ตงฉินยึดอำนาจ

    ตงฉินยึดอำนาจ_73_ชาวบ้านหมู่บ้านหยูฉู่ถูกทำร้าย

    หลิวชิงหยู่ได้ยินที่เซี่ยเจิ้งเต๋อพูด เขาก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจพร้อมพูดออกไปว่า “ขอบคุณ หัวหน้าพรรคเซี่ยมาก แต่ผมยังไม่เจอปัญหากับการทำงานเลย ถ้าผมเจอผมจะไปหาคุณที่เทศมณฑล”


    หลังจากนั้นทั้งสองก็คุยกันต่อเล็กน้อยก่อนวางสายไป


    หลังจากวางสายใบหน้าของหลิวชิงหยู่ก็หมองลง เขาไม่ได้บอกเซี่ยเจิ้งเต๋อถึงความขัดแย้งระหว่างเขากับซือเจิ้นเฉียงในความคิดของเขา ในฐานะนายกเทศมนตรี ต้องแก้ปัญหาต่างๆ ภายในด้วยตัวเอง เว้นแต่จะเป็นปัญหาที่ยากจะแก้ไขเพียงลำพัง เขาจะขอความช่วยเหลือจากเซี่ยเจิ้งเต๋อ ที่จริงแล้วมันก็ไม่ใช่เป็นการช่วยเหลือแต่เป็นการใช้ประโยชน์พึ่งพามากกว่า หลิวชิงหยู่รู้ดีว่าในเส้นทางการเมือง มันไม่สามารถพึ่งคนอื่นได้ตลอด แม้จะมีคนหนุนหลัง แต่อีกฝ่ายก็ย่อมไม่สามารถช่วยไปได้ตลอดชีวิต สิ่งที่จะทำให้คนเติบโตได้ก็คือการฝ่าฟันอุปสรรคแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย


    เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเซี่ยเจิ้งเต๋อในตอนนี้แม้ว่าหลิวชิงหยู่จะเหมือนเป็นคนของฝ่ายเซี่ยเจิ้งเต๋อ แต่นั่นก็เป็นเพราะทั้งคู่มีจิตใจที่จะทำเพื่อผู้คนและต้องการช่วยกันในการจัดการเสวี่ยเหวินหลงที่ใช้อำนาจในทางมิชอบอยู่เสมอ หากในอนาคตเซี่ยเจิ้งเต๋อเป็นผู้กุมอำนาจและเป็นเหมือนกับเสวี่ยเหวินหลง หลิวชิงหยู่ก็พร้อมฉีกตัวออกมาโดยไม่ลังเล ดังนั้นเขาจำเป็นจะต้องเว้นระยะห่างเอาไว้


    หลิวชิงหยู่ยืนอยู่ริมหน้าต่างมองไปยังภูเขาด้วยความรู้สึกซับซ้อน


    เขารู้สึกประทับใจมากกับคำเตือนที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของเซี่ยเจิ้งเต๋อ แน่นอนหลังจากการแถลงข่าว หลิวชิงหยู่ก็รู้ได้ทันทีว่าจะมีผู้คนมากมายมุ่งเป้าไปที่ตำบลกวนซาน ท้ายที่สุดมันจะก่อให้เกิดโครงการมากมายบนภูเขาชุ่ยผิง ซึ่งจะช่วยพัฒนาปัจจัยหลายด้าน เช่น การอนุรักษ์น้ำ ด้านที่ดิน ด้านโรงแรมรีสอร์ตที่พัก การสื่อสาร ทั้งหมดนี้เป็นผลพวงที่สร้างประโยชน์ได้มหาศาล


    แม้ว่าหลิวชิงหยู่จะไม่เคยดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่พ่อของเขาก็เป็นนักการเมืองที่มากประสบการณ์ เขาจึงเห็นสถานการณ์ต่างๆ มามากพอตัว และพ่อของเขาก็เคยเขียนหนังสือที่ชื่อว่า "ความรู้ข้าราชการ"ซึ่งเป็นหนังสือที่อิงจากประสบการณ์มากมาย ทำให้เขาคุ้นเคยกับเหตุการณ์มากมายหลายอย่าง มันทำให้เขารู้ดีว่าภูเขาชุ่ยผิงจะตกเป็นเป้าโจมตีของคนบางกลุ่มที่คิดจะเข้ามาหาผลประโยชน์


    เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ หลิวชิงหยู่ก็อดที่จะแสยะยิ้มไม่ได้ “แม้ว่าโครงการจุดชมวิวของภูเขาชุ่ยผิง จะเป็นเนื้อชิ้นใหญ่แต่ก็ไม่ใช่ว่าใครจะกินได้ หากปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และดำเนินโครงการอย่างสุจริตก็อาจจะได้รับผลพวง แต่ถ้าเล่นแผนสกปรกละเมิดผลประโยชน์ของผู้คน หากมาหนึ่งฉันก็จะฆ่าหนึ่ง หากมาสองก็ฆ่าสอง ใครที่กล้ายื่นมือสกปรกเข้ามาข้องเกี่ยว ฉันจะฟาดมือมันให้หัก!”


    ...


    2วันต่อมา


    หลิวชิงหยู่กำลังนั่งดูเอกสารอยู่ในสำนักงาน เขากำลังครุ่นคิดเรื่องกีวี่ที่ขึ้นชื่อของกวนซาน แต่ทันใดนั้นหงซานจินก็เปิดประตูเข้ามาพร้อมพูดด้วยน้ำเสียงกังวล “ท่านนายกหลิว ท่าไม่ดีแล้ว ชาวบ้านหลายคนในหมู่บ้านหยูฉู่ ถูกทุบตีแต่ตำรวจในตำบลไม่สนใจเลย พวกเขาส่งคนสองคนไปที่หมู่บ้านแต่ไม่เห็นว่าจะดำเนินการใดๆ ตอนนี้พวกชาวบ้านรู้สึกผิดหวังมาก”


    หลังจากได้ยินแบบนั้นใบหน้าของหลิวชิงหยู่ก็หมองหม่น “เกิดอะไรขึ้น ทำไมชาวบ้านถึงถูกทุบตี สถานีตำรวจตอนนี้ไม่ใช่ว่าคนของเมิ่งฮวนคุมอยู่หรอ” หลิวชิงหยู่ คำถามออกไปด้วยความประหลาดใจ


    หงซานจินอธิบายอย่างรวดเร็วว่า “นายกหลิว มันเป็นอย่างนี้ ตอนนี้มีนักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ ชื่อว่า ไห่เยว่กรุ๊ป เข้ามาในตำบลกวนซาน พวกเขาวางแผนจะกว้านซื้อที่ดินใกล้จุดชมวิวเพราะเป็นที่รู้กันดีว่าที่ภูเขาชุ่ยผิงมีโครงการขนาดใหญ่ ทำให้ที่ดินใกล้กับจุดชมวิวกลายเป็นหมูชั้นเลิศในสายตาของพวกเขา ตอนนี้พวกเขาจึงส่งคนเข้ามาไล่ซื้อที่ดินถ้าชาวบ้านยอมขายดีๆ ก็จะไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าไม่ขายพวกเขาก็จะทุบตี จากที่ดูแล้วเมื่อวานชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ยอมขาย วันนี้พวกเขาเลยขนรถตู้ 5 คันพร้อมคน 30 คนมาทุบตีชาวบ้านที่ไม่ยอมขายที่ดิน พร้อมข่มขู่ว่าใครที่ไม่ยอมขายที่ดินจะต้องลงเอยแบบนี้”


    เมื่อได้ยินแบบนั้น ความโกรธของหลิวชิงหยู่ก็พุ่งขึ้นมาทันที เขากำหมัดพูดด้วยความโกรธว่า “สารเลว ไอพวกไห่เยว่กรุ๊ปนี้มันใหญ่มาจากไหน ถึงกล้าทำตัวผยองในกวนซานของเรา แถมยังทำอะไรไม่สนใจกฎหมายแบบนี้”


    หงซานจินก็เป็นคนรอบคอบเอาใจใส่เช่นกัน เมื่อเขารู้เรื่องนี้ เขาก็ได้ให้ใครบางคนไปตรวจสอบ แต่ใครบ้างจะไม่รู้จักไห่เยว่กรุ๊ปแห่งจิงหลิน ซึ่งมี เซี่ยเหล่าลิ่วเป็นหัวหอก โดยเสวี่ยเหวินหลงคอยเป็นเงาอยู่เบื้องหลัง ในจิงหลินไม่ว่าจะเป็นด้านอสังหาหรือสถานบันเทิงพวกเขาล้วนครอบครอง พร้อมไปด้วยทุนทรัพย์และมากอิทธิพล ทำให้ไม่มีใครกล้าตอแยกับพวกเขา ดังนั้นเมื่อได้ยินคำพูดของหลิวชิงหยู่ หงซานจินจึงรีบพูดว่า “นายกหลิวผมได้ตรวจสอบแล้ว ไห่เยว่กรุ๊ปมีประธานคือเซี่ยเหล่าลิ่ว ซึ่งเขาเป็นเจ้าของสถานบันเทิงไห่เยว่เทียนตี้ในจิงหลิน และยังมีอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มากมายภายใต้นามไห่เยว่กรุ๊ป ดังนั้นไห่เยว่กรุ๊ปจึงเป็นองค์กรเอกชนขนาดใหญ่ที่สุดในจิงหลิน ซึ่งเน้นการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ การขนส่ง และอุตสาหกรรมบันเทิง นอกจากนี้พวกเขายังทำเรื่องสกปรกมากมายที่ทำเงินให้พวกเขา”


    หลิวชิงหยู่ได้ยินแบบนั้นก็ขมวดคิ้วแล้วพูดออกไป “โอ้ องค์กรเอกชนระดับนี้ไม่มีภูมิหลังเลยหรอ”


    หงซานจินคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเรียบเรียงคำพูดแล้วพูดออกไปอย่างระมัดระวัง “ท่านนายกหลิว เซี่ยเหล่าลิ่วคนนี้เป็นนักเลงใหญ่ในเทศมณฑล เขาเคยติดคุกต้องโทษมาก่อน ต่อมาเขาก็ได้ก่อตั้งบริษัทรับจ้างรื้อถอนโดยบังคับให้คนทำงานให้ นอกจากนี้พวกเขายังมีเส้นสายในเทศมณฑลทำให้พวกเขาเติบโตอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นไห่เยว่กกรุ๊ปในปัจจุบัน มิหนำซ้ำว่ากันว่าพี่เขยของผู้ว่าการเสวี่ย หู่เกา ก็เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นของไห่เยว่กรุ๊ปด้วย”


    หลิวชิงหยู่พยักหน้าเล็กน้อย หลังจากนั้นดวงตาของเขาก็ทอประกายสว่างวาบ เขาพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า โอเค ผมเข้าใจแล้ว เบื้องหลังคือผู้ว่าการเสวี่ยสินะ” หลังจากนั้นหลิวชิงหยู่ก็สงบลงอย่างรวดเร็วแล้วถามออกไปว่า “แล้วผู้กำกับ กู้เจี่ยเล่ยมังทำอะไรอยู่”


    หงซานจินยิ้มแหยๆ แล้วพูดว่า “นายกหลิวเท่าที่ผมทราบ ผู้กำกับกู้ส่งคนไปตรวจสอบทันทีเมื่อทราบข่าว แต่ปัญหาคือแม้เขาจะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้กำกับของตำบล และมอบหมายงานให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้ ทว่าผู้ใต้บังคับบัญชาก็ทำงานกันอย่างไม่เต็มใจ เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจส่วนใหญ่เป็นคนของหานกั๋วชิง และหลายคนก็เป็นคนของซือเจิ้นเฉียง เพราะงั้นหากไม่มีคำสั่งของเลขาธิการซือ พวกเขาก็จะไม่เคลื่อนไหว"


    คิ้วของหลิวชิงหยู่ขมวดแน่น เขาฉุกคิดขึ้นมาได้ในทันที “เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ สถานการณ์ปกติซือเจิ้นเฉียงไม่สามารถเพิกเฉยต่อเรื่องนี้ได้ การที่เขาไม่ได้กำชับให้สถานีตำรวจเข้ามาดำเนินการ หมายความว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะจัดการเรื่องนี้ แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญการที่ตำรวจพร้อมใจกันไม่ปฏิบัติหน้าที่เช่นนี้ หมายความว่าซือเจิ้นเฉียงต้องสั่งการอะไรบางอย่างแน่นอน ผมควรทำยังไงดี?”


    สมองของหลิวชิงหยู่แล่นอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ครุ่นคิดก่อนพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “หงซานจิน คุณไปโรงพยาบาลกับผมก่อน เราไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บก่อน แล้วค่อยไปหมู่บ้านหยูฉู่”


    หงซานจินตกใจแล้วพูดอย่างรวดเร็วว่า “นายกหลิวตอนนี้เกือบเที่ยงแล้ว กว่าเราจะไปถึงก็คงช่วงบ่าย ผมกลัวว่าไห่เยว่กรุ๊ปจะเข้ามาที่หมู่บ้านในช่วงบ่าย ถ้าเราเผชิญหน้ากับพวกเขา คุณอาจจะไม่ปลอดภัย”


    หลิวชิงหยู่โบกมือแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ไม่เป็นไร ผมต้องการให้เป็นแบบนั้น ผมอยากรู้ว่าพวกไห่เยว่จะกล้าทำอะไร ถ้าเห็นว่าผมไปที่หมู่บ้านหยูฉู่”


    เมื่อเห็นว่าหลิวซิงหยู่ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ เขาก็หยุดพูดและลงไปเตรียมรถทันที


    ในขณะนี้โทรศัพท์มือถือของหลิวชิงหยู่ก็ดังขึ้น หลังจากรับสายก็มีเสียงพูดด้วยความตื่นเต้นดังจากโทรศัพท์ “ลูกพี่ ผมถังจื่อหย่งนะ ผมจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ผมก็มาถึงกวนซาน สำนักงานของคุณอยู่ตรงไหนหรอ”


    หลิวชิงหยู่บอกสถานที่ตั้ง พร้อมกับส่งพิกัดของเขาให้ถังจื่อหย่งทันที


    ครั้งที่หลิวชิงหยู่ไปชางชานเพื่อหาทุนช่วยเหลือน้ำท่วม เขาก็ได้พบกับถังจื่อหย่งลูกชายของถังเจี้ยนกั๋วที่มีปัญหากับต่งเทียนปา ต่อจากนั้นเขาถังจื่อหย่งก็เกิดความเลื่อมใสในตัวหลิวชิงหยู่และขอสมัครเป็นลูกศิษย์ แต่หลิวชิงหยู่ก็ไม่ได้ตอบรับเขาโดยตรง แต่ให้เขามาเป็นเด็กฝึกงานเพื่อคอยขับรถให้เขาหลังจากการธุระที่ชางชานเสร็จแล้ว


    เดิมทีถังจื่อหย่งจะไปกวนซานหลังจากจัดการเรื่องที่เมืองชางชานเสร็จ แต่เขากลับล้มป่วยกะทันหัน หลังจากกินยาพักรักษาตัวเป็นเดือนๆ เขาก็หายดี และทันทีที่พ้นจากตำแหน่ง เขาก็ตรงมาที่กวนซาน


    พอได้พบกันแล้ว ถังจื่อหย่งก็เล่าสถานการณ์ที่เขาเผชิญมาทั้งหมดแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ลูกพี่ จะวางตำแหน่งอะไรให้ผม”


    หลิวชิงหยู่พูดด้วยรอยยิ้มว่า “อืม แม้ว่านายจะมีเงินไม่ขาดมือ คุณสมบัติด้านอื่นเพียบพร้อม แม้ว่านายตัดสินใจมาเป็นคนของฉัน ฉันก็จะไม่ให้อภิสิทธิ์โดยการเอาเปรียบคนอื่น อย่างที่บอกนายต้องเริ่มต้นจากเด็กฝึกงานคอยขับรถไปก่อน อ้อ จริงสิ ฉันกำลังจะออกไปข้างนอกพอดี นายช่วยขับรถให้ได้ไหม”


    “ได้เลยลูกพี่ แค่นี้ไม่มีปัญหา” ถังจื่อหย่งพูดด้วยความตื่นเต้น เขาถูมือของเขา จากนั้นก็ตามหลิวชิงหยู่ไปริมถนนทันที ถังจื่อหย่งคงคิดไม่ถึงแน่ว่า ครั้งแรกที่เขาเริ่มงานกับหลิวชิงหยู่เขาต้องเผชิญกับเรื่องอันตรายซะแล้ว