หยู่ถงมองหน้ามู่หยางสลับกับหยงโห่วไปมา ก่อนจะเดินไปนั่งที่เตียง ขณะนั้น ั์ตาคมก็ได้แอบมองดูสำรวจชายที่ชื่อหยงโห่วผู้นั้นไปด้วย เขามีร่างกายที่บึกบึน กำยำ หน่วยก้านดี แววตาของเขาลึกลับน่าค้นหาและสิ่งที่ทำให้หยู่ถงสนใจในตัวของหยงโห่วนั่นก็คือ ทักษะการป้องกันตัวของเขาคล่องแคล่วว่องไวยิ่งนัก
อยู่ในยุคโบราณที่เต็มไปด้วยอันตรายเช่นนี้ หากมีสหายที่ร่วมเป็ร่วมตายไปด้วยจะเป็การดียิ่ง แต่...หยงโห่วคือคนของมู่หยางนี่นา แล้วนางก็ยังไม่เชื่อใจหยงโห่วด้วย
“เ้ามีเื่อันใดจะมารายงานข้าหรือ ? ” เสียงเข้มเอ่ยถามอย่างสงสัย หากไม่มีเื่สำคัญ หยงโห่วคงไม่ปรากฎตัวเงียบๆ เช่นนี้แน่
“ท่านแม่ทัพมู่หยางศึกาที่ชายแดน ทหารเหออันยอมถอยทัพสงบศึกแล้วขอรับ”
“อย่างนั้นหรือ ? ข้ากลับมาเพียงแค่ไม่กี่วัน ทหารเหออันยอมถอยทัพอย่างนั้นหรือ? ”
มู่หยางเอ่ยถามพลางนึกคิดไปด้วย เขาพยายามนำทัพขอเจรจากับแม่ทัพแคว้นเหออันอยู่หลายคราเพื่อสงบศึก หลีกเลี่ยงาเพราะสงสารราษฏร แต่แม่ทัพเหออันก็ไม่ยอมถอยทัพ ประกาศว่าจะบุกโจมตียึดเมืองที่มีท่าเรือให้จงได้ ไยถึงได้ยอมถอยทัพง่ายเช่นนี้
คิ้วหนาขมวดชนกันเป็ปม สีหน้าเคร่งเครียด หยู่ถงนั่งอยู่ที่เตียงมองดูสีหน้าของเขาพลางครุ่นคิดและจับเนื้อหาใจความในคำพูดของหยงโห่วไปด้วย มือเรียวเล็กหยิบปากกาขึ้นมาแก่วงไปมา ทุกครั้งที่นางใช้ความคิดมักจะหยิบปากกาขึ้นมาแล้วแก่วงเล่นพลางคิดวิเคราะห์ไปด้วย
“ขอรับ องค์ชายสามเป็คนไปคุยกับแม่ทัพแคว้นเหออันด้วยตัวเอง”
“องค์ชายหวังจิ้งเจรจาสงบศึกกับแม่ทัพเหออันอย่างนั้นหรือ ? ”
มู่หยางเดินเชื่องช้าไปนั่งที่โต๊ะ ก่อนจะรินชาพลางครุ่นคิดอะไรบางอย่าง องค์ชายหวังจิ้งนำทัพออกรบนับครั้งได้ แต่พระองค์ท่านก็สามารถนำชัยชนะกลับมาได้ทุกครั้ง แต่ชัยชนะนั่นล้วนแต่ได้จากการรบกับเหล่าทหารแคว้นเหออัน
นิ้วเรียวเคาะโต๊ะเบาๆ หยงโห่วรู้ได้ทันทีว่ามู่หยางกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ จึงเงียบไปไม่พูดต่อ เขารับใช้บุรุษที่นั่งอยู่ตรงหน้ามานาน มู่หยางเป็คนเยี่ยงไรเขาย่อมรู้ดีกว่าผู้อื่น ที่เขารีบกลับมาที่นี่ก็เพื่อที่จะมารายงานเื่ศึกที่ชายแดนให้เขารู้ ไม่คิดว่ากลับมาจะได้รู้อีกเื่ที่เลวร้ายกว่า
หยู่ถงยังคงนั่งฟังอยู่อย่างเงียบๆ แอบเห็นหยงโห่วมองตนอยู่เป็ระยะ สายตาที่มองมานั้นเดาได้หลายๆ อย่าง รอให้เขาคุยกับมู่หยางเสร็จ นางถึงจะถาม หากไม่มีเื่อันใด หยงโห่วคงไม่มองตนเช่นนั้น
“แล้วตอนนี้สถานะการณ์ที่ชายแดนเป็อย่างไรบ้าง ? ” เสียงเข้มเอ่ยถามหลังจากที่เงียบครุ่นคิดไปครู่นาน
“องค์ชายสามกำลังนำทัพกลับมาแล้วขอรับ”
“อย่างนั้นหรือ? ผลงานใหญ่ครานี้ฮ่องเต้คงพอพระทัยองค์ชายหวังจิ้งเป็แน่ หึ ~”
ทีท่าสุขุมเยือกเย็น ใจเย็นนิ่งๆ ของมู่หยางทำให้หยู่ถงเดาความคิดเขาไม่ออก เื่นี้ก็รู้ว่าองค์ชายสามบ้าบอกอะไรนั่นตั้งใจแย่งผลงานชิ้นใหญ่ของเขาแท้ๆ ไยเขาถึงได้มีทีท่าเรียบนิ่งถึงเพียงนี้
“หากเ้าไม่มีอะไรแล้ว เ้าไปเถิด”
“ขอรับ” ก่อนที่หยงโห่วจะหันหลังเดินไป เขายังไม่วายที่จะเหลือบไปมองนางอีกครั้ง
“เดี๋ยว !!! อย่าพึ่งไป!!!”
“ขอรับฮูหยิน” หยงโห่วรีบหันกลับมา มือทั้งสองสอดประสานกันแน่น มู่หยางหันไปมองหน้าเรียวอย่างสงสัย
“เื่ในกองทัพและในราชสำนักข้าไม่อยากจะเข้าไปยุ่งด้วยหรอกนะ แต่ ...”
หยู่ถงหยุดพูด แล้วเดินไปที่โต๊ะนั่งลงข้างๆ มู่หยาง ก่อนจะยื่นกระดาษใบหนึ่งยัดใส่ในมือเขา ใบหน้าคมเข้มจ้องมองนางอย่างงงๆ หยู่ถงส่ายหน้าไปมาเบาๆ เขาก็รีบปรับสีหน้าให้เป็ปกติทันที
“เ้ามีทีท่าเลิ่กลั่ก มองข้าอยู่เป็ระยะ บอกข้ามา เ้ามีเื่อันใดจะพูดกับข้า ? ”
เสียงใสเยือกเย็นเอ่ยถาม น้ำเสียงของนางทำให้หยงโห่วถึงกับเสียวสันหลัง หยงโห่วหันไปมองมู่หยางเหมือนเป็เชิงถามว่าเขาควรจะพูดดีหรือไม่
“เ้าไม่ต้องถามความคิดเห็นจากท่านแม่ทัพหรอก ข้าคือฮูหยินของท่านแม่ทัพมู่หยาง มีเื่อันใดข้าย่อมต้องรู้ด้วย”
ริมฝีปากหนายักโค้งขึ้นอย่างชื่นชม นางรู้ทันคนเสียจริง มู่หยางหันไปจ้องหน้าหยงโห่วแล้วเอ่ยว่า
“เ้ามีเื่อันใดบอกให้นางรู้เถิด” มือหนากุมมือเล็กเบาๆ ั้แ่ที่นางฟื้นมาครานี้ นางแกร่งไม่เบา
“ฮูหยินขอรับ เมื่อครู่ข้าได้ยินคุณหนูชินอี้กับหมอคุยกัน พวกเขากำลังวางแผนคิดที่จะทำร้ายฮูหยินขอรับ”
“อย่างนั้นหรือ ? เื่นี้ข้ารู้ดีกว่าใคร หากครั้งแรกพวกเขาทำร้ายข้าไม่สำเร็จ พวกเขาก็จะคิดกลอุบายใหม่มาทำร้ายข้าอยู่ดี”
หยู่ถงจิบชาอย่างใจเย็นด้วยสีหน้าที่เรียบนิ่ง หยงโห่วถึงกับขมวดคิ้วสงสัย หากเป็สตรีอื่นได้ยินเช่นนี้ต้องหวาดผวาเป็แน่ แต่ฮูหยินกลับไม่มีทีท่าตื่นกลัวใดๆ เลย
“พวกเขาจะคิดหาวิธีกำจัดข้าให้ได้ ก่อนที่วันนั้นจะมาถึง ข้าต้องกำจัดพวกเขาก่อน !”
หยงโห่วใไม่น้อย นางไม่เหมือนฮูหยินที่เขาเคยรู้จัก สตรีที่อยู่ตรงหน้าเขาในยามนี้ เก่งกาจ ร้ายกาจกว่าคนอื่นใด
“หากมีเื่อันใดให้ข้ารับใช้ ฮูหยินเรียกข้าได้ตลอดเวลา”
“อย่างนั้นหรือ ? น่าสนใจดี แต่น่าเสียดาย เ้าคือคนของท่านมู่หยาง มิอาจทำงานให้ข้าได้”
มู่หยางมีสีหน้าที่เปลี่ยนไป เกิดความสงสัยอยู่ภายในใจ หากหยงโห่วจะคอยติดตามนางไปเขาก็จะไม่ว่า คิดอยู่สักพักเขาถึงเข้าใจสิ่งที่ฮูหยินของตนพูด
“หยงโห่ว ต่อแต่นี้ไปเ้าคอยติดตามฮูหยินของข้าเถิด ส่วนข้ายังมีเหลียนเปาที่คอยติดตามข้างกาย เ้าไม่ต้องเป็กังวลไป”
“แต่ว่า ...” หยงโห่วมีสีหน้าที่วิตกกังวล เหมือนว่ากลัวหยู่ถงมากกว่ามู่หยาง ทุกกิริยาทีท่าของหยงโห่วล้วนตกอยู่ในเป้าสายตาของนาง
“ท่านเข้าใจข้าผิดไปแล้วนะ มิใช่ท่านอยากจะให้ผู้ใดติดตามข้าก็ได้เช่นนี้ คนที่จะคอยรับใช้เคียงกายข้า ต้องผ่านบททอบของข้าก่อน”
“บททดสอบอย่างนั้นหรือ ? ” คิ้วหนาเลิกขึ้นเล็กน้อย แววตาเจือความสงสัย เห็นรอยยิ้มหวานประดับอยู่บนใบหน้าเรียวมู่หยางก็ไม่อยากขัดจุดประสงค์ของนาง
“ได้สิ แล้วแต่เ้า เ้าอยากจะทดสอบหยงโห่วได้ตามสบาย ข้าเชื่อมั่นในฝีมือคนของข้า”
“ขอบพระทัยท่านเป็อย่างยิ่ง หยงโห่ว ที่เรือนคุณหนูลู่จื้อกำลังพักอยู่มีกระดานหมากรุก เ้าไปเอามาให้ข้าที”
“ขอรับ” หยงโห่วเดินไปด้วยสีหน้าที่งุนงง ฮูหยินให้เขาไปเอากระดานหมากรุกมาคิดที่จะทดสอบวิธีการเล่นหมากรุกของเขาอย่างนั้นหรือ ? บททดสอบนี้มันจะตัดสินความสามารถเขาอย่างไร?
เห็นร่างหยงโห่วหายลับตา มู่หยางจึงเปิดกระดาษที่นางได้ยัดใส่ในมือออกมาอ่านดูเนื้อหาที่อยู่ข้างใน คิ้วเสี้ยวพระจันทร์ถึงกับชนกันแน่น นางสงสัยเหมือนอย่างที่ตนสงสัยอยู่อย่างนั้นหรือ ?
“ข้าคิดว่าท่านคงไม่โง่ขนาดนั้นหรอกนะ” เสียงใสเอ่ยพูดพลางรินชายื่นไปตรงหน้าให้กับมู่หยาง
“เ้าฉลาดยิ่ง ไยเ้าถึงคิดเช่นนั้นล่ะ ? ” มู่หยางเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
แต่งงานกันมาสามปีนางไม่เคยยุ่งเื่ราชกิจของเขาเลย ไม่แม้แต่จะถามเขาถึงเื่ศึกาเสียด้วยซ้ำ ทุกครั้งที่กลับมาที่จวน นางจะคอยเล่าเื่ชีวิตของนางในแต่ละวันให้เขารู้ว่าตนทำอะไรบ้าง และทุกครั้งที่นางเล่าเื่ดูมีความสุขยิ่ง ขอได้เห็นรอยยิ้มของนางเขาก็สุขใจแล้ว
“มันก็มิได้มีเหตุผลอื่นมิใช่หรือ ? ท่านเชื่อใจองค์ชายสามจริงๆ หรือ? ”
หยู่ถงหันไปจ้องมองมู่หยาง นางพยายามมองลึกเข้าไปในั์ตาคู่นั้น ยิ่งมองเหมือนตกอยู่ในมนต์สะกด นางมิอาจรู้ได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ ท่านแม่ทัพผู้นี้น่ากลัวเสียจริง ? ริมฝีปากหนาคลี่ยิ้มบางๆ เมื่อเห็นคิ้วคู่สวยของนางกำลังขมวดชนกันอยู่
“เ้าเชื่อใจข้าได้ เื่นี้เ้าไม่ต้องเป็กังวลไป ข้าจะไม่เป็อะไร ข้าเคยสัญญาไว้กับเ้าแล้วมิใช่หรือ ? ว่าข้าจะคอยอยู่เคียงข้างปกป้องเ้าไปตลอดชีวิตน่ะ”
ครู่นั้น มีเสียงดังวนเข้ามาในประสาทของนาง เสียงเหมือนกับเขาไม่มีผิด คำพูดก็เหมือนกับคำพูดที่เขาพูดเมื่อครู่ เขาเคยให้สัญญาไว้กับเ้าของร่างเดิมสินะ
“ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ห้ามตาย !!!” หยู่ถงเอ่ยขึ้นพลางหันไปมองหน้าเขาอีกครั้ง เขาเคยให้สัญญากับเ้าของร่างเดิมไว้ นางก็จะทำตามคำสั่งเสียสุดท้ายของเ้าของร่างเดิมเช่นเดียวกัน ‘จะรักและดูแลเขาเป็อย่างดี’
หยงโห่วเดินกลับเข้ามาพร้อมกับกระดานหมากรุกอยู่ในมือ มู่หยางตื่นเต้นกับบททดสองของนางอยู่ไม่น้อย เขารู้ดีว่านางอยากจะทดสอบอะไร คนที่คอยติดตามเขาตลอดเกือบทุกเวลา คนๆ นั้นจะต้องเชื่อและไว้ใจได้ นางคงอยากจะทดสอบดูความคิดและนิสัยของหยงโห่วผ่านกระดานหมากรุกนี้สินะ
“เ้าจะเลือกสีใด ? ” หยู่ถงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่ง ั์ตาคมมองสำรวจหยงโห่วสลับกับกระดานหมากรุกไปมา
“สีดำขอรับ” หยงโห่วเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด
“เลือกได้ดี เ้าวางหมากก่อนเลย เราจะเล่นหมากรุกในเวลาหนึ่งเค่อ ไม่ตัดสินคนแพ้หรือชนะ หากข้าพอใจในการวางหมากของเ้า ข้าจะให้เ้ามาคอยติดตามข้า”
กฎเล่นหมากรุกของหยู่ถงทำให้หยงโห่วกับมู่หยางสงสัยอยู่ไม่น้อย ไม่มีผู้ใดเล่นหมากรุกแบบนั้นมาก่อน ส่วนใหญ่จะเล่นจนกว่าอีกฝ่ายจะชนะ ไม่ก็เล่นจนหมากเต็มกระดาน เวลาเล่นเพียงหนึ่งเค่อไม่มีทางชนะได้อยู่แล้ว
หยงโห่วไม่มีทางเลือก เขาจะต้องเล่นตามกฎที่นางได้บอกไว้ เขาวางหมากแรกลงบนกระดาน หยู่ถงวางหมากตามมาติดๆ โดยที่ไม่ลังเลหรือครุ่นคิดเลย ส่วนหยงโห่วต้องคิดแล้วคิดอีกจึงจะวางหมาก สิ่งนี้ทำให้นางรู้ได้ว่าหยงโห่วเป็คนที่คิดรอบคอบ เฝ้าระวังตัว วางแผนดี
เวลาผ่านไปเรื่อยๆ มู่หยางที่อยู่ข้างๆ ตื่นเต้นไปด้วยกับนาง หมากที่นางวางเหมือนกับที่เขาคิด ยิ่งนางวางหมากได้ดีเท่าไร หยงโห่วก็ยิ่งเครียด สายตาและทีท่าที่ไม่อยากยอมแพ้ของหยงโห่วทำให้นางพอใจไม่น้อย แต่มีอย่างหนึ่งที่หยงโห่วขาดไป คือการสังเกตุ ทำให้เกิดช่องโหว่ให้นางวางหมากได้ดีกว่า
“เ้าไม่ต้องเครียดอย่างนั้น เล่นให้สบาย นี่เพียงแค่การเล่นหมากรุกเท่านั้น เ้าอย่าได้จริงจังไป”
หยงโห่วสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะวางหมากไปเรื่อยๆ แต่เขาก็ยังเครียดอยู่ดี เพราะหมากที่นางเดิน หากเทียบกับกลยุทธ์สู้รบ คือการใช้กลยุทธ์บุกโจมตีศัตรู นางไม่ปล่อยให้เขาได้เดินหมากใกล้เข้าไปได้เลย
“เ้าเป็คนไม่ยอมอะไรง่ายๆ สินะ” เสียงใสเอ่ยขึ้น สายตาพลางมองกระดานหมากรุกไปด้วย ก่อนจะวางหมากสุดท้ายลงไป
หยงโหว่แน่นิ่งไป มู่หยางผุดยิ้มอย่างดีใจ วิธีการวางหมากของนางทำให้เขารู้ได้ว่านางเป็สตรีที่ฉลาดเกินคน หยงโห่วเหลือหมากสุดท้ายอยู่ในมือ หากจะวางมันลงไป เขาก็มิอาจชนะนางได้
“หมากสุดท้ายนี้ ข้าเอง” มู่หยางหยิบเอาหมากสุดท้ายขึ้นมาวางลงไป ริมฝีปากบางถึงกับคลี่ยิ้มออกมา