ก้าวต่อไปคือการพาเขาไปยังห้องน้ำเธอประคองหลังและไหล่เขาเบาๆ จนถึงประตูบานเลื่อน กระเบื้องสีขาวของห้องน้ำสะท้อนแสงธรรมชาติจางๆจากหน้าต่างบานเล็ก ฝักบัวดีไซน์โมเดิร์นตั้งตระหง่าน ผิวน้ำที่พุ่งแรงคงเคยล้างความเหนื่อยล้าของผู้อาบแต่สำหรับวรเมธกลับยิ่งตอกย้ำถึงความเปราะบางในชั่วขณะนั้น
เมื่อมารตีเปิดน้ำเธอปรับแรงดันไว้ปานกลาง แต่ฝักบัวยังคงพ่นน้ำรัวๆ จนกระเซ็นทั่วฝักบัวฉีดโดนไหล่สวยของเธอจนเสื้อผ้าที่สวมใส่มาเปียกโชคทั้งตัว เธอหันหน้ามองอย่างหวาดๆเล็กน้อย แต่ใจกลับมั่นคง “ขอโทษนะ ฉันจะปรับเอง” เสียงเธอแผ่วเบาทว่ากลับเต็มไปด้วยความตั้งใจ
มารตีสูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะถอดเสื้อผ้าตัวนอกออก จนเปิดเผยชุดบิกินี่ผ้าซาตินสีซีดที่เธอซ่อนอยู่ข้างในแต่แล้วเธอก็ถอนใจอย่างแรงชั้นในก็เปียกชุ่มโชก...ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจถอดเสื้อผ้าออกหมดจนเปลือยเปล่าไม่ต่างจากวรเมธนี่ไม่ใช่ความตั้งใจเพื่อเย้ายวนทว่าความรู้สึกเป็นห่วงและความปรารถนาจะช่วยเยียวยามากกว่าใดๆ
หญิงสาวกระซิบเรียกวรเมธ“เข้ามายืนใต้ฝักบัวนี่เถอะนะ เดี๋ยวฉันช่วย” ร่างเปลือยของทั้งสองกอดประคองกันอยู่ใต้สายน้ำอุ่นที่ไหลผ่านเส้นผมของเขาพัดกระเซ็นเป็นประกายระยิบระยับบนผิว แม้ร่างเปลือยทั้งสองจะแนบชิดกันจนแทบไม่มีช่องว่างแต่ไม่มีความรู้สึกร้อนแรงอะไรเกิดขึ้น มีแต่เพียงความเศร้าโศกและความเห็นใจ
นิ้วขาวเรียวงามของมารตีสัมผัสหนังศีรษะวรเมธชโลมแชมพูให้เกิดฟองละเอียด ก่อนค่อยๆ นวดวนเบาๆกระตุ้นเส้นประสาทใต้หนังศีรษะให้คลายความตึงเครียด
“สบายหัวไหม?” เธอเอ่ยเสียงอ่อนโยน ทว่าคำถามนั้นกลับเป็นสิ่งที่เขาเฝ้ารอพอวรเมธครางเบาๆ แผ่ว “อือ…สบายมาก”
เธอสระผมเขาเสร็จจึงล้างฟองแชมพูออก พลางสังเกตกล้ามเนื้อแผ่นหลังที่ยังเกร็งเป็นบางจุด มารตีใช้ฟองน้ำเนื้อนุ่มจุ่มสบู่ลาเวนเดอร์แล้วชโลมลูบไล้จากบ่าลงสู่แนวเอว จังหวะฟองสบู่บีบเคล้าเสียงน้ำกระทบราวดนตรีบทเศร้าแต่กลับอบอุ่นจนเส้นประสาททุกเส้นเต้นตาม
“วรเมธ…ปล่อยวางบ้างนะ”เธอเอ่ยกระซิบข้างหู พร้อมซับฟองสบู่ออกจากผิวเขาด้วยผ้าเช็ดตัวผืนบางเสียงสะอื้นเงียบๆ ของเขาใต้ฝักบัวอุ่นกลับกลายเป็นบทเพลงสั้นที่บันทึกไว้ในใจมารตีเสมอมาที่สำคัญคือ เธอไม่ได้มองเขาในฐานะผู้ชายเปลือยกายหากมองเขาในฐานะเพื่อนคนสำคัญที่สมควรได้รับการปกป้อง
เมื่อตัวเขาสะอาดหมดจดมารตีจึงส่งผ้าเช็ดตัว ให้วรเมธเอาไปคลุมตัวเอง แล้วหยิบอีกผืนที่ใหญ่กว่าขึ้นเช็ดตั้งแต่ไหล่จนถึงจุดที่สะท้อนความเปราะบางภายใน มารตีเช็ดสิ่งที่อยู่กลางลำเขาตัวอย่างทะนุถนอม
“ยิ่งเปียก ยิ่งต้องดูแล”เธอหัวเราะเบาๆ พลางหันหน้าหนีด้วยความเขินอายเล็กน้อยหน้าแดงเมื่อนึกถึงตอนที่เจ้าสิ่งนี้แข็งขันและเข้าไปอยู่ในตัวเธอ ต่อด้วยการช่วยกันสวมเสื้อผ้า วรเมธสวมเสื้อเชิ้ตลายเรียบและกางเกงขาสั้นมารตีเลือกหยิบเดรสผ้าซาตินสีขาวของจิรภาที่แขวนอยู่ในตู้
“ชุดนี้จิรภาเคยชอบใส่”เธอเอ่ยพลางวางมือบนชายกระโปรง “สวยสง่าเหมือนเธอเลยนะ” คำพูดนั้นทำให้วรเมธเงยหน้ามองรอยยิ้มสั่นๆ ผุดขึ้นบนริมฝีปาก
เมื่อทั้งคู่กลับมานั่งที่โต๊ะเล็กกลางห้องมารตีวางกล่องอาหารเช้าเปิดฝาออก เผยข้าวต้มปลาหอมกรุ่น ขนมปังอบเนยสดราดแยมเบอร์รีรสหวานฉ่ำ และผลไม้หั่นเต๋าอย่างประณีต เสียงช้อนกระทบขอบถ้วยเล็กๆสลับกับเสียงกลืนอาหาร กลายเป็นบทเพลงเรียบง่ายที่อบอุ่นหัวใจ
“กินให้อิ่มนะ”มารตีเอ่ย น้ำเสียงอ่อนหวานราวสายลมแรกบนยอดหญ้า วรเมธตักข้าวต้มเข้าปากช้าๆรู้สึกถึงรสจืดๆ ผสานรสอ่อนๆ ของน้ำซุปปลา รสสัมผัสนั้นนำพาให้ใจสงบลงบ้าง
หลังอาหาร มารตีเอื้อมมือไปจับมือเขา“วันนี้รตีขออยู่กับคุณทั้งวันได้ไหม” ตาของเธอส่องประกายอบอุ่นราวกับยื่นข้อเสนอให้หัวใจวรเมธที่ชอกช้ำได้รับการเยียวยาอีกครั้ง
วรเมธเม้มริมฝีปากก่อนจะตอบเสียงแผ่ว “ขอบคุณ…ผมอยากให้คุณอยู่ตรงนี้จริงๆ”แล้วส่งมือนั้นกลับไปอิงกับฝ่ามือเธออย่างแท้จริง
ทั้งสองลุกขึ้นกอดกันแน่น ภายใต้แสงอ่อนของช่วงสายที่อ่อนโยน ยามนั้นไม่มีคำถามใดเกินเลยไม่มีข้อเรียกร้องใดต้องตอบ มีเพียงสองร่างที่โอบกอดกันอย่างปลอดภัยราวกับความอบอุ่นเล็กๆ ในอ้อมกอดเพื่อนรักจะเยียวยาจนหัวใจให้ดีดังเดิม
ไม่นานนักเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของวรเมธและมารตีที่ผันตัวสัมผัสเป็นหนึ่งเดียวกันก็ดังขึ้นชั่วขณะนั้นเธอจูบหน้าผากเขาเบาๆ แล้วผละออกเล็กน้อยให้ทั้งคู่ได้พักผ่อนใบหน้าสวยงามในชุดเดรสจิรภาดูสงบนุ่มนวล ริมฝีปากที่เคยอ่อนแอกลับเต็มไปด้วยความเข้มแข็ง
ทั้งคู่หลับลึกอยู่ในอ้อมกอดอันเปราะบางแต่มั่นคงดวงใจที่เคยแตกสลายถูกเรียงร้อยกลับให้เป็นชิ้นเดียวกันอีกครั้ง สมกับที่มารตีเคยสัญญาไว้ว่า“ไม่มีทางปล่อยให้คุณเดินผ่านคืนอันมืดมิดนี้เพียงลำพัง”
ค่ำวันนั้นแสงจันทร์สาดผ่านระเบียงเล็กๆเข้ามาในห้องนั่งเล่นทำให้เห็นภาพมุมโซฟาหนังสีน้ำตาลอ่อนโต๊ะกาแฟไม้สลักลวดลายเรียบหรู และโคมไฟตั้งพื้นที่ยังส่องไฟสีเหลืองวับๆ แวมๆ
มารตีลุกจากโซฟาเดินไปหยิบอาหารเย็นที่ปพนต์เพิ่งซื้อกลับมาวางบนโต๊ะทั้งข้าวมันไก่ร้อนๆ จากข้าวหอมมะลิแน่นนุ่ม น้ำจิ้มเผ็ดหวานและตบท้ายด้วยผลไม้สดชื่นประจำฤดูกาล
ปพนต์เอื้อมมือไปหยิบรีโมตก่อนจะกดเปิดทีวีภาพสีสวยจอแบนขนาดกลางตัดขึ้นมาโชว์โลโก้ช่องข่าวราวกับเตือนให้รู้ว่านี่คือบ้านหลังใหม่ที่เขาและมารตีตั้งใจดูแลเพื่อพยุงวรเมธให้ลืมเรื่องร้ายๆไปได้บ้าง
“จัดการก่อนเลยนะ อาหารยังร้อนๆ อยู่”มารตียกถาดข้าวมันไก่วางลงตรงกลางโต๊ะ เธอยิ้มบางๆ ให้วรเมธที่นั่งจมอยู่กับหมอนใบใหญ่
“ขอบคุณนะ” วรเมธตอบน้ำเสียงแผ่วเขายังคงอิดโรย แต่พอได้กลิ่นข้าวมันไก่และเสียงเพื่อนรักพูดคุยผิวซีดก็ปรากฏริ้วแก้มแดงจางๆ
ทุกคนช่วยกันตักข้าวตักกับน้ำเสียงอบอุ่นสลับกับเสียงช้อนกระทบขอบจาน ทว่าเมื่อปพนต์เปิดเครื่องเสียงในห้องนั่งเล่นเพื่อเปิดเพลงเบาๆก็พลันเกิดเสียง “ปั๊ก!” สัญญาณไฟทุกดวงดับวูบไปพร้อมกันห้องมืดสนิทจนเห็นแต่ภาพเงาของเฟอร์นิเจอร์
มารตีเบิกตา“ไฟดับอีกแล้วหรือ?” เธอเอื้อมมือควานหารีโมตโคมไฟแต่ไม่มีไฟส่องทำให้มือคลำไปโดนขอบโซฟาแทน ปพนต์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดไฟฉายสลัวๆสว่างเพียงวงเล็กบนพื้น มารตีและปพนต์ส่องไฟฉายไปยังโต๊ะกาแฟ หยิบจานข้าวมันไก่วางบนตักวรเมธก่อนจะนั่งขนาบสองข้างเป็นแนวหกเหลี่ยมน่ารัก
“กินให้เยอะๆนะ” ปพนต์วางลงเบาๆ เสียงแฉ๊ะๆ จากน้ำจิ้มยังชวนให้น้ำลายสอ
“รตีกลัวความมืดจัง”มารตีแอบสะดุ้งเมื่อเสียงนาฬิกาดังกรุ๊งกริ๊งแว่วออกมาจากห้องนอน
ปพนต์หัวเราะเบาๆ“พี่กลับชอบความมืดนะ ให้ความรู้สึกสงบ แล้วก็…ใกล้ชิดกันมากขึ้นด้วย”
วรเมธอมยิ้มแม้จะยังไม่มีแรงพูดมาก แต่แววตากลับอบอุ่นขึ้นเล็กน้อย
หลังอาหารทั้งสามนั่งเล่นคุยกันเงียบๆ ฟังเสียงน้ำที่ค้างในฝักบัวหยดจากห้องน้ำ สลับเสียงกับจิ้งหรีดยามดึกในความมืดมน ห้องนั่งเล่นกลายเป็นเวทีแห่งความอบอุ่นแต่ในขณะเดียวกันก็เปิดทางให้ความรู้สึกซุกซนเริ่มก่อตัว
ปพนต์เอื้อมมือไปจับมือมารตีที่พาดอยู่บนตักเขาเพิ่มแรงบีบแน่นขึ้นเล็กน้อย มารตีส่งยิ้มหวานผ่านแสงโทรศัพท์ที่ฉายบนฝ่ามือของทั้งสอง
“เอาจริงเหรอคะพี่?” เธอถามเสียงแผ่ว
“ลองดูไหม” ปพนต์กระซิบคำตอบแล้วเอ่ยเบาๆ“ในความมืดสนิทแบบนี้ แทบจะไม่รู้สึกได้ถึงตัวของกันและกัน”
มารตีซบไหล่ปพนต์มือยังไม่ปล่อย เชิงตลกแต่มีแววตาจริงจัง “เดี๋ยวๆ รตีไม่รู้สึกอะไรจริงๆ นะ”
ปพนต์แลบลิ้นผ่านริมฝีปาก“ไม่ต้องกลัวจ้ะ ใช้มือคลำก่อนก็ได้…”
เสียงวรเมธขยับตัวดังเบาๆเขาพยายามจะลุกขึ้นจากโซฟาแต่แล้วก็นั่งลงที่เดิม มีเส้นเลือดปูดขึ้นที่ขมับทว่าก็มีบรรยากาศแปลกๆ ที่ทำให้มารตีรู้สึกตัวว่าตอนนี้ไม่ใช่แค่ความมืดและอากาศเย็น แต่มันคือบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
ในความมืดสนิท มารตีค่อยๆยกมือข้างหนึ่งคลำไปตามแนวไหล่ปพนต์นิ้วเรียวงามลูบไล้ผิวเนียนสากใต้เสื้อยืดบางเบา แรงกอดแน่นขึ้นเมื่อปพนต์พยักหน้าให้ก้าวต่อ