ควันไฟสีดำมืดยังคงลอยคลุ้งปกคลุมท้องฟ้ายามเช้าตรู่ของเมืองหลวงฝั่งเหนือ ซากเถ้าถ่านของจวนตระกูลหวังที่เคยโอ่อ่าตระการยังคงลุกไหม้ไม่ดับสนิท กลิ่นไหม้ของไม้เนื้อดี ผ้าไหมล้ำค่า และเนื้อหนังมนุษย์ปะปนกันจนน่าคลื่นไส้ ชิงเหยาในชุดสีดำสนิทเรียบง่าย เดินออกจากประตูเมืองด้านหลังด้วยก้าวเท้าที่สงบนิ่ง มือข้างหนึ่งถือหีบไม้ขนาดเล็กที่บรรจุบัญชีเกลือเถื่อนและเอกสารลับทั้งหมดของตระกูลหวัง ซึ่งนางได้เก็บรวบรวมมาอย่างพิถีพิถัน
นางหันกลับไปมองครั้งสุดท้าย เปลวเพลิงยังคงพวยพุ่งสูงเป็นลิ้นสีแดงฉาน ราวกับมังกรไฟที่กำลังกลืนกินซากศพแห่งเกียรติยศและอำนาจที่เคยยิ่งใหญ่ ควันดำมืดมิดบดบังพระอาทิตย์ที่กำลังขึ้น ทำให้ท้องฟ้าดูเหมือนถูกย้อมด้วยสีเลือด เสียงแตกหักของโครงไม้และเสียงพังทลายของหลังคาเรือนยังดังก้องอยู่ไกลๆ ผสมกับเสียงกรีดร้องของบ่าวไพร่ที่พยายามดับไฟอย่างสิ้นหวัง
"สิบปี..." ชิงเหยาพึมพำเสียงเบา น้ำเสียงเย็นยะเยือกแต่แฝงความสะใจที่ไม่อาจเก็บไว้ "ข้าใช้เวลาสิบปีเต็ม เพื่อให้พวกเจ้าเผาไหม้ในเพลิงเดียวกันกับที่พวกเจ้าเผาจวนตระกูลหลิน"
ความทรงจำในคืนนั้นหลั่งไหลกลับมาอย่างชัดเจน เสียงกรีดร้องของพ่อแม่และน้องชายที่ถูกไฟคลอกในเรือนที่ลุกไหม้ เสียงหัวเราะโหดร้ายของหวังเสี้ยนที่ยืนมองการทำลายล้างด้วยความพอใจ และเสียงแตกหักของหัวใจนางเมื่อต้องเห็นครอบครัวที่รักถูกเผาทั้งเป็น วันนั้นนางสาบานว่าจะทำให้ตระกูลหวังได้รับการตอบแทนอย่างเต็มที่ และในคืนนี้ คำสาบานนั้นได้สำเร็จลุล่วงแล้ว
นางหันหลังเดินจากไปโดยไม่หันกลับมาอีก ผ้าคลุมสีดำปกปิดใบหน้าที่งดงามแต่เต็มไปด้วยพิษร้าย ทุกย่างก้าวที่ออกจากเมืองหลวง คือการเริ่มต้นบทใหม่ของการล้างแค้น แผนการของนางยังไม่จบเพียงแค่ตระกูลหวัง ยังมีตระกูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำลายครอบครัวนางรออยู่ และนางจะไม่หยุดจนกว่าจะได้ล้างแค้นให้ครบทุกคน
ระหว่างทางที่เดินออกจากเมืองหลวง นางได้ผ่านตลาดเช้าที่เริ่มคึกคัก พ่อค้าแม่ค้าต่างพูดคุยกันเรื่องเพลิงไหม้ใหญ่ที่เกิดขึ้นในจวนตระกูลหวัง "ได้ยินว่าเสนาบดีหวังตายคาในเพลิงแล้ว" "ฮูหยินใหญ่ก็ตายด้วย ได้ยินว่าถูกแทงตาย" "ลูกชายทั้งสองก็ตายหมด ตระกูลหวังจบแล้ว" เสียงซุบซิบเหล่านี้ทำให้ชิงเหยายิ้มบางๆ ในใจ ข่าวการล้มสลายของตระกูลหวังแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว และนี่คือสิ่งที่นางต้องการ
หลังจากเดินทางติดต่อกันสามวันสามคืนโดยไม่หยุดพัก นางมาถึงเมืองชายแดนทางเหนือ "เมืองเหลียงหยวน" ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสำคัญของกองทัพชายแดน และเป็นที่ตั้งของคฤหาสน์พยัคฆ์ — จวนแม่ทัพจ้าว ผู้คุมกำลังทหารนับหมื่น เมืองนี้มีกำแพงสูงใหญ่แข็งแรง ทหารเดินลาดตระเวนอย่างเข้มงวด และบรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นอายของเหล็กและม้า แตกต่างจากเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยความหรูหราและการเมือง ที่นี่เป็นดินแดนของนักรบและผู้มีอำนาจทางทหาร
ระหว่างทาง ชิงเหยาได้เปลี่ยนโฉมอย่างละเอียดที่สุด นางทิ้งชื่อ "เยี่ยหยา" และ "ซูเหม่ย" ไว้เบื้องหลัง กลายเป็น "ไป๋หลิน" หมอหญิงผู้เชี่ยวชาญการฝังเข็มและปรุงยาสมุนไพรจากแดนไกล การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนชื่อ แต่เป็นการสร้างตัวตนใหม่ทั้งหมด
นางเลือกชุดผ้าป่านสีขาวอมเทาที่เรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้าน ผมยาวถูกมัดเป็นมวยสูงแบบสตรีแพทย์ ใบหน้าที่เคยเย้ายวนด้วยเครื่องสำอางสีแดงฉาน ถูกปรับให้ดูซีดขาวและอ่อนโยนด้วยผงสมุนไพรพิเศษ ทำให้ดวงตาที่เคยเย็นชากลายเป็นดวงตาที่ดูฉลาดและเมตตา ริมฝีปากบางถูกทาดด้วยสีอ่อนจนดูบริสุทธิ์ กลิ่นกาย "บุปผาอาวรณ์" ถูกปรับให้เบาบางลงเหลือเพียงกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรเย็นๆ ที่ช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายใจ
นางยังเตรียมเครื่องมือแพทย์ที่จำเป็น เข็มทองขนาดต่างๆ สำหรับการฝังเข็ม ยาสมุนไพรแห้งที่บรรจุในถุงผ้าเล็กๆ และหนังสือการแพทย์เก่าแก่ที่ดูเหมือนถูกใช้งานมานาน ทุกอย่างถูกจัดเตรียมอย่างพิถีพิถันเพื่อให้ดูเหมือนหมอหญิงที่มีประสบการณ์จริง นางยังฝึกฝนท่าทางการเดิน การพูดจา และแม้แต่วิธีการจับชีพจรให้ดูเป็นธรรมชาติ
นางยังสร้างชื่อเสียงปลอมขึ้นระหว่างทาง โดยแอบรักษาโรคให้ชาวบ้านและพ่อค้าในเมืองเล็กๆ สองสามแห่ง ด้วยการฝังเข็มและปรุงยาที่ได้ผลอย่างน่าอัศจรรย์ ข่าวลือเรื่อง "หมอหญิงไป๋หลิน ผู้มีฝีมือเทียบเทาหมอหลวง" จึงแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งมาถึงเมืองเหลียงหยวน ข่าวของนางก็ถูกส่งต่อไปยังจวนแม่ทัพจ้าวแล้ว
ในเมืองแรก นางได้รักษาลูกชายของพ่อค้าผ้าที่ป่วยด้วยไข้สูงไม่ลดมาหลายวัน ด้วยการฝังเข็มที่จุดสำคัญและยาสมุนไพรที่ปรุงเฉพาะ เด็กหายป่วยภายในหนึ่งคืน ในเมืองที่สอง นางช่วยหญิงชราที่ปวดข้อมานานหลายปี ให้สามารถเดินได้อย่างปกติ และในเมืองที่สาม นางรักษาพ่อค้าที่มีแผลเก่าไม่หาย ให้หายเป็นปกติ ทุกครั้งที่รักษา นางจะปฏิเสธค่าตอบแทนที่มากเกินไป และพูดเพียงว่า "การช่วยเหลือผู้ป่วยคือหน้าที่ของหมอ" ทำให้ชื่อเสียงของนางแพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว
เช้าวันที่สี่ ชิงเหยาเดินมาถึงหน้าประตูจวนแม่ทัพจ้าวที่สูงใหญ่โอ่อ่า ธงมังกรสีดำประดับหัวเสือสีทองปลิวสะบัดตามลมหนาวของชายแดน ทหารองครักษ์ยืนเฝ้าอยู่สองข้างด้วยท่าทีเคร่งขรึม ดวงตาเขียวคมกริบและมือที่วางอยู่บนด้ามดาบ แสดงให้เห็นถึงความพร้อมรบที่สูง ประตูไม้ใหญ่แกะสลักลวดลายมังกรและเสือ สะท้อนถึงอำนาจและความยิ่งใหญ่ของเจ้าของจวน
"ข้าคือไป๋หลิน หมอหญิงจากแดนใต้" นางเอ่ยเสียงนุ่มนวลแต่ชัดเจน "ได้ยินมาว่าแม่ทัพใหญ่จ้าวป่วย ข้ามีวิธีรักษาที่อาจช่วยได้"
ทหารองครักษ์สองคนมองนางขึ้นลงอย่างระมัดระวัง ดวงตาเขียวคมกริบสำรวจจากหัวจรดเท้า มองหาสิ่งผิดปกติหรืออาวุธที่อาจซ่อนอยู่ แต่สิ่งที่พวกเขาเห็นคือหญิงสาวในชุดแพทย์ที่ดูสุภาพและน่าเชื่อถือ ถือกระเป๋ายาและมีกลิ่นสมุนไพรอ่อนๆ ที่ทำให้รู้สึกสบายใจ
"หมอหญิงไป๋หลินหรือ?" ทหารองครักษ์คนหนึ่งถาม "ข้าได้ยินชื่อของท่านมาแล้ว ว่ารักษาโรคได้อย่างน่าอัศจรรย์"
"ข้าเป็นเพียงหมอธรรมดาที่ต้องการช่วยเหลือผู้ป่วย" นางตอบด้วยน้ำเสียงถ่อมตน "หากท่านแม่ทัพป่วยจริง ข้าอยากช่วยเหลือตามกำลัง"
บ่าวรับใช้ในจวนรีบนำข่าวเข้าไปรายงาน ไม่นานนัก ประตูใหญ่ก็เปิดออก และนางถูกเชิญเข้าไปในเรือนรับรองอย่างนอบน้อม การต้อนรับที่อบอุ่นนี้แสดงให้เห็นถึงความหวังที่ครอบครัวจ้าวมีต่อการรักษาของนาง
จวนแม่ทัพจ้าวกว้างใหญ่ไพศาล บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นอายของเหล็กและม้า องครักษ์และทหารเดินผ่านไปมาอย่างเป็นระเบียบ เสียงเท้าเดินเป็นจังหวะและเสียงเหล็กกระทบกันจากการฝึกซ้อมดังมาจากลานฝึก แต่ชิงเหยาสังเกตเห็นความอ่อนล้าและความกังวลที่แผ่ซ่านอยู่ในดวงตาของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือบ่าวรับใช้ ทุกคนต่างมีสีหน้าเศร้าหมองและพูดจากันเบาๆ
แม่ทัพใหญ่จ้าว ผู้คุมกองทัพชายแดนมานานหลายสิบปี กำลังป่วยหนักจนใกล้สิ้นชีพ หากไม่มีหมอฝีมือสูงรักษา จวนนี้คงสั่นคลอนในไม่ช้า ไม่เพียงแต่ครอบครัวจะสูญเสียหัวหน้าตระกูล แต่กองทัพชายแดนก็จะสูญเสียผู้นำที่มีประสบการณ์และเป็นที่เคารพของทหาร
ขณะที่เดินผ่านสวนในจวน ชิงเหยาสังเกตเห็นการจัดวางที่เป็นระเบียบและการตกแต่งที่แสดงถึงรสนิยมของนักรบ มีรูปปั้นเสือและมังกรตั้งอยู่ตามจุดต่างๆ ต้นไผ่ที่ปลูกเป็นแถวเรียงราย และบ่อน้ำใสที่มีปลาคาร์ฟว่ายอยู่ ทุกอย่างดูเรียบง่ายแต่มีเกียรติยศ แตกต่างจากความหรูหราฟุ่มเฟือยของจวนตระกูลหวัง
"แม่นางไป๋หลิน" เสียงทุ้มต่ำของผู้จัดการจวนดังขึ้น ชายวัยกลางคนที่มีหนวดเคราขาวโพลนและดวงตาที่แสดงถึงความกังวล "ท่านแม่ทัพใหญ่ป่วยด้วยโรคเก่าแก่ที่กำเริบหนัก หมอหลวงหลายท่านก็รักษาไม่หาย บางท่านบอกว่าเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษา ท่านมีวิธีรักษาจริงหรือ?"
เสียงของเขาเต็มไปด้วยความหวังที่ปนกับความสงสัย เขาเห็นหมอมามากมายแล้ว แต่ไม่มีใครสามารถช่วยนายของเขาได้ การมาของหมอหญิงคนนี้อาจเป็นความหวังสุดท้าย หรืออาจเป็นเพียงความผิดหวังอีกครั้งหนึ่ง
ชิงเหยายิ้มบางๆ ใบหน้าที่ดูเมตตาและฉลาดทำให้ผู้ฟังเกิดความเชื่อถือ "ข้าเคยรักษาโรคคล้ายกันนี้มาแล้วหลายครั้ง โรคเก่าแก่ที่กำเริบมักเกิดจากการสะสมของพิษในร่างกายและความอ่อนแรงของลมปราณ ขอเพียงได้เห็นชีพจรของท่านแม่ทัพก่อน ข้าจะสามารถบอกได้ว่ามีทางรักษาหรือไม่"
น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความมั่นใจแต่ไม่อวดรู้ ทำให้ผู้จัดการจวนรู้สึกถึงความหวัง เขาพยักหน้าและนำนางเดินต่อไป ผ่านห้องโถงใหญ่ที่มีภาพวาดของสมรภูมิรบและอาวุธโบราณแขวนอยู่ตามผนัง
ไม่นานนัก นางก็ถูกเชิญเข้าไปในห้องนอนส่วนตัวของแม่ทัพใหญ่จ้าว ระหว่างทางนางได้เห็นสมาชิกครอบครัวจ้าวที่รอคอยอยู่ด้านนอก ลูกชายทั้งสามคนที่มีใบหน้าเครียดและกังวล ลูกสะใภ้ที่ถือลูกเล็กในอ้อมกอด และญาติพี่น้องที่มาเยี่ยมไข้ ทุกคนต่างมองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวัง
ห้องนอนกว้างใหญ่แต่เต็มไปด้วยกลิ่นยาและกลิ่นอับชื้น แสงแดดที่ส่องเข้ามาทางหน้าต่างถูกม่านหนาบังไว้ ทำให้ห้องมืดสลัว เทียนไขหลายเล่มจุดอยู่รอบๆ เตียง ส่องแสงเหลืองอำพันไปทั่วห้อง บนโต๊ะข้างเตียงมีขวดยาและถ้วยชาวางเรียงราย แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการรักษาที่ผ่านมา
แม่ทัพใหญ่จ้าว นายทัพผู้เกรียงไกรวัยหกสิบเศษ นอนเอนกายบนเตียงไม้เนื้อแข็งที่แกะสลักลวดลายมังกร ใบหน้าซีดเหลือง ริมฝีปากแห้งแตก อกที่เคยกว้างใหญ่บัดนี้หอบหายใจแผ่วเบา ร่างกายเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นเก่าแก่จากการศึกสงครามนับไม่ถ้วน แผลเป็นจากดาบ หอก และลูกธนู ที่เล่าเรื่องราวของความกล้าหาญในอดีต แต่บัดนี้ร่างกายที่เคยแข็งแรงนั้นกลับดูอ่อนแอและเปราะบาง
ผมหงอกขาวโพลนกระจายอยู่บนหมอน ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความมั่นใจและอำนาจ บัดนี้ซูบผอมและมีเส้นเลือดฝอยปรากฏชัดเจน มือที่เคยถือดาบและควบคุมม้าในสมรภูมิ บัดนี้วางอยู่บนผ้าห่มอย่างอ่อนแรง ลมหายใจเบาและไม่สม่ำเสมอ บางครั้งหยุดชะงักไปสักครู่ก่อนจะหายใจต่อ
ชิงเหยานั่งลงข้างเตียงอย่างระมัดระวัง ยื่นนิ้วเรียวไปจับชีพจรที่ข้อมือของชายชรา นิ้วของนางเย็นยะเยือกแต่เบาเบา ราวกับสัมผัสของนางฟ้า การสัมผัสที่อ่อนโยนนี้ทำให้แม่ทัพใหญ่จ้าวรู้สึกสบายใจ เหมือนมีพลังอ่อนๆ ไหลเข้ามาในร่างกาย
นางหลับตาสนิท ใช้เวลานานในการตรวจชีพจร นิ้วของนางเคลื่อนไหวไปตามจุดต่างๆ บนข้อมือ ตรวจสอบความแรงและจังหวะของการเต้นของหัวใจ ความเร็วของเลือดที่ไหลเวียน และสัญญาณต่างๆ ที่บ่งบอกถึงสภาพของอวัยวะภายใน ใบหน้าของนางแสดงความเข้มข้นและความเชี่ยวชาญ ทำให้ทุกคนในห้องรู้สึกถึงความน่าเชื่อถือ
หลังจากตรวจชีพจรเสร็จ นางยังตรวจดูลิ้น ดวงตา และการหายใจของผู้ป่วย ทุกการเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างเป็นระบบและแสดงถึงความเชี่ยวชาญ นางสังเกตสีของลิ้นที่ซีดและมีคราบขาว ดวงตาที่พร่ามัวและไม่มีแสง และการหายใจที่ตื้นและไม่สม่ำเสมอ
"โรคเก่าแก่กำเริบ... พลังลมปราณอ่อนแอ... ไตและหัวใจถูกพิษสะสมมานาน" นางเอ่ยเสียงนุ่ม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเข้าใจและความเมตตา "หากไม่รักษาให้ถูกวิธี... ท่านแม่ทัพอาจมีชีวิตเหลืออีกไม่เกินสามเดือน"
คำพูดของนางทำให้บรรดาฮูหยินและลูกชายที่ยืนล้อมอยู่ต่างหน้าซีดลง เสียงสะอื้นเบาๆ ดังขึ้นจากมุมห้อง ลูกสะใภ้คนหนึ่งกอดลูกเล็กแน่นขึ้น น้ำตาไหลลงแก้ม ลูกชายคนโตกำมือแน่นจนข้อมือขาว ส่วนลูกชายคนกลางและคนเล็กต่างก็มีสีหน้าเศร้าโศก
แม่ทัพใหญ่จ้าวลืมตาขึ้นมองนางด้วยสายตาที่อ่อนแรงแต่ยังคงฉายแววอำนาจ ดวงตาที่เคยเห็นสมรภูมิรบมากมาย ที่เคยสั่งการทหารหลายหมื่นคน บัดนี้มองนางด้วยความหวังที่ริบหรี่ "เจ้า... มั่นใจขนาดนั้นเชียวหรือ หมอหญิงน้อย"
เสียงของเขาแหบพร่าและอ่อนแรง แต่ยังคงมีความมั่นใจของผู้นำที่เคยครองใจคน การพูดแต่ละคำต้องใช้แรงมาก ทำให้เขาต้องหยุดพักระหว่างประโยค
ชิงเหยายิ้มอย่างถ่อมตน ใบหน้าเต็มไปด้วยความเมตตาและความมั่นใจ "ข้ามีแต่ความมั่นใจในวิชาการแพทย์ของตนเองเจ้าค่ะ โรคของท่านแม้จะหนัก แต่ไม่ใช่โรคที่รักษาไม่ได้ หากท่านแม่ทัพยอมให้ข้ารักษา ข้าจะทำให้ท่านฟื้นคืนกำลังได้ภายในหนึ่งเดือน"
นางโน้มตัวลงเล็กน้อย ปล่อยให้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรและกลิ่นกายที่ถูกปรับให้เหมาะสมแผ่ซ่านออกมาเบาๆ กลิ่นหอมนี้มีฤทธิ์ทำให้จิตใจสงบและร่างกายผ่อนคลาย ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายใจและเกิดความไว้วางใจ
"แต่... การรักษานี้ต้องใช้ทั้งเข็มทองและยาลับพิเศษที่ข้าปรุงเอง" นางต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง "วิธีการรักษาจะต้องทำอย่างต่อเนื่องและต้องใช้เวลา ขอเพียงท่านมอบความเชื่อใจให้ข้า... ข้าจะทุ่มเทสุดความสามารถ"
การพูดของนางเต็มไปด้วยความจริงใจและความมุ่งมั่น ทำให้ทุกคนในห้องรู้สึกถึงความหวัง แม้แต่ลูกชายที่เคยสงสัยในความสามารถของหมอหญิงคนนี้ ก็เริ่มเกิดความเชื่อมั่น
แม่ทัพใหญ่จ้าวจ้องมองใบหน้าของไป๋หลินอยู่นาน สายตาที่เคยผ่านศึกมานับครั้งไม่ถ้วน ที่เคยมองทะลุใจคนได้ กลับรู้สึกถึงเสน่ห์ลึกลับบางอย่างจากสตรีผู้นี้ ไม่ใช่เสน่ห์ทางกาม แต่เป็นเสน่ห์ของความรู้ ความเมตตา และความมั่นใจที่แผ่ออกมาจากภายใน
นอกจากนี้ เขายังรู้สึกถึงพลังอ่อนๆ ที่แผ่ออกมาจากนาง พลังที่ทำให้เขารู้สึกสบายใจและมีความหวัง เหมือนมีแสงสว่างส่องเข้ามาในความมืดมิดของโรคภัย เขาเคยเจอหมอมามากมาย แต่ไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใครมาก่อน
เขาพยักหน้าเบาๆ ด้วยความเหนื่อยล้าแต่เต็มไปด้วยความหวัง "ดี... ขอมอบชีวิตให้เจ้าแล้ว หมอหญิงไป๋หลิน ข้าเชื่อใจเจ้า"
เสียงของเขาแผ่วเบา แต่เต็มไปด้วยความมั่นใจในการตัดสินใจ นี่คือการตัดสินใจของนักรบที่เคยเผชิญความตายมาแล้วหลายครั้ง เขารู้ว่าการเสี่ยงนี้อาจเป็นโอกาสสุดท้ายของเขา
ชิงเหยายิ้มในใจอย่างเยือกเย็น ขณะที่ใบหน้าภายนอกยังคงอ่อนโยนและเมตตา แผนการของนางกำลังเริ่มต้นขึ้น การเข้าสู่คฤหาสน์พยัคฆ์นี้เป็นก้าวแรกของการล้างแค้นครั้งใหม่ ตระกูลจ้าวจะต้องจ่ายราคาสำหรับส่วนที่พวกเขามีในการทำลายครอบครัวของนาง
"ขอบพระทัยท่านแม่ทัพ... ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง" นางตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน "ข้าจะเริ่มการรักษาทันที แต่ขอให้ทุกคนออกไปก่อน การรักษาต้องทำในที่เงียบสงบ"
นี่คือจุดเริ่มต้นของ "ปฐมบทคฤหาสน์พยัคฆ์" จุดเริ่มต้นที่ชิงเหยาจะใช้เสน่ห์ ร่างกาย ความรู้ทางการแพทย์ และพิษร้ายที่ซ่อนเร้น กลืนกินตระกูลจ้าวให้พินาศย่อยยับ เช่นเดียวกับที่ทำกับตระกูลหวัง แต่ครั้งนี้จะต้องใช้วิธีการที่ละเอียดอ่อนและใช้เวลานานกว่า เพราะตระกูลจ้าวเป็นตระกูลทหารที่มีความระมัดระวังสูง
นางลูบเข็มทองยาวที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อเบาๆ เข็มเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเครื่องมือรักษา แต่ยังเป็นอาวุธที่ร้ายแรงหากใช้ในทางที่ผิด นางสามารถใช้เข็มเหล่านี้เพื่อรักษาหรือทำลาย ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของนาง
แล้วหันไปสั่งการบ่าวรับใช้ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่มีอำนาจ "นำน้ำอุ่นสะอาดมาให้ข้า และเตรียมผ้าขาวสะอาดสำหรับเช็ดตัวผู้ป่วย... และห้ามใครรบกวนการรักษาเด็ดขาด การรักษาครั้งนี้ต้องใช้ความเงียบสงบและการมีสมาธิสูง"
ขณะที่ทุกคนในห้องพยักหน้าเชื่อฟังและเริ่มเดินออกไป ชิงเหยาในใจกลับหัวเราะเยาะอย่างสะใจ ความรู้สึกเดียวกับที่เคยมีเมื่อเริ่มแผนการทำลายตระกูลหวัง ความรู้สึกของนักล่าที่กำลังเข้าใกล้เหยื่อ
"ตระกูลจ้าว... พวกเจ้าก็จะได้เผชิญกับนรกที่ข้าสร้างขึ้นเช่นกัน" นางคิดในใจ ขณะที่มือลูบเข็มทองที่ซ่อนอยู่ "พวกเจ้าช่วยตระกูลหวังในการทำลายครอบครัวข้า บัดนี้ถึงเวลาที่พวกเจ้าจะต้องจ่ายราคา"
และเพลิงราคะที่กำลังจะลุกโชนในคฤหาสน์พยัคฆ์แห่งนี้... จะร้อนแรงและโหดร้ายยิ่งกว่าที่เคยเกิดขึ้นในตระกูลหวังเป็นร้อยเท่า เพราะครั้งนี้นางจะไม่รีบร้อน นางจะใช้เวลาในการทำลายพวกเขาอย่างช้าๆ ให้พวกเขาได้รู้สึกถึงความเจ็บปวดและความสิ้นหวังอย่างเต็มที่ ก่อนที่จะได้รับการปลดปล่อยด้วยความตาย
นางมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นทหารที่เดินลาดตระเวนและธงที่ปลิวสะบัด ใจนางเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความแค้นที่ลุกโชน คฤหาสน์พยัคฆ์แห่งนี้จะกลายเป็นสุสานของตระกูลจ้าว และนางจะเป็นผู้ขุดหลุมฝังศพให้พวกเขาด้วยมือของตัวเอง
การล้างแค้นครั้งใหม่... เริ่มต้นขึ้นแล้ว