ตอนที่ 178 ป่าใต้พิภพ
“สังหารผู้บุกรุกให้สิ้น?” นิทานพึมพำ แม้เขาจะไม่ใช่คนที่ตีความเก่งอะไรขนาดนั้น แต่ดูจากบริบทแล้วขุนนางพันธุ์ผสมต้องหมายถึงผู้บุกรุกสุสานอย่างแน่นอน
“เด็กคนสุดท้าย? แต่ในสุสานนี้ยังมีสัตว์อสูรอีกเยอะเลยนะ หมายความว่าสิ่งที่ถูกเรียกว่า ‘เด็กคนสุดท้าย’ นี้คงเป็นผลงานพิเศษของขุนนางพันธุ์ผสมสินะครับ” เพชฌฆาตวิเคราะห์ เขามีท่าทีสนอกสนใจกับรอยสลักบนกำแพงเหล่านี้เป็นอย่างมาก ราวกับเขาได้เห็นชีวิตของขุนนางพันธุ์ผสมหลังจากที่เขาหลบหนีมาจากสงคราม
ความเคียดแค้นนั้นเพียงดูจากรอยสลักก็รู้สึกได้อย่างชัดเจน ช่วงสุดท้ายในชีวิตของขุนนางพันธุ์ผสมสมควรถูกนำไปใช้กับเด็กคนสุดท้ายนี้และความเกลียดชัง
“ที่แน่ ๆ เด็กคนสุดท้ายนั่นต้องเป็นผู้พิทักษ์สุสานที่ขุนนางพันธุ์ผสมไว้วางใจ มันควรจะแข็งแกร่งกว่าสัตว์อสูรทั่ว ๆ ไปครับ” โฮโจเสริม
“จะใช่สัตว์อสูรระดับอริยะในเขตป่าชั้นกลางหรือเปล่าคะ” ฟาง หมิงเสนอความคิด หากจะให้ขุนนางพันธุ์ผสมวางใจให้เป็นผู้พิทักษ์สุสานได้ก็คงจะมีแต่สัตว์อสูรระดับอริยะเท่านั้น
“เป็นไปได้ครับ หรืออาจจะมีตัวที่แข็งแกร่งกว่านั้นอยู่ลึกเข้าไปอีกก็ได้นะครับ” เพชฌฆาตเผยรอยยิ้ม นิสัยบ้าการต่อสู้ทำให้เขารู้สึกสนุกขึ้นมา
“แปลกเกินไปแล้วครับ รอยสลักนี้ทำให้เราได้รู้ว่าจะมีผู้พิทักษ์ที่แข็งแกร่งอยู่แน่นอน ข้อมูลสำคัญขนาดนี้เลยนะครับ ทำไมหน่วยกล้าตายชุดนั้นถึงได้ไม่บันทึกไว้” นิทานขมวดคิ้ว
คำพูดของนิทานปลุกกระตุ้นความตื่นตัวของคนทั้งกลุ่ม เป็นเรื่องที่แปลกเกินไปจริง ๆ ตั้งแต่พวกเขาเข้าสุสานนี้มาพวกเขาก็เจอเรื่องแปลกประหลาดมากมายที่มักเกิดจากตัวสุสาน ครั้งนี้เป็นความแปลกที่ส่งผลกระทบต่อหน่วยกล้าตายที่เคยเข้ามาก่อน
เลโอร่ายคาถาครอบคลุมร่างของพวกเขาอีกครั้งหนึ่ง แม้ไม่ทราบว่าผลจากครั้งแรกนั้นมีประโยชน์หรือจะช่วยได้หรือไม่ก็ตาม เมื่อรอสักพักหนึ่งแล้วยังคงไม่พบความผิดปกติ พวกเขาจึงสุมหัวกันชั่วครู่
“เป็นไปได้มั้ยครับที่พวกเราจะไม่ได้ลงทางลาดลงอันเดียวกันกับในบันทึก ดูจากแผนผังแล้วสมควรมีทางลงหลายทางครับ” อิซึมิเสนอขึ้นเป็นคนแรกหากน้ำเสียงของเขาไม่ได้มีความมั่นใจอยู่เลย แม้พวกเขาจะเคยเดินออกนอกเส้นทางหากก็กลับเข้ามาแล้ว นอกเหนือจากนั้นก็ตรงกับในข้อมูลทุกอย่าง แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะไปโผล่ที่อื่น
“เราเดินมาตามข้อมูลถูกต้องแน่นอนครับ” นิทานยืนยัน
“งั้นเขาวงกตนั้นเปลี่ยนแปลงไปล่ะคะ” เลโอเสนอ
“เป็นไปได้ แต่พวกเราแทบไม่รู้สึกตัวเลยนะครับ ระหว่างทางมาก็ตรงกับข้อมูลทุกอย่าง” เพชฌฆาตแย้ง
“รอยสลักใหม่รึเปล่าครับ แค่ตกแต่งให้เหมือนของเก่า” นิทานหันไปถามความเห็นของฟาง หมิง ในที่นี้มีเธอที่ดูจะมีความเชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์มากที่สุด
ฟาง หมิงสวมถุงมือแนบเนื้อที่เธอเตรียมมา สัมผัสรอยสลักอย่างแผ่วเบา มือของเธอเรืองแสงน้อย ๆ ยามลูบผ่าน นัยน์ตาของเธอกลายเป็นหม่นหมอง ปากพึมพำไม่เป็นภาษา เพียงชั่วครู่เดียวก็กลับสู่สภาพเดิม เธอหันมาส่ายหน้าให้แก่สมาชิกกลุ่ม
สมาชิกกลุ่มขมวดคิ้วแน่น เธอสมควรตรวจสอบแล้วว่าเป็นร่องรอยเก่าแน่นอน เช่นนั้นก็เหลืออีกไม่กี่อย่างแล้ว
“พลังปกปิดหรือบิดเบือนของขุนนางพันธุ์ผสม เงื่อนไขพลังอาจจะเป็นระดับขั้นในการขีดเขียนชะตาของผู้บุกรุกก็ได้ครับ” โฮโจเสนอ หากหน่วยกล้าตายที่เข้ามาก่อนไม่พบเห็นรอยสลักนี้ก็สมควรเป็นเพราะระดับพลังโดยรวม
พวกเขายังคงปรึกษากันอีกสักพักแต่ก็ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ คำแห่งพลังนั้นมีจำนวนเป็นอนันต์ ความไพศาลและหลากหลายนั้นทำให้แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะคาดเดาคำแห่งพลังด้วยข้อมูลเพียงแค่นี้
ถ้าไพลินอยู่ด้วยก็ดีสิ นิทานถอนหายใจ เขานึกถึงยามที่ไพลินเปิดโปงคำแห่งพลังของเขาทีละน้อย ๆ ทั้ง ๆ ที่แทบไม่มีข้อมูลหรือคำใบ้อะไรเลย ภายใต้ดวงตาสีชมพูคู่นั้นไม่มีสิ่งใดสามารถหลบซ่อน
ในเมื่อการเตรียมการไม่สามารถช่วยอะไรได้ แถมหน่วยกล้าตายหลายกลุ่มก็ไม่ได้เกิดการสูญเสียจากจุดนี้ ทั้งกลุ่มจึงลงความเห็นกันว่าจะปล่อยผ่านไปก่อน หากมีโอกาสและได้ข้อมูลเพิ่มค่อยวิเคราะห์ในภายหลัง
น่าแปลกที่หลังจากจบเขตของรอยสลักนั้น เพียงไม่นานก็ถึงสุดขอบของทางลาดลง พวกเขาเห็นแสงเลือนรางอ่อน ๆ ปรากฏขึ้นจากไกล ๆ
อิซึมิและเพชฌฆาตกระชับอาวุธในมือมั่น ตามข้อมูล ส่วนกลางหลังจากนี้คือป่าใต้พิภพขนาดใหญ่ เป็นพื้นที่ที่อันตรายกว่าเขาวงกตด้านบนมากนัก สัตว์อสูรระดับนักสลักโทจะมีมากขึ้นหลายเท่า ยืนยันการมีตัวตนของสัตว์อสูรระดับอริยะจากข้อมูลที่นักผจญภัยระดับบุษราคัมส่งมาให้ก่อนตาย รวมถึงเรื่องของเด็กคนสุดท้ายในรอยสลักอีก
คีตาคือคนที่เห็นภาพด้านหน้าก่อนใครทั้งสิ้น หลังจากมันเห็นจึงส่งภาพให้นิทานตามมา นิทานเลิกคิ้วกับภาพที่เขาเห็นจึงยืมใช้พลังอาณาเขตด้วยตนเอง เขาอดอ้าปากน้อย ๆ ไม่ได้
ป่าแห่งนี้กว้างใหญ่จนน่ากลัว เป็นเหมือนกับว่าพื้นที่ใต้ดินส่วนหนึ่งถูกขุดทิ้งไป มีความกว้างไม่น้อยไปกว่าป่าชายเลนก่อนหน้าเลยแม้แต่น้อย ความแตกต่างคือป่าแห่งนี้อยู่ใต้พิภพโดยสมบูรณ์
ท้องฟ้าไม่อาจเห็นสิ่งใดนอกจากเพดานหินและดินทรายที่อัดแน่นจนดูแข็งแกร่ง หินเรืองแสงส่องประกายตามข้างทางอย่างสุ่ม ๆ ต้นไม้บางต้นเปล่งแสงสีฟ้าอ่อนจาง ให้ความรู้สึกน่าพิศวงและสยองขวัญไปพร้อมกัน
พืชพันธุ์ในที่นี้เป็นสีโทนดำหม่นคล้ายกับในบาราทรัม หากแต่ละต้นจะมีร่องรอยของความอึดอัดและหมองหม่น ไม่มีท่าทีของความสดชื่นหรืออบอุ่นดั่งเช่นพืชพันธุ์แม้แต่น้อย
กิ่งไม้ใบหญ้าล้วนขึ้นอย่างระเกะระกะ ตามทางและผืนดินมีแต่เถาวัลย์และพุ่มไม้หนาทึบและเถาหนามหนาแน่น ไม่มีร่องรอยของทางเดินหรือสิ่งปลูกสร้างแม้แต่น้อย
เสียงหายใจและแววตาของสัตว์อสูรในที่นี้กระจายอยู่ทั่วไป เพียงเพราะการคงอยู่ของสัตว์อสูรข้ามสายพันธุ์อันแปลกประหลาดเหล่านี้ ทำให้ความสยองขวัญของป่าใต้พิภพนี้พัฒนาขึ้นไปอีกระดับ
สัตว์อสูรไม่ค่อยปกปิดพลังกันเลย เปิดเผยตัวแบบนี้จะล่าเหยื่อกันยังไง? ไม่สิ ก่อนหน้านั้น ป่าใต้พิภพแบบนี้มันกลายเป็นระบบนิเวศด้วยตัวมันเองได้ยังไง นิทานขมวดคิ้ว
แต่ระยะตรวจจับสั้นมากเลย ถ้าไม่ใช่เพราะพวกมันไม่ปกปิดพลังนี่อาจจะกะระยะห่างไม่ได้เลยด้วยซ้ำ นิทานสังเกตว่าเมื่อเขาใช้พลังอาณาเขตในที่แห่งนี้แล้วประสิทธิภาพจะลดต่ำลงไปจนน่าใจหาย
เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของสิ่งที่แข็งแกร่งอยู่ระดับหนึ่ง เขาไม่ได้เห็นร่องรอยแต่อย่างใด แต่เพราะการกระจายตัวของสัตว์อสูรดูจะเว้นพื้นที่อาศัยที่ดีอย่างใกล้แหล่งน้ำหรือเขตถ้ำทำให้เขาพอเดาได้ว่าส่วนนั้นสมควรมีผู้ครอบครองอยู่แล้ว
น่าจะเป็นสัตว์อสูรระดับอริยะ นิทานพึมพำ
“ถ้าเราออกจากถ้ำเราจะเจอป่าทันทีครับ ผมไม่พบร่องรอยของสัตว์อสูรระดับอริยะใกล้ ๆ แต่ยังพอมีสัตว์อสูรระดับนักสลักโทอยู่บ้าง” นิทานรายงาน ยามนี้ทั้งกลุ่มเห็นทางออกอยู่เบื้องหน้าแล้ว พวกเขาสามารถเห็นทิวทัศน์นอกทางเดินได้
“คีตาถอยกลับไปประกบแนวหลังคู่กับคุณนิทานเลยครับ คุณฟาง หมิงขึ้นมาแนวกลางคู่กับคุณโฮโจและคุณเลโอ” เพชฌฆาตแปรกระบวนทัพ ในป่าเช่นนี้ที่อันตรายมาได้จากทุกทิศทาง พวกเขาจำต้องแบ่งกำลังไปรับมือทั้งหน้าและหลัง ด้านหน้ามีเขาและอิซึมิก็เพียงพอ ส่วนด้านหลังเป็นหน้าที่ของนิทาน
ทางด้านข้างนั้นพวกเขาสามารถกระจายตัวเข้ามาได้ ทั้งหมดก็เพื่อให้โฮโจและเลโอได้ใช้ความสามารถของพวกตนได้ดีที่สุด
“คุณนิทานยังไม่ต้อง เอ่อ ตบมือ อีกนะคะ ออมพลังจิตวิญญาณไว้ก่อน มีโอกาสสูงที่พวกเราจะได้สู้กับระดับอริยะค่ะ” เลโอย้ำเตือน หากเกิดการต่อสู้กับระดับอริยะขึ้นจริง นิทานต้องเป็นกำลังหลักอย่างไม่ต้องสงสัย
นิทานพยักหน้ารับ ยามนี้เขาจำเป็นต้องสงวนพลังแล้วจริง ๆ ไม่อาจใช้ประสานหัตถ์เล่น ๆ ได้อีก
“เด็กคนสุดท้ายสมควรอยู่ในจุดที่ลึกยิ่งกว่านี้ แต่เพื่อความไม่ประมาทระวังให้มากนะครับ” เพชฌฆาตกล่าว ยามนี้เขาและอิซึมิก้าวออกจากทางลาดลงแล้ว
“เด็กคนสุดท้ายสมควรเป็นระดับอริยะขั้นต้นเป็นอย่างน้อย ให้เตรียมไข่มุกอินทนิลไว้เสมอนะคะ ถ้าไม่ไหวให้ถอยทันที ยังไงพวกเราก็มาถึงป่าใต้พิภพและได้ข้อมูลใหม่เยอะแล้ว” เลโอกำชับ โฮโจพยักหน้ารับ ถือไข่มุกอินทนิลไว้ในจุดที่ใช้งานได้ง่ายที่สุด นิทานและฟาง หมิงก็เช่นกัน มีเพียงอิซึมิและเพชฌฆาตเท่านั้นที่ไม่ได้หยิบไข่มุกอินทนิลขึ้นมา
“คุณอิซึมิ คุณเพชฌฆาต?” เลโอกระตุ้น เมื่อได้ยินเสียงเลโอเรียก ทั้งสองจึงหันมามองพวกเขาอย่างงง ๆ
“ครับ?” ทั้งสองตอบ ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้ฟังที่เลโอพูดแม้แต่น้อย
“เตรียมไข่มุกอินทนิลไว้ด้วยนะคะ เป็นไปได้ว่าเด็กคนสุดท้ายอาจจะแข็งแกร่งกว่าที่คาด” เลโอถอนหายใจแล้วจึงกล่าวย้ำอีกครั้ง
ทั้งสองหันมองหน้ากันอย่างสับสน แต่ก็หยิบไข่มุกอินทนิลขึ้นมาตามที่เลโอเตือน เมื่อโฮโจและฟาง หมิงข้ามผ่านทางเดินเข้าสู่เขตป่า เพชฌฆาตจึงได้มองไข่มุกอินทนิลในมือตน
“เด็กคนสุดท้ายเหรอครับ?” เขาถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจ เขาหันไปมองอิซึมิที่มีท่าทีไม่เข้าใจเช่นกัน
นิทานและเลโอขมวดคิ้วแน่น ทั้งสองชักอาวุธในท่าทีเตรียมพร้อมอย่างรวดเร็ว นิทานและคีตาเปิดใช้พลังอาณาเขตเต็มพิกัด ตรวจจับโดยรอบ
“เด็กคนสุดท้ายที่รอยสลักค่ะ” เลโอกล่าวตอบ คทาในมือของเธอเรืองแสงจ้า เกิดเป็นข่ายพลังที่ครอบคลุมร่างของเธอและนิทานไว้ ทั้งสี่คนเห็นท่าทีเตรียมตัวของนิทานและเลโอแล้วจึงควักอาวุธตาม พวกเขาเตรียมพร้อมตามสัญชาตญาณและประสบการณ์
“รอยสลักเหรอครับ” โฮโจตอบ ในมือของเขามีธนูคู่กาย ศรแสงปรากฏขึ้นในมือ พวกเขาหันหน้าออกจับจ้องไปยังป่าใต้พิภพ เพียงเหลือบตารับฟังสิ่งที่เธอพูด
เมื่อเห็นว่าแม้แต่โฮโจและฟาง หมิงมีท่าทีแปลกไป นิทานและเลโอจึงพุ่งเข้าไปใกล้ชิดคนทั้งสี่ ให้ข่ายพลังของเลโอครอบคลุมพวกเขาหวังให้ลบล้างความผิดปกตินี้
เมื่อขาของพวกเขาและคีตาก้าวออกมาจากทางเดิน ทั้งสี่ที่เหลือก็ตั้งค่ายเตรียมพร้อมเป็นวงกลมโดยมี เลโอ โฮโจ และฟาง หมิงอยู่ตรงกลาง ที่เหลือกระจายตัวกันปกป้องรอบด้านพร้อมรับการต่อสู้
ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น มีเพียงความเงียบงันเท่านั้น พวกเขาอยู่ในท่าทีเงียบเชียบเตรียมพร้อมเช่นนั้นไปอีกหลายสิบนาที จนเมื่อมั่นใจแล้วว่าไม่มีสิ่งใด พวกเขาจึงถอนหายใจโดยพร้อมเพรียง
“ตกลงเด็กคนสุดท้ายคืออะไรครับ แล้วก่อนหน้านี้ตรวจจับอะไรได้หรือครับถึงตั้งท่าพร้อมต่อสู้ ผมสัมผัสอะไรไม่ได้เลย” เพชฌฆาตถามขึ้นในขณะที่เก็บดาบเข้าฝัก ประสาทของเขายังคงตื่นตัวจับจ้องรอบตัวอยู่เสมอ ประสบการณ์ได้หล่อหลอมให้เขาพร้อมต่อสู้ทันทีที่สหายร่วมรบมีปฏิกิริยา
การที่ตนจับสัมผัสอะไรไม่ได้มิได้หมายความว่าคนอื่นจับสัมผัสไม่ได้ และอาจเป็นเพราะไม่มีเวลาเตือน เขาจึงได้เตรียมพร้อมต่อสู้ทันที
“เด็กคนสุดท้ายเหรอคะ? แล้วเมื่อกี้ฉันพุ่งเข้ามาเพราะพวกคุณตั้งท่าต่อสู้นะคะ” เลโอถามอย่างสงสัย เธอเพียงพุ่งเข้ามาตามนิสัยของหน่วยสนับสนุนเท่านั้น
“ผมก็เตรียมตัวต่อสู้เพราะพวกคุณเตรียมพร้อมนะครับ” นิทานและคีตาเอียงคอ พวกเขาเพียงรีบเข้ามาสนับสนุนเท่านั้น
เพชฌฆาตราวกับลืมเลือนไปว่าตนพูดอะไรออกไป เขาเพียงพยักหน้ารับคำตอบเหล่านั้น โฮโจและอิซึมิไม่ได้มีท่าทีสงสัยความแปลกประหลาดของเหตุการณ์แต่อย่างใด แม้แต่ฟาง หมิงก็ยังยอมรับว่าไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น
ทั้งหมดราวกับลืมเลือนไปสิ้นว่าการที่พวกตนวิ่งออกมาเตรียมต่อสู้เช่นนี้นั้นผิดปกติเพียงไร พวกเขาเพียงพูดคุยกันเล็กน้อยเกี่ยวกับป่าใต้พิภพแห่งนี้ตามปกติ
“จนถึงตอนนี้ข้อมูลจากหน่วยกล้าตายยังตรงและถูกต้องอยู่ค่ะ แต่ป่าใต้พิภพนี้ถือเป็นข้อมูลใหม่ ระวังตัวกันด้วยนะคะ” ฟาง หมิงเอ่ยเตือน
ทุกคนพยักหน้ารับ ข้อมูลเก่าอย่างเส้นทางและกับดักนั้นยังถูกต้องเช่นเดิม พวกเขาได้ข้อมูลใหม่เพียงห้องสมุดเก่า ๆ นั่นและบันทึกน่าขนลุกในห้องสมุดเท่านั้น หลังจากนี้พวกเขาต้องลุยเองแล้ว
พวกเขาเริ่มออกเดินทางเข้าป่า อิซึมิและเพชฌฆาตคอยถางป่าอย่างคล่องแคล่ว พวกเขาเข้าสู่เขตป่ากันอย่างช้า ๆ
ไม่มีใครมีท่าทีสงสัยเรื่องก่อนหน้าเลยแม้แต่น้อย ราวกับเรื่องเกี่ยวกับรอยสลักและเด็กคนสุดท้ายถูกลบไปจากหัวโดยสมบูรณ์