บทที่ 53
คนฉลาด
ได้ยินคำถามนั้น หัวใจของอู๋ตี้ก็เต้นแรงไปหมด
“คุณจู หมายถึงอะไรเหรอครับ? ผมไม่เข้าใจคำถามเลย?”
ถึงแม้ว่าจะแอบตกใจอยู่ลึกๆ แต่สีหน้าของอู๋ตี้นั้นก็ยังแสดงออกถึงความนิ่งและแสดงออกถึงความซื่อเพื่อปกปิดเรื่องนี้ไว้
กลับกัน จูเฉิงนั้นกลับเป็นฝ่ายหัวเราะขึ้นมาแทน “หนุ่มน้อย นายหลอกใครก็ได้ แต่นายไม่สามารถหลอกสายตาของฉันได้หรอกนะ ในฐานะเป็นเพื่อนรุ่นเก๋า”
*เปร๊าะ*
จูเฉิงดีดนิ้วของเขาและทันใดนั้นเด็กเสิร์ฟก็มายืนตรงข้างโต๊ะด้วยความเคารพพร้อมๆกับส่งแท็บเล็ตให้เขาด้วย
เขารับแท็บเล็ตมาและส่งมันให้อู๋ตี้ด้วยรอยยิ้ม
ภาพบนจอนั้นแสดงให้เห็นถึงภาพวิดีโอจากกล้องวงจรปิดที่แสดงให้เห็นถึงช่วงที่ชายผู้หยิ่งผยองกำลังโวยวายในร้าน
ทันใดนั้น ชายคนเดิมที่อยู่ในภาพก็ต้องปกปิดใบหน้าไว้พร้อมกับมีเลือดไหลผ่านนิ้วลงมา
คนคนนั้นโกรธมากๆ และเพียงไม่นาน หน้าอีกด้านเองก็เกิดเลือดไหลขึ้นมาเหมือนกัน ซึ่งภาพที่ได้เห็นมันแปลกและน่ากลัวมากๆ
จูเฉิงชี้ไปบนจอเพื่อหยุดวิดีโอไว้ก่อนจะหันไปมองอู๋ตี้ด้วยรอยยิ้ม
อู๋ตี้เริ่มกังวลใจมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เขาก็ยังคงแกล้งโง่ต่อไปก่อน
“คุณจู นี่มันหมายความว่ายังไงเหรอครับ? ผมไม่เข้าใจเลย”
จูเฉิงมองไปยังอู๋ตี้ด้วยความสนใจก่อนจะพูดต่อ “หนุ่มน้อย ฉันบอกนายไปแล้วว่านายอาจจะจะหลอกคนอื่นได้ แต่สำหรับฉัน นายควรจะพูดมันออกมาตรงๆมากกว่า”
เขาเลื่อนนิ้วไปบนจอให้วิดีโอมันถอยกลับไปยังจุดเริ่มต้นใหม่ ก่อนจะกดปุ่มบางอย่างและให้วิดีโอนั้นเริ่มเล่นใหม่อีกครั้ง
ครั้งนี้วิดีโอเริ่มเล่นด้วยความเร็วที่ช้าลงไปมาก มันคือการเล่นแบบสโลโมชั่น
และทันใดนั้น เงาลึกลับก็ปรากฏขึ้นมาระหว่างอู๋ตี้และชายที่กำลังโวยวาย
จูเฉิงรีบหยุดภาพนั้นเอาไว้ในทันทีด้วยการกดหยุดและชี้ไปทางเงาดำที่ปรากฏขึ้นมา
“หนุ่มน้อย มันเกิดอะไรขึ้นกันล่ะ ฉันมองเห็นผ่านวิดีโอนี่แล้ว คราวนี้นายจะพูดว่าไม่รู้อีกไหม?”
มองไปยังภาพที่อยู่บนจอนั้น อู๋ตี้ก็ต้องถอนหายใจออกมาด้วยความช่วยไม่ได้
ดูเหมือนว่าเขาจะไม่สามารถซ่อนเรื่องนี้ได้จริงๆ เนื่องจากภาพนั้นมันฟ้องว่าเขาเป็นคนเอามีดไปกรีดหน้าชายที่หยิ่งยโสคนนั้นจริงๆ
“อ่า ใช่แล้วครับคุณจู ผมยอมรับก็ได้ว่าผมทำมันเอง ผมเป็นคนใช้มีดกรีดหน้าของเขา แต่ว่านั่นก็เพราะความผิดของเขาเองนั่นแหละครับ คนแบบนั้นน่ะ ควรจะได้บทเรียนซะบ้าง”
จูเฉิงเก็บแท็บเล็ตกลับไปและมองอู๋ตี้ด้วยรอยยิ้ม “ใช่แล้ว คนแบบนั้นสมควรที่จะได้รับบทเรียนเสียบ้าง แต่ยังไงก็เถอะ นายยังไม่ได้ตอบคำถามฉันที่ถามไว้ตั้งแต่ต้นอย่าง ‘นายทำแบบนั้นได้ยังไง’?”
ด้วยสิ่งนี้ จูเฉิงมองไปยังอู๋ตี้ด้วยสายตาแห่งความสงสัยราวกับว่าเขากำลังอ่านใจของอู๋ตี้ไปด้วย
อู๋ตี้สูดหายใจเข้าไปลึกๆอีกครั้ง คำถามนี้มันค่อนข้างจะตอบยากอยู่นิดหน่อย
นอกจากเอ้อซีซีแล้ว เขานั้นไม่เคยบอกใครเกี่ยวกับเรื่องระบบนี้เลย แล้วเขาก็ไม่คิดด้วยว่าจะมีใครเชื่อเรื่องที่เขาพูดนี่อีก
ในวินาทีต่อมา เขาจึงค่อยพูดต่อ “โอเค คุณจู ผมจะบอกคุณ จริงๆแล้วผมเป็นลูกศิษย์ของตระกูลที่เก่งกาจด้านศิลปะการต่อสู้ตระกูลหนึ่งน่ะ สิ่งที่ทำไปนั้นคือเคล็ดวิชาที่ทำให้เพิ่มความเร็วระดับสุดยอดได้ ผมคงจะดูเป็นตัวตลกต่อหน้าคุณหรือเปล่าแบบนี้?”
หลังจากที่ได้ฟังคำตอบแล้ว จูเฉิงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็เกิดความงุนงงขึ้นมาแล้วจึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเชิงถามต่อ “จริงเหรอ?”
ลึกๆแล้วเขานั้นคือจิ้งจอกเฒ่า ใบหน้าของเขาสามารถเปลี่ยนไปได้ตามสิ่งที่เขาอยากจะพูดหรือพูดไปแล้ว อย่างเช่นใบหน้าที่ดูทระนงในศักดิ์ศรีอย่างเมื่อตอนแรกที่ได้เจอกัน
เหตุผลที่สีหน้าของเขานั้นเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วนั่นก็เพื่อจะตรวจสอบว่าสิ่งที่อู๋ตี้พูดมานั้นเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า
ในการเผชิญหน้ากับสีหน้าจริงจังเช่นนี้ มันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยากที่จะเกิดความเครียด และเมื่อไหร่ที่เกิดความกังวล มันก็จะทำให้คนคนนั้นสำนึกผิดได้ง่ายขึ้น คำโกหกจะต้องพ่าย จนต้องร่ายซึ่งความจริง
จูเฉิงนั้นเชี่ยวชาญทริคเล็กๆเช่นนี้เป็นอย่างดี
ในการที่ต้องเผชิญหน้ากับจูเฉิงผู้ที่จู่ๆก็แสดงสีหน้าจริงจังและเข้มงวดขึ้นมา อู๋ตี้นั้นอดไม่ได้ที่จะหลบตาเขาอยู่หลายครั้ง ความรู้สึกกดดันที่มองไม่เห็นนั้นมันแพร่กระจายไปทั้งตัว
ความกดดันระดับนี้มาจากคนคนเดียวงั้นเหรอ? คนที่เคยอยู่จุดสูงสุดมาอย่างยาวนานนับทศวรรษ…
ครู่หนึ่งนั้นอู๋ตี้รู้สึกเหมือนอยากจะพูดทุกอย่างออกไป
แต่โชคยังดี เขายังสามารถควบคุมตัวเองได้
“จริงสิครับ คุณจู ผมไม่มีเหตุผลที่ต้องโกหกคุณนี่นา”
แววตาของอู๋ตี้ดูมั่นคงและใจเย็นขึ้นมา แต่มือที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะนั้นกำลังสั่นเทาและเต็มไปด้วยเหงื่อ
จูเฉิงมองเขาด้วยสีหน้าจริงจังอยู่อีกพักใหญ่ๆ และทันใดนั้นความจริงจังมันก็คลายลงไปราวกับน้ำแข็งที่ละลาย ใบหน้านั้นกลับมาเป็นใบหน้าที่ใจดีอีกครั้ง
“ฮ่ะๆๆ น้องชาย ไม่ต้องกังวลไป แค่ความตื่นเต้นของคนแก่น่ะ ดูเหมือนฉันจะถามมากไปหรือเปล่านี่? ฮ่ะๆๆ ขอโทษด้วยนะ ”
ในทันทีที่บรรยากาศมันคลายลง มือที่กำแน่นอยู่ใต้โต๊ะของอู๋ตี้ก็ผ่อนคลายลงเช่นกัน เขารู้สึกโล่งอกและส่ายหน้าพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้านั้นเลย
“ไม่เป็นไรหรอกครับ แต่ยังไงผมคงต้องขอให้คุณจูช่วยเก็บมันเป็นความลับด้วยนะครับ เพราะผมเองก็ไม่อยากจะให้ใครรับรู้ถึงตัวตนผมมากนักน่ะครับ แบบว่ามันจะช่วยทำให้ผมเจอปัญหาที่ไม่จำเป็นได้น้อยกว่าน่ะครับ”
อู๋ตี้นั้นค่อนข้างจะตระหนักและระมัดระวังมากๆ เพราะตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เขาจะใช้ระบบนี้ได้อีกครั้ง เพราะงั้นในเมื่อมันไม่แน่นอน เขาก็ต้องระวังมากขึ้นไปอีก เขาหวังว่าจูเฉิงจะไม่ถามซอกแซกในเหตุผลที่เขาสร้างขึ้นมาต่อ ไม่งั้นแล้วเขาได้ปวดหัวเพิ่มแน่ๆ
“แน่นอน น้องชาย ไม่ต้องกังวล ผมเข้าใจเรื่องนี้ดี”
ในตอนนั้นเอง อาหารที่สั่งมาก็เริ่มเข้ามาเสิร์ฟ ทั้งสองต่างจับตะเกียบขึ้นมาและลงมือกิน
ระหว่างกินอยู่ จูเฉิงเองก็ยังคงพูดคุยกับอู๋ตี้อยู่เรื่อยๆด้วย
“น้องชาย นายดูจะเชี่ยวชาญด้านกังฟูดีนี่ พูดจริงๆเลยนะ ฉันน่ะเกิดมาก็ครึ่งค่อนชีวิตแล้ว ฉันเจอสิ่งต่างๆมากมายที่น่าทึ่งในชีวิตนี้ รวมถึงมีประสบการณ์มากมายที่ได้พานพบด้วย แต่ฉันน่ะไม่เคยเห็นนายมาก่อนเลย ไม่คิดเลยว่าจะมีคนที่สามารถเคลื่อนไหวได้เร็วขนาดนี้ผ่านการฝึกฝน นายนี่มัน นักสู้เร้นเงาตัวจริงเสียงจริงเลยนี่นา” จูเฉิงพูดด้วยความรู้สึกตื้นตัน
เขานั้นยกย่องอู๋ตี้ให้เป็นน้องชายของเขา และแววตาของเขาเองนั้นก็เปี่ยมไปด้วยความชื่นชมมากๆเลยด้วย
ด้วยอายุและตำแหน่งของเขาเอง มีไม่กี่สิ่งหรอกที่จะอยู่เหนือการคาดการของเขา แต่วันนี้น่ะมันเกิดความคาดหมายแบบมากๆเลยจริงๆ
อู๋ตี้ได้ยินดังนั้นก็เกิดรอยยิ้มแปลกๆขึ้นในใจ จะมีมนุษย์คนไหนที่สามารถฝึกฝนจนมีความเร็วระดับนี้ได้กันเล่า อย่าว่าแต่ 20 เท่าเลย แต่เท่าตัวก็ยากมากๆแล้ว
แต่เขาทำได้แค่นี้ สร้างความเข้าใจผิดให้จูเฉิงแบบนี้ไปก่อน ไม่งั้นแล้วป่านนี้เขาคงยังย่ำอยู่ในโคลนแห่งความสับสนแน่ๆ
“คุณจู ผมน่ะก็แค่นักเล่นกลตัวจ้อย ไม่คู่ควรกับคำคำนั้นหรอก” อู๋ตี้หัวเราะ
“ฮ่ะๆๆ นายช่างถ่อมตน ไม่เหมือนคนอื่นๆ หากวันใดที่นายต้องการจะมาหาฉัน ฉันจะอยู่ที่นี่ แต่ถ้าเมื่อไหร่ฉันอยู่ที่ทางตอนเหนือของตงหลิง ฉันคงจะยุ่งนิดหน่อย เอาอย่างงี้ เมื่อไหร่ถ้านายอยากจะมาร่วมงานกับฉัน นายเพียงแค่บอกกับฉันก็พอ”
อู๋ตี้ชะงักไปเลย นี่มันเกิดอะไรขึ้น? แค่คุยกันไม่กี่คำทำไมเขาถึงกล้าพูดอะไรแบบนั้นออกมา?
ยิ่งไปกว่านั้น ดูจากอายุของจูเฉิงแล้ว อย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่า 40 ปีแน่ๆ ทำไมเขาถึงกล้าให้คำปฏิญาณอะไรแบบนี้มาผูกมัดตัวเองล่ะ? นี่ไม่ต้องพูดถึงอายุของตัวเขาเองเลยนะ
“คุณจูนี่ช่างพูดเล่น ผมคิดว่าผมไม่เหมาะกับเรื่องพวกนั้นซักเท่าไหร่หรอกครับ นอกจากนั้นแล้วผมเองก็ชอบใช้ชีวิตอยู่คนเดียวเหมือนคนปกติในเวลาปกติด้วยน่ะครับ เพราะงั้นแล้วผมคงจะไม่สนใจเรื่องนี้ซักเท่าไหร่ ต้องขออภัยด้วย” อู๋ตี้พูดด้วยถ้อยคำที่สุภาพสุดๆ
จูเฉิงเองก็เป็นคนตรงไปตรงมา เขาหัวเราะและยิ้มตอบพร้อมๆกับโบกมือ
“ไม่เป็นไรๆ ฉันแค่พูดเผื่อเอาไว้ แต่ฉันยังชื่นชมคนที่มีความสามารถเช่นนายอยู่นะ เพราะว่านายน่ะยังหนุ่มยังแน่น แล้วก็ดูแล้วมีแววพัฒนาได้อีก ด้วยความสามารถระดับนี้ แถมนายเองก็ยังถ่อมตนและทำตัวติดดินแบบนี้อีก มันหาได้ยากสำหรับคนเช่นนี้ถ้าจะให้มาช่วยงานจูเฉิงผู้นี้ในอนาคต เพราะฉะนั้นถ้าเมื่อไหร่นายอยากทำงานกับผม ไม่ต้องเกรงใจเลยนะ”
อู๋ตี้เองก็ได้แค่ยิ้ม เขาถือแก้วชาเอาไว้เปรียบดังแก้วไวน์เพื่อที่จะรับข้อเสนอนั้นไว้จากจูเฉิง
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เมื่ออู๋ตี้ออกจากร้านบ้านไม้เก่าแล้ว จูเฉิงก็ไปยืนที่หน้าร้านจนกระทั่งร่างของอีกฝ่ายหายลับไป
แม้อู๋ตี้จะลงลิฟต์ไปแล้ว จูเฉิงก็ยังยืนอยู่ที่นั่นพร้อมๆกับมองลึกไปยังทางที่อู๋ตี้จากไป
ครู่หนึ่ง ภาพที่ส่องสว่างและงดงามก็ปรากฏขึ้นที่เบื้องหลังของจูเฉิง
ผมสีน้ำตาลแดงที่โดดเด่น ใบหน้าที่งามไร้ซึ่งที่ติใดๆ กิริยาท่าทางที่งดงาม สภาวะอารมณ์ที่มั่นคงและเยือกเย็น เธอคนนี้คือดอกไม้งามแห่งมหาวิทยาลัยตงหลิง หลานเสวี่ย นั่นเอง
“นายหญิง”
ในทันทีที่หลานเสวี่ยปรากฏตัว จูเฉิงก็โค้งให้และทำความเคารพทันที
“ผู้จัดการจู คุณคิดว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า?”
หลานเสวี่ยถามด้วยเสียงที่อ่อนนุ่ม
จูเฉิงหัวเราะอย่างชาญฉลาด “นายหญิง ไม่ใช่ว่าท่านรู้คำตอบนี้ดีอยู่แล้วในใจหรือขอรับ? เหตุใดท่านจึงถามตาเฒ่าเช่นข้าน้อยให้มากความกันขอรับ?”
หลานเสวี่ยชะงักไปก่อนจะพยักหน้ากับตนเอง “เข้าใจแล้ว ผู้จัดการจู ฉันอยากจะรบกวนให้คุณจูช่วยใส่ใจคนคนนี้ให้มากขึ้นหน่อยในหลายๆวันนี้ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้นกับเขา และถ้ามันเกิดขึ้นจริงๆ ฉันเชื่อว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงได้มากกว่านี้อีก”
จูเฉิงทำความเคารพอีกครั้ง “ไม่ต้องเป็นห่วงขอรับ นายหญิง ข้าน้อยเข้าใจเรื่องนั้นดี”