การเดินทางของพ่อมดไร้เทียมทาน

    ตอนที่ 3 : ป่าแอนท์ของพ่อมด (3)

            โกง โกง โกง คำก็โกง สองคำก็โกง โกงเกินไปแล้ว
            ไม่ได้อยากจะด่าใครเป็นพิเศษ แต่ตอนนี้แค่อยากจะด่าตัวเองที่มีสถานะเข้าใกล้ ไม่สิแบบนี้เรียกว่าติดบัคทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงแล้วมั้ง
            ชื่อตัวละคร:ลักซ์
            เลเวล :-1 (-99999/20)        คลาส: ไร้คลาส        ฉายา :        ผู้อยู่ระหว่างความตาย        *สถานะผิดปรดติจะไม่ส่งผลกับท่านเท่าที่ควร        *คุณจะไม่ตายเมื่อถูกฆ่า เมื่อพลังชีวิตหมดท่านจะเป็นอมตะ5 วินาที ระยะคูลดาวน์12 ชั่วโมง        ผู้แสวงหาความรู้ในต้นไม้แห่งปัญญา        *อัตราการเติบโตของค่าสติปัญญาจะเพิ่มขึ้น1.5 เท่า        พลังชีวิต :48/48        มานา :32,354/32,354        พลังทางกายภาพ : 24        ความอดทน : 10        ความว่องไว : 10        สติปัญญา : 6,122        ความชำนาญ : 22        โชค : 50        ค่าสถานะคงเหลือ : 0        สกิล: เสริมความว่องไว (ระดับสูง)LV.1 เสริมพลังโจมตี (ระดับกลาง)LV.4 เสริมพลังโจมตีเวทมนต์(ระดับต้น)LV.8 ฟื้นฟูอัตโนมัติ LV.1 วิเคราะห์เวทมนตร์(ระดับกลาง)LV.2 เข้าใจโครงสร้างของเวทมนตร์(ระดับกลาง) ฟื้นฟูมานาอัตโนมัติ (ระดับสูง) LV.1        *ค่าสติปัญญาของท่านเกิน 6000 แต้ม ความเร็วในการร่ายเวททุกชนิดเพิ่มขึ้น 100 % ความแรงของการโจมตีเวทมนตร์พื้นฐานเพิ่มขึ้น 150% ลดทรัพยากรในการใช้มานา 30 %
            หรือว่าหลังจากนี่ควรจะมุ่งเน้นไปเอาดีด้านเวทมนตร์ดี
            เรื่องแบบนั้นไว้ค่อยคิดทีหลังดีกว่า ตอนนี้ผมอยู่ชั้นที่5
            “เหลือเชื่อจริง ๆ นะครับที่ท่านลักซ์ได้ศึกษาไปมากขนาดนั้นในภายในเวลาสี่ปีเศษ”
            เกือบลืมไปเลยว่าเวลาในNew Horizon ผ่านไปไวกว่าเวลาในโลกจริง ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจหลักการทำงานเท่าหรอกนะ แต่ว่าเวลาจะอ่านหนังสืออะไรผมมั้งจะอัปโหลดลงมาในNew Horizon มากกว่าเพราะว่ามันทำให้ผมสามารถอ่านได้มากขึ้นในเวลาที่เร็วขึ้นกว่าสี่เท่า
            “ผมก็แปลกใจเหมือนกันครับที่จู่ ๆ ก็เจอเรื่องแบบนี้”
            ผมพยายามตอบอัลเดลกลับแบบถ่อมตัวมากที่สุด
            “ถ้างั้นเราไปบททดสอบชั้นที่หกกันเลยไหมครับ”
            “อ่า ฝากนำทางหน่อยน่ะ”
            จากทางเข้าของชั้นที่ 5 ทำให้ผมสังเกตได้ว่าสัดส่วนพื้นที่เล็กลงกว่าชั้นที่สองเกือบสามเท่า คงเป็นเพราะเรากำลังเข้าใกล้ชั้นยอดของหอต้นไม้แห่งปัญญาล่ะมั้งทำให้พื้นใช่สอยมีน้อยลง
            พอเดินไปสักพักก็มาถึงหน้าประตูบานยักษ์ตรงหน้า มันมีความสูงราว ๆ 4 เมตรเห็นจะได้ โครงสร้างน่าจะทำจากโลหะเบา แต่ผมสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่ไม่ค่อยเคยจากมันได้ถ้าตามหนังสือสักเล่มที่อ่านมาคงจะเป็นพลังเวทไม่ผิดแน่ เพราะงั้นผมคงจะสรุปได้ว่า น่าจะเป็นมิธริลขาวละมั้ง
            เมื่ออัลเดลให้สัญญาณว่าพร้อมแล้ว พวกเราก็เริ่มตรงเข้าหาประตูทดสอบ
            ทันทีที่ผมก้าวไปใกล้ประตูบานยักษ์ ก็ปรากฏเป็นแสงสีขาวฉาบไปทั่วชั้น
            เมื่อประกายแสงหายไปเบื้องหน้าของผมก็ปรากฏเป็นสาวงามในชุดเทพธิดากรีท ผมระบุไม่ได้ว่าทั้งดวงตาหรือสีผมของเธอเป็นอย่างไง เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเป็นเพียงแค่ร่างเงาโปร่งแสงสีขาว
            “ลักซ์และอัลเดล ผู้มาเยือนเอ๋ย”
            เป็นเสียงที่ใสและก้องกังวานไปด้วยปัญญา
            พูดเองอาจจะเกินจริง แต่ผมว่าแค่ฟังเสียงเธอค่าสติปัญญาของผมก็เพิ่มขึ้นแล้วมั้ง
            “จงตอบคำถามของข้า แล้วข้าจะยอมรับให้เจ้าผ่านไป”
            เธอคงทำหน้าที่เหมือนสฟิงซ์ล่ะมั้ง
            “ได้ โปรดถามมาเลย”
            “เช่นกันครับ”
            ผมและอัลเดลตอบกลับและค้อมรับด้วยน้ำเสียงและท่าทางที่คิดว่าสุภาพ
            ร่างเงาโปร่งใสนิ่งเงียบก่อนจะถามผม
            คงเป็นปัญหาวัดไหวพริบ แต่เราก็ไม่ควรจะประมาทเพราะขนาดอัลเดลยังติดอยู่ตรงนี้มาหลายสิบปีด้วยซ้ำ
            อัลเดลอดที่จะกลืนน้ำลายก้อนใหญ่เพราะตื่นเต้นไม่ได้
            “ทำไมนกสติวจึงบินจากทิศเหนือของทวีปมายังเมืองท่าเวอร์เดียร์ที่อยู่ทางทิศใต้ทุกปี”
            เป็นคำถามเชิงวัดความรู้เลยหรอ แถมไม่มีอะไรบอกใบ้ด้วยว่าหัวข้อจะเป็นอะไร อย่างนี้ก็หมายความว่าเจ๊แกจะถามอะไรก็ได้เลยสินะ
            นกสติวเป็นนกที่อาศัยอยู่บริเวณชายทะเล แต่ว่ากลับไปทางทิศเหนือเพื่อวางไข่ เป็นคำตอบที่ถูกต้องแน่นอน
            ทว่ากับมีอะไรสักอย่างขัดใขของผม
            ถ้ามันง่ายแบบนี้ทำไมอัลเดลถึงยังไม่ผ่านสักทีล่ะ
            ผมพยายามนึกคำถามคิดย้อนคำพูดไปมา
            จนกระทั่งไปสะดุจที่ทำพูดของตัวเอง
            ‘เธอคงทำหน้าที่เหมือนสฟิงซ์ล่ะมั้ง’
            ดวงตาของผมเริ่มเป็นประกายส่วนอัลเอลก็คงจะรู้ว่าผมคิดอะไรออก
            พอได้ปรึกษากันแล้วก็คิดว่าน่าจะเป็นคำตอบนี่แหละ
            “ได้คำตอบหรือยัง”
            “ได้แล้ว”
            ร่างเงาถามผมทันทีที่ผมพร้อม
            “ไหนเราขอฟังคำตอบของเจ้าหน่อยสิ”
            ผมสูดหายใจเข้าเต็มปอดก่อนจะตอบกลับไป
            “นกสติวบินจากทิศเหนือของทวีปมายังเมืองท่าเวอร์เดียร์ที่อยู่ทางทิศใต้ทุกปี ก็เพราะว่าถ้าหากมันเดินก็จะช้ากว่าเดิมอย่างไงล่ะ!”
            ผมตอบออกไปด้วยน้ำเสียงที่จริงจังสุด ๆ ก็นะถ้าเธอทำหน้าที่เหมือนสฟิงซ์จริง ๆ ล่ะก็ดงต้องยอมรับคำตอบแบบนี้แน่
            ทว่า…
            “…”
            เธอกับนิ่งเงียบไม่ตอบมา
            “เอ่อ… ขอโทษนะครับ เมื่อกี้นี่ถูกหรือเปล่า”
            อัลเดลพยายามเข้าไปใกล้ร่างเงานั้น
            “…”
            “เอ๊ะ?”
            แต่ว่าสิ่งที่เขาเห็นเมื่อเข้าไปใกล้กลับเป็นภาพสาวในร่างเงาที่กำลังจะบ่อน้ำตาแตก
            “ทามมายล้า เราอุสาคิดตั้งนานเลยน่า ทามมายผู้มาเยือนนครั้งแรกอย่าง จ้าวถึงตอบด้ายกานนนน ไม่ยอมม อ่า ไม่ยอม~”
            เทพีแสนงดงามเมื่อครู่กลายเป็นสาวน้อยขี้งอแงเฉยเลยครับ
            ในตอนนั้นเองที่ผมเริ่มสงสัยบางอย่าง‘หรือว่าคนแถวนี้จะบอกน้ำตาตื้นกัน’
            ผมได้แต่เก็บความสงสัยนั้นไว้ ก่อนจะช่วยอัลเดลปลอบเทพีที่งอแงอยู่