รู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress

    ต่อไปโลกนี้จะกลายเป็นยุคสมัยของผู้ฝึกตน! (จบเล่มสาม ความลับหมื่นสวรรค์นิรันด์)

             

            ไป่ฟานเซียนพูดอย่างหน้าตาเฉย

             

            แต่ราชินีมังกรนั้นกลับตัวสั่นระริกและเต็มไปด้วยความสับสน หญิงสาวคนนี้หลังจากที่ได้รู้ทุกเรื่องที่อยากรู้แล้วก็เตรียมจะลงไม้ลงมือเต็มที่  แปลว่าที่แล้วมาไป่ฟานเซียนสามารถสังหารนางได้ตั้งแต่ที่โลกฝั่งนู้นเสียด้วยซ้ำ  แต่เพราะนางยังมีประโยชน์นี่เอง!

             

            รู้แบบนี้นางน่าจะเก็บความลับมาต่อรองจะดีกว่า!

             

            “เดี๋ยวก่อน! ข้ายังมีประโยชน์อยู่นะ! เจ้าไม่คิดว่ามีราชินีมังกรอย่างข้าเป็นพาหนะจะทำให้เจ้าดูทรงอำนาจขึ้นเหรอ?”

             

            ไป่ฟานเซียนชะงักนิดหนึ่ง  “เจ้าบินได้เร็วกว่าข้าหรือไร?”

             

            คำตอบของนางทำให้ราชินีมังกรจุกไปทั้งอกใช่แล้ว ขนาดตัวนางเองยังไม่สามารถตามความเร็วของหญิงสาวคนนี้ได้ทัน  ดังนั้นจึงถูกซ้อมอยู่ฝ่ายเดียวแบบนั้นไงล่ะ!

             

            “ข้าช่วยเจ้าดูแลบ้านได้นะ!  แล้วยังช่วยเจ้าจัดการปัญหากวนใจเล็กๆน้อยๆพวกนั้นได้ด้วย!ขอร้องล่ะ เจ้าอย่าสังหารข้าเลย...”

             

            ราชินีมังกรที่ยิ่งใหญ่ตอนนี้ดูไม่ต่างจาดเด็กสาวตัวเล็กๆที่กำลังอ้อนวอนขอความเมตตากับไป่ฟานเซียน  นางพยายามอ้างเหตุผลทุกอย่างขึ้นมา และคาดไม่ถึงว่ามันจะทำให้ไป่ฟานเซียนรู้สึกสนใจขึ้นมาได้จริงๆ

             

            สิ่งที่นางต้องการก็คือผู้ที่จะมาคอยสะสางปัญหาให้  และตัวตนระดับกึ่งอมตะอย่างราชินีมังกรก็เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

             

            “แล้วข้าจะมั่นใจว่าเจ้าจะไม่หักหลังข้าได้อย่างไร?”

             

            คำถามของไป่ฟานเซียนนั้นทำให้ราชินีมังกรมีความหวัง  นางรีบขยับตัวมาด้านหน้า ทันใดนั้นที่หน้าผากของนางก็ส่องแสงสีแดงเจิดจ้า 

             

            “ข้าสามารถสาบานต่อเผ่าพันธุ์มังกร!”

             

            มันก่อตัวเป็นสัญลักษณ์รูปมังกรสีแดงและลอยเข้าไปหาไป่ฟานเซียน หญิงสาวหรี่ตาลงขณะที่กำลังพิจารณาสิ่งที่นางเห็น

             

            “ชีวิตของข้าจะขึ้นอยู่กับเจ้าตั้งแต่นี้เป็นต้นไป...”

             

            ราชินีมังกรพูดด้วยน้ำเสียงที่ดังฟังชัด  ตัวเลือกระหว่างตายตอนนี้กับยอมรับใช้หญิงสาวที่แข็งแกร่งกว่านาง  ตัวเลือกหลังก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า

             

            “สัตยาบันมังกร?” 

             

            ไป่ฟานเซียนรู้ว่าสิ่งนี้คืออะไร  สำหรับในอดีตที่ยังเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตโบราณที่มีองค์ความรู้และสติปัญญามากมาย มังกรคือเผ่าพันธุ์หนึ่งที่มีตำนานเล่าขานถึงความซื่อสัตย์ผ่านคำสัญญาที่พวกเขาลั่นวาจาไว้ สิ่งนั้นจะผูกมัดชีวิตและจิตวิญญาณของพวกเขาให้ทำตามจนวันตาย  แต่ว่าแม้แต่ในยุคของไป่ฟานเซียน  ปริมาณของมังกรก็ยังเหลือน้อยแล้ว ดังนั้นเรื่องราวของสัตยาบันมังกรนี้จึงแทบจะไม่มีคนรู้อีก

             

            ทันทีที่นิ้วของนางแตะที่สัญลักษณ์สีแดงเพลิง  แสงสีแดงก็ส่องสว่างเจิดจ้า มันกลืนกินร่างของราชินีมังกรและไป่ฟานเซียนจนมิด  เมื่อทุกอย่างจบสิ้นลงบริเวณข้อมือที่งดงามนั้นก็ปรากฏรูปมังกรแดงอยู่ครู่หนึ่งก็สลายไป

             

            “นายท่าน...”

             

            ราชินีมังกรตอนนี้กำลังก้มหัวให้ไป่ฟานเซียนอย่างศิโรราบ หญิงสาวสามารถสัมผัสถึงความรู้สึกนึกคิดของราชินีมังกรผ่านพันธะสัญญาได้อย่างดี  ตอนนี้มันเต็มไปด้วยความเกรงกลัวและยอมแพ้  นอกจากนี้นางยังสามารถควบคุมการกระทำของราชินีมังกรตนนี้ได้ด้วย 

             

            ดังนั้นนางไม่จำเป็นจะต้องกังวลว่าจะถูกราชินีมังกรทำอะไรแปลกๆหรือหักหลังอีกต่อไป

             

            “...แต่เจ้าก็ยังตัวใหญ่เกินไปอยู่ดี”

             

            ไป่ฟานเซียนพิจารณาขนาดของผู้ติดตามคนใหม่ของนาง ราชินีมังกรยามที่กางปีกนั้นแทบจะคลุมไปครึ่งฟ้า ต่อให้อยากจะเลี้ยงไว้ที่บ้านพักหลังนั้นของนางก็เกรงว่าจะอึดอัดขยับตัวไม่ได้เสียเปล่าๆ

             

            “นายท่าน! ข้าคิดว่าข้าแก้ปัญหานี้ได้!”

             

            ทันทีที่ราชินีมังกรพูดจบร่างกายของนางก็เปล่งแสงสีแดงเจิดจ้า แรงกดดันและพลังอำนาจของนางค่อยๆสลายไป เมื่อแสงดับลงราชินีมังกรที่เคยเฉิดฉายอยู่บนฟากฟ้าก็หายไปไม่เหลือแม้แต่ร่องรอย

             

            แม้แต่จอมพลอย่างจางเซียนหยวนก็ยังประหลาดใจพวกเขากำลังกังวลว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะหลังจากที่ทั้งสองฝ่ายปะทะกันหลายครั้งหลายคราอยู่ๆก็ยืนนิ่งกันอยู่บนท้องฟ้าไปหลายนาที

             

            จางเซียนหยวนพอจะคาดเดาได้ว่าทั้งสองคนนั้นกำลังสนทนาบางอย่างกันอยู่

             

            แต่ไม่คิดว่าราชินีมังกรจะเป็นฝ่ายที่หายไปเช่นนี้

             

            ซึ่งความจริงแล้วมันคือความเข้าใจผิดของท่านจอมพลรวมไปถึงประชาชนที่กำลังดูการถ่ายทอดสดจากระยะไกล เพราะความจริงแล้วราชินีมังกรไม่ได้หายไปไหนแต่นางในตอนนี้กลายเป็นลูกมังกรสีแดงตัวจิ๋วที่มีขนาดไม่ต่างจากแมวตัวหนึ่ง!

             

            ร่างกายใหญ่โตนั้นถูกย่อขนาด แม้จะวัดตั้งแต่หัวถึงปลายหางก็ไม่น่าจะเกินไปกว่าห้าสิบเซนติเมตร  ทั้งรูปลักษณ์ที่น่าเกรงขามนั่นยังแปรเปลี่ยนไปจนกลมดิ๊ก ปีกน้อยๆของนางกระพือเบาๆอยู่ด้านหลังขณะที่จับจ้องไป่ฟานเซียนตาแป๋ว

             

            “...นายท่าน?”

             

            ราชินีมังกรเอียงคอ  เพราะตั้งแต่ที่นางบรรลุสู่ระดับใหม่ก็เหมือนจะทำอะไรเพิ่มได้หลายอย่าง แต่ไม่รู้ทำไมนายท่านคนใหม่ของนางกลับไม่พูดอะไรออกมาสักคำ

             

            หรือว่านางไม่ชอบ?

             

             ร่างนี้มันอาจจะดูอ่อนแอไปหน่อย

             

            เช่นนั้นขยายร่างให้ใหญ่กว่านี้ก็แล้วกัน

             

            แต่ก่อนที่ราชินีมังกรจะส่องแสงไป่ฟานเซียนที่รับรู้ถึงความคิดของนางผ่านพันธะสัญญากลับเป็นฝ่ายขัดขึ้นมาเสียก่อน

             

            “...ไม่ต้อง”

             

            “เอ๋?”

             

            “ถ้าข้าไม่อนุญาต  เจ้าห้ามเปลี่ยนหรือขยายร่าง...เข้าใจหรือไม่?”

             

            “...ข้าเข้าใจแล้ว”

             

            ราชินีมังกรรู้สึกว่าร่างกายสั่นสะท้านแปลกๆยามที่นายท่านของนางจ้องมา ทั้งคำสั่งที่ได้รับก็ดูจะหนักแน่นเสียจนไม่สามารถขัดขืน!

             

            “เช่นนั้นก็กลับกันเถิด...”

             

            ไป่ฟานเซียนพยักหน้ารับสายตาของนางแฝงความพึงพอใจบางอย่างไว้หลายส่วน นางคว้าหมับเข้าไปที่ตัวของราชินีมังกรแล้วบินดิ่งลงมาทางที่เหล่าผู้ติดตามของนางกำลังเฝ้ารออยู่

             

             

             

             

             

             

            ทันทีที่เรื่องของราชินีมังกรถูกเผยแพร่ออกไป  สถานการณ์ก็กลายเป็นวุ่นวาย  โดยเฉพาะทางฝั่งรัฐบาลและกองทัพ เพราะนอกจากการปรากฏตัวของสิ่งมีชีวิตในตำนานแล้ว  หญิงสาวหนึ่งเดียวที่สามารถต่อกรกับมันได้ก็ถูกพูดถึงไม่แพ้กัน

             

            ฉากที่แม้แต่เครื่องบินขับไล่ของกองทัพยังไม่สามารถจะทำอะไรมังกรตัวนั้นได้ถูกถ่ายจากระยะไกล

             

            มันถูกนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญทั้งในและนอกประเทศทำการวิเคราะห์ถึงความสมจริง ซึ่งแม้ว่าเหล่าผู้เชี่ยวชาญพวกนั้นจะอยากคิดว่ามันเป็นของปลอมขนาดไหนแต่มันยังมีวิดีโอและภาพถ่ายจากอีกหลายช็อตหลายมุมที่ผู้คนออกมาเปิดเผยกันมากขึ้นเรื่อยๆ

             

            ถึงขนาดที่ว่ามีคนไปถ่ายพื้นที่ที่มีการปะทะกัน  ชายหาดและพื้นดินบริเวณนั้นยังมีหลุมมีบ่อที่เกิดจากไฟของราชินีมังกรอยู่เลย

             

            ดังนั้นถึงจะไม่อยากเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อ!

             

            ข่าวเรื่องนี้ร้อนไปถึงหลายประเทศ  พวกเขาที่เป็นมหาอำนาจให้ความสนใจในร่างกายของ“มังกร” ที่พึ่งถูกค้นพบนี้มากๆ และอยากจะนำมันไปศึกษาเพิ่มเติม จึงได้ทำการติดต่อเข้ามาผ่านทางรัฐบาลจนสายแทบไหม้!

             

            ฝ่ายคนของรัฐบาลเองก็ให้ความสนใจเรื่องนี้อยู่เช่นกัน หากสามารถนำมังกรไปวิจัยจนฟื้นคืนสายพันธุ์ของมันได้จริงๆพวกเขาย่อมได้รับเกียรติยศและชื่อเสียงมหาศาล

             

            แต่เพราะว่ามันหายไปแล้ว  พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นใดอีก

             

            เพราะตอนนี้เรื่องที่คนให้ความสนใจกลับกลายเป็นการมีอยู่ของเหล่า“ผู้ฝึกตน” ในประเทศเสียแล้ว!

             

            นอกจากหญิงสาวที่ต่อสู้บนท้องฟ้า ก็ยังมีวิดีโอที่ถ่ายจากระยะไกลถึงการเคลื่อนไหวของเหล่าพลเอกของกองทัพ พวกเขาที่เป็นผู้ฝึกตนระดับปรมาจารย์เพื่อทำการหยุดยั้งสถานการณ์และควบคุมความเสียหายของพื้นที่จึงได้แสดงวรยุทธ์กันออกมาคนละหลายท่าอยู่

             

            “นี่มันเหมือนในหนังเลยนี่นา?”

             

            “ใช่เหมือนนิยายกำลังภายในพวกนั้นเลย คนพวกนี้เป็นจอมยุทธ์ที่ใช้พลังปราณอะไรพวกนั้นได้แน่ๆ!”

             

            “ฉันก็อยากจะเรียน  อยากจะเป็นท่านจอมยุทธ์อะไรแบบนั้นเหมือนกัน!”

             

            “มันจะเป็นของจริงแน่เหรอ?”

             

            “ความคิดเห็นบน  ไปดูที่โพสต์อื่นสิ ตอนนี้เริ่มมีคนออกมาเปิดเผยวิดีโอแปลกๆพวกนี้เพิ่มขึ้นแล้ว!”

             

            ความคิดเห็นล่าสุดทำให้หลายๆคนในโลกออนไลน์ตื่นตัวไม่นานพวกเขาก็ไปเห็นโพสต์หลายๆโพสต์ที่ออกมานำเสนอวิดีโอแปลกๆ  มีทั้งคนที่ต่อยผนังจนกระจุยได้ด้วยหมัดเดียวคนที่คว้าจับลูกธนูที่ยิงมาด้วยมือเปล่า คนที่ไต่ผนังได้เหมือนเดินอยู่บนพื้น

             

            แต่ที่ผู้คนให้ความสนใจที่สุดก็คือคลิปวิดีโอที่เป็นการต่อสู้กันของคนสองคน

             

            ถ้าเป็นคนในยุทธภพมองดูแค่แวบเดียวก็รู้ว่าทั้งสองคนนี้คือผู้ฝึกตนระดับ“จอมยุทธ์”

            ทันทีที่เริ่มต่อสู้ ทั้งสองคนก็ระเบิดเอาพลังปราณออกมาจากร่างจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าพวกมันไหลเวียนอยู่รอบร่างกายราวกับใส่เอฟเฟคพิเศษในหนัง  แต่มันดูสมจริงและเต็มไปด้วยพลังทำลาย การปะทะกันแต่ละครั้งดูรุนแรงและไม่มีการตัดฉากไปมา

             

            แม้แต่ผู้ชี่ยวชาญหลายคนก็ยังไม่กล้าออกมายืนยันว่านี่คือของปลอม!

             

            ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเอาออกมาเผยแพร่เพราะมันเป็นบัญชีใหม่และน่าจะสร้างขึ้นเพื่อปิดบังตัวตน ตามปกติคลิปวิดีโอพวกนี้มันจะถูกผู้คนเลื่อนผ่านไปเพราะไม่มีใครคิดว่าเป็นของจริง แต่หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ที่มีการเผยแพร่ออกมาทางโทรทัศน์  พวกเขาล้วนเปลี่ยนความคิดใหม่

             

            “...หรือว่าพวกนี้จะเป็นของจริงงั้นเหรอ?”

             

            “พวกวิชากังฟูของบางสำนักดูกระจอกไปเลยนะ”

             

            “นั่นสิ  ถ้าเราสามารถแข็งแกร่งขนาดนี้ได้จริง  พวกวิชาศิลปะการต่อสู้ในโลกนี้ได้ร้องไห้กันหมดแน่!”

             

             

             

            ความวุ่นวายนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ยิ่งกว่าในมุมมองของเหล่าผู้ฝึกตน พวกเขาที่แล้วมาอาศัยอยู่เงียบๆในโลกฝั่งนี้  แต่ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง  ผู้คนทั้งประเทศหรืออาจจะทั้งโลกก็พลันได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเขาขึ้นมากะทันหัน

             

            แบบนี้ไม่ว่าใครก็ตั้งตัวไม่ทัน!

             

            ถึงจะไม่ได้มีข้อบังคับเคร่งครัดเรื่องนี้แต่ในสมัยก่อนแม้ว่าพวกเขาจะพยายามเอาเรื่องราวภายในไปเล่าให้คนอื่นฟังขนาดไหนพวกเขาก็จะถูกคิดว่าเป็นคนบ้าหรือไร้สาระ ไม่ก็ถูกมองว่าเป็นพวกที่ดูนิยายกำลังภายในมากไปก็เท่านั้น

             

            “อาหวัง!  นายเคยบอกว่านายเป็นผู้ฝึกตนใช่ไหม?”

             

            ชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังเดินทางกลับบ้านได้รับสายโทรศัพท์จากเพื่อนที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น

             

            “ก็ใช่อยู่  แต่นายเคยบอกว่าไม่เชื่อไม่ใช่เรอะ?”เขาเบ้หน้า  ถึงจะเรียกตัวเองว่าเป็นผู้ฝึกตนแต่เขาก็ยังอยู่แค่ระดับรวมปราณขั้นห้า เพราะได้รับโชควาสนาเล็กน้อยจึงสามารถก้าวขาเข้ามาในโลกฝั่งนี้ได้  เขาพยายามจะชวนเพื่อนสนิทให้ฝึกด้วยกันแต่กลับถูกหาว่าเป็นเรื่องไร้สาระ

             

            เพราะว่าพลังฝึกตนในขั้นรวมปราณนี้มันค่อนข้างจะพิสูจน์ยากพวกเขาถูกมองว่าเป็นแค่คนที่แข็งแรงกว่าปกติ สำหรับขั้นที่เริ่มถูกยอมรับว่าเป็นผู้ฝึกตนแท้จริงก็ต้องเป็นผู้ฝึกยุทธ์เท่านั้น

             

            เขาจึงกำลังพยายามจะฝึกฝนตนเองไปให้ถึงขั้นนั้นให้ได้เพื่อพิสูจน์ให้เพื่อนสนิทเห็น

             

            “ฉันขอโทษ!  นายได้ดูข่าวในโทรทัศน์ไหม? ตอนนี้พวกผู้ฝึกตนอย่างนายกลายเป็นดาราดังกันแล้วนะเว้ย!”

             

            คำพูดของเพื่อนสนิททำให้อาหวังรีบเข้าไปดูในโลกออนไลน์เขาทำงานมาทั้งวันแล้วหลบไปฝึกฝนคนเดียวที่หลังเขาจึงไม่ได้ติดตามข่าวสารบ้านเมือง

             

            “...นี่มัน?”

             

            ตอนนี้ในโลกอินเตอร์เน็ตเต็มไปด้วยประเด็นเกี่ยวกับเหล่าผู้ฝึกตนนี้ มีผู้ฝึกตนมากมายออกมาแสดงตัว เมื่อพวกเขาพิสูจน์ตัวตนด้วยการทำอะไรสักอย่างจนคนเชื่อ พวกเขาก็คล้ายจะกลายเป็นคนดังที่มีผู้ติดตามเพิ่มขึ้นเหมือนติดจรวด!

             

            แม้แต่ระดับผู้ฝึกยุทธ์ธรรมดาที่แสดงการเสริมกำลังด้วยลมปราณแล้วยกหินก้อนใหญ่ก็ยังได้รับความนิยม

             

            แล้วยิ่งเป็นระดับจอมยุทธ์ที่สามารถปลดปล่อยลมปราณออกมาจากร่างกายได้อย่างอิสระ พวกเขาจะมีคนเข้ามาดูอย่างล้นหลามยิ่งไปกว่าพวกดาราเสียอีก!

             

            นี่เหมือนกับเป็นการเปิดโลกให้กับเหล่าประชาชนทั่วไป  แม้ว่าในตอนแรกจะมีผู้ฝึกตนบางส่วนไม่ค่อยจะพอใจ แต่ความรู้สึกที่ถูกผู้คนมองมาอย่างอิจฉาและชื่นชมก็เริ่มทำให้พวกเขาเปลี่ยนใจทีละนิด

             

            “เห็นแล้วใช่ไหม?อาหวัง นายยังจำตอนที่นายบอกว่าจะสอนฉันได้ไหม!?”

             

            เพื่อนของเขาพูดผ่านโทรศัพท์มาด้วยน้ำเสียงขอร้อง  อาหวังรู้ในทันทีว่าเขาจะพูดอะไรต่อ

             

            “...นายบอกว่าฉันไร้สาระไม่ใช่เรอะ?”

             

            อาหวังเอาคืนเบาๆ ทำให้เพื่อนของเขารีบละล่ำละลั่กขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่

             

            “ฉันขอโทษที่ว่านายในตอนนั้น! นะๆ นายสอนฉันหน่อย ต่อไปผู้ฝึกตนต้องกลายเป็นที่นิยมในหมู่สาวๆแน่ๆ”

             

            ชายหนุ่มถอนหายใจแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ปฏิเสธ เขานัดแนะกับเพื่อนแล้ววางสายไป ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองไปทางท้องฟ้าที่เริ่มจะโพล้เพล้ เขารู้ดีว่าเส้นทางนี้มันไม่ได้ง่ายดายเหมือนที่หลายๆคนคิด

             

            ถึงจะใช้เวลาเป็นปีๆก็ยังพัฒนามาได้เพียงเท่านี้  และไม่ใช่ทุกคนจะสามารถฝึกตนได้แบบที่หวัง

             

             

            เขารู้สึกว่ายุคสมัยมันกำลังจะเปลี่ยนไปแล้ว...

             

             

            ต่อไปโลกนี้จะกลายเป็นยุคสมัยของผู้ฝึกตน!

    คล้ายกับเรื่องรู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress ที่คุณอ่าน