1 เดือนก่อนหน้า...
มีคนเคยกล่าวไว้ว่า เราไม่สามารถทำให้ถูกใจคนคนหนึ่งหากเขาไม่เคยเห็นเราอยู่ในสายตาั้แ่แรก
คำพูดนั้น มันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับสภาพชีวิตในตอนนี้ของฉัน...
“หมายความว่ายังไง?” เสียงใสกังวานะโถามเลขาสาวในชุดทำงานเต็มยศ
“ก็อย่างที่ฉันได้แจ้งคุณให้ทราบว่า คุณท่านไม่รับคุณเข้าทำงานในตำแหน่งหัวหน้าแผนกบัญชีของบริษัท” เลขาสาวตอบฉันกลับมาด้วยใบหน้าเรียบนิ่งไร้อารมณ์
“แต่ฉันเป็ลูกสาวเพียงคนเดียวที่เรียนจบด้านนี้มาโดยเฉพาะ” ฉันเลื่อนเอกสารในแฟ้มใสให้เลขาของคุณพ่อด้วยอารมณ์โมโหสุดขีด “นี่คือเอกสารที่ทางมหา’ลัยเป็คนออกให้ฉัน ถ้าหากคุณยังมัวคิดว่าฉันนั่งสมาธิแล้วเรียนจบมา ก็รบกวนตรวจสอบได้นะคะ”
แฟ้มใส่เอกสารถูกดันกลับคืนมา
“ไม่จำเป็ค่ะ ก็อย่างที่ฉันได้บอกคุณไปแล้วว่าคุณท่านไม่รับคุณเข้าทำงาน”
“เหตุผลคืออะไรหรือคะ” ฉันกลั้นใจถามกลับไป ทั้งที่ในใจของฉันก็รู้อยู่แก่ใจว่าทำไมชีวิตของฉันถึงถูกเลือกปฏิบัติแบบนี้
“คุณไม่มีประสบการณ์ในงานด้านนี้มากพอ แบบนี้เรียกว่าเป็เหตุผลได้หรือเปล่าคะคุณศา”
“เหตุผล หรือ ข้ออ้างคะ” ฉันมองกลับด้วยสายตาไม่สบอารมณ์ “ถ้าคุณพ่อส่งคุณมาให้พูดความจริงกันแบบลูกผู้ชายเขาทำกัน ฉันก็อาจจะรู้สึกคล้อยตามนะคะ”
เลขาสาวลุกขึ้นจากเก้าอี้ประธาน ก่อนจะเดินมาหยุดตรงข้างๆ ฉัน
“นั่นมันก็เื่ของคุณกับครอบครัว ฉันทำตามหน้าที่ค่ะ” ซองเอกสารสีน้ำตาลถูกวางลงบนโต๊ะตรงหน้าฉัน “นี่อาจจะพอช่วยคุณได้”
เสียงประตูห้องประชุมถูกปิดลง ภายในห้องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ตกอยู่ภายใต้ความเงียบงัน ก่อนจะมีเสียงลากสิ่งของบางอย่างเข้าประตูมา
“คุณศาหรือคะ ป้าไม่รู้ว่าคุณยังอยู่ในนี้ เห็นเลขาของคุณท่านเดินเข้าลิฟต์ไปเมื่อสักครู่ ป้าก็คิดว่า...” แม่บ้านที่กำลังจะเข้ามาเก็บกวาด ทำความสะอาดห้องประชุมถึงกลับเหงื่อตกเมื่อต้องมาพบกับฉันที่ยังคงนั่งเงียบๆ อยู่ในห้องนี้เพียงคนเดียว ใช่สิ! ทุกคนไม่เคยมองว่าฉันน่ารัก น่าคบหามาั้แ่ไหนแต่ไรแล้วนิ
ตอนนี้ใครจะพูดถึงฉันว่ายังไง ก็เื่ของคนพวกนั้นไปสิ ฉันต้องออกไปปลดปล่อยอารมณ์ ต้องออกไปจากบริษัทบ้าๆ นี้ก่อน ส่วนเื่งานค่อยว่ากันทีหลัง ถึงยังไงฉันก็ตั้งเป้าหมายไว้แล้วว่า บริษัทแรกที่ฉันทำงานต้องเป็บริษัทของพ่อฉันเท่านั้น!
ฉันลุกจากเก้าอี้ที่นั่งมานานเกือบครึ่งชั่วโมง รู้สึกเหมือนจะเป็ตะคิวให้ได้เลย
“คุณศาคะ”
ฉันหันกลับไปมองต้นเสียงที่ร้องทักทันทีเมื่อฉันจับลูกบิดประตู
“คุณศาลืมนี่ค่ะ” ฉันมองซองเอกสารที่แม่เลขาสาวของคุณพ่อวางทิ้งไว้ใบหน้าไร้อารมณ์ “หรือว่า... ไม่ใช่ของคุณศา” แม่บ้านเริ่มประหม่าขึ้นเล็กน้อย
“ของฉันเอง” ฉันรับซองนั้นมาก่อนจะยัดมันเข้ากระเป๋าเอกสารอย่างลวกๆ
เสียงประตูปิดดังตึง! ต่อให้เด็กอายุสี่ขวบก็รู้ว่าคนปิดไม่ได้ตั้งใจปิดมันเท่าไหร่นัก
“นิสัยแบบนี้ไง ถึงไม่ได้ดีเหมือนคุณฝ้ายสักที ลูกก็ลูกคนใช้ น่าสงสารคุณท่านที่มีลูกแบบนี้” เสียงบ่นงึมงำที่ดังลอยออกมาจากห้องประชุมนั่น ไม่ใช่ว่าฉันไม่ได้ยินหรอกนะ มันชัดเจนมาก เต็มสองหูเลยแหละ
แต่วันนี้ ป้าแกโชคดีไปนะ ถ้าเป็วันอื่นที่หัวสมองของฉันว่างกว่านี้ รับรองป้าเด้งไปทำงานที่อื่นแน่นอน
21:00
“แกไม่กลับบ้านหรอ?”
“ไม่” ฉันตอบห้วนๆ
“ไม่ของแกคือยังไง ตอบยาวกว่านี้ปากแกจะฉีกหรือไงคะคุณเธอ”
สายตาที่ไม่ค่อยสบอารมณ์อยู่แล้ว หันไปมองเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่ฉันมีอยู่บนดาวดวงนี้อย่างรำคาญใจ อยากจะดีดนางให้ไปนั่งดาวเสาร์จริงๆ จะได้ไปนับหินเล่นแก้ปากว่าง
“ไม่ก็คือไม่ไง เดี๋ยวนี้แกเป็พวกประเภทเข้าใจยากั้แ่ตอนไหนเนี่ยน้ำ”
“ขอประทานโทษนะคะ เรียกชื่อเต็มๆ ด้วยค่ะ”
“ทำไมต้องเรียกชื่อเต็ม” ฉันหลอนหรือเพื่อนฉันสติไม่ค่อยดีกันเนี่ย “สี่ปีที่เรียนด้วยกันมา ฉันก็เรียกแกแบบนี้”
เพื่อนสาวยิ้มร่า “นี่แสดงว่าแกจำที่เคยพนันกันไว้ไม่ได้ใช่ไหม?”
ฉันนิ่งแทนคำตอบ
“เอาจริงดิศา” ความเงียบคือคำตอบที่ง่าย และดีที่สุดในเวลานี้ “เอางี้นะ ฉันจะย้อนความทรงจำให้ แกเดินมาพนันกับฉันหลังจากสอบวิชาสอบบัญชีเสร็จว่าถ้าใครหางานได้ก่อน คนที่หางานได้ทีหลังจะต้องถูกทำโทษด้วยการเรียกชื่อผู้ที่ชนะแบบจัดเต็ม พอจะนึกออกยังว่าใครเป็คนท้าพนัน”
เอาจริงนะ ฉันเองก็ลืมไปสนิทเลยว่าเคยตั้งพนันบ้าๆ นี่ไว้ด้วยซ้ำ
“แกก็อย่าคิดมากดิน้ำ ฉันก็แค่...”
“ยังอีก”
“เออ ก็ได้ๆ คุณน้ำใส”
“รื่นหูแปลกๆ ฉันชอบนะ” เราสองคนมองหน้ากันโดยไม่ได้นัดหมาย ต่างฝ่ายก็ต่างยิ้มออกมา “แล้วตอนนั้นแกคิดอะไรอยู่ถึงท้าไอเื่หางานอะไรนี่”
สายตาของฉันมองทอดยาวออกไปยังยอดตึกที่ขึ้นรายเรียงกันเป็แทบยาวตามแนวขอบฝั่งของแม่น้ำสายใหญ่ใจกลางเมือง
“ฉันก็แค่คิดว่าฉันจะชนะแกก็แค่นั้น ความรู้สึกล้วนๆ”
“แล้วตอนนี้ล่ะ” น้ำใสถอนหายใจเล็กน้อยหลังพูดจบ “ไม่ต้องเดาฉันก็รู้ว่าแกรู้สึกยังไงตอนนี้ แกจำได้ไหมสี่ปีที่ผ่านมา เราสองคนไม่เคยมีเื่ปิดบังกันเลยแม้แต่เื่เดียว แต่ถ้าแกไม่อยากเล่า ฉันก็จะไม่บังคับนะศา” มือเล็กๆ กุมมือที่เริ่มเย็นลงน้อยๆ ของฉันเอาไว้หลวมๆ คล้ายเ้าตัวกำลังให้กำลังใจกันทางอ้อม
“จะมาซึ้งอะไรกันตอนนี้” ฉันหยิบถุงขนมที่แวะซื้อมาจากร้านประจำขึ้นวางไว้บนตัก ก่อนจะหยิบของโปรดของเราสองคนออกมาทีละชิ้นทีละชิ้น
“ขนมพวกนี้นี่มันอะไรกันเนี่ยศา เยอะเกินไปหรือเปล่า”
“ไม่นะ” ฉันมองหน้าเพื่อนสาวนิ่ง “ฉันซื้อมาเพื่อฉลองที่แกหางานได้ไง และก็ซื้อมาเผื่ออีกสองสามอย่างนับเคาท์ดาวน์คืนนี้ด้วยเลย”
“นี่แกจะนั่งเคาท์ดาวน์ริมแม่น้ำเลยหรอเพื่อน!”
“แกไม่รู้อะไรสะแล้ว”
น้ำใสทำหน้าเหมือนงงๆ สุดท้ายฉันก็ต้องเฉลยตามเคย
“วิวตรงนี้สวยสุด ถ้าจะดูพลุวันปีใหม่ก็ต้องตรงนี้เท่านั้น”
“จริงด้วย แต่แกก็เลือกบรรยากาศธรรมชาติเกินไปนะ ไปนั่งแพร้านอาหารไม่ได้หรือไง”
“เอาหน่า แบบนี้ดีกว่าแพเยอะเชื่อสิ” เชื่อสิว่ามันมีราคาถูกกว่าไปฉลองปีใหม่บนแพเยอะเลย
“อะ อะก็ได้ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วเอาช้อนมาจะได้กินกันเลย” ฉันส่งถุงขนมให้น้ำใส ก่อนจะหยิบกระเป๋าสะพายขึ้นมาเพื่อควานหาช้อนที่ทางร้านแถมมาให้ “นี่แกเอาวุฒิใส่ซองสีน้ำตาลเฉยๆ แบบนั้นไปสมัครงานหรอศา”
ฉันมองซองสีน้ำตาลในกระเป๋าตามที่น้ำใสพูดขึ้น จริงสิ... ซองที่เลขาคุณพ่อวางไว้ให้ฉันก่อนที่เธอจะเดินออกไป ฉันหยิบซองสีน้ำตาลออกมาเปิดดูเอกสารด้านในอย่างไม่ต้องคิดทบทวน
“นี่มัน...” กระดาษสีขาวในมือของฉันกระทบสายลมเบาๆ “ใบสมัครงาน!”
โปรดติดตามตอนต่อไป