สวรรค์นิรันดร์กาล

    โครงกระดูกขั้นเซียน

            ขณะที่ฉางเฟิงกำลังคุยกับเสี่ยวจินถึงสิ่งที่เกิดขึ้นโหลวหลานอดไม่ได้จะมองมายังฉางเฟิงและแสดงสีหน้าไม่พอใจ

            “คุณชายผู้หล่อเหล่าเจ้าไม่คิดจะเข้ามาช่วยพวกข้าสู้เลยงั้นเหรอ”โหลวหลานกล่าว

            “อ้อข้าลืมไปหนะแม่นางผู้งดงามเดี๋ยวข้าจะเข้าไปช่วย” ฉางเฟิงกล่าวหยอกล้อ

            โหลวหลานใช้ยันต์พลังจิตโจมตีไปจำนวนมากดังนั้นตอนนี้ทำให้อารมณ์ของนางไม่ดีแต่ฉางเฟิงยังกล้ามาหยอกล้อนางอีก

            “เจ้าจำไว้เลยนะ”โหลวหลานกล่าว

            “ในเวลาแบบนี้พวกเจ้ายังมาพอดรักกันอีกงั้นเหรอ”ซวนหยวนเสวี่ยกล่าวพร้อมกับหอบหายใจ

            เถาวัลย์ของอีกฝ่ายมากเกินไปจนนางใช้พลังเหมันต์ผนึกได้ไม่ถึง1 ในสามส่วนของอีกฝ่ายด้วยซ้ำ

            “ช่างเป็นผู้ชายที่น่าสนใจจริงๆ”เจี้ยนอี้กล่าวขึ้น

            “เหอะให้ระดับราชันลงมือแล้วจะมีประโยชน์อะไร” หู่หวางเค้นเสียง

            ฉางเฟิงไม่สนใจพวกเจี้ยนอี้และพุ่งเข้าไปเปลวเพลิวสีน้ำเงินปะทุออกมาทั่วร่างของฉางเฟิงและกลายเป็นคลื่นทะเลเพลิงเข้าโจมตีเถาวัลย์ทันที

            “ดูเหมือนว่าแม้จะเป็นปีศาจแต่ก็เป็นต้นไม้ต้นหนึ่งด้วยเช่นกันถ้างั้นไฟวิเศษของข้าน่าจะได้ผลอยู่นะ”ฉางเฟิงกล่าว

            “กรีด!!!!!!!!มนุษย์ที่น่ารังเกียจเจ้าถึงกับมีไฟวิเศษที่ทรงพลังขนาดนี้” เถาวัลย์ปีศาจกรีดร้อง

            “ระวังตัวเอาไว้ด้วยนั่นคือเพลิงที่ทรงพลังมากๆ” เมิ่งฝู่ที่ฟื้นฟูวิญญาณของตนเองได้ส่วนหนึ่งก็กล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา

            การโจมตีระเบิดวิญญาณของฉางเฟิงน่าหวาดกลัวมากเกือบจะทำให้วิญญาณของเมิ่งฝู่แตกดับไปแล้วถ้าไม่ใช่เพราะในร่างมีสมบัติปกป้องวิญญาณละก็เมิ่งฝู่คงตายไปแล้ว

            “เจ้าเด็กนี่ปล่อยเอาไว้ไม่ได้ไม่งั้นในอนาคตจะเป็นภัยคุกคามของเผ่าปีศาจโครงกระดูกเจ้ายังไม่รีบมาช่วยข้าอีก” เถาวัลย์ปีศาจกรีดร้อง

            “ยังมีพักพวกอีกงั้นเหรอ”ซงเทียนถึงกับตื่นตระหนก

            แค่เถาวัลย์ปีศาจตนเดียวพวกซงเทียนก็ต้องร่วมมือกันทั้งหมดถึงจะพอสู้ได้แต่ตอนนี้ถ้าอีกฝ่ายมีพักพวกไม่ใช่ฝ่ายตนจะแย่เอางั้นเหรอ

            “โอ้ศัตรูครั้งนี้คือเซียนเลยงั้นเหรอ” เสี่ยวจินแปลกใจ

            พริบตานั้นเองร่างของโครงกระดูกขนาดใหญ่ก็ปรากฎโครงกระดูกรูปร่างเหมือนมนุษย์แต่ขนาดของมันใหญ่กว่าคนปกติ10 เท่าและที่หน้าผากมีเขาแหลมงอกออกมา

            “น่าผิดหวังจริงๆสหายข้าเจ้าเป็นเผ่าปีศาจแท้ๆทำไมถึงไม่สามารถจัดการอาหารเหล่านี้ได้” เสียงที่ชั่วร้ายดังออกมาจากโครงกระดูก

            “ในที่สุดเจ้าก็ปรากฎตัวเจ้าคนทรยศ”หุ่นเชิดปรากฏตัวและคำรามด้วยความโกรธ

            “ท่านหัวหน้าเผ่าท่านจะพูดแบบนี้ก็ไม่ถูกในตอนนั้นผลลัพธ์มันได้ถูกตัดสินเอาไว้แล้วต่อให้ข้าไม่ทรยศเผ่าใต้พิภพก็ต้องถูกทำลายไม่สู้ให้ข้าดำรงอยู่ในนามของเผ่าพันธุ์ไม่ดีกว่าเหรอ”โครงกระดูกกล่าว

            “ดำรงอยู่ในนามของเผ่าพันธุ์นี่เจ้าฝันอยู่ เจ้าดูสารรูปของตัวเองสิ มีเลือดเนื้อหรือไม่ มีความรู้สึกหรือไม่เจ้าไม่หลงเหลือของสิ่งมีชีวิตอีกต่อไป แล้วเจ้าคิดว่าตัวเองคือสิ่งมีชีวิตได้อย่างไร”หุ่นเชิดกล่าว

            “นี่เจ้าข้าไม่สนว่าพวกเจ้าจะคิดยังไงแต่วันนี้ข้าจะทลายผนึกและออกไปยังโลกด้านนอกเพื่อทำให้ทุกชีวิตกลายเป็นทาสของข้า”โครงกระดูกยื่นมือออกไปเพื่อบดขยี้หุ่นเชิด

            “อย่าได้หวังต่อให้วันนี้ข้าต้องหายไปข้าก็จะทำลายเจ้าให้ได้” หุ่นเชิดทั้งสามตัวรวมตัวกันและเริ่มใช้ค่ายกลออกมา

            แม้พลังของหุ่นเชิดจะไม่แข็งแกร่งเท่ากับโครงกระดูกขั้นเซียนแต่ว่าด้วยความสามารถด้านค่ายกลกลับสามารถหยุดโครงกระดูกได้

            “ดูเหมือนว่าข้าจะไม่ต้องลงมือ”เสี่ยวจินกลับมาสนใจการต่อสู้ของพวกฉางเฟิงต่อ

            ตอนนี้เมิ่งฝู่และคนของนิกายซากศพต้องลงมือช่วยเหลือเถาวัลย์ปีศาจเท่านั้นเพราะทันทีที่ฉางเฟิงเข้าร่วมการต่อสู้เถาวัลย์ปีศาจก็เสียเปรียบทันทีเถาวัลย์จำนวนมากไม่ถูกฉางเฟิงแผดเผาก็ถูกซวนหยวนเสวี่ยผนึกเอาไว้

            “ไม่คิดเลยผู้หญิงคนนี้จะแข็งแกร่งขนาดนี้”เจี้ยนอี้อดที่จะมองไปทางซวนหยวนเสวี่ยไม่ได้

            ในตอนแรกนางไม่ได้สนใจอีกฝ่ายนักเพราะอีกฝ่ายไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรมากแถมยังไม่เคยเปิดเผยใบหน้าอีกแน่นอนว่าทำให้นางไม่สนใจ แต่ตอนนี้ซวนหยวนเสวี่ยกลับแสดงฝีมือออกมาเต็มที่ซึ่งพลังของซวนหยวนเสวี่ยเหนือกว่าเจี้ยนอี้อย่างไม่ต้องสงสัย

            “นางมาจากนิกายธารวารีสินะแต่ข้าไม่เคยได้ยินข่าวว่ามีศิษย์คนใหนที่มีพลังแข็งแกร่งได้ขนาดนี้นอกจากศิษย์สืบทอดของผู้นำนิกายเทพธิดาผลึกเหมันต์คนนั้นนี่นา”เซิ่งมู่กล่าว

            “ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาสนใจแล้วรีบจบการต่อสู้เร็วก่อนที่หุ่นเชิดตัวนั้นจะต้านทานโครงกระดูกนั่นไม่ใหว”เจี้ยนอี้กล่าว

            ในตอนนี้พวกโจวฟ่านเรียกได้ว่าไร้ประโยชน์มากไม่สามารถเข้าร่วมการต่อสู้ใหญ่ได้ทำได้เพียงแค่หยุดคนของนิกายซากศพเท่านั้น

            “ทำไมกันทำไมฉางเฟิงถึงได้แข็งแกร่งขึ้นรวดเร็วขนาดนี้ ไม่กี่เดือนก่อนพลังของพวกเราก็ไม่ได้ห่างกันขนาดนั้นนี่นา”พวกโจวฟ่านกัดฟันด้วยความโกรธ

            “ฉางเฟิงคนนั้นมันแปลกเกินไปจริงๆแต่ว่าไม่ต้องเป็นห่วงหรอกตอนนี้ท่านผู้นำของพวกเราและท่านจักรพรรดิได้แยกตัวออกไปตั้งแต่เข้ามาพวกท่านคงจะได้รับประโยชน์ไม่น้อยไม่แน่พวกท่านอาจจะทะลวงขั้นเซียนได้เลยก็ได้” โยวอวิ้นกล่าว

            “นั่นสินะต้องขอบคุณคนๆนั้นที่นำข้อมูลมาขายให้กับเราและเพื่อไม่ให้คนของทวีปเซียนเข้าไปแย่งของล้ำค่าพวกนั้นพวกท่านจักรพรรดิเลยต้องเคลื่อนใหวแยกออกไป”โจวฟ่านยกยิ้ม

            ขอแค่จักรพรรดิโจวเทียนทะลวงขั้นเซียนได้หรือผู้นำสี่นิกายทะลวงขั้นเซียนได้จงโจวก็จะมีเซียนมากขึ้นและเมื่อถึงตอนนั้นโจวฟ่านเชื่อว่าจะสามารถสยบนิกายซากศพและอาณาจักรสวรรค์ได้

            “น่ารังเกียจจริงๆทหารศพของข้าเข้าใกล้เจ้าฉางเฟิงไม่ได้เลย”เมิ่งฝู่ตอนนี้รู้แล้วว่าตนเองแพ้ทางฉางเฟิงมากแค่ใหน

            “เจ้าไม่ต้องไปจนใจเจ้านั่นแค่ไปจัดการพวกคนอื่นก็พอ”เถาวัลย์ปีศาจกล่าว

            “ดีถ้างั้นขอจัดการพวกมดแมลงเสียก่อน” เมิ่งฝู่จ้องไปทางพวกจูหมิงทันที

            “แย่แล้วเจ้าเมิ่งฝู่มันจ้องเล่นงานเราแล้ว”พวกจูหมิงตื่นตัวและรีบถอยออกไป

            “พวกสวะจะหนีไปใหน”ทหารศพครึ่งเซียนสองตัวพุ่งเข้าหาพวกจูหมิงทันที

            “ข้าจะหยุดหนึ่งในทหารศพเองส่วนอีกตัวพวกเจ้ารวมพลังกันจัดการซะถ้ายังจัดการไม่ได้พวกเจ้าก็ไม่สมควรกลับตระกูลเซียนแล้ว” เจี้ยนอี้กล่าวเสร็จนางก็ระเบิดพลังเข้าปะทะกับทหารศพทันที

            ส่วนพวกฉางเฟิงก็พยายามที่จะทำลายเถาวัลย์ให้มากที่สุดและไม่ยอมให้อีกฝ่ายได้มีเวลาฟื้นฟูตอนนี้การต่อสู้จะแพ้หรือชนะขึ้นอยู่กับว่าใครจะหมดพลังก่อนกัน แต่สำหรับฉางเฟิงเขามีตันเถียนที่ใหญ่กว่าคนเท่าไปและปราณโกลาหลยังมีความหนาแน่นอย่างมากบวกกับที่ฉางเฟิงใช้เพียงเพลิงวิเศษโจมตีจึงไม่สูญเสียพลังปราณมากนัก

            สุขสันวันสงกรานต์ครับงดมาหลายปีในที่สุดก็ได้เล่นแล้วเนาะก็เล่นให้สนุกไปเลยยาวๆ ส่วนใครที่เดินทางกลับบ้านก็ขอให้เดินทางอย่างปลอดภัยนะครับเจอกันวันที่ 16

             

    คล้ายกับเรื่องสวรรค์นิรันดร์กาล ที่คุณอ่าน