ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 29 ตระกูลสุดหยิ่งผยอง ตระกูลปีกมังกร

            ยังต่อเนื่องกับเหตุการณ์ที่หลิวเจี้ยนไม่มีวันได้รู้

             

            คนที่อยู่ตรงหน้าของช่างซื่อนั้นเป็นหญิงวัยกลางคนตอนปลายนางหนึ่ง อายุน่าจะอ่อนกว่าช่างซื่อราว ๆ สี่ถึงห้าปี ผมดำของสตรีวัยใกล้ชรานางนี้แม้จะมีสีขาวแซมอยู่บ้างแล้ว

            แต่กระนั้นคนที่มีสายตาดีทุกคนล้วนรู้และมองออก

            ว่านางในตอนสาว ๆ นั้นต้องเป็นสตรีหญิงที่มีความงามเป็นเลิศนางหนึ่งเลยก็ว่าได้

            สตรีนางนี่มีนามว่า ตง ชเว เป็นผู้อาวุโสลำดับที่หนึ่งแห่งตระกูลตงหรือสกุลปีกมังกร ซ้ำยังรั้งตำแหน่งเจ้าวังยุทธ์ปัญจมิตรคนปัจจุบันอีกด้วย

             

            ความคิดในหัวช่างซื่อในตอนนี้นั้นมีภาพความจำต่าง ๆ ผุดขึ้นมาไม่มีหยุด

            ภาพความทรงจำในวันวานนั้นช่างชัดเสียเหลือเกิน

            ใช่แล้ว..

            สตรีตรงหน้านี้คือสตรีคนรักของช่างซื่อในอดีต หากไม่เกิดศึกสงครามกับคนพรรคมารฯ..

            ตอนนี้ช่างซื่อกับตงชเวคงใช้ชีวิตสงบสุขในวัยเกษียณอยู่ที่ใดที่หนึ่งในทวีปแห่งนี้แล้วก็เป็นไปได้

            แต่น่าเสียดาย..

            เพราะสงครามกับคนพรรคมารฯ ทำให้ความรักที่สุดหอมหวานของมันและสตรีนางนี้ต้องขาดสะบั้นลงในครั้งที่ช่างซื่อแทรกตัวเข้าไปอยู่ในพรรคมารฯ

            ในฐานะของไส้ศึกของฝ่ายภาคีกระบี่ขาว

             

            “ท่านแม่!”

            จู่ ๆ ขณะที่ตงชเวกำลังเดินออกมาจากทางประตูวังยุทธ์ฯ ก็ได้มีบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งในวัยยี่สิบกว่าปีวิ่งตรงเข้าไปหาตงชเวแถมยังเรียกหาเจ้าวังยุทธ์ฯ ว่าท่านแม่อีกด้วย

             

            “บอกกี่ครั้งแล้วให้เลิกทำตัวเอะอะ!

            เจ้าเองก็อยู่ในวัยออกเหย้าออกเรือนแล้ว หัดทำตัวสงบเสงี่ยมหน่อยมิได้รึ”

            กลับกลายเป็นคนเป็นแม่เอ่ยตำหนิในความโหวกเหวกของคนที่เรียกตนว่า 'ท่านแม่' ไปเสียอย่างนั้น

             

            ด้านช่างซื่อได้แต่มองภาพสตรีคนรักเก่ากับบุตรชายของนางด้วยสายตาเศร้าสร้อย

            “ที่แท้นางก็แต่งงานแล้ว..”

            ช่างซื่อได้แต่มองภาพสองแม่ลูกที่ตอนนี้คนเป็นแม่เอาแต่บ่นลูกชายของนาง

            ในใจของช่างซื่อตอนนี้ไม่รู้คิดการใดอยู่

            ทว่าจู่ ๆ ตัวของช่างซื่อก็ได้ลุกขึ้นจากพื้นที่ตรงนั้นแล้วก็เดินหายลับไปในทันที

             

            เวลายี่สิบกว่าปีเริ่มตั้งแต่ช่างซื่อแฝงตัวเข้าไปในพรรคมารราตรีค้ำฟ้า

            เรียกได้ว่าพรากอะไรหลาย ๆ อย่างไปจากมัน

            ทั้งชีวิตที่สงบสุข..

            สตรีหญิงคนรัก..

            แถมยังสร้างอะไรหลาย ๆ อย่างให้คนเช่นมันแบกเอาไว้

            ที่ใหญ่ที่สุดคงเป็นความแค้นของจอมยุทธ์ส่วนมากของแผ่นดิน

            ที่ไม่รู้ยามใดที่ความแค้นที่ประดับบ่าของช่างซื่อจะกดทับลงจนจมดิน

            รู้เพียงแต่ว่าความแค้นนี้..

            มันจะอยู่ติดตัวของช่างซื่อไปจนวันดินกลบหน้า..

            .

            .

            .

            กลับมาเป็นการบรรยายมุมมองบุคคลที่หนึ่งจากปากของหลิวเจี้ยน (เกี้ยม)

             

            เช้าตรู่...

            เช้าขนาดที่ไก่บางตัวอาจยังไม่ตื่นเลยด้วยซ้ำ

            แต่ผมกับโหวหวังก็มาถึงท่าเรือก่อนเวลาตั้งหนึ่งชั่วโมง

            ซึ่งโหวหวังมันก็บ่นผมตลอดทางที่ไปปลุกมัน..

            เห้อ..

             

            ลมทะเลตอนเช้าเย็นดีนะ กลิ่นเกลือยังไม่แรงเท่าตอนสาย ๆ

            แต่มันก็แรงพอจะทำให้ผมตาสว่างขึ้นมานิดนึง

             

            เราสองคนเดินไปตามท่าเรือตามจุดที่ระบุไว้ในภารกิจจนกระทั่งมาถึงปลายท่า…

            ก็เห็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งยืนรออยู่ก่อนแล้ว

            นับผ่านสายตาสิบสองคน และทั้งหมดเป็นชายร่างใหญ่ กล้ามเป็นมัด ๆ

            แต่ดูจากใบหน้าแล้ว

            น่าจะวัยกลางคนปลาย ๆ เกือบจะเป็นคุณลุงแล้วทุกคน

             

            ผมลอบใช้เนตรจ้าวมังกรส่องดู

            ไม่มีใครมีวรยุทธ์เลยสักคนเดียว

            ดูท่า...

            คงเป็นคนงานธรรมดา คนแบกหาม ขนของส่งเรืออะไรทำนองนั้น

            ทำไงได้..

            ผมยังกลัวว่ายัยซากิจะเล่นอะไรแฝง ๆ อย่างส่งคนมาฆ่าปิดปากพวกผมน่ะ..

            ต้องกันไว้ก่อน

             

            เห็นอย่างนั้นผมเลยเดินเข้าไปพร้อมยกเสียงให้ชัด

            “สวัสดีท่านอาวุโสทั้งหลาย ข้าทั้งสองเป็นคนที่สำนักสี่ขุนเขาส่งมา…”

             

            ชายคนหนึ่งในกลุ่มหันมาตอบทันที

            เขาคือคนที่รูปร่างใหญ่ที่สุด และหน้าตาก็ดู ล่ำและแก่มีประสบการณ์ชีวิตมากกว่าคนอื่น

            “สวัสดีจอมยุทธ์น้อย ข้าชื่อ เกา ฟ่าน เป็นหัวหน้าของพวกมัน เรียกข้าว่า พี่ฟ่าน ก็ได้”

            เขาพูดพลางผายมือไปทางโหวหวัง

            “ส่วนคนผู้นั้นคือท่านเจ้าเมืองน้อยใช่หรือไม่?”

             

            ผมยังไม่ทันตอบอะไรเลย

            ไอ้โหวหวังที่โดนชี้ชื่อก็แค่…หาวววว~ ยาว ๆ หนึ่งรอบก่อนจะยกมือป้องปากแล้วพยักหน้าแบบง่วง ๆ

            ไม่พูดสักแอะ

            ผมเลยเป็นคนพูดแทน

             

            “ใช่แล้วพี่ฟ่าน.. นั่นซุนโหวหวังส่วนข้าชื่อหลิวเจี้ยน พวกข้ารับภารกิจนี้เป็นครั้งแรก ถ้ามีอะไรที่พวกท่านสามารถแนะนำได้ บอกพวกข้าได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ”

             

            พี่ฟ่านพยักหน้าแบบใจดี ก่อนส่งเอกสารบางอย่างมาให้

            “จอมยุทธ์หลิวรึ? นี่คือใบรับสินค้า

            หากอย่างไร เมื่อสินค้ามาถึง รบกวนท่านจอมยุทธ์ตรวจสอบแทนพวกข้าด้วยนะ”

            เขายิ้มบาง ๆ แล้วพูดต่อ

            “เพราะพวกข้าน่าจะไม่ว่างในตอนนั้น..

            ต้องยกของลงเรือก่อนทันเวลากระแสน้ำขึ้น”

             

            “เกรงใจไปแล้วพี่ฟ่าน”

            ผมพูดพร้อมรับใบรายการสินค้ามาในมือ

            ระหว่างที่พี่ฟ่านกับคนงานคนอื่นเริ่มตรวจท่าเรือ ผมก็ก้มหน้าก้มตาอ่านสิ่งที่เขียนอยู่บนกระดาษแผ่นนั้น

             

            สามสิบหีบ

            ภายในส่วนใหญ่เป็นของแช่แข็ง ปลา เนื้อหมู เนื้อวัว น้ำมันหอม เครื่องเทศ

            ดูเผิน ๆ เหมือนของปกติจากเมืองชายฝั่งที่ส่งเข้าเมืองใหญ่

            แต่สิ่งที่สะดุดตาผมที่สุดอยู่ที่ท้ายกระดาษ

            'ห้ามเปิดหีบเป็นอันขาด' ตัวใหญ่เบ้อเริ่ม

            ผมเลิกคิ้วพลางคิดในใจ

            'ห้ามเปิดงั้นรึ? แล้วข้าจะตรวจของยังไง?'

             

            ผมเคยเป็นเด็ก ม.3 ช่วงวันไหว้ครู ตอนนั้นต้องจัดบอร์ดกับซื้อพานถวายดอกไม้ให้ฝ่ายกิจกรรม

            แค่กลับจากซื้อของยังโดนคุณครูตรวจบิลทุกบิลตั้งแต่ ค่าฟิวเจอร์บอร์ดยันค่ารถ

            นับทุกเม็ดว่าพวกผมแอบอมเงินกันหรือเปล่า..

            แต่นี่มันอะไร..

            ของขึ้นเรือมาสามสิบหีบ ห้ามเปิดแม้แต่ใบเดียว?

            จะไม่กลายเป็นแพะให้ใครหรือไง?

            ถ้าของมันหายล่ะ!

             

            “นี่เกลอ.. ประเดี๋ยวเอ็งจัดการงานไปก็แล้วกัน..”

            เสียงเจ้าเพื่อนหน้าขนดังมาจากข้างหลัง

            “บรรจุของเสร็จแล้วค่อยเรียกฉัน ฉันขอไปนอนก่อน”

            หมอนั่นโบมือหนึ่งรอบอย่างไม่นำพาก่อนที่มันก็หายแวบไปหามุมเงียบ ๆ ที่ไร้แสงแดดยามเช้านอนแบบไม่สนโลก

             

            ผมได้แต่ส่ายหัว

            ยิ่งนึกถึงเมื่อเช้า.. ตอนผมไปปลุกมันที่บ้าน

            มันมีสตรีแต่งตัวไม่เรียบร้อยอยู่ในบ้านถึงสามคน

            ทำอย่างกับจะไปออกรบชายแดนเป็นปีอย่างไรอย่างนั้น

            ไม่แปลกเลยที่มันจะเพลีย..

             

            เรือสินค้าเทียบท่าตามเวลาเปะ ๆ หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วโมง

            คนของพี่ฟ่านทั้งสิบสองคนเริ่มลงมือทันที

            ทำกันไวดีราวกับซ้อมมาแล้วสิบรอบ

            ผมก็เลยจะลงมือช่วยตามมารยาท

            แต่พี่ฟ่านรีบห้าม

             

            “ไม่ได้นะจอมยุทธ์หลิว.. นี่มันงานของพวกข้า

            ถ้าเรื่องนี้หลุดไปว่าคนแบกขอให้จอมยุทธ์แบกช่วย..

            พวกข้าจะถูกหาว่าไร้ค่า แล้วไม่มีใครจ้างอีก”

            น้ำเสียงของเขาจริงจังเกินกว่าจะเถียง

            ผมเลยได้แต่ยืนข้าง ๆ ทำหน้าที่นับกล่องไปแทน

             

            ซึ่งกล่องลังก็สามสิบกล่องตามใบรายการ

            หีบไม้ทั้งหมดหน้าตาธรรมดา

            แต่สิ่งที่ทำให้มันไม่ธรรมดา คือตรงฝาหีบมียันต์แปะไว้ตรงกลางพอดี

            ยันต์นั้นไม่มีกลิ่นพลังชัดเจน แต่เป็นยันต์ปิดผนึกแบบพื้นฐาน

            เหมือนพวกตราครั่งที่ใช้ปิดซองจดหมายราชการที่มันเห็นในหนังแนวยุคกลาง

            ขนาดของหีบกว้างหนึ่งเมตร สูงครึ่งเมตร

            และที่สำคัญ.. หนักใช้ได้

            ต้องใช้คนถึงสองคนแบกต่อหนึ่งหีบ

             

            ไม่นาน.. ของทุกอย่างก็ถูกขนขึ้นเกวียน แถมเรียงเป็นระเบียบ

            ภารกิจคุ้มกันสินค้าไปเมืองมังกรธารา

            จึงได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ

             

            ขบวนของเราตัดสินใจเลือกเดินเส้นทางถนนหลวง

            แม้จะเป็นทางอ้อม แต่ปลอดภัย

            ไม่มีป่า ไม่มีดงอสูร ไม่มีทางแคบที่คนร้ายชอบซุ่ม

            เรียกง่าย ๆ ว่า 'ไม่เท่ แต่ไม่ตาย' อ้อใช่ 'ไม่ปวดหัว' ด้วย

             

            เส้นทางนี้พาเราผ่าน ล้วนเป็นเมืองรองในเขตการปกครองของตระกูลซุนที่ชื่อว่า 'เมืองขีดขิน'

            แล้วตรงเข้าสู่ตัวมหานครปัญจมิตร เมืองหลวงของอาณาจักร

            จากที่นั่น..

            เราจะมุ่งหน้าออกประตูตะวันออกผ่าน เมืองเกล็ดมังกร

            ก่อนจะไปถึงปลายทาง เมืองมังกรธารา

             

            วันที่สามของการเดินทาง

            ขบวนของเราก็มาถึงมหานครปัญจมิตรเรียบร้อย

            แผนเดิมคือจะแค่ผ่านเมืองนี้

            แต่เพราะ 'สองจอมยุทธ์มือใหม่' คำนวณเสบียงพลาด

            ทำให้ต้องหยุดที่นครหลวงเพื่อซื้อเสบียงเพิ่ม

            อะไร? พวกผมเพิ่งทำภารกิจแบบนี้เป็นครั้งแรกเอง..

            ให้โอกาสหน่อยไม่ได้หรือยังไง?

            หยุดบ่นเลย..

             

            ผมต้องยอมรับเลยว่านครหลวงปัญจมิตร…

            สวยงามเกินความจำเป็น

            ตั้งแต่เสาหินตามริมถนน หลังคาที่ฉลุลายลมคลื่น ยันประตูเมืองทิศตะวันออกเฉียงใต้ที่พวกเราอยู่

            โดยเฉพาะประตูเมือง..

             

            ที่ประตูนั้นมีรูปปั้นวานรหินคู่หนึ่งยืนเฝ้าอยู่

            ตนแรกวานรสวมรัดเกล้าที่มือข้างขวากุมกระบอง

            ท่าทางดุดันแต่แฝงความซนในแววตา

            มันคือพลังสถิตราชันวานรแดง ทุกอย่างทุกประการ เหมือนกับปานแดงของโหวหวัง เปะ ๆ

            อีกตนรูปร่างเล็กกว่า ใส่ตุ้มหูซ้ายขวา ธำมรงค์กลางอก

            นุ่งผ้าขาวม้าแบบบ้าน ๆ หน่อย

            ดวงตาใจดี แต่แฝงอะไรบางอย่างที่ดูเกินกว่าอสูรธรรมดา

            ผมหันไปหาโหวหวังทันที

            “ไอ้นั่นใคร?”

             

            “ราชันวานรเผือก”

            มันตอบสั้น ๆ

            “อีกหนึ่งในพลังสถิตระดับราชันนักษัตรปีวอก..

            เหมือนคู่แฝดต่างขั้วของฉัน”

            มันพูดจบก็หาววว~ อีกหนึ่งรอบ

             

            ผมแหงนหน้ามองดวงตะวัน

            แสงสว่างจ่อกลางหัวแบบนี้คงราวเที่ยงกว่า ๆ ได้แล้ว

            แต่ไอ้เพื่อผมกลับหาวได้!

            จริง ๆ เลย..

             

            ผมหันไปมองหัวหน้าคนงาน

            “พี่ฟ่าน ประเดี๋ยวพวกท่านพักทานอาหารเที่ยงกันที่เมืองนี้เถอะ

            ยามเว่ย (ประมาณบ่ายสอง) ค่อยกลับมาเจอกันที่ประตูตะวันออก”

             

            “เอ่อ.. จอมยุทธ์หลิว อย่างว่าพวกข้ามากเรื่องเลย..”

            เสียงของพี่เกาฟ่างดังขึ้นแบบไม่มั่นใจ

            “แต่ที่เมืองหลวงนี้..

            ข้าว่า..

            เราออกเดินทางกันเลยมิได้หรือ?”

            ท่าทางของพี่ฟ่านเวลาพูดนั้น เขาดูลุกลี้ลุกลนจนเหมือนเขามีเจ้าหนี้อยู่ที่เมืองนี้

            “แล้วเจ้าค่อยแวะซื้อเสบียงที่เมืองเกล็ดมังกรแทนก็ได้

            หากของเจ้าไม่พอ..

            ก็เอาของข้าไปก่อนได้เลย”

             

            ผมหันไปมองเขา พร้อมเลิกคิ้วขึ้นช้า ๆ

            “ไหน ๆ ที่นี่ก็มีร้านค้าอยู่แล้ว..

            ทำไมถึงไม่ให้ข้าซื้อของที่นี่ล่ะพี่เกา?

            อีกอย่าง.. ตอนนี้ก็ใกล้เที่ยงแล้ว

            ยังไงก็ต้องพักกินข้าวอยู่ดี

            ไม่สู้แวะเลยตรงนี้ไม่ดีกว่าหรือ?”

             

            พี่เกาฟ่างนิ่งไปพักหนึ่ง

            ก่อนจะทำท่ามองซ้ายขวา

            แล้วโน้มตัวเข้ามากระซิบใกล้หูผม

            เสียงเขาต่ำลง

            แต่น้ำเสียงหนักแน่นกว่าทุกครั้งที่ผมเคยได้ยินจากเขา

            “มหานครฯ นี่นะจอมยุทธ์หลิว..

            ถึงจะเป็นเมืองหลวงของอาณาจักร..

            แต่คนในยุทธทวีป..

            เขาเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า 'เมืองหลวงปีกมังกร'”

            ผมขมวดคิ้วทันทีในตอนที่ได้ยิน

            และพี่ฟ่านคงเห็นคิ้วที่ชนกันของผม เขาจึงพูดต่อ

            “เพราะที่นี่มีคนตระกูลตงอยู่มาก..

            โดยเฉพาะพวกที่เป็นระดับ 'เกล็ดทอง'

            ที่ถือว่ามหานครนี้คือที่มั่นหลักของพวกเขา”

            เขาพูดต่อเบา ๆ สายตาเองก็แลซ้ายชำเลืองขวา เหมือนกลัวว่าจะมีคนแซ่ตงถือไม้เรียวรอฟาดหากกล่าวผิด

            “พวกนั้นยิ่งทะนง..

            ถือว่าตัวเองสูงส่งกว่าคนอื่น เป็นชนชั้นปกครองที่เหนือกว่าชาวบ้าน เหนือกว่าพ่อค้า เหนือกว่าคนขนของอย่างพวดข้า”

            พี่ฟ่านมองผมด้วยสายตาอ่อนแรงแต่เด็ดขาด

            “ข้าไม่อยากให้ตัวข้าหรือคนของข้าไปขวางหูขวางตาพวกนั้น..

            หวังว่าเจ้าจะเข้าใจพวกข้านะจอมยุทธ์หลิว”

             

            ผมยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง

            กลิ่นอำนาจในเมืองนี้มันแรงกว่ากลิ่นปลาหมักบนเกวียนเสียอีก

            แต่มีหลายอย่างที่ผมยังไม่เข้าใจ

            ผมจึงหันไปมองไปมองเจ้าหน้าขนเพื่อนผมตามสัญชาตญาณ

            เพราะถ้าให้ผมเปรียบ.. มันก็เหมือน Google ยุทธทวีปในเวอร์ชันขี้ง่วงและขี้บ่น

            ถามอะไร.. มันจะถอนหายใจใส่ก่อน แล้วค่อยตอบ

            และแน่นอน..

            มันถอนหายใจใส่ผมจริง ๆ

             

            “คือแบบนี้เกลอ..”

            น้ำเสียงมันไม่ได้กระซิบด้วยซ้ำ

            แต่พูดออกมาดังชัด เหมือนบอกให้โลกรู้เลยว่ามันไม่กลัวว่าสิ่งที่มันพูดจะไปสะกิดหูใคร

            “สกุลปีกมังกร แบ่งเป็นสองพวก พวก 'เกล็ดเงิน' กับ 'เกล็ดทอง'

            เกล็ดเงินก็คือพวกไร้พรสวรรค์..

            หากไม่ใช่สตรี..

            ก็เป็นพวกที่เกิดมาไม่ได้มีพลังสถิตเป็นมังกร”

             

            ผมขมวดคิ้วแล้วพึมพำในใจ

            'แค่เกิดผิดเพศ ผิดพรสวรรค์ ก็โดนปัดตกเลยงั้นรึ?'

             

            “คนพวกนี้ไม่มีตำแหน่งใด ๆ ในสกุลตงเลย

            แต่เพราะยังพอมีสายเลือดและใช้สกุลว่าตง..

            จึงถูกจำกัดให้อยู่แต่ในเมืองแถบตะวันออก..

            ไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางออกจากเมืองยกเว้นจะมีคำสั่งเรียกตัวเท่านั้น”

             

            ผมเงียบ

            ไม่ใช่เพราะไม่เข้าใจ

            แต่เพราะรู้สึกว่ามันบ้าเกินกว่าจะพูดออกมา

             

            “ส่วนพวกเกล็ดทองก็คืออีกขั้ว

            พวกนี้มีพรสวรรค์..

            มีพลังสถิตเป็นมังกร..

            เป็นชนชั้นสูงตัวจริงของสกุลปีกมังกร..

            พวกมันอาศัยอยู่ที่มหานครปัญจมิตรเป็นหลัก…

            แหล่งทรัพยากรทุกอย่างก็อยู่ที่นี่หมด ทั้งหอฝึกยุทธ์ ตำราหลัก วังโอสถ

            ไล่ไปจนถึงการเข้าถึงวิชาโบราณระดับสูง”

            แล้วมันก็พูดถึงอีกหนึ่งกฎ

            กฎที่ฟังดูนิ่ม แต่บีบคอรุนแรง

            “มีกฎข้อหนึ่งของสกุลปีกมังกรที่บังคับใช้กับทั้งเกล็ดเงินและเกล็ดทอง..

            ถ้าใครคิดจะเกี่ยวดองกับลูกสาวของพวกมัน...

            ลูกหลานที่เกิดมาต้องใช้สกุลตงเท่านั้น

            ไม่มีข้อยกเว้น”

             

            ผมนิ่ง

            มือข้างหนึ่งยกขึ้นลูบต้นคอช้า ๆ

            แล้วโหวหวังก็หรี่ตาลง มองมาที่หลังมือของผม

            ตำแหน่งปานแดงรูปมังกรของผม

             

            “แลอีกอย่าง…”

            โหวหวังพูดเสียงเรียบ

            “ถ้าใครที่มีพลังสถิตเป็นมังกร..

            ไม่ว่าเป็นใคร มาจากสกุลใด พวกสกุลตงจะพยายามดึงตัวเข้าสกุลให้ได้

            พวกมันจักกดดันให้แต่งงานกับบุตรสาวสกุลตง

            แต่ถ้าปฏิเสธ..”

            มันยักไหล่

            “ก็เหมือนตบหน้าพวกมันนั่นแล..

            แล้วรู้ฤๅไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนที่ตบหน้าสกุลตง?”

             

            ผมไม่ถามต่อ

            เพราะแค่ฟังผมก็พอเดาได้

            พวกนั้นต้องไม่มีที่ยืน..

            ถูกลอบเล่นงาน..

            หรือบางคนถูกลืม..

            หมายถึงหายไป

             

            ผมคิดถึงตรงนี้...

            ผมก็นึกถึงเรื่องผู้ก่อตั้งสำนัก

            คนที่ไม่มีแม้แต่ชื่อเหลือให้จดจำ

            ทั้งที่เคยเป็นจอมกระบี่อันดับหนึ่งของยุค

            ผมไม่รู้ว่าธรรมเนียมนี้ของตระกูลตงเริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนไหน

            หากแต่มันเริ่มขึ้นในยุคสมัยนั้นล่ะ..

            บางทีผู้ก่อตั้งสำนักสี่ขุนเขา..

            ก็อาจเคยตบหน้าคนตระกูลนั้นมาก่อน