ตอนที่ 10
เมื่อนำทางชายชราเสร็จ ทั้งสองจึงเดินกางร่มมุ่งหน้าไปยังป้ายรถเมล์เพื่อเดินทางกลับสำนักงานท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมาคละเคล้าด้วยกลิ่นหอมของกาแฟอุ่นๆ ที่ลอยมาจากคาเฟ่ข้างทาง
“หวังว่าเขาจะไปเจอคนรักที่แท่นตัดสินชะตานะ” แม้จะขนลุกนิดหน่อยกับท่าทีของชายชราที่อยู่ในห้วงปรารถนา แต่แซ็กก็อดจะเอ่ยอย่างเวทนาคนที่เสียคนรักไปไม่ได้
“คนรักของเขาน่าจะตายไปนานแล้ว ป่านนี้คงจะไปเกิดก่อนเขาแล้วล่ะ” อีวานเอ่ยข้อเท็จจริงนี้ออกมาโดยไม่คิดอะไร ขณะที่ในหัวของเขาก็เอาแต่คิดถึงกาแฟยามเช้าของวันที่เขาพลาดไป
อาจเป็เพราะดวงิญญาส่งสัญญาณมาแต่เช้ากระมัง พวกเขาจึงรีบออกมาทำให้ยังไม่ได้กินมื้อเช้ากันทั้งคู่
“ตามหลักการแล้วมันไม่ใช่แบบนั้น” แซ็กมุ่นคิ้วเล็กน้อยพลางเอ่ยหลักการของแท่นตัดสินิญญาขึ้นมาด้วยสุ้มเสียงอันจริงจังในแบบที่นานๆ ทีอีวานจะได้ยินสักครั้ง
“นายหมายความว่าไง?” อีวานหันมาเอ่ยถามแซ็กด้วยสุ้มเสียงที่เชิดสูงขึ้นนิดหน่อยอย่างไม่เข้าใจ
สองสัปดาห์มานี้อีวานยอมรับว่า ยังมีหลายอย่างที่เขาต้องเรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตหลังความตายอีกมาก หากจะเอ่ยถามว่า ทำไมเขาถึงไม่รู้หลักการที่แซ็กกล่าวถึงพวกนั้น อาจเป็เพราะมันอยู่ในหน้าที่ขาดไปของคู่มือเก่าๆ ที่วางอยู่บนชั้นหนังสือในห้องกระมัง
“ไม่มีอะไรหรอก เอาเป็ว่าเขาได้เจอคนรักแน่นอน” แซ็กยักไหล่พลางขยิบตาแล้วเอ่ยกับอีวานด้วยท่าทางกวนๆ ราวกับว่าเขากำลังปิดบังอะไรบางอย่างอยู่เหมือนเดิม
อีวานได้แต่กลอกตาหนึ่งทีให้กับท่าทางกวนประสาทของแซ็ก ด้วยความที่ว่า พวกเขาอยู่ด้วยกันเกือบยี่สิบสี่ชั่วโมงทุกวัน สุดท้ายชายหนุ่มจึงเริ่มชินชากับความกวนเส้นอันไร้ซึ่งพิษภัยของแซ็กไปโดยปริยาย
เมื่อกลับมาถึงมิติกึ่งกลางใน่เย็นของวัน ทั้งสองก็ล้มตัวลงไปนอนอย่างหมดแรง หลังจากหลับไปได้ราวตื่นหนึ่ง อีวานที่นอนอยู่บนโซฟาก็ถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงคำรามที่ดังมาจากกระเพาะของแซ็ก พาให้ชายหนุ่มต้องยกมือขึ้นมาลูบท้องตัวเองที่เริ่มส่งเสียงร้องประท้วงแล้วเหมือนกัน
ด้วยเหตุนี้เองพวกเขาจึงตัดสินใจไปกินมื้อค่ำกันที่ร้านครัวของบ๊อบบี้ ซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็ร้านประจำของพวกเขาไปแล้ว
“เมื่อไหร่นายจะเลิกมากินฟรีสักทีฮะ มาร์แชล?!” แซ็กหันมาบ่นมาร์แชลที่แวะมาฝากท้องกับพวกเขาอยู่เป็ประจำ ซึ่งตอนนี้กำลังนั่งยิ้มระรื่นอยู่ข้างกัน
“มันเป็หน้าที่ของพ่อที่จะต้องหาเลี้ยงผมกับคุณแม่อยู่แล้วนี่ครับ” มาร์แชลเท้าคางพลางเอ่ยเสียงใสด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มอันมีชีวิตชีวา
“ใครเป็พ่อนายไม่ทราบ?!” แซ็กถลึงตาใส่มาร์แชลอย่างไม่พอใจ แล้วเอ่ยด้วยสุ้มเสียงอันขึงขังพอๆ กับใบหน้าที่บึ้งตึงของเขา
“ฉันไม่ได้ให้เขาเลี้ยง ฉันแค่ให้เขาออกไปก่อน เดี๋ยวเงินเดือนออกก็จะใช้คืน” อีวานละสายตาจากทิวทัศน์ของตลาดกลางคืนมาหยุดอยู่บนใบหน้าอันยิ้มแย้มของมาร์แชล จากนั้นเขาก็อธิบายเสียงเรียบด้วยใบหน้านิ่งๆ
อีวานรู้ดีว่า การคอยให้แซ็กเลี้ยงข้าวอยู่แบบนี้มันไม่ค่อยจะยุติธรรมเท่าไหร่ แต่ด้วยความที่ว่าเวลานี้เขาไม่มีเงินสักแดง ชายหนุ่มจึงทำได้แค่ทดค่าใช้จ่ายของตัวเองเอาไว้ในใจ แล้วค่อยจ่ายคืนให้แซ็กทันทีที่เงินเดือนออก
“หืม? คุณแม่จะดีเกินไปแล้ว พ่อน่ะเขารวยจะตาย คุณแม่ไม่ต้องเกรงใจเขาหรอก” มาร์แชลตบโต๊ะเบาๆ ด้วยท่าทางมั่นอกมั่นใจ จากนั้นเขาบุ้ยปากไปยังตำแหน่งของผู้เป็พ่อที่กำลังนั่งหน้าบึ้งอยู่ไปด้วย
“ฉันกับหมอนี่ไม่ได้เป็อะไรกัน และ…ฉันจำได้ว่ายังไม่เคยมีลูก” อีวานเอ่ยเสียงแข็งพลางหรี่ตามองมาร์แชลด้วยสายตาอันเ็าในตอนท้ายไปหนึ่งที
“เห็นไหมฉันบอกแล้วว่า เราไม่รับนายเป็ลูก” แซ็กตบโต๊ะหนึ่งที เขาเอ่ยอย่างได้ใจพลางขยิบตาให้มาร์แชลด้วยท่าทางกวนๆ ไปด้วย จากนั้นก็เอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างอารมณ์ดี
“เฮ้ แซ็ก ฉันขอเวลานายแป๊บนึงได้ไหม?” ขณะที่พวกเขากำลังสนทนากันอยู่ ชายร่างเล็กในชุดสูทสีเทาก็ะโเรียกแซ็กมาจากด้านหน้าร้าน พาให้ลูกค้าโต๊ะอื่นหันไปมองชายหนุ่มคนนั้นกันเป็ตาเดียว
“ว่าไงเนลสันต์?” แซ็กะโรับเพื่อนร่างเล็กด้วยสุ้มเสียงอันเป็มิตรที่สุดแสนจะเบิกบาน พาให้อีวานเลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความรู้สึกขัดหูกับสุ้มเสียงเบิกบานอันเป็มิตรที่น่าหมั่นไส้ของอีกฝ่าย
อาจเป็เพราะที่ผ่านมา แซ็กเอาแต่กวนประสาทเขาอยู่ตลอด ชายหนุ่มจึงนึกหมั่นไส้ท่าทางเป็มิตรอันไม่คุ้นเคยของอีกฝ่ายแบบนี้
“คือฉันหาแฟ้มที่นายเก็บเอาไว้ในคลังไม่เจอน่ะ นายพอจะบอกได้ไหมว่า เก็บไว้ตรงไหน” เนลสันเอ่ยถึงแฟ้มเอกสารที่เขารับ่ต่อจากแซ็กด้วยใบหน้ายุ่งๆ เนื่องจากหาแฟ้มที่ว่านั่นั้แ่เลิกงานจนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะหามันเจอสักที
“นายหาแฟ้มไหนไม่เจอล่ะ ฉันจะได้บอกตำแหน่งถูก” แซ็กเอ่ยอย่างไม่นึกโกรธพลางยันกายลุกจากเก้าอี้มุ่งหน้าไปยังตำแหน่งของเพื่อนร่างเล็กที่ยืนอยู่หน้าร้านด้วยท่าทางอันผ่อนคลาย
“หมอนั่นก็ทำงานเป็เหมือนกันแฮะ” อีวานมองตามแผ่นหลังอันคุ้นเคยของแซ็กพลางเอ่ยเย้าด้วยสุ้มเสียงอันราบเรียบ ทว่ามีความขบขันแฝงอยู่
“ก็พ่อรับงานเก็บเอกสารมาทำพลางๆ รอคุณแม่ตั้งแปดปีนี่นา” มาร์แชลเดาะลิ้นหนึ่งที จากนั้นก็เอ่ยถึงด้านดีๆ ของผู้เป็พ่อให้ผู้เป็แม่ฟังยิ้มๆ
“หมอนั่นจะรอฉันไปทำไม?” อีวานส่ายหัวเบาๆ จากนั้นเขาก็เอ่ยอย่างเนือยๆ ด้วยความหน่ายใจกับความเพ้อเจ้อของมาร์แชล
อีวานไม่รู้ว่าแซ็กทนเทพที่ชอบพูดเื่ไร้สาระอย่างมาร์แชลมาได้ยังไงตั้งหลายปี แต่ที่แน่ๆ แค่รู้จักกันเพียงแค่สองสัปดาห์อีวานก็อยากจะหลบหน้าท่านเทพผู้มีจิตใจบริสุทธิ์เพราะทนฟังเื่เพ้อเจ้อต่อไปไม่ไหว!
“ก็คุณแม่เป็…” มาร์แชลยืดอกเตรียมจะเอ่ยด้วยสุ้มเสียงอันมั่นอกมั่นใจ
แต่ก่อนที่เขาจะเผลอเอ่ยอะไรสำคัญออกมา มาร์แชลก็รีบงับปากลงด้วยสีหน้าอันเลิ่กลั่กราวกับว่า เขากำลังฝ่าฝืนข้อห้ามอะไรสักอย่าง
“เป็อะไร?” อีวานเอ่ยทวนเสียงขรึมพลางหรี่ตาลงมองมาร์แชลเป็การกดดันไปด้วย
“เื่นี้ผมบอกไม่ได้หรอก…ก็ พ่อเขาไม่อยากให้บอกอ่ะครับ” มาร์แชลเอ่ยเสียงอ่อยด้วยสีหน้าลำบากใจ ขณะที่สายตาของเขาเพ่งมองไปที่ประตูร้านพลางสวดภาวนาให้ผู้เป็พ่อรีบกลับมาก่อนที่ความลับจะแตก
ช่วยกันปิดบังจริงๆ สินะ อีวานเค้นยิ้มเล็กน้อย ขณะที่ดวงตาของเขายังคงจดจ้องใบหน้าอันหล่อเหลาของมาร์แชลเป็การคาดคั้นอยู่ในที
“หมอนั่นไม่ใช่พ่อของนาย เพราะงั้นนายไม่จำเป็ต้องปิดบังอะไรทั้งนั้น อีกอย่างนายเองก็เป็เทพพูดโกหกไม่ได้ จริงไหม?” อีวานเลิกคิ้วเอ่ยกับมาร์แชลเสียงขรึม ใบหน้าของเขาดูนิ่งและสุขุมในยามที่เอ่ยหลักการคร่าวๆ พวกนั้นออกมา ราวกับเวลานี้ชายหนุ่มตระหนักดีว่า เขาถือไพ่เหนือกว่าอีกฝ่าย
อีวานเคยได้ยินผู้คนในมิติกึ่งกลางพูดกันอย่างผ่านๆ ว่าเทพโกหกไม่ได้เพราะการโกหกคือบาปที่จะทำให้ดวงจิตของพวกเขามีมลทิน
ด้วยเหตุนี้เองชายหนุ่มจึงตัดสินใจเค้นเอาความจริงจากปากของคนที่โกหกไม่ได้อย่างมาร์แชล ในจังหวะที่ไม่มีแซ็กคอยป่วน
“ไม่ได้ครับ เื่นี้ผมบอกไม่ได้” มาร์แชลส่ายหน้าไปมาราวกับว่า ต่อให้ถูกอีวานบีบให้ตายอย่างไร ก็จะไม่มีวันยอมบอกสิ่งที่เขาสาบานว่า จะช่วยแซ็กปิดบังอย่างเด็ดเดี่ยว
“บอกมา!” อีวานกอดอกมองท่าทางอันดื้อรั้นของมาร์แชล จากนั้นจึงเอ่ยด้วยสุ้มเสียงอันกดต่ำที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกกดดันระคนเสียวหลังในเวลาเดียวกัน
“อย่าบีบกันเลยครับ ผมลำบากใจมากเลยนะครับคุณแม่” มาร์แชลโอดครวญอย่างลำบากใจ เวลานี้สีหน้าของเขาดูน่าเวทนาราวกับกระต่ายน้อยที่กำลังร้องขอชีวิตอย่างไรอย่างนั้น
“ฉันอยากรู้ความจริง” อีวานถอนหายใจออกมาเบาๆ พลางเอ่ยกดดันต่อไปด้วยความใจเย็น
“ไม่ได้จริงๆ ครับ” ถึงแม้ว่าจะถูกกดดันมากแค่ไหนก็ตาม แต่เพื่อคุณพ่อที่เลี้ยงข้าวเขามาตั้งแปดปี มาร์แชลย่อมไม่มีทางคายความลับออกมา
“การปิดบังถือเป็มลทินที่จะตามติดิญญานะ เอาล่ะบอกฉันมาดีกว่าว่า โซที่ว่าน่ะ มันคืออะไรกันแน่” อีวานเคาะโต๊ะเบาๆ พลางเอ่ยข้อเท็จจริงอันเป็จุดอ่อนของมาร์แชลออกมา จากนั้นเขาก็โน้มหน้าไปข้างหน้าเล็กน้อยแล้วเอ่ยถึง สิ่งที่กวนใจเขามาตลอดั้แ่มายังมิติกึ่งกลางกับอีกฝ่ายเสียงเย็น
คู่มือชำรุดนั่นคงจะระบุเอาไว้ว่ามันคืออะไร และ อีวานก็พอจะเดาได้ว่า แซ็กเป็คนฉีกหน้าที่เอ่ยถึงมันออกไป เฉกเช่นเดียวกับที่พยายามปิดบังเอาไว้ไม่ยอมให้เขารู้
…แต่วันนี้ เขาจะต้องรู้ให้ได้!!!
“เื่นี้ไม่ได้จริงๆ …” ก่อนที่มาร์แชลจะพูดจบ บ๊อบบี้ก็เดินฮัมเพลงถือถาดมื้อเย็นแสนอร่อยมาเสิร์ฟพอดี
เนื่องจากเขาได้ยินแว่วๆ ว่าอีวานกำลังสงสัยเื่อะไร เ้าของร้านผู้ใจดีก็เอ่ยสิ่งที่ท่านเทพผู้น่าสงสารพยายามปิดบังเอาไว้ออกมาด้วยใบหน้าอันยิ้มแย้ม
“ก็พวกนายเป็โซลเมทกันไง”
บ๊อบบี้หย่อนะเิลงกลางโต๊ะด้วยท่าทางอันเบิกบาน จากนั้นก็จัดวางมื้อค่ำลงบนโต๊ะอย่างอารมณ์ดีราวกับว่า สิ่งที่พูดออกไปเมื่อครู่ไม่ใช่เื่สลักสำคัญอะไร
“?!” อีวานพูดไม่ออก ชั่วขณะนั้นเขารู้สึกราวกับถูกน้ำเย็นๆ ราดลงมาั้แ่ศีรษะจรดฝ่าเท้า พาให้เขาได้แต่นั่งตะลึงงันอยู่แบบนั้น
ใครๆ ต่างก็รู้ความหมายของคำว่า โซลเมท กันทั้งนั้น และ เขากับแซ็กก็เป็…
เมื่อนึกถึง ‘คำ’ คำนี้ขึ้นมา สมองฝั่งประมวลผลของอีวานก็หยุดทำงานลงเพราะไม่อาจยอมรับความจริงชวนช็อกนี้ได้
เมื่อเนลสันรู้ตำแหน่งของแฟ้มเอกสารการจัดการพื้นที่สำหรับิญญาระดับกลางแล้ว จึงพยักหน้าเอ่ยลาแซ็ก จากนั้นจึงหันกายมุ่งหน้ากลับสำนักงานไป
แซ็กมองเพื่อนตัวเล็กที่เดินหายไปท่ามกลางผู้คนที่เดินอยู่ในตลาดกลางคืนแล้วพ่นหัวเราะออกมาเบาๆ จากนั้นจึงหันกายเดินกลับเข้าไปในร้าน
“เอ่อ เคลียร์กันดีๆ นะครับ ผมขอตัวก่อนล่ะ” ทันทีที่แซ็กหย่อนก้นนั่งลงบนเก้าอี้ มาร์แชลก็รีบเอ่ยลาทั้งสองอย่างรัวเร็ว จากนั้นก็ลุกขึ้นแล้วเดินกึ่งวิ่งไปที่ประตูร้านราวกับ กำลังหลบะเิอย่างไรอย่างนั้น
“เฮ้ ไหนว่า จะให้เลี้ยงข้าวไง รีบไปไหนกันล่ะนั่น?!” แซ็กะโตามหลังของเทพหนุ่มผมทองที่ชิ่งจากไป โดยไม่แตะอาหารที่สั่งมาเลยแม้แต่อย่างเดียว
ถ้าจะไม่กิน ก็ไม่เห็นต้องสั่งอาหารให้เสียตังค์โดยใช่เหตุแบบนี้เลย!
แซ็กบ่นในใจอย่างเคืองๆ แล้วก้มลงมองจานอาหารหลากชนิดที่มาร์แชลเป็คนสั่งเอาไว้จนเต็มโต๊ะไปด้วย
“อีวาน หมอนั่นเป็อะไรอ่ะ?” แซ็กหันมาเอ่ยถามอีวานที่กำลังนั่งกอดอก หลุบตามองซุปแครอทที่อยู่ตรงหน้า ขณะที่ในใจก็กำลังก่นด่าเ้าลูกชาย (?) ที่ชอบถลุงเงินราวกับเห็นพ่อ (?) อย่างเขาเป็ตู้เอทีเอ็มอย่างไรอย่างนั้น
“โซลเมทที่ว่าน่ะ มันคืออะไร?” อีวานเงยหน้ามาสบตาแซ็ก ดวงตาสีฟ้าสว่างหรี่ลงอย่างน่าพรั่นพรึง ขณะที่สุ้มเสียงของเขากดต่ำลงฟังดูน่าขนลุกเป็ที่สุด
อีวานรู้แล้ว?!!!
“!!!” ชั่วขณะนั้นดวงตาน้ำเงินเข้มของแซ็กพลันเบิกโพลง ใจของเขาหล่นไปที่ตาตุ่ม ในหัวของเขามีคำว่า ซวยแล้ว! ดังก้องอยู่
อีวานมองใบหน้าหล่อเหลาที่ในเวลานี้ซีดเผือดจนไร้สีเืของแซ็กด้วยสายตาอันเต็มไปด้วยประกายอันเย็นะเื ริมฝีปากของชายหนุ่มค่อยๆ คลี่ยิ้มที่ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกหนาวเหน็บออกมาราวกับว่า…
…เขาพร้อมที่จะเช็คบิลคนโกหกแล้ว!!
ติดตามตามอ่านได้ทุก วันศุกร์ และ วันเสาร์ เวลา 20.30 จ้า
สำหรับใครรอไม่ไหว ดำเนินเื่ถึง หน้า 125 (หน้า 130 แบบรวมปก) ในฉบับ ebook นะคะ