ลำนำจักรพรรดิยุทธ์ สะท้านฟ้า

    บทที่48 ถ้ำลวงใจ

    บทที่48ถ้ำลวงใจ


              ผู้อาวุโสเฉินทอดสายตามองบรรดาผู้เข้ารับการคัดเลือกที่เหลืออยู่พลางพยักหน้าอย่างพึงพอใจ


              “พวกเจ้าทั้งหลายสามารถผ่านการทดสอบด่านแรกมาได้นับว่ามีฝีมือพอตัว”


              “แต่การทดสอบที่สองนั้นนับว่าโหดหินกว่าด่านแรกมากมายนักเพราะมันคือการทดสอบจิตวิญญาณ”


            สิ้นเสียงของผู้อาวุโสเฉิน เสียงพึมพำก็ดังขึ้นทันทีจนเขาต้องโบกมือเป็นสัญญาณเสียงต่างๆจึงได้เงียบลง


              “พวกเจ้าที่อยู่ตรงนี้ก็คงราวๆหนึ่งหมื่นคนแต่เมื่อจบการทดสอบในวันนี้คาดว่าคงเหลือมากที่สุดแค่ครึ่งเดียว”


              “ครึ่งเดียว โหดอะไรอย่างนี้”เสียงเซ็งแซ่ขึ้นมาของผู้เข้ารับการคัดเลือกราวกับนกกระจอกแตกรัง


              “เงียบก่อนๆ”ผู้อาวุโสจางส่งเสียงเตือนทำให้หลายคนตั้งสติได้


              “สาเหตุที่ข้าบอกว่าจะเหลือพวกเจ้าเพียงครึ่งเดียวก็เพราะว่าคนเรานั้นหากสู้กับคู่แข่งย่อมทำได้ ยิ่งกับศัตรูที่ทรงพลังยิ่งอาจหาญ แต่เมื่อต้องต่อสู้กับตนเองหลายคนมิอาจก้าวข้ามสิ่งนี้ได้เลย”ผู้อาวุโสเฉินเผยความลับออกมา


              จากนั้นเขาวาดแขนออกไปหมอกที่ปกคลุมรอบๆพลันกระจายหายไปทำให้มองเห็นหน้าผากว้างใหญ่เบื้องหน้าพวกเขา บนนั้นถ้ำน้อยใหญ่จำนวนหนึ่งร้อยถ้ำทอดตัวลึกเข้าไปในภูเขาในถ้ำดำมืดยิ่งทำให้จิตใจหม่นหมอง


              “ที่ตรงนี้เรียกว่าถ้ำลวงใจสร้างมาจากสมบัติวิเศษที่บรรพชนผู้ก่อตั้งสำนักนำมาจากแดนลี้ลับแห่งหนึ่งมันสามารถล่วงรู้จิตใจของเจ้าแล้วสร้างสิ่งที่อยู่ภายในใจให้เกิดรูปร่าง เพื่อทดสอบว่าจิตใจของพวกเจ้านั้นแข็งแกร่งมากเพียงใดเมื่อต้องต่อสู้กับจิตใจตนเอง”


            ผู้อาวุโสเฉินหยุดพูดชั่วครู่เพื่อสังเกตุทุกๆคน


              “ข้าต้องขอเตือนว่าแม้จะเป็นการต้อสู้กับจิตใจของตนเอง แต่มันเต็มไปด้วยอันตรายนานับประการสถานเบาธาตุไฟเข้าแทรกลมปราณแตกซ่านกลายเป็นคนไร้ค่า หรืออาจต้องกลายเป็นคนวิกลจริตและเลวร้ายที่สุดต้องจบชีวิตด้วยน้ำมือตนเองเพราะดวงจิตแตกสลายทำให้ไม่อาจอยู่ต่อไปได้”


              สีหน้าของหลายคนมืดมนลงไปทันใดหากต้องต่อกรกับศัตรูพวกเขาไม่ต้องเสียเวลาสักนิดเพราะนั่นคือผู้ที่จ้องเอาชีวิตของพวกเขาแต่เมื่อต้องมาต่อสู้กับตนเองแล้วซ้ำเกิดผลได้หลายหน้า ส่วนใหญ่ยังเป็นทางที่ไม่น่าพิสมัยซักนิดเดียวแบบนี้จิตใจของพวกเขาสับสนจนไม่แน่ใจว่าจะเข้าทดสอบดีหรือไม่


              ผู้อาวุโสเฉินเห็นความไม่แน่นอนในดวงตาของหลายๆคน ทำให้เกิดความสมเพชคนเหล่านี้


              “จิตใจรวนเรเช่นนี้ยังห่างไกลจากการเป็นศิษย์ของสำนักตงหยางยิ่งนักจิตใจไม่มั่นคงย่อมทำการใดยากที่จะสำเร็จ”


              จากนั้นผู้อาวุโสเฉินกล่าวต่อไปว่า


              “แต่หากว่าผู้ใดที่สามารถผ่านการทดสอบด่านนี้ไปได้ย่อมจะได้รับประโยชน์ไปไม่ใช่น้อยทีเดียวเช่นกัน เพราะนี่คือการทดสอบจิตใจหากผ่านไปได้พลังจิตของพวกเจ้าจะได้รับการขัดเกลามีพลังเพิ่มพูนอย่างรวดเร็วรับรองว่าเมื่อเดินออกมาจะรู้สึกเหมือนว่าได้เกิดใหม่เลยทีเดียว”


              เมื่อสิ้นเสียงของผู้อาวุโสเฉินผู้เข้ารับการคัดเลือกต่างรู้สึกเหมือนได้รับน้ำทิพย์ชโลมใจ กระตุ้นความฮึกเหิมให้พุ่งขึ้นมาอีกครั้งตอนนี้ทุกคนได้รู้ถึงผลที่จะเกิดขึ้นทั้งร้ายและทั้งดีแน่นอนว่ามันค่อนข้างที่จะอันตรายแต่ผลประโยชน์ที่จะได้รับกลับมานั้นยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน


              “หากพวกเจ้าพร้อมแล้วจงเข้าแถวๆละหนึ่งร้อยคน”


            ผู้อาวุโสเซี่ยตะโกนสั่งการแล้วเดินไปควบคุมผู้เข้ารับการคัดเลือกที่หน้าปากถ้ำสายตาของเขากำลังสอดส่ายหาคนผู้หนึ่งอยู่ซึ่งก็คือจ้าวเฟยหลงนั่นเอง


              “เฟยหลง
    ! เจ้าเห็นสายตาของผู้อาวุโสเซี่ยไหมคล้ายกับกำลังมองหาใครสักคนหนึ่ง” หยุนฟู่กระซิบ


              “อย่ากังวลไป ทำตัวให้เป็นปรกติ”จ้าวเฟยหลงสังเกตุท่าทางของผู้อาวุโสเซี่ยมานานแล้ว


              “เขาคงอยากรู้ว่าข้าจะตายเพราะนักฆ่าหรือไม่คงจะร้อนใจมากที่ไม่ได้รับข่าวคราวจากนักฆ่าของตน” จ้าวเฟยหลงคิด


              “พวกเราต้องอยู่คนละแถวหาไม่หากถูกจับได้ว่ามาด้วยกันพวกเจ้าจะซวยไปด้วย”


            ทีแรกสหายทั้งสองไม่เห็นด้วยแต่จ้าวเฟยหลงยืนยันหนักแน่นท้ายที่สุดทั้งสองคนจึงยอมแยกไปเข้าแถวของใครของมัน


              จากนั้นไม่นานการทดสอบก็เริ่มต้นขึ้นถ้ำทั้งหนึ่งร้อยแห่งต้อนรับผู้เข้ารับการคัดเลือกทันทีด้วยแสงสว่างสดใสที่สาดส่องออกมาจากในถ้ำตรงข้ามกับตอนที่ไร้ผู้คนถ้ำนั้นดำมืดราวกับรัตติกาล


              ผู้ที่เข้าไปในถ้ำรอบแรกทั้งหมดหนึ่งร้อยคนเต็มเปี่ยมไปด้วยความห้าวหาญเพราะพวกเขามองเห็นสิ่งที่จะได้รับจากถ้ำลวงใจและยังเป็นคนกลุ่มแรกๆที่ออกมาจากเขาวงกตได้


              เวลาไปไม่กี่ลมหายใจเสียงร้องโอดโอยและเสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดทรมานก็เข้าสู่โสตประสาทของผู้เข้ารับการคัดเลือกที่อยู่ด้านนอกของถ้ำหลายคนถึงกับขนลุกตั้งเสียวสันหลังเพราะเสียงนั้นบ่งบอกได้เป็นอย่างดีถึงความเจ็บปวดแบบไร้ที่เปรียบ


              แสงที่ส่องออกมานั้นมีสีและรูปแบบที่แตกต่างกันนั่นเป็นเพราะจิตใจของคนไม่เหมือนกันทำให้แสงสีและรูปแบบแสดงออกมาไม่เหมือนกัน แต่ก็มีบางถ้ำที่ไร้เสียงเล็ดลอดออกมาผู้คนต่างซุบซิบกันไปมาไม่แน่ว่าตอนนี้คนที่เข้าไปอาจกำลังขัดเกลาจิตใจอยู่ก็เป็นได้


              เวลาไหลผ่านไปสิบสองชั่วยามแรกสิ่งต่างๆเกิดขึ้นมากมายล้วนกระทบเข้ากับจิตใจของผู้เข้ารับการทดสอบอย่างหนักหน่วงเป็นต้นว่ามีคนเข้าในถ้ำเพียงไม่นานก็วิ่งกลับออกมาไม่สนใจคนรอบข้างสายตาเหม่อลอยบ่นงึมงำเพียงกับตนเองกลายเป็นวิกลจริต


              บางคนตะโกนเรียกชื่อตนเองตลอดเวลาเกิดเสียงต่อสู้ดังสนั่นไม่นานก็เดินออกมาด้วยสภาพย่ำแย่ โดนธาตุไฟเข้าแทรกตันเถียนถูกทำลายกลายเป็นคนไร้ค่า


              หลายคนเข้าไปในถ้ำแล้วไม่นานก็เดินออกมาดวงตาว่างเปล่าเหมือนร่างไร้วิญญาณเมื่อออกมาถึงปากถ้ำก็ยืนตะลึงราวกับตกใจที่ได้พบเห็นคนที่อยู่ข้างนอกแล้วโดยที่ไม่มีใครคาดคิดพวกเขาใช้อาวุธของตนเองฆ่าตัวตายที่ทางเข้าถ้ำ ปล่อยให้คนที่รอเข้ารับการทดสอบเป็นพยานในการตายของตน


              สิ่งเหล่านี้ทำให้สถานะการณ์ของผู้เข้ารับการคัดเลือกภายหลังยิ่งเลวร้ายลงไปทุกทีเพราะเมื่อได้พบเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นจิตใจของคนที่เหลือต่างสับสนเป็นกังวล หลังจากเข้าไปยังถ้ำลวงใจผลลัพธ์ที่ออกมาก็ยิ่งเลวร้าย


              แต่ในความมืดยังมีแสงสว่างบรรดาเหล่าอัจฉริยะทั้งหลายสามารถผ่านการทดสอบของถ้ำลวงใจออกมาได้อย่างไร้อุบัติเหตุพลังจิตของพวกเขาก็ได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างมากเช่นกัน เทียบกับการฝึกฝนธรรมดาก็คงต้องใช้เวลานานเป็นแรมปีแต่เพราะได้ทดสอบในถ้ำเพียงสองเค่อก็ทำให้ได้รับการขัดเกลาจนก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดเช่นนี้หน้าตาของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยความสุขและรอยยิ้ม


              เหล่าอัจฉริยะต่างพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในถ้ำของแต่ละคนอย่างสนุกสนานเพราะเมื่อผ่านการทดสอบด่านนี้แล้วก็หมดเรื่องต้องกังวลไปอีกอย่าง


              “ข้าเห็นพี่โม่เดินออกมาจากถ้ำเหมือนกับการเดินตลาด ไม่ทราบว่าการทดสอบของท่านเป็นอย่างไร”


            เซี่ยหลี่เฉียงถามขึ้นในบรรดาอัจฉริยะของแต่ละแคว้นพวกเขาต่างก็เป็นคุณหนูคุณชายจากตระกูลใหญ่ย่อมต้องคุ้นเคยกันเป็นธรรมดา


              “พี่หลี่เฉียงข้านั้นด้อยสามารถทำได้เพียงพยายามเรียนรู้เข้าใจในตนเองเท่านั้นเสร็จแล้วก็กลับออกมาหามีอันใดให้สนใจ”


            จื่อโม่ตอบด้วยท่าทีสงบนิ่งแต่ก็บอกชัดเจนว่าไม่ตองการเปิดเผยทำให้เซี่ยหลี่เฉียงหน้าตึงเล็กน้อยจากนั้นก็หันไปหาโหย่วลี่จง


            “พี่ลี่จง แล้วท่านละเป็นอย่างไรบ้างได้ยินมาว่าท่านใช้เวลาเพียงครู่เดียวเท่านั้น”


              โหย่วลี่จงผู้ที่สายตาไม่เคยออกจากตัวของอิงชิงหรู เลยได้ยินดังนั้นก็เลยถือโอกาสประกาศความสามารถของตนต่อหน้าหญิงสาวทันที


              “พี่หลี่เฉียง ท่านก็รู้จักข้าว่าเป็นเช่นไรข้าไม่ชอบการรั้งรอเสียเวลาตอนที่ข้าเข้าไปในถ้ำก็ตะโกนเรียกสิ่งที่อยู่ในถ้ำให้ออกมาเจอกันจากนั้นข้าก็ต้องสู้กับตนเอง หึ
    ! แต่มันก็แค่ของปลอมจะสู้ของจริงได้เช่นใดใช้เวลาไม่กี่กระบวนท่าก็สามารถเอาชนะเจ้านั่นได้ แล้วก็ได้รับพลังในการขัดเกลาจิตใจเสร็จแล้วข้าก็เดินออกมา”


              โหย่วลี่จงหวังเป็นอย่างมากว่าด้วยความสามารถอันเอกอุของเขาจะสามารถพิชิตใจอิงชิงหรูได้สักทีตัวเขาเองก็จะสมหวังดั่งใจครอบครองสาวงามที่หมายปองมานานสำเร็จ


              ส่วนอิงชิงหรูนั้นเพียงนั่งอย่างสงบจิบชาที่สาวใช้ส่งมาให้ไม่ได้สนใจการกล่าวโอ้อวดของโหย่วลี่จงแม้แต่น้อยอันที่จริงนางไม่ต้องการนั่งอยู่ตรงนี้ด้วยซ้ำแต่เพราะทุกคนต่างเป็นผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นอัจฉริยะแล้วยังเป็นคนจากตระกูลใหญ่เช่นกันการแยกตัวไปในตอนนี้คงไม่ค่อยเหมาะสมเท่าใดนัก


              “ชิงหรูแล้วเจ้าละเป็นอย่างไรบ้างบอกตามตรงข้าเป็นห่วงเจ้ามากแต่เมื่อคิดว่าเจ้าเป็นยอดยุทธ์หญิงแล้วข้าก็วางใจได้ในระดับหนึ่ง”


            โหย่วลี่จงเอ่ยถามอิงชิงหรูที่นิ่งเงียบแต่ทุกคนที่นั่งอยู่ก็รู้ว่าเขาพยายามอย่างมากในการทำคะแนนในคำถามเมื่อครู่นี้


              “ข้าทำสมาธิตอนที่อยู่ในถ้ำถกปัญหากับตนเองหลังจากนั้นก็ได้รับพลังขัดเกลาจิตมาแล้วออกมาจากถ้ำ” อิงชิงหรูอธิบายสั้นๆให้ทุกๆคนฟัง


              “ดูเหมือนว่าทุกคนที่เข้าไปจะเจอกับสิ่งที่แปลกประหลาดต่างกันออกไป”เหยาหมิงลู่ผู้นั่งนิ่งตั้งแต่เริ่มต้นกล่าวขึ้นบ้าง


              “แต่ไม่ว่าอย่างไรทุกคนก็ออกมากันมาครบแล้วโดยไร้อาการบาดเจ็บเช่นนี้นับเป็นเรื่องดีข้าขอใช้เหล้าจอกนี้ดื่มฉลองกับทุกท่าน” คังจ้านเองก็ทำการเพิ่มพื้นที่ของตนเองในหมู่เหล่าอัจฉริยะเช่นกันเนื่องจากเขาเป็นผู้ที่มีระดับการฝึกตนต่ำกว่าทุกคนทำให้นั่งนิ่งมาตลอดแต่เมื่อถึงโอกาสเช่นนี้จึงต้องรีบคว้าเอาไว้


              “ดื่ม...”ทุกคนต่างพากันดื่มฉลองความสำเร็จของพวกเขาในการผ่านการทดสอบในด่านนี้แต่ในขณะเดียวกันเสียงกรีดร้อง ด้วยความเจ็บปวด ความโมโหและความกลัวยังคงดังก้องไปทั่วทั้งหน้าผา


              เช้าวันใหม่ได้หวนกลับมาอีกครั้งน้ำค้างสีใสแวววาวยังค้างอยู่ตามยอดของใบไม้ใบหญ้าอากาศเย็นสบายหากแต่เช้านี้ขาดเสียงสดใสของเหล่าวิหคทั้งหลายที่อยู่ในป่านี้เพราะว่าไม่มีนกตนใดที่จะต้านทานเสียงอันเจ็บปวดทรมานของผู้เข้ารับทดสอบ ที่ยังดังก้องไม่เคยขาดสายการตายยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง จำนวนคนที่เสียสติก็ยังไม่มีทีท่าจะหยุดยั้งหรือลดน้อยลงผู้ที่ถูกธาตุไฟเข้าแทรกยังกลิ้งเกลือกกลาดกลื่นทั่วบริเวณ


              ภาพที่อยู่ตรงหน้าทำให้ผู้เฝ้ารอการคัดเลือกจิตใจดิ่งเหวมากขึ้นไปอีกวันแรกเหตุการณ์การเป็นเช่นใดวันที่สองยิ่งแย่ไปกว่าเดิมแต่เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วจึงไม่อาจหันหลังกลับหากต้องกลับบ้านแล้วเล่าเรื่องที่ตนออกจากการทดสอบเพราะไม่มีความกล้าที่จะเข้าไปในถ้ำลวงใจคงถูกตราหน้าว่าเป็นคนขี้ขลาดที่ทำให้ตระกูลเสื่อมเสียโดนลงโทษอย่างหนักและได้รับการดูถูกไปตลอดกาล


              หยุนฟู่เป็นคนแรกของเพื่อนทั้งสามคนที่ได้เข้าในถ้ำลวงใจชายหนุ่มจากตระกูลหยุน ก้าวเดินเข้าไปยังในถ้ำสายตาสอดส่ายไปทุกที่เพื่อมองหาอันตรายและทางหนีทีไล่ในใจของเขาตอนนี้เต้นรัวอย่างกับกลองศึกตอนเข้าโรมรันพันตู


              ชั่วขณะนั้นเองเสียงๆหนึ่งได้ดังขึ้นมาและมันทำให้เขาต้องสะดุ้งสุดตัวเพราะไม่คิดฝันว่าจะได้ยินเสียงนี้


              “ไอ้คนเหลวไหลยังกล้ากลับมาที่ตระกูลหยุนอีกหรือ”


              “ลูกไม่เอาไหนต่อไปเจ้าจะปกป้องตระกูลได้อย่างไรหากไม่เป็นโล้เป็นพายแบบนี้”


              เสียงพร่ำบ่นดังกรอกหูของหยุนฟู่จากทุกทิศทางของถ้ำ แสดงให้เห็นว่าถ้ำลวงใจไม่เคยปราณีใครแม้แต่น้อยร่างกายสูงใหญ่ที่คุ้นเคยก้าวออกมาจากด้านหลังถ้ำทำให้หัวใจของหยุนฟู่เกือบหยุดเต้น


              ตุ๊บ..ตุ๊บ เข่ากระทบลงพื้น


              “คารวะท่านพ่อ”


              หยุนฟู่รีบทำความเคารพเพราะร่างที่ก้าวออกมาคือพ่อของเขาทั้งรูปร่างหน้าตา ระดับพลัง ล้วนไม่มีที่ติ ชายที่เหมือนพ่อของหยุนฟู่เดินมาหยุดด้านหน้าของเขาแล้วทำการต่อว่าเสียงดังทันทุกเสียงและทุกคำเหมือนออกมาจากใจของหยุนฟู่ทุกคำบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของคนเป็นลูกที่รู้สึกว่าไม่มีค่าไม่สามารถสร้างความภูมิใจให้ตระกูลและโดยเฉพาะอย่างยิ่งให้แก่บิดาของตนเอง


              “ฮือๆๆ...ท่านพ่อลูกขอโทษลูกไม่ดีเอง”


              “อภัยให้ลูกด้วยท่านพ่อ”


              “ข้ายอมแล้วๆท่านพ่อพอเสียที”เสียงโหยหวนของหยุนฟู่ดังก้องตัวเขานอนคุดคู้บนพื้นปากพร่ำเพ้อขอความเมตตาจากพ่อของตนเอง


              แต่จู่ๆที่ใดที่หนึ่งในจิตใจของหยุนฟู่ร่างเงาร่างหนึ่งก้าวออกมาและมายืนข้างหน้ามองดูร่างของหยุนฟู่ที่นอนอยู่บนพื้น


              “นี่เจ้าจะนอนอีกนานไหม”ร่างเงาเอ่ยถาม


              “ต่อให้ร้องไห้จนตายก็ไม่มีทางหยุดพ่อของเจ้าได้หรอกนะ”


              “มีเพียงก้าวเดินไปให้สุดปลายทางไม่ท้อถอยไม่ยอมแพ้ เช่นนี้ต่างหากเล่าถึงจะหยุดพ่อของเจ้าได้”


              หยุนฟู่เพ่งมองในจิตใจเขาจึงพบว่าร่างเงานั้นคือเด็กน้อยคนหนึ่งที่เหมือนกับเขาตอนเด็กช่วงเวลานั้นเด็กน้อยหยุนฟู่เป็นผู้ที่มีความสุขที่สุดคนหนึ่งเพราะได้รับความรักจากพ่อไม่เคยขาด คนในตระกูลต่างให้ความสนใจในตัวเขาโลกรอบตัวในช่วงเวลานั้นแสนสวยงาม


              ถ้อยคำจากเด็กน้อยหยุนฟู่ที่กำลังยืนก้มมองตัวของเขาอยู่ทำให้เกิดพลังพุ่งพล่านขึ้นในใจดั่งกับว่าพลังเหล่านั้นโหยหารอคอยเวลานี้มาเนิ่นนานเวลาที่จะได้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของหยุนฟู่


              ตอนนี้ร่างของพ่อของหยุนฟู่ตกตะลึงสีหน้าบ่งบอกได้ชัดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่ในแผนการแม้แต่น้อย ร่างของหยุนฟู่ค่อยๆขยับตัวและหยัดยืนขึ้นมา ลำตัวตั้งตรง สายตาแน่วแน่เพ่งมองที่ร่างของบิดาของเขาที่เกิดจากพลังของถ้ำลวงใจ


              “ใช่แล้วข้ามันไร้ประโยชน์ไร้พลังแล้วเช่นไรตอนแรกที่ข้ามาที่นี่เพื่ออยากให้ทุกคนยอมรับในตัวข้าที่สามารถกลายเป็นศิษย์ของสำนักตงหยางได้”หยุนฟู่ตะโกนใส่ร่างตรงหน้า


              “แต่ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าข้าไม่ได้มาเพื่อใครทั้งนั้นเพราะข้าไม่ใช่คุณชายหยุนฟู่แห่งตระกูลหยุนแล้ว”สายตาแน่วแน่จ้องไปที่ร่างของพ่อเขาตรงหน้า


              “ข้าในตอนนี้คือหยุนฟู่ผู้ที่ใฝ่หาหนทางแห่งความเป็นเลิศในการฝึกยุทธ์และจะไม่หยุดจนกว่าจะสำเร็จ”


            เมื่อสิ้นเสียงตะโกนร่างกายที่เคยเป็นพ่อของเขาก็ส่งยิ้มให้แล้วค่อยๆจางหายไป


              ภายในถ้ำอากาศเกิดแปรปรวนเย็นพัดแรงคล้ายกับพายุม่านหมอกขาวขุ่นปกคลุมทั่วทั้งโถงถ้ำกระจายตัวล้อมหยุนฟู่เอาไว้


              “จะไม่ให้ข้าพักหน่อยหรือไง”หยุนฟู่บ่นในใจ


              แล้วอากาศที่ขุ่นมัวกลุ่มนั้นเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วพัดผ่านตัวของหยุนฟู่บางส่วนแทรกซึมเข้าไปในร่างกายทันทีที่อากาศขุ่นมัวเข้าไปในร่างกายทั่วทั้งร่างรู้สึกได้ถึงความสงบและเย็นสบายพลังจิตที่น้อยนิดและไม่แจ่มชัดของหยุนฟู่มาบัดนี้สามารถรับรู้ได้กว้างไกลมากขึ้นรับรู้ได้ชัดเจนมากขึ้น


              “นี่...ข้าสามารถผ่านด่านนี้ได้แล้วหรือ!!!”


            หยุนฟู่ลิงโลด เมื่อกวาดสายตาไปทั่วโถงถ้ำจนแน่ใจว่าไม่มีอะไรอีกแล้วจึงเดินกลับออกมาที่นอกถ้ำพร้อมความสุขใจที่เปี่ยมล้น

    คล้ายกับเรื่องลำนำจักรพรรดิยุทธ์ สะท้านฟ้า ที่คุณอ่าน