เทพยุทธ์ล้างสวรรค์ [นิยายแปล]

    บทที่ 49 กล้าหาญถึงขีดสุด

    ขณะทุกคนกำลังตกตะลึงกับความสำเร็จของเย่หยางพวกเขาค้นพบว่าร่างร่างหนึ่งพุ่งฝ่าขึ้นบันไดไปอย่างรวดเร็วเพียงไม่กี่ลมหายใจก็ผ่านไปได้ร้อยขั้นแล้ว

            “สวรรค์ เกิดอะไรขึ้น นี่เขายังเป็นมนุษย์จริงๆ ใช่ไหม”ผู้เข้าร่วมการทดสอบที่กำลังดิ้นรนอยู่บนขั้นหนึ่งร้อยห้าสิบคร่ำครวญอยู่ในใจ

            เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะตายทันใดนั้นก็เห็นร่างร่างหนึ่งวิ่งผ่านไปในเสี้ยวพริบตาเพียงชั่วอึดใจคนผู้นั้นก็ก้าวไปถึงขั้นที่สองร้อย

            ภายในหนึ่งก้านธูป มู่ไป๋ก็มาถึงขั้นสามร้อยครึ่งชั่วยามต่อมาก็ถึงขั้นห้าร้อย หนึ่งชั่วยามต่อมาก็ถึงขั้นห้าร้อยเก้าสิบเก้า

            เขาสูดลมหายใจลึก ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวในที่สุดมู่ไป๋ก็มาถึงขั้นหกร้อยแล้ว ร่างกายของเขาเซเล็กน้อยแต่รักษาสมดุลได้ในอึดใจต่อมา

            ชั่วขณะนั้นบรรดาผู้เข้าทดสอบบนบันไดสวรรค์เก้าอเวจีต่างพากันตกตะลึงเพราะมู่ไป๋ปีนขึ้นมาถึงบันไดขั้นเดียวกับเย่หยางที่กำลังนั่งขัดสมาธิแล้ว 

            ยิ่งไปกว่านั้นมู่ไป๋ใช้เวลาในการมาถึงขั้นหกร้อยสั้นกว่าเย่หยางมากเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน เขาน่าจะยังมีพลังเหลือพอที่จะปีนขึ้นไปอีก

            ขณะนี้มีคนสามคนปีนขึ้นมาถึงขั้นหกร้อยแล้วได้แก่เย่หยาง หลันไฉเตี๋ยและมู่ไป๋ ปัจจุบันหลันไฉเตี๋ยปีนขึ้นมาถึงขั้นหกร้อยเจ็ดและยังคงพยายามอย่างหนักเพื่อปีนขึ้นไปต่อ

            ภายในสำนักเทียนอู่มีศาลาแห่งหนึ่งหันหน้าไปทางบันไดสวรรค์เก้าอเวจีทำให้สามารถมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทางฝั่งตรงข้ามอย่างชัดเจนเจ้าสำนักกำลังนั่งจิบชามองดูเหตุการณ์บนบันไดสวรรค์เก้าอเวจีอย่างสงบ

            เมื่อเห็นมู่ไป๋ก้าวเข้าสู่ขั้นหกร้อยผู้ตรวจสอบก็ยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวว่า "ไม่คิดเลยว่าสำนักเทียนอู่ของเราจะโชคดีขนาดนี้ถึงขนาดมีอัจฉริยะผู้มากพรสวรรค์ปรากฏกายขึ้นถึงสองคน"

            เจ้าสำนักชุดขาวมองไปข้างหน้าด้วยสายตาซับซ้อนเขาส่ายศีรษะแล้วตอบว่า"อัจฉริยะก็คืออัจฉริยะแต่ข้ามีลางสังหรณ์ว่าในอนาคตสำนักเทียนอู่คงไม่สงบเงียบอีกต่อไป"

            “ฮ่าๆ เรื่องความคึกคักหาได้สำคัญไม่เพราะปกติสำนักของเราจะจืดชืดไร้ชีวิตชีวาอยู่เสมอ ในอดีตศิษย์จากเมืองปาฮวงมักจะถูกรังแกหนักแต่เพราะกฎเกณฑ์ข้อบังคับ พวกเราจึงเข้าไปแทรกแซงไม่ได้” ผู้ตรวจสอบทอดถอนใจ

            “หึๆๆ …เวลาเปลี่ยนคนเปลี่ยนคอยดูเถอะในอนาคตจะมีแต่คนจากเมืองหนานหลีที่ต้องทนทุกข์ทรมานเหมือนคำกล่าวที่ว่ากระทำสิ่งใดก็ได้รับสิ่งนั้น ดาบนั้นคืนสนอง เดี๋ยวเจ้าจะได้รู้เอง”เจ้าสำนักกล่าวกับผู้ตรวจสอบ

            ผู้ตรวจสอบรีบเปิดบันทึกอ่านทันทีแล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นเนื้อหาที่เขียนอยู่ภายในนั้น "หลอมรวมปราณขั้นหกนภาสังหารจอมยุทธ์ขั้นแปดนภาสยบยอดยุทธ์ด้วยการโจมตีเพียงครั้ง แต่ก็เลือกจะปล่อยคนผู้นั้นไปนี่ข้ากำลังอ่านนิทานอยู่หรือไร ครึ่งปีที่แล้วเขาพึ่งอยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณขั้นสามนภาแต่ตอนนี้กลับบรรลุเป็นนักรบขั้นห้านภาแล้วความเร็วในการฝึกฝนช่างน่าตื่นตระหนกยิ่งนัก”

            “สิ่งสำคัญคือชายผู้นี้มีไหวพริบดียิ่งทั้งโหดเหี้ยมไร้ปรานี พิสูจน์ได้จากการที่เขาสังหารคนของเมืองหนานหลีจำนวนมากในคราวเดียวเขาจะต้องเป็นวีรบุรุษผู้กล้าหาญอย่างแน่แท้ทั้งยังไม่มีใครจับจุดอ่อนหรือเล่นงานเขาได้สักคน” เจ้าสำนักชุดขาวเสริม

            “ท่านเจ้าสำนักกังวลเกินไปหรือไม่เรายังมีอัจฉริยะอย่างมู่ไป๋อยู่ทั้งคนมิใช่หรือ เขาน่าจะกำราบเย่หยางไม่ให้โดดเด่นเกินไปได้ดูจากสถานการณ์บนบันไดก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามู่ไป๋มีความสามารถมากเพียงใด”ผู้ตรวจสอบกล่าวด้วยความสับสน 

            “เจ้าดูถูกเย่หยางมากเกินไปการที่เขานั่งขัดสมาธิอยู่บนบันไดขั้นนั้นจะต้องมีเหตุผลอย่างแน่นอนอีกทั้งนี่ยังไม่ใช่การหยุดพักเพื่อฟื้นฟูกำลัง หากเจ้าไม่เชื่อข้าก็รอดูต่อไป”เจ้าสำนักหรี่ตาอันแวววาวลึกล้ำพร้อมเอ่ยอย่างเชื่องช้า

            บนบันไดสวรรค์เก้าอเวจีขั้นหกร้อยมู่ไป๋ยกนิ้วหัวแม่มือให้เย่หยาง ก่อนจะคว่ำมันลง

            เย่หยางขยับปากพูดไม่ออกเสียงมู่ไป๋ซึ่งอยู่ใกล้ๆ สามารถอ่านปากเขาได้อย่างชัดเจน ‘โง่เง่า’

            “เจ้า...” มู่ไป๋อ้าปากค้างด้วยความโกรธทันใดนั้นเขาก็รู้สึกถึงแรงกดดันหนักอึ้งราวกับภูเขาบดขยี้เข้าใส่อากาศถูกบีบออกจากปอด เขารีบหุบปาก เดินลมปราณต่อต้านใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีม่วงเพราะพยายามระงับแรงกดดัน

            หลังจากเย่หยางด่ามู่ไป๋ว่าโง่เง่าเขาก็หลับตานั่งสมาธิต่อ ส่วนมู่ไป๋ก็โกรธจนแทบกระอักโลหิตออกมา

            ทว่าเขาเป็นอัจฉริยะจึงระงับความโกรธได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ไม่สนใจเย่หยางอีกต่อไป

            สองชั่วยามต่อมา เยี่ยอวี่หานกับกวนเยี่ยนเสวี่ยก็ปีนขึ้นมาถึงขั้นหกร้อยพวกเขามองเย่หยางด้วยความประหลาดใจแล้วปีนต่อไป

            ยามราตรีเข้าคืบคลาน ทุกคนนั่งสมาธิเข้าฌาณพักผ่อนอยู่บนขั้นบันไดของตนเองเพื่อฟื้นฟูพลังเตรียมที่จะปีนต่อไปอีกครั้งยามตะวันรุ่งพรุ่งนี้

            ปัจจุบันมู่ไป๋อยู่ในอันดับหนึ่ง ขั้นเจ็ดร้อยสอง

            หลันไฉเตี๋ยอันดับสอง ขั้นหกร้อยแปดสิบเจ็ด

            เยี่ยอวี่หานอันดับสาม ขั้นหกร้อยสี่สิบสอง

            กวนเยี่ยนเสวี่ยอันดับสี่ ขั้นหกร้อยสามสิบแปด 

            เย่หยางอันดับห้า ขั้นหกร้อย

            อันดับหกขั้นสี่ร้อยเก้าสิบเจ็ดเป็นศิษย์ระดับจอมยุทธ์จากเมืองหนานหลีเพียงแต่อันดับหกของเขาดูเหมือนจะห่างจากอันดับห้าอยู่พอสมควร 

            หลังจากปรับลมหายใจมาทั้งคืน แสงแรกยามเช้าสาดฉายบรรดาผู้เข้าทดสอบบนบันไดสวรรค์เก้าอเวจีก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น

            หลังพักฟื้นมาทั้งคืนไม่เพียงความแข็งแกร่งทางกายจะฟื้นฟูกลับมาเท่านั้นแต่พวกเขายังประหลาดใจเมื่อพบว่าปราณแท้ทรงพลังขึ้นมาก

            ขณะกำลังจะปีนบันไดต่อก็พบว่าทุกคนรอบตัวต่างจ้องมองขึ้นไปด้านบนอย่างว่างเปล่า เมื่อมองตามขึ้นไปก็อดอ้าปากค้างไม่ได้ 

            บนบันไดขั้นหกร้อยเย่หยางนั่งขัดสมาธิบนพื้นศิลาด้วยสีหน้าเคร่งขรึมบรรยากาศเต็มไปด้วยความผันผวนบิดเบี้ยวเล็กน้อย

            ด้านล่างสุดของบันไดผู้นำกลุ่มรวมถึงผู้ตกรอบต่างหยุดดู

            “ราชามารกำลังทำอันใด”

            “ดูเหมือนเขากำลัง...ทะลวงระดับ”

            “ไม่มีทาง น่าเหลือเชื่อเกินไป”

            มู่ซื่อสยงกล่าวเยาะเย้ย "รนหาที่ตายชัดๆนี่ตั้งใจจะทะลวงระดับทั้งๆ ที่อยู่บนบันไดหรือไรดูเหมือนคนเมืองปาฮวงจะไร้สมองกันหมด"

            หลี่เฉิงเฟิงมองเย่หยางด้วยสีหน้าตกตะลึงเขาไม่มีเวลามาสนใจคำเยาะเย้ยของมู่ซื่อสยงด้วยซ้ำ

            ผู้ตรวจสอบกล่าวด้วยโทสะ "เย่หยางกำลังทำอะไรอยู่เจ้าเมืองไม่ได้บอกเขาหรืออย่างไรว่าห้ามทะลวงผ่านด่านบนบันไดสวรรค์เก้าอเวจีเดี๋ยวร่างก็ระเบิดตายเพราะแรงกดดันมหาศาลหรอก ข้าต้องเข้าไปหยุดเดี๋ยวนี้"

            เจ้าสำนักคว้าผู้ตรวจสอบแล้วกล่าวว่า "ไม่ต้องห่วงเย่หยางไม่ใช่คนโง่เขลา เขาต้องมีแผนสำรองไว้อยู่แล้ว รอดูต่อไปว่าจะเกิดอันใดขึ้น"

            หลังจากฟังคำกล่าวของเจ้าสำนักชุดขาวผู้ตรวจสอบก็ครุ่นคิดอย่างใจเย็นพอไตร่ตรองก็ตระหนักว่าเย่หยางไม่ใช่พวกรนหาที่ตาย แม้จะไม่มีใครบอกแต่เขาก็น่าจะรู้ว่าการทะลวงระดับบนบันไดนั้นอันตรายเพียงใด

            เย่หยางไม่รู้ว่าเขากำลังสร้างความตกตะลึงให้กับคนภายนอกมากแค่ไหนเขาพยายามใช้ปราณแท้ทะลวงคอขวดด้วยกำลังทั้งหมดที่มีตอนออกจากเมืองปาฮวงตันเถียนของเขาเต็มแล้ว ดังนั้นเขาจึงบีบอัดพลังปราณแท้ไว้เพื่อรอโอกาสในการทะลวงระดับ

            ยามนี้เขากำลังใช้ประโยชน์จากแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวของบันไดสวรรค์เก้าอเวจีเพื่อเตรียมยกระดับปราณแท้ในตันเถียนหากคนนอกรู้เรื่องนี้เข้า พวกเขาต้องหวาดกลัวจนแทบสิ้นสติอย่างแน่นอนตันเถียนเปรียบเสมือนเส้นชีวิตของผู้ฝึกยุทธ์ ไม่เคยมีผู้ใดหาญกล้าทำเช่นนี้มาก่อน

            ด้วยการกระตุ้นปราณแท้อย่างต่อเนื่องส่งผลให้ปราการพังทลายลง พายุปราณในตันเถียนขยายใหญ่ขึ้นในฉับพลันขณะเดียวกันเย่หยางก็หยุดต่อต้านแรงกดดันจากภายนอกทันใดนั้นแรงกดดันมหาศาลก็พุ่งเข้าสู่ตันเถียน

            "พรวด!"

            โลหิตทะลักออกมาจากปาก 

            ผู้คนภายนอกต่างตกตะลึงส่วนศัตรูของเย่หยางกำลังยินดีกับความโชคร้ายของเขา เหล่าญาติสนิทมิตรสหายวิตกกังวลเต็มเปี่ยม

            เย่หยางเช็ดโลหิตตรงมุมปากเบาๆจากนั้นก็ลุกขึ้นยืน ก้าวขึ้นบันไดต่อไปอย่างรวดเร็ว

            “ช่างเป็นเด็กที่ยอดเยี่ยมจริงๆกล้าที่จะใช้แรงกดดันจากบันไดสวรรค์เก้าอเวจีเพื่อทำให้จุดตันเถียนเสถียรขึ้นทั้งยังดูเหมือนเขาจะทำสำเร็จอีกด้วย” เจ้าสำนักกล่าวชื่นชม

            ผู้ตรวจสอบยิ้มอย่างบิดเบี้ยวเย่หยางผู้นี้ทำให้เขารู้สึกกังวลอย่างยิ่ง หัวใจแทบจะหลุดออกจากอก ในที่สุดก็ได้พบอัจฉริยะหากเย่หยางเกิดตายไปทั้งแบบนี้คงเสียดายแย่

            หลี่เฉิงเฟิงแอบเช็ดเหงื่อเย็นบนใบหน้าตัวเขาเองก็สัมผัสได้เช่นกัน ช่วงเวลาที่ผู้ฝึกยุทธ์ทะลวงคอขวดได้สำเร็จตันเถียนจะสร้างแรงดึงดูดมหาศาลดูดกลืนปราณวิญญาณสวรรค์ปฐพีเข้าไปในตันเถียนอย่างรุนแรง เติมเต็มปราณแท้ในฉับพลัน

            นี่คือเหตุผลว่าทำไมหลังจากผู้ฝึกยุทธ์ทะลวงคอขวดความจุของปราณแท้จึงขยายใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 

            ไม่มีผู้ใดคิดว่าเย่หยางจะกล้าหาญเพียงนี้อย่างที่รู้ว่าบันไดสวรรค์เก้าชั้นฟ้ามีแรงกดดันมหาศาลมากเพียงใด หากผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปคนใดกล้าทำเช่นนี้ตันเถียนของพวกเขาจะถูกบดขยี้ ไม่ตายก็พิการ

            ทว่าจุดตันเถียนที่ได้รับการปรับแต่งยกระดับด้วยวิธีนี้จะมีขนาดใหญ่กว่านักรบทั่วไปมากส่วนใหญ่เท่าไรนั้นคงมีเพียงคนสนิทหรือเจ้าตัวที่รู้

            ปัจจุบันเย่หยางมีความสุขมากพายุปราณของเขามีขนาดใหญ่กว่าเมื่อก่อนถึงสิบเท่ากล่าวได้ว่ายามนี้เขามีพลังปราณแท้มหาศาลในอนาคตไม่ต้องกังวลเรื่องขาดแคลนพลังปราณแท้ในเวลาต่อสู้ 

            สิ่งที่ทำให้เย่หยางพอใจมากที่สุดก็คือยามนี้ในพายุปราณของเขามีหยาดวารีเพิ่มมาอีกหยด

            เย่หยางรู้ว่านี่ไม่ใช่น้ำสิ่งนี้เกิดจากปราณแท้ที่ควบแน่นจนกลายเป็นของเหลว

            แก่นแท้คือปราณแท้ที่ควบแน่นจนกลายเป็นของเหลวในร่างของยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ยุทธ์และพลังนี้ถูกเรียกว่าแก่นแท้ เป็นอีกชื่อหนึ่งของปราณแท้ขั้นสูง

            ปัจจุบันเย่หยางมีร่องรอยของแก่นแท้แล้วเมื่อเขาแปลงพลังแก่นแท้ในอนาคตเขาจะสามารถก้าวสู่ระดับปรมาจารย์ยุทธ์ได้อย่างราบรื่น ไร้ซึ่งอุปสรรคใดๆ

            เย่หยางก้าวขึ้นบันไดได้อย่างง่ายดายเมื่อเดินผ่านเยี่ยอวี่หานและกวนเยี่ยนเสวี่ย เขาก็กล่าวทักทายทั้งสองไม่นานนักเขาก็ก้าวมาถึงขั้นเจ็ดร้อย ซึ่งในขั้นนี้เขาได้พบกับหลันไฉเตี๋ยอีกครั้งเย่หยางยังคงหยอกล้อนางเหมือนเดิม อมยิ้มพร้อมชูสองนิ้วแสดงสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ

            แม้หลันไฉเตี๋ยจะจ้องมองเขาแต่นางก็ไม่ได้เตะเขาเหมือนครั้งที่แล้ว เพราะนางกำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อปรับตัวให้เข้ากับแรงกดดันของขั้นเจ็ดร้อยจึงไม่มีแรงยกขาเตะเขา 

            เย่หยางก้าวขึ้นบันไดอย่างต่อเนื่องจนมาถึงขั้นเจ็ดร้อยห้าสิบสอง ในขั้นนี้เขาได้พบกับมู่ไป๋

            มู่ไป๋เหงื่อออกโซมกาย เสื้อผ้าเปียกชุ่ม แต่ก็ไม่ได้ดูลำบากจนถึงขั้นทนไม่ไหว 

            เย่หยางยังคงทำเช่นเดิม ขยับปากแต่ไม่ออกเสียง

            ทว่าครั้งนี้มู่ไป๋รู้ทันจึงทำเป็นไม่สนใจเย่หยาง รีบก้มศีรษะแล้วเดินหน้าต่อไป

            เย่หยางรู้สึกเบื่อที่ไม่มีคนเล่นด้วยเขายังคงปีนบันไดต่อไปจนถึงขั้นแปดร้อย จากนั้นความเร็วก็ช้าลงก้าวย่างไปข้างหน้าได้อย่างยากลำบาก

            จนถึงตอนเย็น เย่หยางก็อยู่บนบันไดขั้นที่แปดร้อยเก้าสิบเก้าหลังปรับหายใจกว่าครึ่งชั่วยาม เขาก็ก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว

            เมื่อเขาก้าวมาถึงขั้นเก้าร้อยเย่หยางก็เริ่มหายใจไม่ออก ขาของเขาสั่นเทา กระดูกภายในร่างดังกร๊อบแกร๊บเพราะถูกบีบอัดจากแรงกดดัน

            แต่ละก้าวเปียกโชกไปด้วยเหงื่อเย่หยางต้องใช้เวลาหนึ่งชั่วยามในการปรับตัวให้เข้ากับแรงกดดัน จากนั้นก็ค่อยๆนั่งลงฟื้นฟูพลังกายให้กลับคืนมา

            เขาคิดกับตัวเองว่า ‘เสี่ยวไป๋เจ้าต้องมาถึงตรงนี้ให้ได้นะ ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีคุณสมบัติได้ลิ้มรสสิ่งนี้ หึๆ’

     

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์ล้างสวรรค์ [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน

    หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

    หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    4.21M 3107
    จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    5.95M 1357
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    นิยาย แฟนตาซี
    106K 139
    อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.38M 1499
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    [นิยายแปล] เทพมังกรสงครามอหังการ

    [นิยายแปล] เทพมังกรสงครามอหังการ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.72M 5471
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810