นอกเหนือจากในดันเจี้ยน ยังมีสถานที่อีกแห่งหนึ่งซึ่งก็เกิดเรื่องวุ่นๆเช่นกัน
สถานที่นี้ิิอยู่ห่างจากดันเจี้ยนทะเลทรายและอาณาจักรเบลฟาร์สไปหลายหมื่นไมล์
มีอาณาจักรแห่งหนึ่งที่แม้จะไม่ใช่อาณาจักรมหาอำนาจ แต่ก็ถือว่าเป็นอาณาจักรที่มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและมั่นคงทางการทหารอยู่พอสมควร และที่สำคัญคืออาณาจักรนี้มีนโยบายวางตัวเป็นกลางมาโดยตลอด ฉะนั้น
#ณ หอประชุมนานาชาติ แห่งอาณาจักรนอร์ท วิหารศักดิ์สิทธิ์เซนต์โทเรีย#
“กระผมบอกแล้วไงครับ ไม่ว่ายังไงแผนนโยบายด้านงบประมาณประจำปีนี้ก็ไม่ตกลง เพราะพวกเราเป็นแค่อาณาจักรเล็กๆเท่านั้น ทำไมต้องจ่ายเงินสนับสนุนกองกำลังทหารนานาชาติอย่างหน่วยอัศวินเวทมนตร์ ในเปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้นมากขนาดนี้” ทูตจากอาณาจักรหนึ่งร้องโวยวายแบบไม่เกรงใจและไม่รักษามารยาท ถึงกระนั้นก็ไม่มีเสียงใดๆเล็ดลอดออกมานอกหอประชุมชั้นสูงสุดบนยอดวิหารแม้แต่น้อย เพราะที่นี่มีอุปกรณ์เวทมนตร์ซึ่งติดตั้งระบบช่วยกักเก็บเสียงเป็นอย่างดี
ที่แห่งนี้ถือเป็นสถานที่ประชุมทางการฑูตสำคัญเพื่อเคลียร์ปัญหาต่างๆระหว่างอาณาจักรและกำหนดนโยบายแนวทางต่างๆร่วมกันสำหรับมนุษยชาติ
วิหารสูงเสียดฟ้ารอบข้างประดับประดาด้วยลวดลายหรูหราอันวิจิตรตกแต่งอย่างดีตั้งแต่ภายนอกยันภายใน
ด้านหน้าวิหารมีสวนไม้ประดับซึ่งมากไปด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิดเพียงแค่มองปราดเดียวก็รู้ว่าต้องมีนักจัดสวนชั้นยอดฝีมือดีมามีส่วนร่วมในการออกแบบและจัดสวยแน่ๆ รอบๆวิหารนั้นมีฐานเป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยมมีนาฬิกาเรือนใหญ่ฝังด้วยอัญมณี12สีประดับอยู่ภายในแสดงตัวเลขบอกเวลาต่างๆตรงปลายเข็มนาฬิกา ด้านล่างวิหารเป็นเสาหินสลักลวดลายค้ำยันเอาไว้และข้างๆเสาหิน ก็เว้นระยะห่างด้วยรูปปั้นต่างๆซึ่งแกะสลักอย่างปราณีตมีทั้งรูปสัตว์ในตำนานต่างๆ เช่น กริฟฟิน ,ยูนิคอร์น ,บาซิลิสก์ ,ฟินิกส์ ,เฟนรีร์ ,มังกร ฯลฯ
“ท่านทูตแห่งร็อคเฟ็ด ทุกอาณาจักรเขาก็จ่ายงบส่วนนี้เหมือนกันหมดมิใช่รึ ไม่ได้มีแค่อาณาจักรท่านอาณาจักรเดียวสักหน่อย" ทูตจากอีกอาณาจักรหนึ่งกล่าวตอบ
เก้าอี้กว่า30ตัวเรียงรายรอบโต๊ะยาวใหญ่ หน้าโต๊ะ ณ ตำแหน่งตรงข้ามเก้าอี้แต่ละตัวมีป้ายแสดงชื่อของแต่ละอาณาจักรเขียนติดไว้แสดงให้เห็นว่ามีตัวแทนจากหลายอาณาจักรต่างๆมาประชุมร่วมกันเป็นจำนวนมาก นั่นเป็นตัวตอกย้ำว่าการประชุมนี้สำคัญมากแค่ไหน
ณ หัวโต๊ะ มุมขวาสุดมีเก้าอี้อยู่เพียง2ตัว ซึ่งตกแต่งดูดีเป็นพิเศษกว่าเก้าอี้ตัวอื่นๆ แสดงให้เห็นว่าคนที่นั่งอยู่ตำแหน่งนี้2คนมีตำแหน่งที่สำคัญกว่าตำแหน่งอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด
เด็กสาววัยแรกรุ่นอายุราว15-16ปี ผมของเธอยาวสลวยมีสีทองบรอนด์ยามสัมผัสกับแสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านหน้าต่างคราวใดก็ทอแสงสะท้อนงดงามจนชวนให้ลุ่มหลงทุกครั้ง ไม่แพ้กับดวงตาสีทองที่ยามมองเข้าไปย่อมให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนได้อาบแสงตะวัน ผิวพรรณของเธอขาวผุดผ่อง ใบหน้าของเธองดงามเกินเกณฑ์ของหญิงสาวชนชั้นสูงทั่วๆไปนัก ในที่แห่งนี้ล้วนมีแต่คนที่คิดไม่ถึงว่าเด็กสาวผู้อายุน้อยและงดงามถึงเพียงนี้นั้น จะมีโอกาสได้นั่งอยู่บนเก้าอี้1ใน2ตัวนั้น
[อัศวินศักดิ์สิทธิ์ลำดับที่6: เอลิเซ่ ฟอน โฮเอนไฮม์]
หลังจากพบกับเด็็กหนุ่มผมสีขาวดวงตาสีแดงคนนั้นครั้งล่่าสุด นับแต่นั้นมาก็ผ่านมาหลายสัปดาห์แล้ว แต่เหตุการณ์ในโรงเรียนอัศวินเวทมนตร์ของอาณาจักรเบลฟาร์สในวันนั้นก็ยังตราตรึงในใจเธอไม่หาย
เอลิเซ่นั่งเหม่อลอย..โดยไม่ได้ฟังการโต้เถียงกันระหว่างคณะฑูตที่เริ่มค่อยๆเผ็ดร้อนขึ้น
เขาคนนั้นคือใครกันแน่นะ..
ทำไมตัวฉันถึงจำเรื่องราวในอดีตไม่ได้..
ทำไมคำพูดของเขาในวันนั้น ถึงตราตรึงในใจเราถึงขนาดนี้ มันทำให้ฉันรู้สึกเจ็บแปล๊บๆที่หน้าอกตัวเองตลอดเวลาราวกับตัวฉันจะสูญเสียบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญที่สุดในชีวิตไป..สิ่งสำคัญที่ฉันตามหา..ใครบางคนที่ฉันรอคอยมาตลอด..
แต่ฉัน..
แต่ฉันกลับจำเขาคนนั้นไม่ได้เลย
ในวินาทีนั้นชิ้นส่วนภาพความทรงจำบางอย่างก็แล่นเข้ามาในหัว
“เอลิเซ่วันนี้ลูกต้องตามพ่อกับแม่ไปพระราชวังนะ เพราะมีงานเลี้ยงครบรอบวันเกิดของฝ่าบาทในรัชสมัยปัจจุบัน ซึ่งในฐานะขุนนางชั้นสูงพวกเราต้องไปด้วย และนี่ก็จะเป็นการออกงานครั้งแรกของลูกเช่นกัน”
“ค่ะ…คุณพ่อ หนูพา….ไปด้วยได้ไหมคะ”
“คงไม่ได้หรอก เพราะงานนี้ที่ไปได้ต้องมีแต่ขุนนางหรือลูกหลานขุนนางเท่านั้น”
ขบวนรถม้าแล่นออกไป..แต่เมิื่อกลับมาอีกทีตอนค่ำ
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน!?..มีผู้บุกรุกงั้นหรอ?…พ่อบ้านๆๆ” ท่านวิสเคานต์ผู้เป็นเจ้าของคฤหาสน์ตะโกนเรียก แต่ก็ไม่มีเสียงใดๆตอบรับ
“ระ…เร…ล”
มันเกิดอะไรขึ้น!?
นายอยู่ที่ไหน?
นายอยู่ที่ไหน??
ภาพแห่งความทรงจำตัดหายไปตั้งแต่ตอนนั้น..พร้อมกับน้ำตาที่เริ่มไหลออกมาจากตาข้างซ้ายโดยไม่รู้ตัว
“เรเวล”
ชื่อนี้พึมพัมออกมาจากปากของเธอเบาๆเป็นครั้งแรก
“เอาล่ะท่านฑูตทั้งหลาย..ได้โปรดใจเย็นๆกันก่อน”
ทางด้านซ้ายมือสุดของโต๊ะมีเก้าอี้ที่หรูหราและตกแต่งได้ดูดีที่สุดในห้องนี้
ใช่แล้วล่ะ..เขาคือเจ้าภาพหรือประธานการประชุมนี้นั่นเอง
[ราชาแห่งอาณาจักรนอร์ท: ซีเซ่น โคเคเรีย นอร์ทที่7]
“ต้องขออภัยเป็นอย่างสูงพะยะค่ะฝ่าบาท”
“กระหม่อมเสียมารยาทไป ได้โปรดขอให้พระองค์ในฐานะเจ้าภาพการประชุมโปรดอภัยให้แก่หมอมฉันและทางอาณาจักรเราด้วย”
พวกฑูตแต่ละคนที่เริ่มได้สติ และค่อยๆโค้งคำนับขออภัยที่เสียมารยาท
อนึ่งที่การโต้เถียงนี้มันเกิดขึ้นได้ก็เพราะว่าลึกๆนั้นไม่ค่อยจะมีอาณาจักรไหนอยากจะเสียงบประมาณไปลงกับหน่วยอัศวินเวทมนตร์ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางของโลกสักเท่าไหร่ แสดงให้เห็นว่าพวกเขาสนใจแค่ผลประโยชน์ของอาณาจักรตัวเองเท่านั้น เพราะยุคสมัยที่สงบสุขนี้ดำเนินมาอย่างยาวนาน จึงไม่ค่อยมีใครใสใจกับภัยคุกคามจากมิสแลนด์เท่าไหร่นัก อีกอย่่างนโยบายของหน่วยอัศวินเวทมนตร์นั้นคือการวางตัวเป็นกลางทางการทหาร ไม่ยุ่งกับความขัดแย้ง ไม่ขึ้นตรงกับอาณาจักรใดๆ และสนใจแค่ภัยคุกคามจากมอนสเตอร์ ,สัตว์ปีศาจ ,อสูรกาย และองค์กรก่อการร้ายระหว่างอาณาจักร นอกจากภัยคุกคามพวกนี้ซึ่งมีประมาณน้อย ก็เหลือแค่ปกป้องชายแดนที่ติดกับมิสแลนด์ตามแนวกำแพงเทือกเขาไร้สิ้นสุดเท่านั้น นั่นทำให้ไม่มีอาณาจักรไหนสามารถแสวงหาผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเองจากองค์กรที่เรียกว่าหน่วยอัศวินเวทมนตร์ได้เลย นอกจากนี้องค์กรนี้ยังเป็นแหล่งซ่องสุมพวกหัวกะทิที่หนีออกจากอาณาจักรตัวเองเพราะปัญหาทางบ้านหรือหนีการแต่งงานทางการเมืองแบบถูกกฎหมายอีกต่างหาก ทำให้มีอาณาจักรจำนวนไม่น้อยต้องสูญเสียบุคลากรอันมีค่าของตัวเองและมีชนชั้นสูงจำนวนไม่น้อยต้องสูญเสียผลประโยชน์มากมายมหาศาลจากการแต่งงานทางการเมืองที่ไม่สามารถทำได้ เพราะเจ้าบ่าว เจ้าสาว หนีไปเข้าหน่วยอัศวินเวทมนตร์
หน่วยอัศวินเวทมนตร์มีอัศวินศักดิ์สิทธิ์ทัั้ง6คนเป็นผู้บัญชาการหน่วยรบแต่ละหน่วย และมีจักรพรรดิเวทมนตร์เป็นผู้บัญชาการสูงสุด แม้หน่วยงานนี้ซึ่งแข็งแกร่งกว่ากองทหารใดๆในแดนมนุษยชาติอาจฟังดูเท่และน่าปราบปลื้มสำหรับผู้คนจำนวนมากและลูกหลานของใครอีกหลายคน แต่สำหรับอีกหลายคนที่มีอำนาจและสนใจแต่เรื่องเงินทองๆและผลประโยชน์ของตระกูลตัวเองหรืออาณาจักรตัวเองก็อาจไม่ได้คิดว่ามันเท่หรือน่ายกย่องอะไรขนาดนั้น เพราะพวกเขาล้วนมองไม่เห็นภัยคุกคามสำหรับโลกอันแสนสงบสุขมายาวนานนี้เลย
เมื่อมีหน่วยรบ มีกองทหาร มีองค์กร ไม่ว่าจะที่ไหนก็ย่อมมีค่าใช้จ่ายเสมอ ทั้งเงินเดือนบุคลากร สวัสดิการ อาวุธ เสบียง ค่าซ่อมบำรุง ไอเท็มสนับสนุน ฯลฯ เมื่อมีค่าใช้จ่ายสิ่งที่ต้องตามมาก็คือคนจ่ายหรือสปอนเซอร์นั่นเอง
“ท่านอัศวินศักดิ์สิทธิ์ ข้าอยากทราบว่าท่านคิดเห็นเช่นไรกับคณะฑูตเหล่านี้ที่อยากจะเสนอลดงบประมาณของหน่วยงานอัศวินเวทมนตร์ลง รวมทั้งเลือกที่จะไม่เพิ่มงบประมาณตามที่่พวกท่านร้องขอ” กษัตริย์แห่งอาณาจักรนอร์ทผู้เป็นเจ้าภาพการประชุมตรัสถามไปยังชายคนหนึ่งซึ่งแลดูมีอายุหน่อย แต่เขาคนนั้นก็ไม่ใช่ตาลุงหงำเหงือกธรรมดา
[อัศวินศักดิ์สิทธิ์ลำดับที่4: อินกัล แกรนด์เดย์]
ชายผู้มีผมสีเทาปนขาวไว้หนวดสั้นใต้จมูกเล็กน้อย ส่อแววของลุงใจดีผสมนักปราชญ์ผู้รอบรู้ แต่ถึงกระนั้นระดับพลังของคนๆนี้ก็ไม่ใช่ธรรมดาเลย หากเขาเอาจริงย่อมสามารถเป่าอาณาจักรนอร์ทให้หายไปครึ่งนึงได้สบายๆ
“เฮ้อ……….”
อินกัลถอนหายใจยาวๆ จากนั้นจึงค่อยๆเล่าสถานการณ์ตรงแถบชายแดนตามแนวเทือกเขาไร้สิ้นสุดให้ฟัง โลกนี้ไม่ได้สงบสุขหรือปลอดภัยอย่างที่หลายคนคิด กำแพงตามแนวเทือกเขาไร้สิ้นสุดใช่ว่าจะป้องกันการบุกของปีศาจในโลกฝั่งนั้นได้100% เพราะมันมีสิิ่งที่เรียกว่ารูรั่วอยู่
ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งนั้นมันเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่สิ่งที่พวกหน่วยอัศวินเวทมนตร์อย่างเราทำคือเราพยายามป้องกันมันให้ได้มากที่สุด แม้จะมีพวกมันบางส่วนที่พยายามบุกเข้ามาและพวกเราก็สามารถกำจัดให้หมดไปได้ด้วย2เหตุผล
1.พวกที่บุกเข้ามาเป็นแค่ปีศาจระดับต่ำ ซึ่งด้อยทั้งสติปัญญาและความสามารถ
2.รูรั่วตามแนวกำแพงมันมีไม่เยอะ เลยพอกระจายกำลังไปป้องกันแต่ละจุดได้เต็มที่
นี่จึงเป็นสาเหตุที่โลกยังสงบสุขแบบทุกวันนี้ในแบบที่ทุกคนเห็น แต่จะมีใครสักคนกล้ารับประกันไหมล่ะว่ากำแพงนั่นจะไม่พังลงมาทั้งหมดในสักวัน และถ้าหากมันพังลงมาทั้งหมดจะเกิดอะไรขึ้น
อึก..
เสียงกลืนน้ำลายลงคอดังออกมาจากคณะฑูตบางคนที่สีหน้าเริ่มวิตก
มิสแลนด์ที่พวกเราอัศวินเวทมนตร์เคยย่างกลายเข้าไป ก็มีเพียงแค่จุดซึ่งเชื่อมต่อกับรูรั่วตรงนั้นซึ่งนั่นเป็นเพียงแค่อาณาเขตสุดขอบตื้นๆของมิสแลนด์เท่านั้น ไม่มีใครเคยย่างกลายเข้าไปลึกกว่านั้น เพราะไม่มีใครรู้ว่าไกลกว่านั้นจะมีอะไรรออยู่
เมื่อเล่าถึงตรงนี้อินกัลเริ่มลังเลว่าจะเปิดเผยมูลต่อดีไหม..เพราะข้อมูลหลายส่วนเกี่ยวกับมิสแลนด์มีกฎในหน่วยอัศวินเวทมนตร์ว่าต้องเก็บเป็นความลับเพื่อป้องกันความตื่นตระหนกของมนุษยชาติโดยไม่จำเป็น แต่ถ้าหากจำเป็นก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากคนที่มีตำแหน่งอัศวินศักดิ์สิทธิ์อย่างน้อย3คนขึ้นไป
'เจ้าทาเลสนั่นไม่ใช่ปัญหาหรอก..หมอนั่นมันมันไฟเขียวทุกเรื่องอยู่แล้ว..เหลือแค่..’
ตาลุงไว้หนวดแลมาดดูใจดีจึงหันไปยังเก้าอี้ข้างๆซึ่งมีเด็กสาวผมทองตาทองนั่งอยู่
“เธอมีความคิดเห็นว่ายังไงบ้างล่ะเอลิเซ่”
“…”
“เอลิเซ่…”
“…”
เด็กสาวผมทองไม่มีปฎิกิริยาใดๆ เธอเพียงแต่นั่งเหม่ออยู่ราวกับคิดถึงเรื่องอะไรบางอย่างที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่ประชุมแห่งนี้เลย เมื่อเห็นเด็กสาวไม่ยอมตอบซึ่งผิดวิสัยปกติของเธอ อินกัลจึงยื่นมือไปสะกิดที่ไหล่ของเธอเบาๆ
“!..อ๊ะ..โทษที..มีอะไรงั้นหรออินกัล?”
#คุยกับคนเขียน(ไรท์)#
-ขออภัยที่อัพช้าจนไม่น่าให้อภัยอีกแล้วครับ คงต้องบอกตรงๆว่าติดหลายอย่างทั้งสอบปลายภาค พอสอบเสร็จก็เลยไปปฎิบัติธรรมที่วัดต่อ +ติดขี้เกียจด้วยส่วนหนึ่ง5555
-ต้องบอกตรงๆว่าพล็อตเรื่องนี้ในหัวไรท์มันวางไว้ไกลมากๆ เหลือแค่เขียนเรื่องในหัวออกมาให้เป็นตัวอักษรก็เท่านั้นแหละ