ณ เนินเขามูวาลี หลังคำสั่งของอาเธอร์ให้กองทัพเตรียมพร้อมรบ บรรยากาศที่เคยฮึกเหิมจากการปลุกใจเมื่อครู่ถูกกลบด้วยความกังวล ลมพายุทะเลทรายพัดกระโชกแรง พายุที่เคยเป็นเพียงเงามืดที่ขอบฟ้า ขณะนี้โหมกระหน่ำเข้ามาใกล้ฐานของทัพอัลดาริสทุกขณะ เสียงลมคำรามราวมังกรโบราณตื่นจากหลับใหล
อาเธอร์ยืนแนวหน้าบนโขดหิน มือกำด้ามดาบแน่น ดวงตาจ้องพายุที่หมุนวนรุนแรง ฝุ่นทรายฟุ้งกระจายราวหมอกหนาที่ย้อมท้องฟ้าเป็นสีน้ำตาลเข้ม แม้เขาไม่ใช่นักธรณีวิทยาหรืออุตุนิยมวิทยา มั่นใจแน่นอนแล้วว่าพายุนี้ไม่ใช่พายุตามธรรมชาติแน่นอน
เมื่อพายุเข้าใกล้ในระยะสายตา เงามืดในม่านฝุ่นเริ่มชัดเจน กองทัพคาร์ทุซนับพัน ควบอัคคาวิสขนดำส้มเงาวาว เกือกกังเล็บกระทบทรายดังเป็นจังหวะราวกลองสะเทือนผืนทราย อาเธอร์กำหมัดแน่น
“อัลดาริส!” อาเธอร์ตะโกนสุดเสียง ชูดาบขึ้นเหนือหัว “พร้อมรบ!”
“อัลดาริส!” ทหารนับพันตะโกนตอบ ดาบและหอกชูขึ้นท้าทายลม เสียงเกราะกระทบกันดังก้อง กลบความหวาดกลัวชั่วขณะ วาอินยืนข้างอาเฮอร์ มือกำบังเหียนอัคคาวิสแน่น ใบหน้าตึงเครียดแต่แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
เมื่อเห็นพวกคาร์ทุซเข้ามาอยู่ในระยะสายต่ออาเธอร์สั่งทันที “โจมตี!” อาเธอร์ตะโกนสุดเสียง เขากระโดดลงจากโขดหิน ฝีเท้าพุ่งนำหน้าลงเนินเขามูวาลี มือกำด้ามดาบแน่น ดวงตาลุกโชนท้าทายพายุที่หมุนวนรุนแรง เสียงลมคำรามผสานกับเกือกกังเล็บอัคคาวิสของคาร์ทุซ ดังราวกลองศึกสะเทือนผืนทราย
กองทัพทั้งสองปะทะกันกลางพายุทะเลทรายที่โหมกระหน่ำ แรงลมปะทะใบหน้าและพัดทรายจนกัดผิวหนังแสบ แต่เสียงตะโกนคำรามของทหารกลับดังก้องกังวานยิ่งกว่าพายุเสียอีก เหล็กกระทบเหล็ก เสียงโห่ร้อง และเสียงสัตว์อัคคาวิสคำรามสอดประสานกันเป็นเสียงแห่งสงครามที่แท้จริง
อาเธอร์พุ่งทะลุแนวหน้าด้วยความเร็ว เขาเป็นเหมือนหอกที่พุ่งนำแทงทะลุเข้าไปในกำแพงศัตรู ดาบของเขาฟาดฟันศัตรูที่เข้ามาประชิดทีละคน เลือดกระเซ็นปะปนไปกับเม็ดทรายที่ปลิวว่อน ทุกย่างก้าวที่เขาเหยียบลงไปเหมือนเสียงกลองรบกระแทกจังหวะหัวใจเหล่าทหารอัลดาริสให้เต้นตาม
เสียงแตรศึกของคาร์ทุซดังก้อง กองทหารคาร์ทุซจำนวนมากโถมเข้าใส่พร้อมกัน แต่อาเธอร์กลับเคลื่อนไหวได้ราวกับมองเห็นทุกการเคลื่อนไหวล่วงหน้า เขาหลบการแทงจากหอกหนึ่งก้าว แล้วฟันเฉือนอีกคนที่อยู่ด้านข้าง พลิกดาบแทงทะลุเกราะของศัตรูตรงหน้าในพริบตา ความชำนาญและประสบการณ์จากการรบจากสหพันธรัฐถูกแสดงออกมาทุกการเคลื่อนไหว
วาอินควบอัคคาวิสอยู่ข้างๆ อาเธอร์ มือกำบังเหียนแน่นจนเส้นเลือดปูด ดาบในมือฟันลงใส่ทหารคาร์ทุซที่พุ่งเข้ามา เสียงร้องโหยหวนของศัตรูเจือในลม ทรายเปื้อนสีแดงเข้มจากเลือดที่กระเซ็น วาอินตะโกน “ยันแนวหน้าไว้! อย่าให้พวกมันเจาะเข้าไปได้!” เสียงของเขาฝ่าพายุไปถึงทหารอัลดาริสที่ยกโล่ขึ้นป้องกัน หอกยาวเสียบทหารคาร์ทุซที่ควบอัคคาวิสเข้ามา เสียงกระดูกแตกดังกร๊อบท่ามกลางความโกลาหล
เสียงแตรศึกของคาร์ทุซดังขึ้น กองทหารอัคคาวิสที่ถูกฝึกมาอย่างดุร้ายกรูกันเข้ามาเหมือนคลื่นทะเลทรายที่ไม่มีวันหยุดหย่อน สัตว์ยักษ์เหล่านี้คำรามก้องสะเทือนฟ้า เหยียบย่ำแนวหน้าของทหารอัลดาริสจนพื้นทรายสั่นสะเทือน ทหารบางนายถูกเหวี่ยงกระเด็นไปกับแรงปะทะเพียงครั้งเดียว
แต่กองทัพอัลดาริสไม่ยอมถอย! พวกเขาใช้หอกเจาะทะลุเกราะหนาของอัคคาวิส เลือดสีคล้ำทะลักออกมากระเซ็นใส่ชุดเกราะ และแม้จะต้องแลกด้วยชีวิตหลายคน แต่พวกเขาก็ยึดแนวไว้ได้อย่างเด็ดเดี่ยว
พายุทะเลทรายโหมกระหน่ำหนักขึ้น ฝุ่นทรายแหลมคมราวใบมีดกรีดผิวและเกราะ ทหารอัลดาริสหลายนายล้มลง เสียงกรีดร้องผสมกับลม อาเธอร์หลบใบมีดของศัตรูด้วยการกลิ้งตัวลงพื้นทราย อาเธอร์เงยหน้ามองเห็นช่องว่างเล็ก ๆ ที่พอจะมองเห็นการเคลื่อนขบวนได้ เขาตะโกนฝ่าพายุออกคำสั่ง “ทหารม้า! ตีด้านข้าง!” พร้อมชูดาบส่งสัญญาณให้แม่ทัพรองกระจายเสียงสั่ง ทหารม้าอัลดาริสควบอัคคาวิสสิบตัวโถมเข้าด้านข้างของคาร์ทุซ ใบมีดของพวกเขาฟันลงพร้อมกัน เสียงร้องโหยหวนดังขึ้น เลือดกระเซ็นปะปนไปกับฝุ่นทราย
ภาพการรบโหมกระหน่ำหนักขึ้นเรื่อย ๆ ลมทรายหมุนวนปกคลุมท้องฟ้า แสงแดดถูกบดบังจนสนามรบเหมือนตกอยู่ใต้เงามืด เสียงโห่ร้องของทั้งสองฝ่ายประสานกันเป็นเสียงอันโกลาหลที่กึกก้องในอกของทุกคน แต่ในห้วงโกลาหลนั้น อาเธอร์ยังคงยืนเด่นเป็นสัญลักษณ์แห่งการไม่ถอย คมดาบของอาเธอร์สะบั้นลงอีกครั้ง เลือดศัตรูสาดกระเซ็น
ทหารอัลดาริสต่อสู้ด้วยความมุ่งมั่น โล่หนักกระทบดาบคาร์ทุซ เสียงโลหะดังก้องไม่ขาดสาย ทหารราบหนุ่มคนหนึ่งตะโกน “เพื่อทารอน!” ขณะเสียบหอกใส่อัคคาวิสของศัตรู สัตว์ขี่ล้มลงพร้อมเสียงร้องโหยหวน แต่ทหารคาร์ทุซอีกนายพุ่งเข้ามา ดาบฟันลงที่ไหล่ของทหารหนุ่ม เลือดพุ่งกระจาย เขาล้มลงบนทราย ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด อาเธอร์เห็นภาพนั้น ดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธและเสียใจ เขาพุ่งไปช่วย ฟันศัตรูลงทันที
อาเธอร์ยังคงยืนหยัดแนวหน้า ดาบในมือฟันไม่หยุด ทุกการเคลื่อนไหวรวดเร็วและแม่นยำ ร่างกายเขาเต็มไปด้วยเหงื่อและฝุ่นที่ทำให้ตาแสบ เขาสัมผัสได้ถึงความหนักหน่วง ตอนนี้คาร์ทุซมีจำนวนมากกว่าและพายุเป็นพันธมิตรของพวกมัน เขาตะโกน “รวมตัว! อย่ากระจัดกระจาย!” ทหารอัลดาริสพยายามรวมแนว โล่ต่อกันเป็นกำแพง แต่พายุและใบมีดคาร์ทุซยังคงกดดัน เสียงเกราะแตกดังเป็นระยะ ทหารล้มลงทีละคน กลิ่นเลือดอบอวลในอากาศ
เสียงดาบกระทบกันอย่างไม่หยุดหย่อน ความโกลาหลของสมรภูมิดำเนินไปจนเรี่ยวแรงของทหารอัลดาริสเริ่มถดถอยลงทีละน้อย พายุทะเลทรายยังคงบดบังทัศนวิสัย ฝุ่นและเลือดปนเปกันจนแทบแยกไม่ออกว่าอะไรคือดิน อะไรคือร่างที่ล้มตาย
อาเธอร์ปาดเลือดออกจากแก้มข้างหนึ่ง พลางฟันดาบใส่ศัตรูอีกคนที่เข้ามาใกล้ ความดุดันของคาร์ทุซและจำนวนมหาศาลเริ่มทำให้แนวอัลดาริสสั่นคลอน เขาเหลือบมองไปยังวาอินที่ยังควบอัคคาวิสสู้เคียงข้าง สีหน้าของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความกังวล
อาเธอร์ตัดสินใจในเสี้ยววินาที “วาอิน!” เขาตะโกนฝ่าพายุและเสียงศึก “ฟังให้ดี! ข้าจะต้านพวกมันเอง! เจ้าต้องนำทัพถอยไป!” ดาบของเขาสะบั้นศัตรูตรงหน้า เลือดพุ่งกระเซ็นเป็นเส้นโค้ง
วาอินเบิกตากว้าง “ไม่! ข้าจะไม่ทิ้งท่านไว้กลางสมรภูมิเช่นนี้เด็ดขาด!” เสียงแตกพร่าด้วยความขัดแย้งในใจ เขาฟันทหารคาร์ทุซลง มือสั่นขณะกำบังเหียน
ดาบของอาเธอร์สะบั้นศัตรูตรงหน้า เลือดพุ่งกระเซ็นเป็นเส้นโค้งกลางลม เขาหันขวับกลับมามองวาอิน ดวงตาแข็งกร้าวเหมือนเหล็กกล้า “นี่คือคำสั่ง! หากเจ้ายังดื้อ พวกเราจะตายกันหมด! ทำตามแผน!” เขาคำราม ฟันศัตรูอีกนายลง เลือดกระเซ็นเปื้อนเกราะ
วาอินกัดฟันแน่น มือกำบังเหียนจนสั่น เขาไม่อาจเถียงได้อีก “ถอยทัพ!” เขาตะโกนเสียงแตกพร่า ควบอัคคาวิสนำแนวอัลดาริสหันหลัง เสียงโล่กระแทกและเกราะเสียดสีดังระงม ทหารถอยกลับท่ามกลางพายุที่ยังคำราม
ขณะที่ทหารอัลดาริสค่อย ๆ เคลื่อนออกไป วาอินหันกลับไปมองภาพที่เขาจะไม่มีวันลืม อาเธอร์ยืนอยู่กลางทะเลทรายสีแดง ฝุ่นทรายหมุนวนรอบกาย ศัตรูนับสิบ นับร้อย กำลังล้อมเขาไว้เป็นวงกลม ร่างกายอาเธอร์เต็มไปด้วยบาดแผล เลือดไหลเปื้อนเกราะจนกลายเป็นสีคล้ำ แต่ท่าทางของเขายังคงไม่ถอยแม้แต่น้อย
พลหอกคาร์ทุซจ่อปลายหอกเข้ามาจากทุกทิศทาง พลทหารบนหลังอัคคาวิสคำรามข่มขู่ วงล้อมค่อย ๆ บีบเข้ามา แต่ในดวงตาของอาเธอร์ยังคงส่องประกายเหมือนเปลวไฟที่ไม่ยอมดับ เขายกดาบขึ้นตั้งตรงตรงหน้า พึมพำกับตัวเองเสียงต่ำ “…เข้ามาไอ้พวกลูกหมา มาลิ้มรสพลังของหัวหน้าหน่วยรบของหน่วยรบพิเศษที่ 13 กันหน่อย!”
อาเธอร์พุ่งไปพร้อมดาบในมืออาเธอร์สะบั้นฟันลงด้วยแรงที่เหมือนคนไร้สติ เลือดสาดกระเซ็นไปพร้อมกับเสียงกรีดร้องของทหารคาร์ทุซที่ถูกผ่าครึ่งร่าง แต่เขาไม่หยุด ไม่แม้แต่จะหายใจ เสี้ยววินาทีต่อมาเขากลับพุ่งเข้าฟันอีกคนเหมือนสัตว์นักล่าที่เห็นเหยื่อ ดวงตาของอาเธอร์แดงก่ำ แววตาเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งราวกับเพลิงที่พร้อมเผาผลาญทุกชีวิตตรงหน้า
พลหอกคาร์ทุซโถมเข้ามาพร้อมกันสามคน ปลายหอกจ่อเข้าหาเหมือนฝนหนามเหล็ก แต่แทนที่เขาจะถอย อาเธอร์กลับพุ่งเข้าใส่! เขาปัดหอกแรกออกด้านข้างด้วยแรงมหาศาล ดาบในมือฟันเฉือนอีกคนจนร่างแทบขาดครึ่ง ก่อนจะหมุนตัวใช้แรงเหวี่ยงฟาดคมดาบไปยังคนที่สามจนหัวหลุดจากบ่า เลือดพุ่งกระจายกลางสายลมที่โหมกระหน่ำ เขาคำรามออกมาเสียงต่ำและดิบเถื่อนจนทหารคาร์ทุซรอบ ๆ ยังเผลอชะงัก
แม้บาดแผลตามตัวจะเจ็บแสบจนแทบขยับไม่ได้ แต่ทุกครั้งที่คมดาบสะบั้นศัตรูลง อาเธอร์กลับเหมือนได้พลังใหม่จากเลือดของพวกมัน เขาก้าวย่างฝ่าเข้าไปกลางวงล้อมของคาร์ทุซด้วยท่วงท่าที่ไม่มีใครคิดว่ามนุษย์ธรรมดาจะทำได้ โลหิตที่เปรอะเกราะของเขาไม่อาจบอกได้แล้วว่าเป็นเลือดของศัตรูหรือของเขาเอง มีเพียงร่างชายผู้หนึ่งที่ยืนเดี่ยวกลางพายุ กวัดแกว่งดาบอย่างบ้าคลั่งราวกับภูติปีศาจที่ไม่มีวันหยุด
คาเรซที่ควบอัคคาวิสอยู่นอกวงล้อมที่ล้อมอาเธอร์อยู่นั้น เขาเห็นอาเธอร์ต่อสู้อย่างบ้าคลั่ง เขาควบอัคคาวิสติดเกาะหนาของเขาเข้าไปในวงล้อมนั้นด้วยความเร็วสูง เกาะลำตัวของอัคคาวิสชนเข้ากับอาเธอร์อย่างจัง จนเขาลอยกระเด็นไปไกล
อาเธอร์สำลักเลือดออกมาแล้วพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นแล้วตั้งท่าดาบอีกครั้งอย่างยากลำบาก เหงื่อและฝุ่นเกาะใบหน้า
คาเรซควบอัคคาวิสมาใกล้ๆ อาเธอร์ที่กำลังอยู่ท่ามกลางวงล้อมของทหารคาร์ทุซอย่างช้าๆ “คงเป็นเจ้างั้นสิน่ะ คนนอกที่ทารอนส่งมาเพื่อมาลอบตลับหลังข้า!”
อาเธอร์มองไปที่คาเรซมือทั้งสองยังจบดาบแน่น เขาพ้นเลือดลงพื้นแล้วพูดขึ้น “เจ้ารู้ได้ยังไงว่าพวกเราอยู่ที่เนินเขามูวาลี!”
คาเรซหัวเราะก้อง “ฮ่าๆ เจ้านี้มันช่างไม่รู้อะไรเลยจริงๆ ” เขาลงจากอัคคาวิส ดึงดาบใหญ่จากหลัง “แต่ข้านับถือในความกล้าหาญของเจ้าเสียจริง ที่ยอมอยู่สู้คนเดียว ให้กองทัพล่าถอย”
คาเรซยกดาบใหญ่ขึ้น เสียงเหล็กกระทบกับโล่ของเขาดังกังวานในสายลมพายุ “มา! เจ้าคนนอก! แสดงให้ข้าเห็นว่าทำไมทารอนถึงยอมให้เจ้ามานำทัพ! ถ้าหากเจ้าชนะข้าได้ ข้าจะยอมปล่อยเจ้าไป!”
อาเธอร์กัดฟัน กำดาบในมือแน่น แม้บาดแผลเต็มตัว แต่แววตาของเขายังคงลุกโชน เขาพุ่งเข้าฟาดดาบใส่คาเรซทันที การปะทะครั้งแรกดังสนั่น คมดาบกระแทกกันจนประกายไฟกระจาย ทรายรอบตัวสั่นสะเทือนราวกับสนามรบทั้งผืนสะท้อนแรงดวลนี้
คาเรซยิ้มเหี้ยม เขาฟันหนักลงมาด้วยแรงมหาศาล อาเธอร์ยกดาบขึ้นกันแต่แรงปะทะกลับผลักร่างเขาถอยไปหลายก้าว เขาคำรามฮึดสู้ พลิกตัวกลับมาแทงสวนด้วยความเร็ว แต่คาเรซใช้โล่เบี่ยงออกอย่างง่ายดาย ก่อนจะฟันสวนใส่จนดาบของอาเธอร์สั่นสะท้าน
เสียงโลหะกระแทกกันดังระงม ดาบของทั้งสองสลับกันโจมตีอย่างต่อเนื่องราวกับพายุหมัดและคมเหล็ก คาเรซเป็นดั่งกำแพงเหล็กที่ไม่อาจเจาะทะลุ ส่วนอาเธอร์คือเปลวไฟที่พุ่งชนอย่างไม่หยุดหย่อน การปะทะกินเวลาราวกับนานนับชั่วกาล แต่ทุกครั้งที่อาเธอร์โจมตี คาเรซกลับยิ่งมั่นคง แข็งแกร่ง และเหนือกว่า
ท้ายที่สุด เสียงโลหะหักก็ดังก้องกลางพายุ! ดาบของอาเธอร์แตกสะบั้นออกจากกัน คาเรซสบโอกาสฟันกวาดจากไหล่ลงไปที่สีข้าง เลือดสาดกระเซ็น ร่างอาเธอร์เซถอยไป ก่อนจะทรุดล้มลงกับพื้นทราย สติเลือนรางในพริบตา
คาเรซหอบหายใจ ยืนมองร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่ใต้ฝุ่นพายุ เขายิ้มเย้ย “เจ้าสู้ได้ดี แต่ก็ยังอ่อนหัด” เขาหันไปสั่งลูกน้องเสียงเข้ม “พามันไปรักษาและขังไว้ที่คุก…ข้าจะคุยกับมันอีกทีตอนมันฟื้น!”
ทหารคาร์ทุซรีบเข้ามาล็อคแขนขาของอาเธอร์ที่หมดสติ ลากออกจากสนามรบไปท่ามกลางเสียงพายุที่ยังคำรามอยู่เหนือผืนทะเลทราย ทิ้งไว้เพียงรอยเลือดบนทรายแดงที่เป็นพยานแห่งความพ่ายแพ้ในศึกครั้งนี้