิดของสามีกันก่อนเถิด”


    เหวินฮุ่ยดึงมือเกลี้ยกล่อมหลิ่วเมิ่งหรู


    หลิ่วเมิ่งหรูค่อย ๆ ลดท่อนไม้ในมือลง ก่อนถลึงตาใส่จ้าวผิงพลางกล่าวว่า “วันนี้หากท่านไม่พูดออกมาให้ชัด ๆ ข้าจะใช้ไม้หวดบั้นท้ายท่านจนลายเลยคอยดู”


    “เมิ่งหรู เจ้าก็เห็นแล้ว ข้ารักษาโรคให้เถียนโหรว ได้เงินมาหลายร้อยตำลึงเงิน ม้าอีกหลายตัวกับรถม้า เท่านี้ก็ทำให้ใครต่อใครอิจฉาตาร้อนกันแล้ว”


    จ้าวผิงอธิบายพร้อมรอยยิ้มฝืดฝืน “ดูอย่างตระกูลเฝิงเป็นตัวอย่าง”


    “พวกเขาโลภในทรัพย์สิน คิดจะสังหารข้า จึงไปจ้างวานหมาจิ่วมา”


    “หากจัดงานกันใหญ่โต จะไม่ดึงดูดสายตาคนอื่นไปหน่อยหรือ?”


    “หากไปดึงดูดคนไม่ประสงค์ดีมา พวกเราจะรับมือไหวหรือไม่เล่า”


    “เรื่องนี้…”


    หลิ่วเมิ่งหรูพูดไม่ออก


    จ้าวผิงพูดต่อไป “อีกอย่าง บ้านพวกเราก็ยังซอมซ่อ”


    “มีแค่บ้านดินสามห้อง แค่แต่งเหวินฮุ่ยเข้ามาทั้งอย่างนี้ก็เอาเปรียบนางมากแล้ว”


    “นอกจากนั้น เจ้าที่เป็นภรรยาเอก ตอนที่แต่งงานกันยังแค่ไปทำเรื่องที่ศาลาว่าการ ไม่ได้กินเลี้ยงดี ๆ สักมื้อด้วยซ้ำ”


    “เหวินฮุ่ยเป็นภรรยาคนที่สอง งานแต่งของนางจะจัดใหญ่โตกว่าเจ้าได้อย่างไร แบบนี้มิเท่ากับลำดับความสำคัญผิดหรอกรึ?”


    “ท่านคิดว่าควรทำอย่างไรเล่า?”


    หลิ่วเมิ่งหรูยังอยากเรียกร้องความเป็นธรรมแทนเหวินฮุ่ยอยู่


    “รอก่อนเถอะ”


    จ้าวผิงพูด “รอให้พวกเราแข็งแกร่งกว่านี้ รอจนพวกเราสร้างบ้านใหม่เสร็จ มีกำลังปกป้องตัวเองได้ก่อน ข้าไม่เพียงแต่จะจัดงานแต่งให้เหวินฮุ่ยอย่างยิ่งใหญ่ เพราะถึงตอนนั้นยังจะจัดงานแต่งให้เจ้าด้วย มีเพียงพวกเราจัดพิธีแต่งงานครั้งใหญ่เป็นการชดเชย แบบนี้ถึงจะไม่ผิดต่อเจ้า”


    “เหวินฮุ่ย เจ้าคิดว่าอย่างไร?”


    หลิ่วเมิ่งหรูหันไปถามเหวินฮุ่ย


    เหวินฮุ่ยไร้ความเห็น


    ตอนนี้นางเป็นคนของจ้าวผิงแล้ว จะจัดหรือไม่จัดพิธีก็ได้ทั้งนั้น


    ขอแค่จ้าวผิงไม่ทอดทิ้งนาง ต่อให้เป็นเพียงสาวใช้คอยปรนนิบัติ นางก็ยินดี


    “อย่างนั้นข้าก็ไม่เห็นแย้งเหมือนกัน”


    หลิ่วเมิ่งหรูพูดยิ้ม ๆ


    ท่าทางเอาเรื่องของนางสลายไป กลับไปมีท่าทางเหมือนภรรยาตัวน้อยคนเดิมอีกครั้ง


    หลิ่วเมิ่งหรูมุดเข้าไปในอ้อมอกของจ้าวผิง ถูไถหน้าบนอกสามี เอ่ยตำหนิว่า “สามี ท่านชั่วร้ายจริง ๆ เรื่องแบบนี้ทำไมถึงไม่คุยกับข้าก่อน จู่ ๆ ท่านก็พูดขึ้นมาแบบนั้น ข้าเกือบเข้าใจผิดแล้ว”


    “ฮ่า ๆ ๆ ก็เพราะอยากให้พวกเจ้าประหลาดใจอย่างไรเล่า”


    จ้าวผิงยิ้มพูด “แต่เจ้าปฏิเสธเสียงแข็งเช่นนี้ ความประหลาดใจก็ไม่เหลือแล้ว”


    “ไม่เหลือก็ช่างปะไร”


    หลิ่วเมิ่งหรูกล่าวอย่างไม่ใส่ใจนัก “พวกข้าเป็นสตรี แค่บ้านสามีไม่กดขี่ข่มเหง สามารถใช้ชีวิตอย่างสงบได้ก็นับว่าเป็นวาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว”


    “จริงสิ สามี… เมื่อไหร่พวกเราถึงจะแข็งแกร่งขึ้นงั้นหรือ?”


    “ปล่อยให้รอนานเกินไปไม่ได้นะ หากต้องรออีกหลายปี พวกข้าคงกลายเป็นสาวแก่ ถ้ายังจะต้องไปเป็นเจ้าสาวอีก คงถูกคนหัวเราะจนฟันร่วงกันพอดี”


    “ไม่นานหรอก”


    จ้าวผิงพูด “เจ้าช่วยเหวินฮุ่ยต้มยานะ ข้าจะไปวางแผนเดี๋ยวนี้เลย”