ยามรุ่งสางของเมืองชิงเยวี่ยยังมาไม่ถึงเต็มที่ท้องฟ้าฝั่งตะวันออกเพิ่งมีแถบสีเงินจาง ๆ พาดขึ้นเหนือแนวกำแพงเมืองสายหมอกบางลอยคลุมเรือนหลังคาเตี้ยสูงสลับกันไปทั่วทั้งเมืองเสียงระฆังยามเช้าจากหอรักษาการณ์ดังมาแต่ไกลแ่เบาแต่กังวานชัดพอจะปลุกผู้คนจำนวนมากให้เริ่มขยับตัวเข้าสู่วันใหม่
ภายในเรือนเล็กด้านหลังตระกูลเยี่ยตะเกียงที่จุดค้างไว้ตลอดคืนยังเหลือเปลวเล็กริบหรี่
เยี่ยเฉินหานนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงไม้เช่นเดิม
ลมหายใจของเขาไม่ยาวไม่สั้นทว่าเต็มไปด้วยจังหวะเฉพาะที่แปลกประหลาด ราวกับทุกครั้งที่สูดเข้ากับปล่อยออก ล้วนมีแรงบางอย่างหมุนเวียนไปตามร่างกายอย่างสม่ำเสมอใต้ิัที่เคยซีดขาวนั้นบัดนี้มีสีเืฝาดบาง ๆ แทรกขึ้นมาแล้วแม้ยังมองไม่ออกหากไม่สังเกตใกล้ ๆ แต่สำหรับเขา การเปลี่ยนแปลงนี้ชัดเจนมาก
กระบวนหลอมโลหิตของชีพจรเทพยดากายาเทพ์ก้าวหน้าเร็วกว่าที่เขาคาดไว้เล็กน้อย
สาเหตุไม่ใช่เพราะสมุนไพรในแดนระดับต่ำดีเลิศอะไรนัก
แต่เพราะร่างนี้ถูกพิษกัดกินมานานจนเหมือนภาชนะที่แตกร้าวไปเกือบหมดเมื่อเขาถอนพิษออกและเริ่มหลอมใหม่ ทุกอย่างจึงค่อย ๆ ตอบสนองเร็วอย่างประหลาดราวกับกระดูก เื เนื้อหนัง และเส้นชีพจรทั้งร่างกำลังกระหายการเปลี่ยนแปลงมาหลายปี
ทว่าแม้ทุกอย่างจะเดินหน้าได้ดีเพียงใดเยี่ยเฉินหานกลับไม่รู้สึกผ่อนคลายเลยแม้แต่น้อย
เพราะเมื่อคืนระหว่างที่เขากลืนโอสถชำระเส้นลมปราณและหมุนเคล็ดวิชาเข้าสู่ชั้นลึก เขาก็พบ“กำแพง” แห่งหนึ่งแล้ว
กำแพงนั้นไม่ใช่จุดอุดตันตามธรรมดา
ไม่ใช่เพียงชีพจรถูกพิษกัดกร่อน
แต่มันคือเงื่อนไขสำคัญของวิชาชีพจรเทพยดากายาเทพ์
หาก้าเปิดชีพจรทั้งหมดห้าสิบสี่จุดให้กลายเป็“ชีพจรเทพยดา” อย่างแท้จริงจนร่างกายและตันเถียนแปรสภาพสมบูรณ์จนสามารถฝึกปราณและวิชายุทธ์ได้ก้าวะโนั้นสิ่งที่ขาดไม่ได้อย่างหนึ่งก็คือ
แก่นพลังของสัตว์อสูรระดับสูง
ไม่ใช่เื
ไม่ใช่กระดูก
ไม่ใช่หนังหรือเขี้ยว
แต่เป็แก่นพลังจริง ๆ
แก่นพลังที่ผ่านการสั่งสมพลังฟ้าดินอยู่ภายในร่างของสัตว์อสูรมานานพอจะดึงมาใช้เป็ตัวจุดประกายและชำระชีพจรทั้งห้าสิบสี่จุดในคราวเดียว
เมื่อคืนเขาทบทวนคัมภีร์ในความทรงจำจนแน่ชัดแล้ว
หากไม่มีแก่นพลังนี้
เขาย่อมยังเดินวิชาต่อได้ แต่จะช้าลงมากช้าพอให้เสียโอกาสครั้งสำคัญที่กำลังจะมาถึง
เยี่ยเฉินหานค่อย ๆลืมตาขึ้น
แสงเงินยามรุ่งยังไม่ส่องเข้าห้องเต็มที่แต่ในดวงตาคู่นั้นกลับมีแสงคมลึกวาบขึ้นชัดเจน
“ยังเหลือเวลาไม่มาก”
เขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
ขณะนั้นเองเสียงเคาะประตูเบา ๆ ก็ดังขึ้นสองครั้ง
“คุณชาย...ข้าเข้ามาได้หรือไม่เ้าคะ”
“เข้ามา”
เสี่ยวอวี้ผลักประตูเข้ามาช้าๆ นางสวมผ้าคลุมสีเข้มปกปิดร่างตามที่เขาสั่ง เหลือเพียงดวงตาคู่งามที่เปิดเผยอยู่เหนือผ้าบางสีหม่นเมื่อผ่านการชะล้างกายและปรับโลหิตมาหลายวันติดกันแม้รูปโฉมแท้จริงยังไม่ถูกเผยออกแต่เพียงมองจากดวงตาและผิวเนียนละเอียดตรงหน้าผากที่โผล่พ้น
เงาผ้าเล็กน้อยก็เพียงพอให้คนที่มองเห็นต้องหยุดสายตา
ต่อให้คนในตระกูลยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่ความเปลี่ยนแปลงนี้ก็ใหญ่เกินกว่าจะปล่อยโดยไม่ปิดบัง
เสี่ยวอวี้ถือถาดไม้ใบหนึ่งเข้ามาบนถาดมีข้าวต้มร้อน ถ้วยยา และกระดาษแผ่นหนึ่ง
“มีอะไร”เยี่ยเฉินหานถาม
เด็กสาววางถาดลงอย่างระมัดระวังก่อนยื่นกระดาษแผ่นนั้นให้เขา
“เมื่อเช้าข้าแอบได้ยินคนจากเรือนใหญ่คุยกันเ้าค่ะพวกเขาประกาศเื่การทดสอบภายในตระกูลแล้ว”
เยี่ยเฉินหานรับกระดาษมาเปิดดู
ตัวหนังสือไม่มากนักแต่ใจความชัดเจน
อีกสองเดือนข้างหน้าตระกูลเยี่ยจะจัดการทดสอบระดับปราณและคัดเลือกอัจฉริยะอายุไม่เกินยี่สิบปีเพื่อส่งเป็ตัวแทนเข้าร่วม “การประลองร้อยตระกูลของเมืองชิงเยวี่ย”ซึ่งจะจัดขึ้นหลังจากนั้นอีกหนึ่งเดือน
และสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการประลองร้อยตระกูลคือในวันนั้น สำนักใหญ่ที่มีชื่อเสียงแนวหน้าหลายสำนักของเมืองจะส่งผู้แทนมาสังเกตการณ์และเลือกศิษย์ด้วยตนเอง
เยี่ยเฉินหานอ่านซ้ำอีกครั้งช้าๆ
เส้นเืใต้ข้อมือของเขากระตุกเพียงนิด
อีกสองเดือน
หากเขายังติดอยู่กับร่างอ่อนแอและปราณที่เพิ่งตั้งไข่ต่อไปเขาย่อมหมดสิทธิ์ทุกอย่าง
แต่หากเปิดชีพจรเทพยดาได้สำเร็จ
อีกสองเดือนก็อาจมากพอให้เขาแซงหน้าคนทั้งตระกูลจนทิ้งไม่เห็นฝุ่น
เขาวางกระดาษลงช้า ๆดวงตานิ่งลึกลงกว่าเดิม
โอกาสนี้เขาไม่มีทางปล่อย
การจะโตในตระกูลเยี่ยต่อไปนั้นไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากทำให้ตัวเองถูกฉุดรั้ง ทรัพยากรที่ได้ต่อเดือนมีน้อยนิดคนในตระกูลมากมายอยากให้เขาตาย และต่อให้วันหนึ่งเขาเปิดเผยพร์จริง คนพวกนี้ก็ย่อมคิดแต่จะใช้เขาไม่ได้คิดจะผลักดันอย่างจริงใจ
ถ้าจะพุ่งทะยานขึ้นไปให้เร็วที่สุดเขาต้องออกไปจากที่นี่
และทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้ก็คือ
การใช้เวทีร้อยตระกูลเป็บันได
ใช้การคัดเลือกเข้าสำนักเป็ประตู
แล้วก้าวออกจากตระกูลนี้ด้วยฝีมือของตนเอง
แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้นเขาต้องทำสามอย่างให้สำเร็จ
หนึ่งเปิดชีพจรทั้งห้าสิบสี่จุดให้เป็ชีพจรเทพยดา
สอง เริ่มฝึกปราณอย่างจริงจัง
สาม ฝึกวิชายุทธ์ขั้นต้นให้ก้าวหน้าเร็วพอจะสยบอัจฉริยะร่วมรุ่นได้
เยี่ยเฉินหานค่อย ๆเงยหน้าขึ้นมองเสี่ยวอวี้
“เ้ารู้ไหมว่าในูเารอบเมืองสัตว์อสูรระดับใดที่มีแก่นพลังแล้ว”
เสี่ยวอวี้ชะงัก“แก่นพลังอสูร...หรือเ้าคะ”
“อืม”
เด็กสาวนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนตอบอย่างระมัดระวัง “ข้าเคยได้ยินจากคนงานเก็บสมุนไพรว่าในเทือกเขาหยุนหมางทางเหนือของเมือง หากลึกเข้าไปเกินเขตชั้นนอก จะมีสัตว์อสูรระดับสูงอยู่บ้างเ้าค่ะบางครั้งคนล่าสัตว์เก่ง ๆ ยังไม่กล้าเข้าไปลึก”
เยี่ยเฉินหานพยักหน้า
เทือกเขาหยุนหมาง...
เขาจำข้อมูลนี้ได้เลือน ๆจากความทรงจำของร่างเดิมเช่นกันปกติคนในเมืองจะเข้าไปเก็บสมุนไพรเฉพาะเขตชั้นนอกเท่านั้นส่วนเขตลึกกว่านั้นมีสัตว์อสูรหลายชนิดอาศัยอยู่ บางตัวดุร้าย บางตัวเ้าเล่ห์และที่สำคัญคือมีโอกาสเกิดแก่นพลังได้แล้ว
สำหรับคนในเมืองชิงเยวี่ยการเข้าไปล่าแก่นพลังสัตว์อสูรระดับสูงเป็เื่อันตรายอย่างยิ่ง
แต่สำหรับเขา...มันเป็สิ่งจำเป็
เสี่ยวอวี้เห็นแววตาของเขาก็รู้ได้ทันทีว่าเขาคิดอะไรอยู่
“คุณชาย...ท่านจะเข้าเขาหรือเ้าคะ”
“ใช่”
เด็กสาวเม้มปากแน่น
นางไม่ได้ถามว่าอันตรายหรือไม่เพราะรู้ดีว่าคำตอบย่อมเป็ “อันตรายแน่” แต่ในเวลาเดียวกันนางก็รู้ว่าหากเขาตัดสินใจแล้ว คำห้ามใดย่อมไร้ค่า
เยี่ยเฉินหานกล่าวต่อช้าๆ “หากไม่มีแก่นพลังอสูร วิชาของข้าจะเปิดได้ไม่สุดชีพจรทั้งห้าสิบสี่จุดจะยังไม่เปิดครบ ต่อให้มีเวลาอีกสองเดือน ผลก็ยังไม่ดีพอ”
เขาหยุดเล็กน้อย
“และข้าไม่คิดจะรอให้คนในตระกูลตัดสินชะตาข้าอีกต่อไป”
เสี่ยวอวี้หายใจเข้าเบา ๆใต้ผ้าคลุม นางมองเขาอย่างแน่วแน่ขึ้นทีละน้อย
“ถ้าเช่นนั้นข้าไปด้วย”
เยี่ยเฉินหานมองนางนิ่ง
“เ้ารู้หรือไม่ว่าเขตลึกของเทือกเขาหยุนหมางอันตรายกว่าตระกูลนี้หลายเท่า”
“ข้ารู้เ้าค่ะ”นางตอบทันที “แต่หากท่านไปคนเดียว ข้าจะยิ่งไม่อาจวางใจ”
ดวงตาของเด็กสาวเื้ัผ้าคลุมสั่นเล็กน้อยแต่มั่นคง
“อีกอย่าง...ท่านเริ่มสอนวิชาให้ข้าแล้วหากข้าไม่ไป ตอนต่อไปจะเรียนรู้ได้อย่างไรเล่า”
มุมปากของเยี่ยเฉินหานขยับน้อยๆ คล้ายยิ้ม
เด็กสาวคนนี้แม้จะยังอ่อนแอ แต่หัวใจกลับไม่เล็กเลย
เขาเงียบไปสองลมหายใจก่อนพยักหน้า
“ได้เ้าจะไปด้วย”
เสี่ยวอวี้เหมือนจะถอนหายใจด้วยความโล่งอกแต่ยังไม่ทันยิ้ม เขาก็พูดต่อ
“แต่ั้แ่วันนี้จนถึงวันออกเดินทางเ้าต้องฝึกหนักเป็สองเท่า”
รอยยิ้มเล็ก ๆของนางพลันดับวูบ ก่อนรีบตอบอย่างจริงจัง “เ้าค่ะ!”
เยี่ยเฉินหานหยิบกระดาษอีกแผ่นขึ้นมาเขียนรายการของที่ต้องเตรียมอย่างรวดเร็ว
ยาแก้พิษ
โอสถฟื้นกำลัง
ผงไล่สัตว์อสูรบางชนิด
มีดสั้น
เชือก
เข็มเงิน
ขวดเก็บแก่นพลัง
ผ้าคลุมสำรอง
อาหารแห้ง
จากนั้นเขาก็เขียนชื่อสมุนไพรอีกชุดหนึ่งเพิ่ม
“วันนี้ข้าจะออกไปเมฆาเขียวอีกรอบแล้วถามข่าวเกี่ยวกับแก่นพลังอสูร หากโชคดีพอ บางทีอาจมีคนเอามาปล่อยประมูล”
เสี่ยวอวี้พยักหน้า
“ส่วนเ้ากลับไปที่ลานฝึกเล็กด้านหลังเหมือนเดิมฝึกท่าที่ข้าสอนเมื่อวานให้ครบหนึ่งร้อยรอบ”
นางรับคำทันทีแล้วรีบหยิบถ้วยยาไปดื่มโดยไม่ต้องให้เขาเตือนอีก
ตลอดหลายวันที่ผ่านมาการผลัดเปลี่ยนร่างกายของเสี่ยวอวี้เดินหน้าเร็วอย่างน่าพอใจผิวพรรณนางยิ่งขาวละเอียด โลหิตดีขึ้นจนดวงตากระจ่างใสกว่าเดิมมากร่างกายเบาและคล่องกว่าเก่าวิชาที่เขาถ่ายทอดให้เพียงไม่กี่ท่ากลับซึมเข้าไปในร่างของนางอย่างเป็ธรรมชาติ
หากปั้นต่ออีกระยะ
เด็กสาวที่คนทั้งตระกูลดูแคลนผู้นี้
จะค่อย ๆ เปลี่ยนไปจนไม่มีใครจดจำได้
ทว่าเื่นั้นยังไม่ใช่สิ่งที่เร่งที่สุด
สิ่งเร่งที่สุดในตอนนี้คือการเปิดชีพจรเทพยดาให้สำเร็จ
หลังจากเตรียมตัวเรียบร้อยเยี่ยเฉินหานก็ปลอมตัวอีกครั้งเช่นเดิม ผ้าคลุมสีหม่น หน้ากากไม้เรียบและผงสมุนไพรเปลี่ยนสีผิว ทุกอย่างแเีขึ้นกว่าเดิมเพราะเขาปรับรายละเอียดระหว่างทางมาหลายครั้งแล้ว
สำนักประมูลเมฆาเขียวยังคงคึกคักเช่นเดิมแต่คราวนี้เมื่อเขาไปถึง ผู้ดูแลหญิงชุดเขียวไม่ได้พาไปห้องรับรองตามขั้นตอนก่อนหากเชิญตรงขึ้นไปชั้นสองทันที
ห้องบนสุดของปีกตะวันออกเงียบกว่าด้านล่างมากและเมื่อผลักประตูเข้าไป เยี่ยเฉินหานก็พบฉีจวินนั่งรออยู่ก่อนแล้วพร้อมชายอีกคนหนึ่งที่ไม่เคยพบมาก่อน
ชายผู้นั้นวัยประมาณสี่สิบสวมชุดน้ำเงินเข้ม ปลายนิ้วสะอาดเรียวยาว บ่งชี้ว่าไม่ใช่คนใช้แรงแต่ก็มีแรงกดดันบางอย่างในร่างที่ทำให้รู้ว่าไม่ใช่พ่อค้าธรรมดาแน่
ฉีจวินลุกขึ้นทันที“ท่านมาได้พอดี”
เยี่ยเฉินหานไม่ได้ตอบรับอย่างเป็กันเองนักเพียงมองชายแปลกหน้าเงียบ ๆ
ฉีจวินจึงอธิบายอย่างระมัดระวัง“ผู้นี้คือรองผู้ดูแลใหญ่ของเมฆาเขียวสาขาเมืองชิงเยวี่ย นามหานอวี้เขาอยากพบผู้ปรุงโอสถของเรา...อา ไม่สิ ของท่าน”
คำว่า “ของเรา”ที่หลุดออกมากลางประโยคถูกแก้อย่างรวดเร็ว แต่อีกฝ่ายย่อมตั้งใจพูดอยู่บ้างชัดเจน
เยี่ยเฉินหานไม่ถือสาเขาเพียงนั่งลงตรงข้ามแล้วเอ่ยสั้น ๆ
“ว่ามา”
หานอวี้หัวเราะเบา ๆ“ท่านพูดตรงดี”
น้ำเสียงเขานุ่มนวลแต่แฝงการประเมินไม่มิด “เรา้าถามเพียงเล็กน้อย ท่านมีโอสถระดับใดขายได้อีก”
เยี่ยเฉินหานตอบโดยไม่ลังเล“ถ้ามีวัตถุดิบพอ ข้าย่อมปรุงได้มากกว่าที่ปล่อยออกไปตอนนี้”
ฉีจวินกับหานอวี้สบตากันวูบหนึ่ง
หานอวี้ถามต่อ“มากกว่าระดับกลางด้วยหรือ”
เยี่ยเฉินหานนิ่งไปเพียงชั่วลมหายใจก่อนกล่าวเรียบ ๆ “คำถามนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบ ไม่ได้ขึ้นกับข้า”
คำตอบนั้นทั้งไม่ปฏิเสธและไม่เปิดเผยเกินไปแต่กลับทำให้คนฟังสองคนยิ่งหนักใจมากกว่าเดิม
ถ้าบุรุษลึกลับผู้นี้พูดจริง
นั่นหมายความว่าความสามารถด้านโอสถของเขาอาจเกินระดับเมืองชิงเยวี่ยไปมากแล้ว
หานอวี้ไม่ถามลึกกว่านั้นเขาเปลี่ยนเื่ทันที “วันนี้มีของบางอย่างเข้ามาในหอประมูลเราคิดว่าท่านอาจสนใจ”
เขาส่งกล่องหยกใบเล็กมาให้
เยี่ยเฉินหานเปิดดู
ภายในเป็แก่นพลังสีแดงคล้ำขนาดเท่าปลายนิ้วหัวแม่มือกลิ่นร้อนรุนแรงแผ่ขึ้นในทันที
แก่นพลังอสูรระดับสูงจริง
แม้พลังยังไม่บริสุทธิ์มากพอสำหรับใช้เปิดชีพจรเทพยดาทั้งห้าสิบสี่จุดในคราวเดียว
แต่ก็พอเป็ก้าวแรกที่ยอดเยี่ยม
เยี่ยเฉินหานปิดฝากล่องช้าๆ
“มาจากไหน”
“นักล่าอิสระสามคนเข้าไปลึกถึงเขตกลางของเทือกเขาหยุนหมางแล้วตายไปสอง เหลือหนึ่งคนหอบของกลับมาได้” หานอวี้ตอบ“เขาเดิมตั้งใจจะเอามาประมูลใหญ่ แต่ข้าคิดว่าของแบบนี้อาจตรงกับสิ่งที่ท่านเคยถามหาก่อนหน้านี้”
เยี่ยเฉินหานแววตาไหวเพียงน้อย
เขาเคยถามฉีจวินไว้จริงว่าหากมีข่าวแก่นพลังอสูรระดับสูงให้กันไว้ก่อนนึกไม่ถึงว่าเมฆาเขียวจะทำได้ไวขนาดนี้
หานอวี้มองปฏิกิริยาของเขาแล้วค่อยยิ้ม“หากท่าน้า เราสามารถขายให้โดยไม่ผ่านรอบประมูล แต่...”
เยี่ยเฉินหานมองขึ้น
“แต่สิ่งที่เรา้าคือความร่วมมือยาวๆ”
ในที่สุดหอประมูลก็เปิดหน้าไพ่ใบนี้ออกมา
พวกมัน้าผูกเขาไว้
ไม่ใช่ด้วยกำลัง
แต่ด้วยผลประโยชน์
เยี่ยเฉินหานไม่ได้เกลียดการคุยกับคนเช่นนี้ตรงกันข้าม เขากลับชอบเสียด้วยซ้ำ เพราะคนที่รู้จักแสวงหาประโยชน์อย่างเปิดเผยมักรับมือได้ง่ายกว่าพวกทำดีซ่อนมีดอยู่ในอก
“ข้าร่วมมือกับคนที่มีค่าพอ”เขาตอบเรียบ ๆ “ถ้าเมฆาเขียวมีสิ่งที่ข้า้า ข้าย่อมให้สิ่งที่พวกเ้า้าได้เช่นกัน”
หานอวี้แย้มยิ้มช้า ๆ“เป็คำตอบที่ดี”
จากนั้นการซื้อขายจึงจบลงอย่างรวดเร็วเยี่ยเฉินหานยอมจ่ายโอสถสองขวดกับเงินทองส่วนหนึ่งเพื่อแลกแก่นพลังอสูรแดงคล้ำก้อนนั้นมาอยู่ในมือ
แม้มันยังไม่พอ
แต่ก็ทำให้เขามั่นใจยิ่งขึ้น
อย่างน้อย สิ่งที่้าก็มีจริงในโลกต่ำแห่งนี้
หากหอประมูลมีได้หนึ่งก้อน
เทือกเขาหยุนหมางย่อมมีอีก
เมื่อออกจากเมฆาเขียวในวันนั้นเยี่ยเฉินหานไม่ได้กลับตระกูลทันที เขาเลี้ยวเข้าตลาดอาวุธซื้อมีดสั้นบางเบาสองเล่ม หนึ่งเล่มสำหรับตนเอง อีกเล่มสำหรับเสี่ยวอวี้จากนั้นจึงไปซื้อรองเท้าหนังอ่อนสำหรับเดินป่า เชือก ขวดยาและห่อผงไล่แมลงพิษเพิ่มเติม
ทุกอย่างกำลังมุ่งไปสู่สิ่งเดียวกัน
เทือกเขาหยุนหมาง
พอกลับถึงเรือนเล็กเขาก็นำแก่นพลังอสูรออกมาวางกลางโต๊ะเสี่ยวอวี้ที่เห็นเพียงแวบเดียวก็รับรู้ได้ทันทีว่าของสิ่งนี้แตกต่างจากสมุนไพรทุกอย่างที่เคยจับต้องมากลิ่นพลังอันร้อนเข้มจนแม้แต่คนไม่มีปราณอย่างนางยังรู้สึกได้
“นี่คือแก่นพลังหรือเ้าคะ”
“อืม”
เยี่ยเฉินหานนั่งลงมองก้อนพลังสีแดงคล้ำอยู่นาน ก่อนกล่าวต่ออย่างช้า ๆ
“แต่มันยังไม่พอ”
เสี่ยวอวี้เงียบรอฟัง
“หากข้าใช้ก้อนนี้ตอนนี้มันอาจช่วยเปิดชีพจรได้บางส่วน แต่ไม่ถึงกับทำให้ทั้งห้าสิบสี่จุดทะลวงพร้อมกัน”
เขาเงยหน้าขึ้นสายตานิ่งสนิท
“ข้า้ามากกว่านี้”
“อย่างน้อยหนึ่งก้อนที่บริสุทธิ์กว่านี้หรือไม่ก็อีกสองก้อนในระดับใกล้กัน”
เด็กสาวเม้มปากเบา ๆ “เช่นนั้น...ท่านคิดจะเข้าเขาเมื่อไร”
“อีกไม่เกินสามวัน”
เสี่ยวอวี้สูดลมหายใจลึกหนึ่งครั้งแล้วพยักหน้าโดยไม่ถามอะไรฟุ่มเฟือยอีก
เยี่ยเฉินหานเห็นดังนั้นจึงหยิบมีดสั้นอีกเล่มขึ้นวางตรงหน้านาง
“ั้แ่คืนนี้เริ่มฝึกกับของจริง”
ดวงตาเสี่ยวอวี้เบิกกว้างเล็กน้อยก่อนมือจะค่อย ๆ รับมีดนั้นมาอย่างระมัดระวัง
ใบมีดบางเย็นเฉียบสะท้อนแสงตะเกียงเป็เส้นคมสว่างนางจับมันแล้วรู้สึกได้ทันทีว่าไม่เหมือนถือไม้ฝึกอีกต่อไป น้ำหนัก ความเย็นและความคมของมันทำให้หัวใจนางเต้นแรง
เยี่ยเฉินหานลุกขึ้นเดินไปยืนข้างหลังนาง จากนั้นใช้มือหนึ่งจับข้อมือนางเบา ๆ ปรับมุมมีดให้ถูกต้อง
“วิชาของเ้าไม่ใช่สู้ตรงๆ”
น้ำเสียงเขาต่ำและชัด
“คนที่กำลังกายอ่อนกว่าผู้อื่นหากไปปะทะซึ่งหน้า ย่อมมีแต่ตาย”
“แต่ถ้าเร็วพอเงียบพอ และคมพอ แม้ศัตรูแข็งกว่าก็ยังล้มได้”
ลมหายใจของเขาอยู่ใกล้มากจนเสี่ยวอวี้หน้าแดงอยู่ใต้ผ้าคลุมนางพยายามตั้งสติอยู่หลายครั้งกว่าจะตอบเบา ๆ ได้
“เ้าค่ะ...”
เยี่ยเฉินหานไม่ได้สังเกตอาการนั้นเขาปรับข้อมือนางให้หมุนอีกมุมหนึ่งแล้วสาธิตการแทงสั้น การตัดเส้นเอ็น การหลบหลีกและการขยับเท้าที่เล็กที่สุดแต่ช่วยเอาชีวิตรอดได้มากที่สุด
วิชาที่เขาสอนดูเรียบง่ายไม่มีท่าฟุ่มเฟือย ไม่มีลีลาสวยงาม
แต่ทุกอย่างล้วนตรงไปยังจุดตายและทางรอดอย่างแม่นยำ
เสี่ยวอวี้เรียนรู้เร็วเกินคาดมาก
นางอาจไม่เข้าใจหลักลึกซึ้งทั้งหมด
แต่นางมีสองสิ่งที่คนจำนวนมากไม่มี
หนึ่ง ความตั้งใจจริง
สอง ความเชื่อใจเขาอย่างไม่ลังเล
ดังนั้นทุกท่าที่เขาสอนนางจึงพยายามทำตามจนสุดกำลังโดยไม่ถามให้มากความ
ฝึกอยู่เช่นนั้นจนดึกดื่นเยี่ยเฉินหานจึงให้หยุดพัก เขาเองกลับยังไม่หยุดแต่หันไปเริ่มผสานแก่นพลังอสูรแดงคล้ำกับสมุนไพรบางส่วนเป็ของเหลวเข้มข้นสำหรับเตรียมเปิดชีพจร
คืนนี้เขายังไม่ใช้มัน
เพราะต้องรอให้ได้มากพอก่อน
แต่เพียงการทดลองผสานเขาก็ยืนยันได้แน่ชัดแล้วว่าแก่นพลังอสูรเป็กุญแจจริง
เมื่อทุกอย่างสงบลงในยามดึกเสี่ยวอวี้ก็เข้านอนในมุมห้องเช่นเดิม ส่วนเยี่ยเฉินหานนั่งขัดสมาธิบนเตียงหลับตาและเริ่มหมุนวิชาชีพจรเทพยดากายาเทพ์ต่อเนื่องอีกครั้ง
ปราณเส้นแรกที่เพิ่งก่อตัวในร่างหมุนวนอย่างเชื่องช้ากว่าเดิมมากแต่อัดแน่นและบริสุทธิ์กว่าปราณของผู้ฝึกทั่วไปหลายเท่าเพราะมันไหลเวียนอยู่บนฐานกายาที่กำลังถูกหลอมเปลี่ยน ไม่ใช่บนร่างคนธรรมดา
เขาค่อย ๆนำมันไหลไปตามเส้นลมปราณส่วนต้น
แตะจุดชีพจรใหม่ทีละจุด
แล้วหยุด
ไม่ฝืน
ไม่หุนหัน
แต่สิ่งที่ทำให้มุมปากเขาค่อยๆ ยกขึ้น คือเพียงไม่กี่ชั่วยามที่ผ่านมา การหมุนปราณกลับเร็วขึ้นมากอย่างชัดเจน
นี่คือผลของกายาเทพ์
เมื่อเปิดเต็มที่แล้ว ต่อให้วิชาปราณใดในโลกเขาย่อมฝึกได้เร็วเหนือคนทั่วไปหลายเท่า
เยี่ยเฉินหานลืมตาขึ้นอีกครั้งในที่สุด
แสงตะเกียงส่องสะท้อนดวงตาคมคู่นั้นดุจคมกระบี่ซ่อนอยู่ในเงามืด
อีกหนึ่งเดือนก่อนการทดสอบภายในตระกูล
อีกหนึ่งเดือนถัดไปก่อนการประลองร้อยตระกูล
อีกสองเดือนต่อจากนี้ โลกใบเล็กของเมืองชิงเยวี่ยจะเริ่มเปลี่ยน
เขาไม่จำเป็ต้องรีบวิ่งไปะโบอกใคร
ไม่จำเป็ต้องพิสูจน์อะไรด้วยปาก
สิ่งที่ต้องทำมีเพียงก้าวให้เร็วขึ้น
ลึกขึ้น
แหลมคมขึ้น
แล้วเมื่อถึงวันนั้น
พวกคนที่หัวเราะเยาะเขาอยู่ทุกวัน
จะได้รู้เองว่าเสียงหัวเราะของตนมีราคาต้องจ่ายมากเพียงใด
ลมยามดึกพัดผ่านช่องหน้าต่างไม้อีกครั้ง
บนโต๊ะกล่องหยกที่เก็บแก่นพลังอสูรสีแดงคล้ำวางนิ่งอยู่ใต้แสงตะเกียง
ข้างกันนั้นมีมีดสั้นสองเล่ม
ผ้าคลุมสีเข้มหนึ่งผืน
ขวดยาอีกหลายใบ
และรายชื่อสมุนไพรกับสิ่งของที่ยังต้องหาเพิ่มอีกยาวเหยียด
ทุกอย่างกำลังบอกเพียงเื่เดียวกัน
เวลานับจากนี้
จะไม่มีวันเดินช้าอีกแล้ว