บทที่ 35 ต้องมีทางออกเสมอ
ทุกคนต่างจ้องมองไปที่เซี่ยหรันหรั่น สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นทันที
ซ่งเฉียวอยากดูว่าเซี่ยหรันหรั่นจะมีเหตุผลอะไรอีก
เซี่ยหรันหรั่นขมวดคิ้วพลางกัดฟันครุ่นคิด คนมีการศึกษาอย่างเธอต้องมาคุยกับแม่บ้านไร้การศึกษาพวกนี้ แล้วเหมือนคุยกับกำแพง ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าพวกหล่อนต้องการอะไร แต่เมื่อเห็นว่าสีหน้าของอีกฝ่ายไม่มีทีท่าจะผ่อนคลายลงเลยสักนิด เธอจึงยอมอ่อนข้อลงและขอโทษพี่สะใภ้หวัง
"พี่สะใภ้ ฉันไม่ได้มีเจตนาแบบนั้นนะคะ แต่ถ้าคุณจะเข้าใจแบบนั้นจริง ๆ ฉันก็คงทำอะไรไม่ได้ ถ้าทำให้คุณไม่สบายใจ ฉันขอโทษนะคะ"
สมแล้วที่เป็นนางเอก แม้แต่การขอโทษก็ยังหาเหตุผลให้ตัวเองจนได้ แต่ว่าฟังแอบคุ้น ๆ อย่างไรไม่ทราบ เหมือนจะเป็นวิธีขอโทษแบบชายแท้เลยนะ?
ถ้าเธอคิดอย่างนั้นจริง ๆ งั้นฉันก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้วล่ะ
เธอว่าไงก็ว่าอย่างนั้นแล้วกัน
แค่ซ่งเฉียวนึกถึงบทสนทนาที่พวกชายแท้ใช้แล้ว ก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ยิ่งไปกว่านั้นคือ การไว้หน้าพี่สะใภ้หวัง การเป็นคนต้องเหลือทางลงให้กันไว้บ้าง เผื่อวันหน้าจะได้เจอกันอีก และตัวเซี่ยหรันหรั่นเองก็ยังเป็นภรรยาของผู้การอีกด้วย
อีกฝ่ายไม่พอใจส่งเสียงฮึดฮัดอยู่สักครู่ แล้วพูดเสียงเรียบ ๆ ว่า "ก็ได้ ถือว่าฉันคิดมากไปเองก็แล้วกัน"
พูดจบก็หันไปบอกพี่สะใภ้ต้วนด้วยท่าทางน้อยใจ "พี่สะใภ้คะ ฉันไม่ค่อยสบาย ขอตัวกลับก่อนนะคะ ช่วยฝากความคิดถึงถึงครูเกาด้วยนะคะ"
เป็นใครก็น่าน้อยใจเนื้อต่ำใจทั้งนั้น
เมื่อเธอจากไป เซี่ยหรันหรั่นก็รู้สึกได้ถึงการกีดกันจากกลุ่มคนรอบข้าง แม้เธอจะไม่ใส่ใจเรื่องพวกนี้ แต่เมื่ออยู่ท่ามกลางกลุ่มคนเธอจึงอดที่จะรู้สึกอึดอัดไม่ได้ สายตาไม่รู้จะมองไปทางไหนดี จู่ ๆ ก็สบตากับซ่งเฉียวเข้าพอดี
'เธอนี่มันช่างโชคดีจริง ๆ ทั้งแย่งงานของฉันไป แถมยังได้แต่งงานกับซูจงจวิน ผู้หญิงอย่างเธอมันเหมาะสมกับผู้ชายที่กล้าหาญขนาดนั้นตรงไหนกัน?'
'ไม่ต้องรีบร้อน ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป ในเมื่อหวังจื้อที่เก่งกาจขนาดนั้นยังยอมไปชนบทเพื่อฉันได้ ฉันเชื่อว่าซูจงจวินก็ต้องหันมาหลงรักฉันในสักวัน'
"พี่สะใภ้ต้วนคะ ฉันขอตัวกลับก่อนนะคะ" ในเมื่อวันนี้เธอคุยกับพี่สะใภ้ต้วนไม่สำเร็จ เธอก็ไม่อยากเสียแรงมากไปกว่านี้
พี่สะใภ้ต้วนทำหน้าเคร่งขรึมพลางพยักหน้ารับ
ตอนที่กำลังจะไป เซี่ยหรันหรั่นก็หันมาพูดกับเธออีกว่า "ฉันและเหล่าโม่หวังว่าคุณจะมาร่วมงานแต่งงานของพวกเรานะคะ คุณเป็นผู้อาวุโสที่สำคัญในใจของพวกเรา"
เธอพูดด้วยความจริงใจ ทำให้พี่สะใภ้ต้วนรู้สึกใจอ่อน แต่จู่ ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าเธอปิดบังตัวตน สีหน้าจึงบึ้งตึงขึ้นมาอีกครั้ง
เมื่อมาถึงแหล่งประมง ก็พบกับคุณครูเกาและเหล่าเยาวชนที่กำลังปักเสาและทอดแหอยู่ โคลนเลนเกาะติดข้อเท้าของเธอแน่น เดินก้าวหนึ่งต้องพักสองก้าว เดินไปได้แค่หนึ่งเมตรก็เหนื่อยจนหน้าแดง พวกเยาวชนเห็นว่าเธออายุมากแล้ว ก็รู้สึกสงสาร มีชายหนุ่มสองคนค่อย ๆ เดินเข้าไปประคองคุณครูเกาไปพักที่ด้านข้าง
ในตอนนั้นเองถึงได้สังเกตเห็นว่ามีกลุ่มสตรียืนเรียงแถวอยู่บนฝั่ง ชายหนุ่มสองคนถามคุณครูเกาด้วยความงุนงงว่าคนกลุ่มนี้คือใคร คุณครูเกาเหลือบมองปราดหนึ่ง จมูกแสบร้อน น้ำตาเอ่อคลอ
พี่สะใภ้ต้วนที่อยู่บนฝั่งเห็นแล้วรู้สึกสงสาร รีบเข้าไปบอกให้คุณครูเการีบขึ้นฝั่ง
ชาวประมงแถวนี้ต่างรู้จักพี่สะใภ้ต้วน รู้ว่าเธอเป็นภรรยาของผู้บัญชาการหลิว หลายคนจึงเข้าไปช่วยพยุงคุณครูเกาขึ้นมาบนฝั่ง
"ฉันละอายใจจริง ๆ ที่ให้พวกคุณต้องมาเห็นสภาพแบบนี้" คุณครูเกาก้มหน้าด้วยความเขินอาย โคลนแห้งกรังเป็นชั้น ๆ บนเสื้อผ้า เธอจึงไม่กล้านั่งลง กลัวว่าจะทำให้เสื้อผ้าของคนอื่น ๆ เปื้อน
"พวกเรามาเยี่ยมคุณ ยังจะมาสนใจเรื่องพวกนี้อีกหรือ" พี่สะใภ้ต้วนส่งกาน้ำให้เธอ
ครูเกาลังเลว่าจะดื่มดีหรือไม่ เพราะสถานะของเธอในตอนนี้ไม่เหมาะสม แต่พี่สะใภ้ต้วนไม่ให้โอกาสเธอได้ปฏิเสธ ดึงซ่งเฉียวที่อยู่ข้าง ๆ มาแนะนำให้รู้จักกับคุณครูเกา "นี่คือเสี่ยวซ่ง สะใภ้คนใหม่ที่เพิ่งมาที่เกาะ น้ำประปาของพวกเราก็เป็นเธอคนนี้แหละที่จัดการให้"
เมื่อเห็นใบหน้าอ่อนเยาว์ ครูเกาก็ยิ้มอย่างเอ็นดู "ฉันเคยได้ยินชื่อเสียงของเธอมาก่อน ตอนนี้โรงงานน้ำประปาก็อนุญาตให้พวกเราไปตักน้ำได้แล้ว"
หลังจากก๊อกน้ำที่ทำไว้ของโรงงานน้ำประปาว่างลง ทางกองทัพได้ประชุมและตัดสินใจให้ชาวประมงในละแวกใกล้เคียงสามารถไปตักน้ำได้ ทำให้ไม่ต้องไปที่บ่อน้ำหลังเกาะตงซาน ซึ่งต้องเดินไปไกลและเส้นทางก็ขรุขระ กว่าจะกลับมาน้ำในถังก็เหลือแค่ครึ่งเดียว
"ครูเกา คุณ..." นี่เป็นครั้งแรกที่ซ่งเฉียวได้เห็นคนที่ถูกลงโทษเพราะชนชั้น อยากจะปลอบใจแต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไร เธออ้าปากค้างไว้ครู่หนึ่งแล้วก็เลือกที่จะปิดปากเงียบไป
"ฉันไม่เป็นไร พวกเยาวชนเหล่านี้ดูแลฉันดี"
พี่สะใภ้ต้วนเงยหน้ามองพวกคนหนุ่มสาวที่กำลังทำงานหนัก ในใจก็รู้สึกไม่สบายใจ แต่คนกลุ่มนี้อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานเยาวชนเมืองปินไห่ พวกเธอไม่มีอำนาจจัดการ แต่สำหรับครูเกาและชาวประมงคนอื่น ๆ ต้องมีคำอธิบาย
ก่อนการปลดแอก ครอบครัวของครูเกาก็ถูกลงโทษไปแล้ว และด้วยภูมิหลังเหล่านี้ ทำให้ไม่มีใครกล้าแต่งงานกับเธอ เธอจึงต้องอยู่คนเดียวไม่มีลูกไม่มีเต้าคอยดูแลตลอดชีวิต เธอเต็มใจทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับการศึกษาบนเกาะมาสิบกว่าปี แต่ตอนนี้กลับต้องมาตกอยู่ในสภาพแบบนี้ มันเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้จริง ๆ
พี่สะใภ้ต้วนยัดเสบียงแห้งที่เอามาให้ใส่อ้อมอกของครูเกา เพราะพวกเธอไม่สามารถอยู่ได้นาน
"ครูเกาคะ คุณวางใจได้เลย พวกเราจะเก็บเรื่องของคุณไปคิด" พี่สะใภ้ต้วนพูดเสียงเบา
ครูเกาสะดุ้งเล็กน้อย รู้สึกซาบซึ้งจนพูดไม่ออก
"กลับไปเถอะ ขอบคุณที่มาเยี่ยมฉัน" ครูเกาพูดเสียงสั่นเครือ
ไม่ไกลนัก มีคนตะโกนเรียกให้คุณครูเการีบลงไปทำงาน เธอหันไปขานรับหนึ่งครั้ง แล้วเร่งให้พี่สะใภ้ต้วนและคนอื่น ๆ รีบจากไป
ระหว่างทางกลับ ทุกคนต่างเงียบกันโดยไม่ได้นัดหมาย บางครั้งยังได้ยินเสียงถอนหายใจหนัก ๆ
"พี่สะใภ้คะ พวกเราจะทำอะไรเพื่อช่วยครูเกาได้บ้าง" ซ่งเฉียวรู้สึกเหมือนมีอะไรติดคออยู่ตลอดทาง
"ถ้าให้ผู้บังคับบัญชารู้เรื่องของครูเกาก็คงจะดี" มีคนถอนหายใจหนักพลางพูด เธอแค่พูดไปตามความคิด ทุกคนรู้ดีว่าการพูดเรื่องแบบนี้มีความเสี่ยงมากแค่ไหน
พี่สะใภ้ต้วนไม่ได้ตอบอะไร เธอเคยเดินทางไปทั่วกับผู้บัญชาการหลิว เธอรู้ดีว่าบางเรื่องไม่ควรพูดมาก แต่คำพูดนี้กลับถูกซ่งเฉียวจดจำไว้ในใจ
เมื่อกลับถึงบ้าน ซ่งเฉียวดึงพี่สะใภ้ต้วนไว้แล้วถามว่า "เขียนรายงานส่งไปให้ผู้บังคับบัญชาได้ไหมคะ?"
เห็นเด็กคนนี้เป็นห่วงครูเกาจริง ๆ พี่สะใภ้ต้วนอดเปรียบเทียบเธอกับเซี่ยหรันหรั่นไม่ได้ เด็กคนนี้จิตใจดีกว่าเซี่ยหรันหรั่นมาก เธอก็ไม่อยากปิดบังอะไร
"สามีฉันได้รายงานไปทางผู้บังคับบัญชาแล้ว ตอนนี้พวกเราได้แต่รอข่าวเท่านั้น"
"พี่สะใภ้คะ ฉันได้ยินมาว่าครูในโรงเรียนได้รับเงินเดือนครึ่งหนึ่งจากการสนับสนุนของกองทัพจริงหรือคะ?" ซ่งเฉียวถามขึ้นมาอย่างกะทันหัน
พี่สะใภ้ต้วนรู้ว่าเธอกำลังจะไปเป็นครูที่โรงเรียน คิดว่าเธอคงอยากรู้เรื่องเงินเดือน พี่สะใภ้ต้วนจึงยิ้มตอบว่า "ใช่จ้ะ คูปองข้าวและคูปองผ้าพวกนี้ก็ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ รวมถึงโบนัสช่วงเทศกาลและสิ้นปีด้วย"
"กองทัพก็จะจ่ายตามสถานการณ์ พูดง่าย ๆ คือสวัสดิการที่กองทัพมี ครูก็จะได้รับด้วย ต่อไปถ้าจงจวินสามีเธอได้อะไรมา เธอก็จะได้เหมือนกัน" เธอยิ้มขยิบตาล้อเลียนคู่แต่งงานใหม่อย่างอดไม่ได้
ซ่งเฉียวฟังแล้วรู้สึกตื่นเต้น เธอรีบถามว่า "งั้นพวกเราอยู่ภายใต้การดูแลของกองทัพใช่ไหมคะ?"
คำถามนี้ทำเอาพี่สะใภ้ต้วนงงไปเหมือนกัน เธอไม่รู้แน่ชัดเรื่องระบบการจัดการของโรงเรียน แต่เห็นว่ากองทัพเป็นผู้สนับสนุนหลักมาตลอด ถ้าดูจากแง่นี้ก็น่าจะอยู่ภายใต้การดูแลของกองทัพ
ทันใดนั้น เธอก็ชะงัก ดูเหมือนจะเข้าใจความหมายของซ่งเฉียวแล้ว
"คุณหมายความว่าครูเกาเป็นบุคลากรของทางกองทัพงั้นเหรอ?" เธอถามด้วยความประหลาดใจ
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเข้าใจความคิดของเธอ ซ่งเฉียวก็ยิ้ม แต่ไม่กล้าพูดให้แน่ชัดนัก "ตอนนี้ระบบหลายอย่างยังไม่สมบูรณ์ คงต้องลองไปถามที่โรงเรียนดูว่าพวกเราจะนับเป็นบุคลากรครูหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่งั้นก็ต้องใช้แผนที่สอง ดูจากผลงานของคุณครูเกา การจะให้ตำแหน่งสักอย่างก็น่าจะได้นะ"
ก่อนหน้านี้ซ่งเฉียวเคยอ่านข่าวหนึ่ง ในช่วงทศวรรษที่หกศูนย์ถึงเจ็ดศูนย์ เป็นช่วงของการปลอมแปลงตัวตนอย่างแท้จริง การไม่ไปทำงานแต่รับเงินเดือนกลายเป็นเรื่องปกติ เหมือนที่เธอพูด ตอนนี้ระบบหลายอย่างยังไม่สมบูรณ์ การหาช่องโหว่จึงเป็นเรื่องธรรมดา
"เสี่ยวซ่ง เธอนี่ฉลาดจริง ๆ ! " พี่สะใภ้ต้วนพูดด้วยความดีใจ