บทที่ 43 เสือตัวใหญ่และจุดเปลี่ยน
สิ่งมีชีวิตที่เสียงดังที่สุดนอกจากผู้หญิงแล้วก็เห็นจะมีเด็กนี่แหละ ที่เสียงดังพอ ๆ กัน
ภูเขาเขียวขจี เงียบสงบ เย็นสบาย
สิ่งที่ทำลายความเงียบคือกลุ่มเด็ก
“หน่วนเป่า สุนัขของเจ้าตัวใหญ่มาก” เด็กชื่อเอ้อร์ม่านพูดด้วยน้ำเสียงปนอิจฉา ดวงตาของเขาไม่เคยละสายตาไปจากต้าไป๋เลยตลอดทาง
สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือถ้าหน่วนเป่าไม่ได้นั่งอยู่บนตัวต้าไป๋ ตัวเขาก็คงถูกหมาป่าขาวอารมณ์ร้ายกัดเป็นสองท่อนไปแล้ว
หลิวเกิ่นเซิงหันไปมองอย่างนึกดูถูก “เจ้าตาถั่วหรืออย่างไร นั่นคือหมาป่า”
“หมาป่า!”
“แม่เจ้าโว๊ยยย!”
“เอ้อร์ม่าน ไม่ใช่ว่าพ่อเจ้าเคยพาเจ้าเข้าป่าไปดูหมาป่าหรอกเหรอ” คนที่พูดยุยง เอ่ยเสียงแซะออกมา
ขณะนั้น หมาป่าขาวกำลังจ้องมองเอ้อร์ม่าน ทำให้เด็กน้อยเงียบไปด้วยไม่กล้าพูดอะไรสักคำ
แม้ว่าเด็ก ๆ เหล่านี้จะเล่นกัน แต่ก็ยังแบกตะกร้าไว้บนหลัง หากพบของดี ๆ จะได้หยิบกลับไปได้
“เห็นเกิ่นเซิงรวมถึงใคร ๆ ก็ต่างบอกว่าเจ้าเป็นคนโชคดี แต่ข้าไม่เชื่อหรอก ถ้าครั้งนี้เจ้าสามารถเก็บของดี ๆ มาได้ ครั้งหน้าข้าจะพาเจ้าไปเล่นด้วย ไม่เช่นนั้นเราก็จะทิ้งเจ้าไว้ให้อยู่ตรงนี้”
คนที่พูด ก็คือคนที่พูดยุยงเมื่อครู่นี้ และเขาก็เป็นเด็กของครอบครัวที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับแม่เฒ่าเหยา
แม้ว่าใบหน้าจะงดงามตามสัดส่วน แต่เมื่อเขาเปิดปากพูด ฟันหยักของเขาที่โผล่ออกมากลับชวนให้ไม่น่ามอง
หลิวเกิ่นเซิงไม่คาดคิดว่าชวนจื่อจะพูดจารุนแรงขนาดนี้ ทั้งที่ชวนจื่ออายุมากที่สุด ซึ่งก็คือแปดขวบ อายุเท่ากับจาวตี้
เด็กชายรีบจัดลำดับคำศัพท์อยู่ในใจอย่างรวดเร็ว แต่หน่วนเป่าเร็วกว่า นางเหลือบมองคนที่ชื่อชวนจื่อด้วยสายตาแปลก ๆ “ความหมายของเจ้าก็คือจะเอาเปรียบผู้อื่น และรังแกหน่วนเป่าสินะ”
“เจ้าเล่นกับทุกคนเพียงเพื่อเอาเปรียบพวกเขาอย่างนั้นหรือ เจ้ามันแย่มาก”
หลิวเกิ่นเซิงและเด็กคนอื่น ๆ ไม่ได้พูดอะไร แต่พวกเขาก็คิดแบบนั้นเช่นกัน ก่อนเป็นหลิวเกิ่นเซิงที่ยกมือขึ้น เพื่อบอกให้ทุกคนหยุดเดิน
“ชวนจื่อ เจ้ากลับไปเถอะ” แม้ว่าหลิวเกิ่นเซิงอายุน้อยกว่า แต่เพราะปู่ของเขาคือหลี่เจิ้ง และในหมู่เด็ก ๆ เขาก็เป็นเหมือนกับผู้นำ
แม้แต่เด็กที่อายุมากกว่าส่วนใหญ่จึงไม่กล้าเมินเฉย
ใบหน้าของชวนจื่อเปลี่ยนเป็นสีแดง หันหลังกลับและเดินจากไป เขาโกรธมากจนสาปแช่งออกมา “ระวังจะไปเจอเสือยักษ์ล่ะ”
หน่วนเป่าทำหน้าภูมิใจ “ได้เจอแน่ แต่เจ้าคงไม่ได้เจอ”
ทันทีที่ชวนจื่อจากไป บรรยากาศของทุกคนก็กลับมาครื้นเครงกันอีกครั้ง
พวกเขาทั้งหมดล้วนถือเป็นพี่ชายตัวน้อย ที่ห่วงใยหน่วนเป่ามากและคอยดูแลนางตลอดทาง
เมื่อเจอเห็ดหรืออะไรก็ตามระหว่างทาง พวกเขาจะเก็บมันขึ้นมา และนอกจากจะเก็บให้ตัวเอง พวกเขายังแบ่งให้หน่วนเป่าหนึ่งชิ้นด้วย
“หยุดก่อน ตรงนั้น” หน่วนเป่าเรียกพวกเขาแล้วชี้ไปในทางหนึ่ง “ทุกคนไปอยู่ข้างหลังต้าป๋าย”
หลังจากเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ได้ยินเสียงคำรามของสัตว์ป่า
เสียงคำรามต่ำที่ฟังดูเหมือนโกรธจัดทำให้เด็ก ๆ หยุดเดิน
“เป็นสัตว์ร้าย”
“กลับกันเถอะ ข้ากลัว”
“พวกเจ้ารออยู่ตรงนี้ก่อน” น้ำเสียงของหน่วนเป่าตื่นเต้นเล็กน้อย นางอยากจะไปดูการต่อสู้
บางคนอยากกลับไป บางคนก็อยากไปดู เพราะการได้อยู่กับหน่วนเป่าจะมีหมาป่าขาวคอยปกป้องอยู่ตลอด ถ้าให้ยืนรอที่นี่คนเดียวก็ออกจะน่ากลัวเกินไปหน่อย
แน่นอน หลิวเกิ่นเซิงตามหมาป่าขาวโดยไม่คิดอะไรทั้งนั้น
พวกเด็ก ๆ ที่ตามมา ต่างได้เห็นเสือตัวใหญ่ตัวเหลืองดำต่อสู้กับชายคนหนึ่ง ทำให้ในใจคิดว่าชายคนนั้นเป็นวีรบุรุษทันที
มีเพียงหน่วนเป่าและต้าไป๋เท่านั้นที่รู้ว่าการต่อสู้เป็นไปทิศทางไหน เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเสือตัวใหญ่หยอกชายคนนั้นอยู่… เหมือนกำลังเล่นกับเหยื่อก่อนสังหารทิ้ง
ไม่ว่าจะตะปบไหล่หรือหน้าอกก็ทำด้วยท่าทีสบาย ๆ ราวกับไม่ใส่ใจ
ในทางกลับกัน ชายคนนั้นมีเหงื่อเย็นท่วมกาย ฝีเท้าของเขาก็เดินสะเปะสะปะไปหมด
“ต้าป๋าย อย่าทำให้หนังเสือเลอะล่ะ ข้าจะเอาไว้ทำผ้าห่ม” หลังจากที่กำชับเสร็จ นางก็ลูบขนหมาป่าขาว คิดไปสักพักก็พูดเสริมอีกประโยค “หากเจ้าตาย วันนี้ข้าจะกินเนื้อหมาป่า ไม่ทำให้เจ้าเสียของแน่นอน”
หมาป่าขาวที่กำลังจะกระโดดออกพลันก้าวพลาด : เจ้ามีมารยาทบ้างหรือไม่ เจ้าคิดแต่อยากให้ข้าตาย!?
การเคลื่อนไหวของหมาป่าขาวทำให้เกิดเสียงดังเล็กน้อย จนเสือตัวใหญ่ตกใจ ถอยหลังไปสองสามก้าว
หลังจากที่ชายคนนั้นเห็นหมาป่าขาวตัวใหญ่อีกตัวเดินมา สายตาของเขาก็เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง มือที่ถือมีดสั่นเทา ริมฝีปากสีคล้ำแห้งแตก ใบหน้าซีดเซียวเต็มไปด้วยเหงื่อ
เสือตัวใหญ่ส่งเสียงคำรามต่ำเป็นการขู่ แต่หมาป่าขาวมีหรือที่จะกลัว?!
มันเยาะเย้ยอยู่ในใจ ตอนนี้มันกลายเป็นผู้รับใช้ของผู้สูงศักดิ์แล้ว!
เมื่อเห็นสายตาดูถูกของหมาป่าขาว เสือตัวใหญ่ก็เดือดดาลขึ้นมาทันที ถึงอย่างไรมันก็เป็นราชาแห่งสัตว์ร้าย หมาป่าแค่ตัวเดียวจะนับเป็นอะไรได้?
สัตว์ยักษ์สองตัวเงยหน้าและคำรามขึ้นฟ้า เสียงร้องก้องทำให้เด็ก ๆ ต่างเอามือปิดหูและร้องไห้ด้วยความกลัว
ไม่ว่าสัตว์ร้ายบนภูเขาเยว่หลิ่งจะกำลังทำอะไร พวกมันต่างก็ถูกเสียงคำรามนี้ทำให้ตกใจล้มตัวสั่นเทา
หน่วนเป่าดูแคลนอยู่ในใจ ถ้าข้าใช้พลังมังกรออกมา ทุกคนจะต้องคุกเข่าก้มลงกราบแน่!
ขณะเดียวกัน สีหน้าของชายคนนั้นดูอิดโรย และเสียงคำรามก็ทำให้เขากระอักเลือดออกมา
หมาป่าขาวและเสือตัวใหญ่กระโดดเข้าห่ำหั่น โดยระหว่างที่หมาป่าขาวเหยียดกรงเล็บของมันออก มันก็ไม่วายที่จะตวัดหางใส่ชายคนนั้น ส่งพลังอันมหาศาลเหวี่ยงชายอกสามศอกกระเด็นออกไปหยุดตรงหน้าหน่วนเป่า
หน่วนเป่ารู้สึกสนุก ดูสิ ถึงข้าจะยังไม่ใช้พลังมังกร จุดเปลี่ยนก็คลานมาอยู่แทบเท้าแล้ว ข้านี่สมกับเป็นเทพจริง ๆ!
นางคุกเข่าลง “ท่านจะตายแล้วเหรอ”
ชายคนนั้นมองดูเด็กตัวน้อยผิวอมชมพูแล้วกระอักเลือดออกมา ซึ่งมีกระทั่งเศษอวัยวะภายในปนอยู่ในเลือดด้วย
“ท่านอยากตายหรือยังไง” เสียงของเด็กน้อยถามอีกครั้งด้วยความโมโห แต่ในไม่ช้านางก็ค้นพบว่าไม่ใช่ว่าเขาเพิกเฉยต่อนาง แต่เป็นเพราะว่าเขาเหลือเพียงลมหายใจรวยรินแล้ว
“ดูหน้าตาท่านสิ ท่านคงจะเป็นคนดี ทว่าแสงบุญของท่านกำลังจะหมดไปในอีกไม่ช้านี้แล้ว ดังนั้นหน่วนเป่าจะช่วยท่านเอง”
หน่วนเป่าพูดโดยชี้นิ้วสั้นป้อมแตะที่หน้าผากของชายคนนั้น
ทันใดนั้น ร่างกายที่ค่อย ๆ เย็นลงก็เริ่มกลับมาอบอุ่น ราวกับกำลังนอนแช่ในน้ำอุ่น รู้สึกเหมือนกำลังลอยเอื่อยอยู่ในน้ำแทนที่จะนอนอยู่บนพื้น
ขณะนั้น ภายในดวงตาสีเข้มคล้ายมองเห็นถนนที่ไม่มีวันสิ้นสุด และมีชายร่างสูงผอมสองคน คนหนึ่งผิวขาวและอีกคนผิวดำกำลังเดินเข้ามาหา ในหูได้ยินเสียงราง ๆ ของโซ่เหล็กเสียดสีกันบนพื้น
ทันใดนั้นดวงตาของเขากลับทอประกายแวววาว เห็นมังกรทองตัวน้อยน่ารักบินขึ้นไปในอากาศ!
เมื่อเขาค่อย ๆ ฟื้นคืนสติ เขาก็เห็นเด็กตัวน้อย อายุประมาณหนึ่งขวบนั่งอยู่ตรงหน้า ในมือถือขนมชิ้นหนึ่งและกินมันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ตื่นแล้ว หน่วนเป่า เขาตื่นแล้ว” เสียงเด็กหลายคนแทบจะทำให้คนที่เพิ่งตื่นขึ้นมาเป็นลมไปอีกรอบ รู้สึกเหมือนหูจะระเบิดเลย
หน่วนเป่าเงยหน้าขึ้นมอง แต่ปากกลับเคี้ยวไม่หยุด เมื่อครู่นี้นางใช้พลังมากเกินไป นางจำเป็นต้องเติมพลัง
ชายคนนั้นเห็นผมแกละน้อย ๆ ของหน่วนเป่าห้อยลงมาขณะที่นางกินอยู่ ทำให้รู้สึกว่าเด็กน้อยผู้นี้น่ารักยิ่ง
เมื่อเขาเห็นลายมังกรทองตัวน้อยปักอยู่บนถุงผ้าข้างเอว ชายคนนั้นก็ตกอยู่ในภวังค์ไปครู่หนึ่ง ด้วยสงสัยว่าทำไมดูคุ้นตาพิกล
“เจ้าเป็นใคร” ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะถาม
หน่วนเป่ากลืนขนมลงไปแล้วจิบน้ำจากกระบอกไม้ไผ่ที่หลิวเกิ่นเซิงป้อนให้ “หน่วนเป่า”
“ใครที่ช่วยข้าไว้ พ่อแม่ของพวกเจ้าอยู่ที่ไหน” ความรู้สึกเย็นในร่างกายหายไปพร้อมกับความเจ็บปวดในอวัยวะภายใน เขาจึงมั่นใจว่าตัวเองรอดตายแล้ว
“หน่วนเป่าเป็นคนช่วยเอง ท่านจะหาพวกผู้ใหญ่ไปทำไม” คำพูดของหลิวเกิ่นเซิงแม้จะยังตรงไปตรงมาแบบเด็ก ๆ แต่สมองของเขากลับดีมาก
หน่วนเป่าพยักหน้า นางยื่นนิ้วออกมาชี้ไปที่ตัวเอง “หน่วนเป่า ช่วยตั้น พิษไม่มีแล้ว ตั้นโชคร้ายจัง”
ชายคนนั้นไม่เชื่อว่าเด็กน้อยจะสามารถช่วยชีวิตตนได้จริง ๆ แต่เมื่อได้ยินว่าตัวเขาต้องพิษ และเผชิญโชคร้าย เขาก็นึกเชื่อขึ้นมาบ้าง
หน่วนเป่าเอียงศีรษะมองชายตรงหน้าอย่างสงสัย “ใครรังแกตั้น แล้วตำไมตั้นถึงถูกพิษ”
คำพูดของเด็กน้อย จี้ใจดำอย่างยิ่ง!