ปี พศ. 2317 ในคุกหลวงของกรุงอังวะ มีเชลยหนุ่ม วัย 32 ปี นามว่า ทับ ผมยาวรุงรัง กำลังนั่งท่าฤาษีดัดตน และทำท่าทางต่างๆ คล้ายกับพวกฝึกโยคะ เขาทำเช่นนี้มาเจ็ดปี โดยไม่มีวันหยุด แม้ว่ากลางวันเขาต้องไปเป็แรงงานทาส แต่เขาก็ได้ทำการฝึกฝนตนเองเช่นนี้ไม่มีวันหยุด ร่างกายของเขาดำกร้านไปทั่วตัว แต่น่าแปลก บนร่างกายของเขา กลับไม่มีรอยแผลเลยแม้แต่น้อย เขาอยู่ในกรงขังกับ เชลยศึกอีกหลายคน โดยที่ทุกคนก็หาได้สนใจสิ่งที่เขาทำไม่ เพราะเคยชินกับภาพของเขาเช่นนี้มานานแล้ว ได้แต่จับเข่าพูดคุยกัน
“ วันนี้เป็วันที่ พวกอังวะ จะมีพิธียกฉัตรใหญ่ วางบนยอดเจดีย์ชเวดากอง ได้ข่าวว่า พระเ้าแผ่นดิน จะเสด็จมาด้วยพระองค์เอง เห็นพวกทหารมันว่า
จะจัดให้มีการชกมวยต่อหน้าพระที่นั่ง โดยพวกมันจะคัดเชลยศึก ไปต่อสู้กับ พวกยอดมวยของพวกมัน หากว่าใครชนะ จะถูกปลดจากความเป็ทาส และได้รับการบรรจุเข้ารับเป็ทหารของเ้ากรุงอังวะอีกด้วย”
“ ข้าต้องเอาชนะพวกมันให้ได้” ชายร่างกำยำคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
“ ไอ้ทับ เอ็งจะสนใจจะลงสนามประลองกับพวกมันหรือไม่” ชายชราคนหนึ่งหันมามอง ชายหนุ่มที่กำลังดัดตนเองอยู่อย่างไม่ใส่ใจเท่าใด
“ พี่ทับ นี่เป็โอกาสที่พี่จะกลับ กรุงศรีแล้วนะ”
แสง เด็กหนุ่มที่อ่อนวัยกว่า ทับ เอ่ยแทนอย่างตื่นเต้น
ทับหยุดการเคลื่อนไหวท่าฤาดัดตนของเขาแล้ว มีทหารอังวะ ก็เดินแถวกันเข้ามาหลายสิบคน มีหัวหน้าทหารเดินเข้ามามองในกรง แล้วชี้คนที่รูปร่างแข็งแรง ออกไปหลายคน รวมทั้งทับก็ถูกเกณฑ์ออกไปด้วย ทั้งหมด มารวมตัวกันที่ ลานในกรงขังขนาดใหญ่มีม้าสี่ตัว คอยลากจูง โดยมีการแบ่งกันไปนั่งรถม้า ทั้งหมดสองคัน ซึ่งเชลยศึกที่ถูกเกณฑ์มานั้นมี อยู่ สามสิบคน
“ ตอนเย็นของวันนี้ จะมีการชกมวยต่อหน้าพระเ้าอยู่หัว พวกมึงทุกคน จะต้องเตรียมตัวต่อสู้กับ ยอดนักสู้ที่ทางราชสำนักอังวะจัดเอาไว้ หากใครชนะ ราชสำนักจะมีรางวัลให้พวกมึง โดยจะเลื่อนขั้นให้พวกมึงขึ้นมาเป็ทหารของกรุงอังวะ และจะได้ไปสู้ศึกที่ชายแดนเหนือ แต่ว่าหากใครทำให้พระเ้ากรุงอังวะ พอพระราชหฤทัย อาจได้เข้าเฝ้า รับพระราชทานรางวัลพิเศษก็เป็ได้ เตรียมตัว ออกเดินทางได้แล้ว” ผู้คุมเชลยศึกกรุงศรี เอ่ยสั่งการ แล้วทุกคนก็ออกเดินทางไปยัง เจดีย์ชเวดากอง ที่เมืองย่างกุ้ง ที่ห่างออกจากเมืองอังวะไปไม่ไกล
ระยะทางกว่าจะไปถึง เมืองย่างกุ้งก็ใช้เวลาประมาณครึ่งวัน ทับที่นั่งบนกรงขัง มีม้าค่อยๆ ลากไป หลับตาลง หวนคิดถึงภาพในอดีต ในวันกรุงศรีแตก วันนั้นเขาถือดาบ สองมือ เดินนำหน้า พระเ้าแผ่นดินกรุงศรี ฝ่าทหารกรุงอังวะ ฟาดฟัน พวกมันจนตายเกลื่อน เืศัตรูท่วมร่างของเขา ไม่มีใครขัดขวางได้ แม้พวกมันจะมีมากมายแต่ก็ถูก ทับใช้ดาบสองมือไล่ฟัน จนสามารถพา พระเ้าแผ่นดิน ฝ่าวงล้อมหนีออกประตูวังชั้นในไปได้
“ พวกเอ็งพา พระองค์ไปทางประตูทิศใต้ ที่นั่นมีเรือที่ข้าเตรียมเอาไว้แล้ว ข้าจะคอยกันพวกมันเอาไว้ ไม่ต้องห่วงข้า รีบไป” ทับะโบอกเพื่อนอีกสามคน ที่เป็หนึ่งใน ทหารจาตุลังคบาทเช่นกัน
“ ไอ้ทับ มึงต้านพวกมันไม่ไหวหรอก หนีไปพร้อมกันกับกู” พระเ้าแผ่นดินตรัสออกมา ทับส่ายหัว แล้วรีบสั่งเพื่อนอีกสามคน
“ พวกมึงรีบพาพระองค์ไป ไม่ต้องเป็ห่วงข้า” ทหารองครักษ์ทั้งสามกับ จึงดึงแขนพระเ้าแผ่นดิน พาออกไปทางประตู แล้วทหารกรุงอังวะมากันอีกมากมาย คราวนี้พวกมันมีพลปืนมาด้วยสิบคน พอเห็นพวกของตน ถูกทับฆ่า ทหารอังวะตายกันเป็เบือ หัวหน้าทหารจึงสั่งให้ ตั้งแถว เรียงสิบ กระหน่ำยิงใส่ ทับเพียงคนเดียว
แต่ทว่า ทับก็หาได้กลัวไม่ เขากลั้นหายใจ ท่องคาถาพรางตัว แล้วร่างของเขาก็หายไป ะุปืนที่ยิงออกมา ก็ล้วนยิงถูกอากาศธาตุ แล้วร่างของทัพก็มาปรากฏตัวขึ้น ด้านหลังของพวกมัน พลปืนทั้งสิบ ถูกทัพ เชือดคอตายไปพร้อมๆ กันอย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็ไปบั่นหัวของหัวหน้าทหาร จนขาดกระเด็น ทหารอังวะอีกสิบกว่าคนก็เข้ามารุมทับ แต่ว่าพวกมันก็ช้ากว่าทับ ที่กวัดแกว่งดาบ สองมือออกไป ร่างของพวกมันก็ค่อยๆ ล้มลง สุดท้ายไม่มีใครรอด
ทับ รีบวิ่งไปทางประตูทางทิศใต้ แต่ก็ได้ยินเสียงปืนดังสนั่นไปหมด แล้วเห็นเพื่อนๆ ของเขาและพระเ้าแผ่นดิน ถูกยิงทรุดลงไปกับกองกับพื้น เขาวิ่งเข้าไปหาร่างของพระเ้าแผ่นดิน แต่ทว่า พวกกองทหารรับจ้างนับร้อยเฝ้ารออยู่ก่อนแล้ว พวกมันก็ระดมยิงใส่เขาด้วยะุปืนมากมาย เขาไม่อาจกลั้นหายใจหายตัวได้อีก จึงถูกระดมยิง จนร่างกระเด็นหงายหลังไป แล้วพวกทหารรับจ้างก็เข้ามา แล้วกระแทกพานท้ายปืนเข้าที่หน้า จนเขาหมดสติไป
ทับ ลืมตารู้สึกตัวขึ้นมา เพราะได้ยินเสียงทหารร้องสั่งให้ลงจากรถได้ เขาลูบร่างกายของตัวเองคล้ายกับว่า เขาเพิ่งถูกยิงมา ซึ่งเขานึกถึงภาพในอดีตเช่นนี้มาตลอดเจ็ดปี มันฝังหัวในจิตใจของเขามาตลอด ด้านหน้ามีมหาเจดีย์สีทององค์ใหญ่ตั้งเด่นเป็สง่า ตรงกันข้าม มีแท่นที่ประทับของกษัตริย์ ทับเดินลงจากรถม้า แล้วเข้าไปในห้องขัง ที่พวกเขาจัดเอาไว้ให้
“ อีก 2 ชั่วยามก็จะได้เวลาเสด็จ พวกมึงเตรียมตัวเอาไว้”
หัวหน้าผู้คุม บอกเวลากับ นักสู้ทั้งสามสิบคน ซึ่งแต่ละคนนั้น ต่างคึกคักกันยิ่งนัก คิดว่านักสู้ของกรุงอังวะนั้น จะเป็หมูให้พวกเขาเชือดได้ง่ายๆ แต่ทับนั้นไม่ได้ประมาทคู่ต่อสู้เลย จนกระทั่ง ทุกคนเห็นนักมวยของพวกอังวะ ถึงกับใ
เพราะพวกนักมวยของอังวะนั้น หาใช่คนอังวะ ทั้งหมดไม่ พวกมันมีทั้ง ชาวฝรั่งผิวขาว และ ผิวดำ แต่ละคนนั้น มีร่างกายที่ใหญ่โต มากกว่า นักมวยของพวกเชลยกรุงศรีมากนัก
“ บ้า บ้าไปแล้ว นี่พวกมันจะเอาไอ้ั์เหล่านี้ มาสู้กับเราอย่างนั้นรึ?”
“ ตาย กูตายแน่ กูยอมแพ้ ไม่เอาแล้ว” ชายร่างั์ที่สุด แต่กลับรีบเอ่ยปากยอมแพ้ ั้แ่ไม่ทันได้สู้ เพราะว่า ตัวของมันที่ว่าใหญ่แล้ว ไปเจอคู่ต่อสู้ที่จับมาเทียบมวยด้วยใหญ่กว่ามันเกือบเท่าตัว
“ หากใครถอนตัว กูจะตัดหัวพวกมึงทิ้งทันที” ผู้คุมสวมบทโหด ทำให้นักสู้แต่ละคนไม่กล้า ถอนตัวเลย แล้วเงียบเสียง
ทับก็ไม่สนใจ โดนจับเทียบมวยกับ นักมวยชาวอังวะ ที่มีร่างใหญ่กว่าเขาเช่นกัน
พอถึงเวลาประลองกัน แต่ละคนลงไปสู้ไม่ถึงยก ก็ถูกไล่ถลุงจน ร่วงไปกองกับพื้นไม่มีใคร สวนหมัดออกไปได้เลย เพราะร่างกายที่ใหญ่โตของนักมวยเ่าั้ ทำให้ การประลองเหมือนกับ เอาเชลยกรุงศรีมายำใหญ่ให้ ชาวอังวะ และ พระเ้าแผ่นดินดู
“ พวกนักมวยกรุงศรี นี่มันไม่เอาไหนเลยหรือไงวะ ไม่เห็นเป็ดังคำร่ำลือกันเลยพวกมันหามีใจที่จะสู้เลยสักคน น่าเบื่อจริงๆ” พระเ้าแผ่นดินตรัสกับ แม่ทัพคนสนิท นามว่า แม่ทัพอะแซหวุ่นกี้
“ พวกมันมีฝีมืออยู่บ้าง แต่การต่อสู้ที่อยู่ในสภาวะเชลย และ ยังต้องสู้กับนักมวยที่ร่างกายใหญ่โตกว่า ทำให้พวกมันไม่มีใจที่จะสู้ ผลจึงออกมาเป็เช่นนี้ กระหม่อมเคยเห็นวิชามวยของพวกมันมาก่อนตอนา พวกเราสี่ห้าคนเอามันไม่ลง นับว่า ร้ายกาจยิ่งนัก”
แม่ทัพอะแซหวุ่นกี้เอ่ยอธิบาย
“ ยังมีอีกไหม คนแบบที่ท่านว่านั่น”
“ คงจะหายากแล้ว”
และคนสุดท้าย ก็เดินออกมา เป็ทับนั่นเอง เขายืนเผชิญหน้ากับ นักมวยร่างั์ชาวอังวะแท้ ๆ แต่ว่า ผิวกายมีแต่รอยสักยันต์ ดูแล้วน่าเกรงขามไม่น้อย
ทับไม่ประมาท ยกมือพนมรำลึกถึงครูทั้งหมด ที่สอนวิชาการต่อสู้ให้เขามา แล้วเริ่มตั้งท่าป้องกันสองแขนยกขึ้นสูง ท่าเท้าทั้งสองเตรียมเยื้องย่างพร้อมที่จู่โจมไปข้างหน้าก็ได้ แต่ไม่มีการถอยหลังเป็อันขาด เป็ท่าที่หน่วยจตุลังคบาท ใช้ป้องกันเริ่มต้น ทำให้ แม่ทัพอะแซหวุ่นกี้ เห็นท่าป้องกันนี้ ถึงกับเอ่ยปากเลยว่า
“ ไอ้หนุ่มนี่ วางเท้าเหมือนกับ สี่จตุลังคบาท ของกษัตริย์กรุงศรี หรือว่ามันจะเป็..”
พูดไม่ทันจบ ครูมวยอังวังร่างั์ ก็ใช้วิธีเหวี่ยงหมัด เข้าใส่ทับทันที
ทับยืนมองนิ่ง ยังไม่ขยับตัว รอจังหวะที่หมัดของครูมวย เข้ามาระยะอาวุธที่เขาจะปล่อยออก
หมัดขวาของครูมวยเหวี่ยงเข้ามาเข้ามา ทัพเบี่ยงซ้าย แล้วก็ใช้เข่าขวาอัดเข้าลิ้นปี่ ไปทีเดียว
ปึก !!
ครูมวยอังวะ ถึงกับร้อง อุ๊บ ลงไปนอนฟุบไปกับพื้น กอดอกด้วยความเ็ป ไม่อาจลุกขึ้นมาได้ในทันที พ่ายแพ้ไปด้วยเวลาอันรวดเร็ว
“ เยี่ยม นี่ซิ การต่อสู้แบบนี้ ที่ข้าอยากดู” เ้ากรุงอังวะ ปรบมืออย่างพอพระทัย
“ ไอ้เชลยคนนี้ มันต้องเป็ หนึ่งในนักสู้ จตุลังคบาท ของกษัตริย์กรุงศรีมาก่อนแน่ๆ”
“ มันจะเป็ใครก็ช่าง ส่งนักมวยคนอื่นไปสู้กับมันต่อเลย”
เ้ากรุงอังวะสั่งการ ทำให้ นักมวยที่เหลือ 29 คน ต่างก็ยกมือ ขอต่อสู้กับทับ
เพราะคิดว่า หากเอาชนะทับได้ ต้องได้รับพระราชทานรางวัลแน่ๆ
แล้วคู่ต่อสู้ของทับ ก็คือ นักมวยจากกรุงอังวะอีกคน มันเป็ทหารเอก ของแม่ทัพเนเมียวสีหบดี เป็หนึ่งในทหารที่เคยไปรบที่ กรุงศรีมาแล้ว ทับเองก็จำมันได้ ระหว่างทาง เห็นมันทำร้ายชาวกรุงศรี อย่างทารุณโหดร้ายมาก่อน
“ พวกเชลยอย่างมึง กูหักแขน หักขามาเยอะแล้ว คราวนี้ก็จะหักคอมือให้ตายคามือเลย”
ทหารเอก ร่างั์ เดินส่ายอาดๆ เข้าหาทับ พร้อมทำท่ายักไหล่ ยักเอว ไม่ได้ยกมือป้องกันเลย มันยกเท้าถีบใส่ทับ เพื่อลองเชิง แต่ไม่โดนทับเลยแม้แต่น้อย มันปรี่เข้าวงในคิดว่า ร่างกายที่ใหญ่และหนากว่า น่าจะเบียดแล้วใช้หมัดอัดทัพให้ลงไปนอนได้ พอเข้าในระยะประชิดมันง้างหมัดขวากำลังจะปล่อยออกไป แต่ทว่า ทัพก็วางเท้าเข้าที่ก้านคอของมันเสียก่อน
พลั่ก !!
ร่างของทหารเอก ถึงกับล้มทั้งยืน ตาลอย ลงไปนอนสลบไม่รู้สติ
“ สุดยอด ส่งคนไปอีก”
คนที่สาม ก้าวเข้ามา เป็แขกดำ นักรบรับจ้าง ขาแขนยาว ร่างผอมสูง ใหญ่กว่าทัพ เกือบจะสองเท่า มันมาถึง ก็เหวี่ยงหมัดใส่ จนทับ ต้องเคลื่อนตัวหลบ ออกเป็วงกลม
มันหมุนมาตัวมาหาทับ แต่ทว่า ทับโยกซ้าย แล้วเคลื่อนตัวไปทางขวา แล้วเตะเฉียง เข้าที่ขาพับของมัน ร่างที่สูงโย่ง ถูกลูกเตะตัดขาที่หนักหน่วง ร่างของมันถึงกับลงไปนอนกับพื้น ขาของมันห้อยกระดูกหักผิดรูป ร้องโอดโอย ยอมแพ้ไปในทันที
“ โอ้ ลูกเตะมันร้ายกาจขนาดนี้เชียวรึวะ เฮ้ย ใครชนะมันได้ ข้าจะให้ทองคำ สิบก้อน” พระเ้าอังวะะโออกมา ทำให้นักสู้ทั้งหลาย แย่งกันจะลงมาสู้กับทับ เพื่ออยากได้รางวัล
นักสู้ของกรุงอังวะผู้หนึ่ง ใช้เส้นสาย ได้ลงประลองก่อน มันเป็ครูมวยที่มีร่างใหญ่ ค่อยๆ นำสายสิญจน์มาพันไว้ที่มือ อย่างช้าๆ แล้วท่องมนตร์คาถาไปด้วย
ทับเอง เป็แค่เชลยศึก ไม่อาจหาเชือกสายสิญจน์มาทำเชือกมงคลได้ จึงได้แต่มองด้วยสายตานิ่งเฉย
ครูมวยท่องคาถาของมันเสร็จ ก็เดินเข้าหาจ้องหน้า ทับโดยไม่ละสายตา สองมือยกแขนขึ้นเตรียมพร้อม ทับไม่รอให้มันจู่โจมก่อน บุกเข้าหา โดยเดินหลอกล่อไปขวา แล้วเหวี่ยงหมัดซ้ายเข้าใส่ ครูมวยอังวะ ยกแขนขวาป้องกัน แล้วยิงหมัดซ้ายใส่ทับถูกมือขวาของเขาที่ตั้งรับ ทำให้แขนของเขารู้สึกชาด้านไปในทันที
“ หมัดอาคม?”
ทับรู้ได้เลยหมัดที่รัดด้วยสายสิญจน์ปลุกเสกล้วนมีอาคม สามารถทำให้ศัตรูาเ็ได้มากกว่าปกติหลายเท่า แค่โดนเบาๆ ก็ยังรู้สึกชาไปทั้งแขน
ครูมวยจอมคาถา ผู้นี้ยิ้มเยาะ คิดว่า ทับไม่รอดแน่ จึงเดินหน้าเข้าหาโดยเหวี่ยงหมัดขวาเข้าโจมตีใส่เต็มเหนี่ยว
ทับเคลื่อนตัวไปทางขวา หมัดเฉี่ยวแก้มซ้ายของเขาไปหวุดหวิด แล้วเขาก็สับศอกขวาเข้า กลางระหว่างคิ้ว ร่างครูมวยอังวะ ถึงกับล้มหงายท้อง เือาบ สลบไปในทันที
“ นี่มันวิชามวยอะไรนี่” เ้ากรุงอังวะมองตาค้างเอ่ยอย่างสงสัย
“ นี่คือมวยสังหาร พวกมันฝึกมาเพื่อสังหารคนโดยเฉพาะ เราได้เจอเพชรเม็ดงามเข้าแล้ว” แม่ทัพอะแซหวุ่นกี้ มองหน้าทับ ตาเป็ประกาย
คนที่ห้า คนนี้เป็ฝรั่งชาวโปรตุเกส เป็ชายร่างใหญ่โต พอเสียงระฆังเริ่มต่อสู้มันถึงกับเดินเข้าหาหมายเข้าไปกอดรัด ตัวของทับ หมายมั่นว่าจะกอดให้แน่นให้ทับนั้นหายใจไม่ออก ถึงขั้นกระดูกหักกันไปเลย
แต่พอมันกางเขนแบบนั้น ก็ถูกทับะโเข่าลอย เข้าไปที่ปลายคาง ร่างของมันหงายหลัง แต่ว่า ทับยังะโลอยตัวแล้วจับฝ่าเท้าทั้งคู่ไปด้านหลัง แล้วปล่อยเข่าคู่ ลงกลางอกของ ฝรั่งชาวโปรตุเกส อย่างจัง
ปัก !!
ฝรั่งชาวโปรตุเกสร่างั์ถึงกับ กระอักเื สลบไปในทันที
“ บ๊ะ ไอ้นี่ มันร้ายกาจจริงๆ ส่งคนไปอีก ใครชนะมันได้ เอาทองคำไปเลย 20 ก้อน”
นักมวยคนที่ 6 เป็ครูมวยมีชื่อของกรุงอังวะ ลูกศิษย์มากมาย สักยันต์เป็รูปลิงลม พอก้าวเท้าลงมาที่สนามประลอง เสียงเชียร์ของเ้าถิ่นดังลั่นไปหมด
“ ครูมวยคนนี้ มีวิชาอาคมแก่กล้า สามารถอัญเชิญ พลังของเทพวานร เพื่อมาประทับ งานนี้สนุกแน่” แม่ทัพอะแซหวุ่นกี้ เอ่ยพร้อมกับรอยยิ้มยินดี
พระเ้ากรุงอังวะ ล้วนตื่นเต้นตามไปด้วย
ครูมวยลิงลมผู้นี้ จุดธูปปักลงที่พื้นดินกำใหญ่ แล้วทำการสูดกลิ่นธูปเข้าไป ฉับพลัน ร่างของมันก็สั่นเป็เ้าเข้า แล้วก้มตัวขยับยุกยิกไปมา ทำท่าคล้ายลิง
“ ลิงลมรึ?”
ทับเอ่ยออกมาอย่างแปลกใจ เพราะเขาเคยได้ยินอาจารย์บอกเล่ามาบ้าง แต่ไม่เคยเจอนักมวยลิงลม เช่นนี้มาก่อน
ครูมวยลิงลม พริ้วกายเคลื่อนไหวอย่างเร็ว ทับเองก็ เยื้องย่างออกเป็วงกลม คอยตั้งท่าป้องกันซ้ายขวา ท่าเท้าวาดไปมา คอยหลบหลีกป้องกัน พอได้จังหวะก็เห็นช่องว่าง เลยถีบเข้ากลางอกของมันจนล้มกลิ้งไป ครูมวยลิงลมจุกหนัก แล้วแทบจะหมดแรง จึงหันไปสูบกลิ่นธูปอีกครั้ง เพื่อชารต์พลัง
ทับไม่รีรอ พุ่งตัวเข้าหา โยกซ้าย ขวา เพื่อหลอกล่อ แต่มันกลับพุ่งตัวเข้ากอดรัดไม่ได้ตั้งใจชก มันกลับอ้าปากหมายจะงับเข้าที่คอ ของทับแทน
แต่ทว่าทับเอาแขนมากันเอาไว้ มันแยกเขี้ยวเหมือนลิง แล้วกัดแขนขวาของทับอย่างแรง แต่ทว่า มันกัดไม่เข้า !!
ทับเลยใช้หัวโขกเข้าใส่หน้าผากของมันอย่างแรง เืของมันอาบเป็ทาง
แล้วทับ ก็หมุนตัวสบัดขาฟาดหางเข้าปลายคาง ร่างของครูมวยลิงลมปลิว ลิ่วลงไปนอนกับพื้น มันพยายามตะเกียกตะกายตามสัญชาตญาณเพื่อไปดูดควันธูปอีก แม้ิญญาลิงลมยังคิดต่อสู้ แต่ร่างกายของครูมวยนั้นหมดสภาพเคลื่อนตัวไปไม่ไหวแล้ว จึง พ่ายแพ้ไปอีกคน
“ นี่มันถูกกัดไม่ใช่หรือ?”
“ มันคงอาบน้ำว่านอาคม ทำให้มันมีิัที่หนากว่าคนทั่วไป ของมีคมไม่อาจทำอะไรมันได้ ยกเว้นจุดอ่อนของมันเท่านั้น”
“ ไม่เลว ไม่เลว ส่งคนไปสู้กับมันอีก ต้องแบบนี้ซิ ข้าชักเริ่มสนุกเสียแล้ว”
“ สนุกแน่พระเ้าค่ะ เพราะคู่ต่อสู้คนต่อไปของมันนั้น คือ คนกรุงศรีเหมือนกับมัน”
นักมวยคนที่ 7 เป็นักมวยชาวกรุงศรีเช่นกัน นามว่า สิน
“ มึงจำกูได้หรือเปล่า ไอ้ทับ”
ทับมองหน้าสิน แล้วก็นึกขึ้นได้ทันที
“ พี่สิน พี่เองก็เป็ทหาร รับใช้แผ่นดินกรุงศรีเหมือนกัน ทำไมพี่ถึงไปเข้ากับพวกมันได้”
“ นกน้อย ย่อมหาต้นไม้ใหญ่ทำรัง ยามนี้ราชสำนักกรุงศรีนั้นอ่อนแอพ่ายแพ้ ล่มสลายไปแล้ว ราชสำนักอังวะนั้นเข้มแข็ง ใครๆ ก็อยากเข้าร่วม มึงยอมแพ้เสียเถิด กูไม่อยากทำร้ายมึง”
“ เนรคุณ” ทับเน้นคำออกมาช้าๆ ไม่คิดว่า สินที่เคยเป็ถึงศิษย์พี่ของเขามาก่อนกลับมายอมอยู่ภายใต้อำนาจของกรุงอังวะ
สินไม่สนใจอีก เคลื่อนตัว เข้าแทงเข่าลอยใส่ ทัพ ที่ยกแขนบังเอาไว้ แล้วถอยหลังออกมา แล้วเตะซ้าย เตะขวาออกไปสลับทั้งบนและล่าง สินเองก็สามารถรับได้ทุกท่า ทั้งสองพลัดกันรุก รับ อย่างไม่มีใครได้เปรียบ เหมือนกับว่ารู้เชิงมวยกันและกันเป็อย่างดี
ก็แน่นอน พวกเขาต่างเป็ศิษย์ร่วมครูเดียวกัน แต่ทว่า มีบางอย่างที่สินนั้นไม่อาจเรียนรู้ได้ เพราะนั่นคือ วิชาต่อสู้ของ หน่วยจตุลังคบาทที่ผู้จะได้เรียนนั้นต้องถูกคัดเลือกมาอย่างดี ดังนั้น พอต่อสู้กันสักพักผลแพ้ชนะ ก็เริ่มเห็นได้ชัด สินนั้นเห็นจุดอ่อนของ ทับ ทีเปิดช่องอยู่ตรงศรีษะ ก็เลยเหวี่ยงหมัดเข้ากกหู ของทับ แต่ทว่านั่นคือแผนล่อเสือให้มาติดกับ พอหมัดของสิน จะกระทบกกหูของทับ หมัดของทับที่อยู่ระยะใกล้กว่า ก็ทิ่มเข้าที่ คอหอยของสินไปเพียงหมัดเดียว สินถึงกับลงไปนอนดิ้นกับพื้น คลำลำคอของตนเอง สร้างความใให้กับทุกๆ คนยิ่งนัก
“ นี่ มันใช้อาวุธอะไรหรือเปล่า” เ้ากรุงอังวะ เอ่ยอย่างใ
“ ไม่ มันคือหมัดที่ต่อยเข้าที่คอหอย มันเป็จุดอ่อนของคนทุกคน ไอ้หนุ่มคนนี้ต่อยด้วยความเร็วและน้ำหนักที่พอเหมาะ หากแรงกว่านี้ คู่ต่อสู้ของมันต้องลูกกระเดือกแตกตายแน่ๆ” แม่ทัพอะแซหวุ่นกี้ อธิบาย.....