บทที่ 9 จุมพิตอันเร่าร้อน
หลิวชิงใจเต้นรัวแรงยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ เขาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ปิดความประหม่าไม่มิด “ไม่จะดีกว่า... เ้าก็รู้ว่าข้าหลงใหลในตัวเ้าเพียงใด หากขยับเข้าไปใกล้กว่านี้ ข้าเกรงว่าตนเองจะอดคิดอะไรเกินเลยไปมากกว่าที่ควรจะเป็”
“ถือเป็การไถ่โทษเื่เมื่อครู่แล้วกัน อีกอย่าง... ข้าก็อ่านใจเ้ามิได้ เ้าจะคิดอะไรมันก็เื่ของเ้า” พอพูดจบ จงหลิงก็ขยับตัวเข้าไปหาหลิวชิงทันที จนร่างกายของทั้งคู่ััแนบชิดกันในความเงียบ ความรู้สึกของนางยามนี้ตกอยู่ในห้วงอารมณ์ที่บอกไม่ถูก จู่เมื่อครู่ร่างกายก็ขยับไปเองตามสัญชาตญาณ
หลิวชิงถึงกับสะงักกึก ไม่นึกเลยว่านางจะกล้าทำถึงเพียงนี้ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความใอย่างปิดไม่มิด ในขณะที่จงหลิงยังคงนอนยิ้มแย้มเหมือนมิมีอะไรเกิดขึ้น
เขาไม่อาจรู้ได้เลยว่านางเก็บความรู้สึกเก่งจนหน้าตาย หรือแท้จริงแล้วนางคิดอย่างไรกันแน่ แต่สิ่งที่หลิวชิงััได้ชัดเจนที่สุดในยามที่ร่างแนบชิดกันเช่นนี้ คือเสียงหัวใจของจงหลิงที่เริ่มเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะหลุดออกมาข้างนอกพร้อมกับรังสีความอบอุ่นจากร่างของนาง
หลิวชิงตัดสินใจรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี เอ่ยความในใจที่เก็บงำไว้ออกไป
“หากเ้าจะเก็บทุกอย่างในค่ำคืนนี้ไว้เป็ความลับ... ข้าก็มีสิ่งหนึ่งที่อยากจะทำกับเ้าเหลือเกิน หากเ้าอนุญาต”
จงหลิงนิ่งงันไปครู่หนึ่ง นางจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของหลิวชิงโดยไม่หลบสายตา
ใบหน้าของนางยามนี้ช่างดูงดงามและเปี่ยมไปด้วยความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาในสายตาของเขา จนหลิวชิงแทบจะลืมหายใจ
“แน่นอน ข้าสัญญาว่าทุกอย่างในคืนนี้จะเป็ความลับระหว่างเราเพียงสองคน” จงหลิงตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “แล้วเ้าอยากจะทำสิ่งใดกับข้าอย่างนั้นหรือ?”
หลิวชิงนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ หัวใจเต้นระรัวจนแทบคลั่งก่อนจะรวบรวมความกล้าเอ่ยออกไป “ริมฝีปากของเ้านั้นงดงามเหลือเกิน... ข้าปรารถนาอยากจะลองััมันดูสักครั้ง เ้าจะอนุญาตให้ข้าทำเช่นนั้นได้หรือไม่? หากไม่ก็เพียงแค่บอกว่าไม่ได้”
ั์ตาสีเพลิงของจงหลิงเบิกกว้างขึ้นด้วยความใ นางสูดลมหายใจเข้าลึกราวกับกำลังเรียกความกล้า ก่อนจะเอ่ยตอบเสียงแ่ “หากสิ่งนี้คือความปรารถนาของเ้ามาตลอด... ข้าก็ยอมให้เ้าทำตามใจ”
พอเห็นท่าทางกังวลของนาง หลิวชิงก็พลันได้สติ เขาข่มความ้าเอาไว้แล้วส่ายหน้าช้าๆ “ไม่ดีกว่า... หากเ้ามิได้ปรารถนาสิ่งนี้จากหัวใจ ข้าก็มิกล้าล่วงเกินริมฝีปากอันงดงามของเ้าหรอก ข้าต้องขออภัยจริงๆ ที่พูดจาไม่เข้าท่าออกไปเช่นนั้น”
“เดี๋ยวก่อน... หากข้าบอกว่าในยามนี้ ข้าเองก็้าให้เ้าทำล่ะ เ้ายังอยากจะทำอยู่อีกหรือไม่?”
พอสิ้นคำพูดนั้น จงหลิงก็เผลอกัดริมฝีปากล่างของตนเบาๆ ด้วยความประหม่า สายตาที่จ้องมองหลิวชิงสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ความรู้สึกตีกันรวนห้วงอารมณ์ของนางยามนี้ได้ถูกปลุกขึ้นมาแล้วยากที่จะหยุดได้
ทันใดนั้น หลิวชิงก็เอื้อมมือไปประคองศีรษะของจงหลิงอย่างแ่เบา ก่อนจะโน้มใบหน้าของนางเข้ามาใกล้แล้วมอบจุมพิตอันเร่าร้อนให้ในทันที
ฝ่ายจงหลิงเองก็หาได้ปฏิเสธไม่ นางน้อมรับััจากริมฝีปากของหลิวชิงและเริ่มจูบตอบโต้กลับอย่างเผ็ดร้อนพอกัน ทั้งคู่ต่างแลกเปลี่ยนลมหายใจและความรู้สึกที่อัดอั้นมาอย่างไม่มีใครยอมใครท่ามกลางความเงียบสงัดของค่ำคืนนี้
“ข้าขอ... ล่วงเกินเ้ามากกว่านี้ได้หรือไม่? อารมณ์ในใจข้ามันพลุ่งพล่านจนยากจะต้านทานแล้ว หากค่ำคืนนี้ข้าไม่ได้ทำตามที่ใจปรารถนา ข้าคงต้องรู้สึกเสียดายไปตลอดชีวิตเป็แน่”
จงหลิงที่กำลังตกอยู่ในห้วงอารมณ์อันรุนแรงพยักหน้ารับระรัว ั์ตาของนางสั่นไหวด้วยความปรารถนาที่ปิดไม่มิด “ค่ำคืนนี้... ข้าเป็ของเ้าเพียงผู้เดียว อย่าได้กังวลถึงเื่พี่ใหญ่หรือสิ่งใดอีกเลย เ้าอยากจะทำอะไรกับข้าก็ตามแต่ใจเ้าปรารถนาเถิด มิต้องขออนุญาตข้าอีกต่อไปแล้ว”
ทันทีที่สิ้นคำพูด จงหลิงพลันโคจรพลังไปที่ฝ่ามือ นางวาดมือไปมาในอากาศอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้น ค่ายกลแสงขนาดมหึมาก็พุ่งทะยานขึ้นจากพื้นดิน โอบล้อมรอบบริเวณที่พวกเขาทั้งสองนอนอยู่เอาไว้ในทันที
“ค่ายกลนี้ตัดขาดเสียงและสายตาจากโลกภายนอกจนสิ้น เหลือเพียงพื้นที่ส่วนตัวที่เงียบสงัดและปลอดภัยสำหรับพวกเขาเพียงสองคนเท่านั้น แม้แต่ระดับจักรพรรดิเซียนก็มิอาจััถึงกลิ่นอายภายในค่ายกลนี้ได้” จงหลิงเอ่ยยืนยันถึงความแข็งแกร่งของม่านพลังที่นางสร้างขึ้น
เมื่อสิ้นความกังวล หลิวชิงก็ไม่รีรออีกต่อไป เขาขยับกายขึ้นคร่อมร่างของนางไว้ทันที ฝ่ามือหนาค่อยๆ แหวกสาบเสื้ออาภรณ์สีเพลิงให้พ้นจากเรือนร่างอรชร จนผิวเนียนละเอียดไร้สิ่งใดปกปิดปรากฏแก่สายตา ก่อนจะโน้มกายลงไปมอบจุมพิตที่เร่าร้อนและโหยหาให้แก่นางอีกคราหนึ่ง