บทที่ 142 ความขัดแย้งของครอบครัวอัน
“หยวนเอ๋อร์ ลูกกลับมาตั้งแต่เมื่อไร” พ่ออันตื่นเต้นเมื่อเห็นลูกสาว เขาลุกออกจากเก้าอี้ที่ตอนแรกนั่งอยู่ข้างเตียงมาหาเธอทันที
“มาถึงเมื่อคืนค่ะ ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องกับพ่ออีก”
“เฮ้อ เป็นพ่อที่ไม่ทันได้ระวังให้ดี ซินเอ๋อร์ก็เลยต้องมาลำบาก”
“ซินเอ๋อร์?”
“ใช่แล้ว หยวนเอ๋อร์ นี่ก็คือซินเอ๋อร์นะ เป็นเด็กที่ช่วยเหลือพ่อไว้ เธอรับการโจมตีจากพวกนักล่าเขตกลางจนตัวเองบาดเจ็บ แม้แต่ตอนนี้แผลจากมีดฟันเข้ากลางหลังก็ยังไม่หายดี เคลื่อนไหวยังลำบากอยู่เลย เฮ้อ...ทั้งๆที่พ่อควรจะต้องโดนเองแท้ๆ กลับทำให้คนอื่นต้องมาลำบากเพราะพ่ออีก” พ่ออันยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกผิด
ซูหยวนพยักหน้ารับ ความประมาทเป็นหนทางสู่ความตาย พ่ออันรู้สึกผิดได้ก็ถือเป็นเรื่องดี อย่างไรก็ตาม...เรื่องนี้ ซูหยวนยังรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากลอยู่ เธอจึงพยายามสังเกตซินเอ๋อร์ที่บิดาพูดถึงด้วย
“ทั้งสองคนมาทำความรู้จักกันไว้สิ” พ่ออันรีบนำเสนอ เขาจูงมือซูหยวนไปหาซินเอ๋อร์คนนั้น พาทั้งสองให้จับมือกัน
“สวัสดีค่ะ ฉัน...ฉันชื่อซินซิน ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ฉันได้ยินว่าหยวนเอ๋อร์อายุน้อยกว่า ถ้าอย่างนั้นขอเรียกว่าน้องหยวนได้ไหมคะ ส่วนน้องหยวนก็เรียกฉันว่า “พี่ซิน” ได้เลย” ยิ่งสาวกล่าวอย่างเป็นมิตร ดวงตาสุกใสไม่เหมือนกับคนที่ยากลำบากในสถานการณ์แบบนี้มาก่อนเลย
ซูหยวนหวนนึกถึงเพื่อนร่วมงานบางประเภทที่นิสัยคล้ายๆแบบนี้ ข้างนอกสุกใส แต่ข้างในเหม็นเน่า แต่เพราะอีกฝ่ายช่วยพ่อเธอเอาไว้ ต่อให้มีเจตนาซ่อนอยู่ก็ยังด่วนตัดสินไม่ได้ จำเป็นต้องดูแลกันจนกว่าจะหายบาดเจ็บ
“ขอบคุณนะคะที่ช่วยเหลือพ่อของฉันเรียกฉันว่าซูหยวนเถอะค่ะ ฉันก็จะเรียกคุณว่าซินซิน แบบนี้จะเป็นการให้เกียรติกันมากกว่า” ซูหยวนตอบกลับ เธอไม่ได้ปฏิเสธ แต่ก็ไม่ได้ตอบรับที่จะมาสนิทสนมกันโดยง่าย
อีกฝ่ายชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะคลี่ยิ้มบางเบา...
“เข้าใจแล้วค่ะ ขอโทษนะคะที่ฉันถือดีไปหน่อย เรียกคุณที่เป็นถึงสิบเอกของกองทัพอย่างสนิทสนมแบบนั้น ทั้งๆที่ฉันเป็นแค่เด็กกำพร้า ขาดพ่อไร้แม่ งานการดีๆก็ไม่มีทำ ทุกวันนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับขอทาน ฉันพยายามจะเป็นผู้ล่าแต่ก็ไม่กล้าพอที่จะดูดซับพลังงาน พอจะเป็นผู้เก็บขยะก็เจออันตรายแบบนี้อีก ฮึก....ฉันน่ะ...”
ซูหยวนหรี่ตาลง รู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่แปลกประหลาดทันทีที่อีกฝ่ายเริ่มพูด ตอนนี้เธอไม่แปลกใจแล้ว ว่าทำไมมารดาถึงได้กลับมาบ้านด้วยท่าทางเศร้าสร้อยแบบนั้น พอเธอดูบาดแผลจากอีกฝ่ายจริงๆ มีแค่บาดแผลที่เกิดจากการฟัน ไม่ได้แทงลึกเข้าถึงกระดูกด้วยซ้ำ
ปัญหาจริงๆคงจะเป็นเรื่องราวเบื้องหลังชีวิตที่น่าสงสารพวกนี้ล่ะมั้ง...
“คุณซินซินไม่ต้องโวยวายไปค่ะ พอดีฉันกับครอบครัวเคยมีชีวิตที่ยากลำบากมาก่อนเหมือนกัน ไหนจะเคยเห็นคนที่ยากลำบากจริงๆมาก่อน ดังนั้น...ชีวิตที่คุณพูด การที่คุณอาศัยในเขตชั้นกลางยังถือว่าโชคดีกว่าเด็กกำพร้าที่อยู่เขตชั้นนอกมากค่ะ” ซูหยวนกล่าวเสียงเรียบ
ใบหน้าของพ่อแม่อันเปลี่ยนไปเล็กน้อย คำพูดของลูกสาวถูกต้องก็จริง แต่เธอจำเป็นต้องพูดแบบนี้ให้กับผู้มีพระคุณด้วยหรอ? เด็กสาวคนนี้ก็น่าสงสารเหมือนกัน ถึงจะไม่มากเท่าคนอื่นๆ ถึงอย่างนั้น...เธอก็สมควรได้รับความรู้สึกแบบนี้จากพวกเขาไม่ใช่หรือ?
ซูหยวนลอบสังเกตท่าทีของทุกคน คำพูดของเธอก็แค่ต้องการทดสอบเท่านั้น ทันทีที่หางตาของซินซินขยับ เธอก็เข้าใจแล้วว่านิสัยคนเป็นยังไง
“หยวนเอ๋อร์ ซินเอ๋อร์ช่วยพ่อเอาไว้ ตอนนี้เธอยังต้องการพักผ่อนอยู่ พ่อว่าหยวนเอ๋อร์ออกไปรอข้างนอกเถอะ” พ่ออันเปลี่ยนท่าทางอบอุ่นก่อนหน้านี้เป็นจริงจังขึ้นมา แต่ไหนแต่ไรเขาเป็นคนเคร่งขรึมอยู่แล้ว ที่ผ่านมาก็เพราะลูกสาวเป็นที่พึ่งพาให้ครอบครัว เขาจึงเบาใจลง
คิดไม่ถึง ตอนนี้ลูกสาวกลับเปลี่ยนทัศนคติไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว บางที...การที่เธอแข็งแกร่งขึ้น แต่มีจิตใจด้านชามากขึ้น ก็ทำให้พ่ออันรู้สึกผิดอยู่ดี
หรือเป็นเขาที่ใจดีมากเกินไป? ถึงเขาอยากจะให้ลูกสาวมีความเป็นอยู่ที่ดี แต่ในความจริงแล้ว...การมีจิตใจดีนับว่าประเสริฐยิ่งกว่า
“ได้ค่ะ” ซูหยวนไม่ได้สนใจ พ่ออันและแม่อันอยากจะทำอะไรเป็นสิ่งที่ทั้งสองสามารถเลือกได้ด้วยตัวเอง แต่ไหนแต่ไรเธอก็ไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเธอไม่คิดอิจฉาหรือลงสนามไปตบตีแย่งชิงความรักจากพ่อแม่
เธอคือลูกสาวของพวกเขา ไม่ว่าพวกเขาจะคิดยังไง หน้าที่ของเธอตอนนี้ก็คือการดูแลพวกเขาให้ดี ส่วนเธอ...ก็ต้องมีชีวิตของตัวเอง
“หยวนเอ๋อร์ ลูก....เป็นอะไรหรือเปล่า” แม่อันเดินตามหลังมา เธอแตะแขนลูกสาวเบาๆ
“หมายถึงเรื่องอะไรคะ”
“คือ...ทำไมลูกทำเหมือนไม่ค่อยชอบซินเอ๋อร์ล่ะ แม่ก็บอกลูกแล้วนี่นาว่าถ้าไม่มีซินเอ๋อร์ พ่อของลูกก็คงจะได้รับบาดเจ็บน่ะ ลูก...ลูกไม่รู้สึกขอบคุณซินเอ๋อร์เลยหรอ” แม่อันถามด้วยสายตาปวดใจ
“เปล่าค่ะ หนูไม่ได้ไม่ชอบที่ซินซินเป็นแบบนั้น หนูก็แค่ไม่ค่อยสนิทกับคนนอกง่ายๆ เรื่องที่ซินซินช่วยเหลือพ่อเอาไว้ หนูต้องรู้สึกขอบคุณแน่นอนอยู่แล้วค่ะ”
“อ้อ ที่แท้ก็เพราะแบบนี้” แม่อันคลี่ยิ้มดีใจ ลูกสาวหลังฟื้นขึ้นมาก็มีนิสัยเปลี่ยนไปอยู่บ้าง พวกเธอก็เข้าใจได้ สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะกระทบกระเทือนความรู้สึกของลูกอย่างหนักจนต้องรีบเติบโต คนเป็นแม่ห่วงยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด
ซูหยวนไม่ได้พูดอะไรมากกว่านี้อีก ซินซินผู้หญิงคนนั้น...เธอแค่ต้องตรวจสอบว่าต้องการอะไรจากครอบครัวเธอกันแน่ ส่วนเรื่องการรักษา...ยังไงก็ต้องดูแลเธอให้ดีอยู่แล้ว
เวลาผ่านไปจากวันที่ซูหยวนกลับบ้านวันแรก ตอนนี้ครบ 10 วัน ค่าใช้จ่ายเป็นหมื่นเครดิตถูกใช้ออกไป ในที่สุดหมอก็ให้ซินซินกลับบ้านได้ ตอนนั้นซูหยวนจึงได้มอบเงินขอบคุณให้เธออีก 5,000 เครดิต ซึ่งเป็นจำนวนมากพอที่จะใช้ชีวิตอยู่ได้เป็นปีๆ ถือว่าเป็นการขอบคุณที่ช่วยเหลือพ่อของเธอเอาไว้
ทว่า...ปัญหาก็ได้เริ่มต้นขึ้นจากตรงนี้
“หยวนเอ๋อร์ พ่อมาคิดดูแล้ว...ซินซินไร้ที่พึ่ง เป็นเด็กสาวกำพร้าที่ต้องอยู่ลำพัง พ่อคิดว่า...พวกเราดูแลซินเอ๋อร์ก็น่าจะดีกว่านะ” คำพูดของอันเฉินทำให้ซูหยวนเลิกคิ้ว เธอมองไปยังพ่อและแม่ที่กำลังส่งสายตาร้องขอมาที่เธอ
“ดูแลยังไงหรอคะ หรือว่าอยากจะให้มาเป็นลูกสาวอีกคน” ซูหยวนถามกลับตามตรง
“หรือว่าน้องหยวนเอ๋อร์ไม่อยากมีพี่สาวแบบฉันหรอคะ? ฮึก...ฉันรู้ค่ะ ฉันรู้ดีเลยว่าฉันไม่คู่ควร ครอบครัวที่ดีแบบนี้จะยอมให้ฉันเข้ามาอยู่ในบ้านได้ยังไง ฉันน่ะ...ฉันไม่คิดจะรบกวนพวกคุณหรอกนะคะ”
หญิงสาวร้องไห้ออกมาอีกครั้ง ท่าทางของเธอยังน่าสงสารเหมือนเดิม แน่นอนว่าบิดามารดาของซูหยวนที่มีใจเอนเอียงต่อเด็กสาวผู้กล้าหาญที่เข้ามาช่วยชีวิตตนเองเอาไว้ย่อมต้องรู้สึกเศร้าใจเป็นพิเศษ
“ซินเอ๋อร์ ไม่เรียกว่ารบกวนเลย”
“ใช่แล้ว ไม่คู่ควรอะไรกัน พวกเราก็เคยมาจากเขตชั้นนอก ดังนั้นพวกเราจะไม่ดูถูกคนอื่นเพียงเพราะครอบครัวเราอยู่ดีกินดีมากขึ้นหรอกนะ” พ่ออันและแม่อันกล่าวด้วยสายตาจริงจัง ไม่ใช่แค่มองซินซินเท่านั้น แต่ยังมองซูหยวนเหมือนกล่าวโทษว่าเธอกำลังทำผิดอยู่ด้วย
ซูหยวนยกยิ้มบางเบา ในเมื่อพ่อแม่อันใจดีแบบนี้ ถ้าอย่างนั้น...เธอก็จะขอดูว่าพวกเขาสามารถใจดีแบบนี้ได้อีกนานไหม
เธอไม่โทษทั้งสองคน เพราะมีปมในอดีต และเพิ่งจะได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ลึกๆแล้วพวกเขาทั้งสองยังอ่อนหัดต่อโลกใบนี้มาก การที่ซินซินมาทำแบบนี้ นับว่าเข้ามาเป็นครูคนแรกได้อย่างแน่นอน
ถึงเวลาที่ลูกกตัญญูแบบเธอต้องทำการแสดงบ้างแล้ว...
“หยวนเอ๋อร์ เรื่องซินเอ๋อร์...พ่อแม่จะดูแลกันเอง ไม่ต้องให้ลูกลำบากไปด้วยแน่ บ้านของเราตอนนี้ก็มีห้องเหลือเยอะแยะไม่ใช่หรอ? ให้เธออยู่ด้วยอีกคนจะเป็นอะไรไป”
“........เข้าใจแล้วค่ะ” ซูหยวนมองหน้าทั้งสองคนนิ่งๆ ถ้าพวกเขาอยากจะให้ทั้งสองคนเข้ามาอยู่ อย่างนั้นก็ช่วยดูแลกันเด็กคนนี้ต่อไปก็แล้วกัน
เมื่อกลับมาถึงบ้าน ซูหยวนจัดการเรื่องทั้งหมดใหม่ จากน้ำที่มีคุณภาพดี เธอก็เปลี่ยนเป็นน้ำธรรมดา เรื่องอะไรจะยอมให้คนนอกมาดื่มน้ำวิเศษของตัวเอง นอกจากนี้ยังมีเรื่องน้ำผักที่เธอเตรียมไว้ให้ครอบครัว พวกมันก็ถูกเธอเก็บกลับไปด้วย
พ่ออันเห็นว่าของทั้งหมดที่ซูหยวนเคยมอบให้หายไป เขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ เขารู้ว่าลูกสาวกำลังงอนตัวเองอยู่ แต่ก็นั่นแหละ...เดี๋ยวทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง วันเวลาจะพิสูจน์ทุกอย่าง ซินเอ๋อร์เป็นเด็กดีขนาดนี้ ต่อไปหยวนเอ๋อร์จะต้องชอบแน่ๆ
เขาจัดการซื้อข้าวของเข้ามาในบ้านใหม่ ไม่ได้บ่นอะไรลูกสาวให้เสียน้ำใจกันไปอีก ซินเอ๋อร์ได้เลือกห้องหนึ่งเพื่ออาศัย เธอเลือกห้องใกล้ๆห้องของซูหยวนด้วย แสดงออกอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว การที่เธอเป็นแบบนี้ ยิ่งทำให้บ้านอันชอบมากขึ้นไปอีก
อย่างไรก็ตาม...หลังจากที่ซินเอ๋อร์มาอยู่ในบ้านได้ 3 วัน น้ำดื่มหลายลิตรก็ค่อยๆหมดไปจากบ้าน พ่ออันรับรู้ถึงความผิดปกตินี้ แต่ก็เข้าใจว่าซินเอ๋อร์ได้รับบาดเจ็บ อาจจะดื่มน้ำมากกว่าปกติก็เป็นได้
ทว่าปัญหาที่มากกว่านั้นก็ตามมา เมื่อเข้าสู่วันที่ 7 ด้านหน้าบ้านของครอบครัวอันก็มีคนจำนวนกว่า 20 คนมารออยู่ บางคนนั้นมารอตั้งแต่ตอนกลางคืนด้วยซ้ำ พอพ่ออันตื่นเช้ามาและเตรียมพร้อมจะเข้าพื้นที่ล่า เขาก็ต้องตกใจ
“ออกมาแล้ว!”
“คนๆนี้แหละ เขารับเด็กกำพร้าไปดูแล”
“ได้โปรด ครอบครัวที่ประเสริฐยิ่ง ขอน้ำให้พวกเราสักแก้วได้หรือเปล่า”
“ขอร้องล่ะ ลูกๆที่เพิ่งเกิดมาของพวกเรากำลังจะต้องตาย เด็กยังไม่มีโอกาสได้ลืมตามองโลกนี้เลยด้วยซ้ำ ขอร้องล่ะ...รับลูกๆของพวกเราไปดูแลได้ไหม”
“คุณก็คือคนที่รับเด็กกำพร้าเข้าไปดูแลใช่ไหมครับ ขอร้องล่ะ ต่อให้คุกเข่าแบบนี้ก็ได้ พวกเราขอแค่พวกคุณเมตตาต่อพวกเราด้วย”
“ใช่แล้ว ถ้าช่วยเหลือแล้วก็ต้องช่วยให้เท่าเทียมสิ พวกเราเองก็เดือดร้อนเหมือนกัน พวกเราลำบากกว่าเด็กคนนั้นมากนะ”
“ใช่ๆ พวกเราก็เดือดร้อนมากๆ ได้โปรดช่วยเหลือพวกเราด้วย”
“ครอบครัวที่ดีขนาดนี้ คงไม่คิดปล่อยให้พวกเราตายใช่ไหม” เสียงร้องโวยวายหน้าบ้านทำให้พ่ออันหูตาลาย แม่อันที่อยู่ในบ้านถึงกับวิ่งออกมาดู เธอไม่คาดคิดเลยว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้เลย
“กะ เกิดอะไรขึ้นคะ ทำไมมาโวยวายกันแบบนี้คะ”
“คุณผู้หญิงช่วยพวกเราด้วยเถอะนะ ได้โปรดช่วยพวกเราด้วย”
“ครอบครัวคุณมีเงินเหลือกินเหลือใช้ มีสมาชิกเป็นนักล่า อีกคนก็เป็นทหาร แบบนั้นก็น่าจะดูแลพวกเราได้ใช่ไหม ขอแค่มีอาหารกินวันละ 1 มื้อก็พอแล้ว”
“ใช่ๆ แค่เจียดเศษเงินเล็กๆน้อยๆให้พวกเราก็พอ”
ถึงแม่อันจะพยายามถามออกไป พวกเขาก็ไม่ได้ฟังเลย ต่างคนต่างพูดความต้องการของตัวเองออกมากันทั้งนั้น พ่ออันยิ่งฟังก็ยิ่งหน้ามืดครึ้ม
ปัง!!
กำปั้นของพ่ออันทุบไปที่กำแพงจนเกิดเสียงดัง ตอนนั้นเองที่เสียงโวยวายจึงเงียบลงไปได้ ผู้คนที่กล้ามาเรียกร้องขอความช่วยเหลืออย่างเห็นแก่ตัวก็ถอยห่างจากหน้าบ้าน ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีใครหนีไปไหนอยู่ดี
“เงียบกันได้หรือยัง!” พ่ออันหงุดหงิดมาก เห็นได้จากดวงตาของเขาที่เปลี่ยนเป็นสีแดง
เขาไม่คิดเลยว่าตื่นเช้ามาจะต้องเจอกับความวุ่นวายแบบนี้ คนพวกนี้เป็นใคร? อยู่ๆอยากจะมารบกวนเขาก็มาได้หรือ?
“ทำไมจะต้องตะโกนใส่พวกเราด้วยล่ะ พวกเราก็แค่เห็นว่าคุณเป็นคนดี พวกเราเดือดร้อนกันจริงๆนะ”
“ใช่ๆ พวกเราทุกคนมีปัญหาใหญ่มากๆ เพียงแค่พวกคุณเสียสละเล็กๆน้อยๆให้พวกเราบ้างไม่ได้หรอ”
“จริงด้วย ก่อนหน้านี้พวกคุณก็รับเด็กคนหนึ่งไปเลี้ยงดูนี่นา ถ้าอย่างนั้นทำไมถึงไม่รับพวกเราไปดูแลบ้างล่ะ”
“ลูกของฉันสองคนนี้ ถ้าอยู่กับฉันต่อไป พวกเขาจะต้องตายแน่ คุณจะไม่ช่วยเหลือบ้างเลยหรอ สามารถมองพวกเขาตายจากไปทั้งอย่างนี้ก็ได้เลยใช่ไหม ฮือๆ”
ต่อให้พ่ออันจะแสดงสีหน้าไม่พอใจแค่ไหน แต่ผู้มาขอความช่วยเหลือ พวกเขาล้วนเดือดร้อนกันทั้งนั้น ไม่น่าแปลกใจเลยที่พวกเขาจะยังไม่ต้องการจากไปจนกว่าจะได้รับสิ่งที่ตัวเองต้องการ
“ไสหัวไปทุกคนนั่นแหละ ถ้ายังคิดจะมารบกวนพวกเราโดยไร้เหตุผล อย่างนั้นก็อย่าหาว่าฉันเกรงใจ! อีกอย่าง...ที่ฉันรับซินเอ๋อร์มาดูแล นี่ถือเป็นการกตัญญูของพวกเราครอบครัวอันก็เท่านั้น พวกคุณเป็นใคร! แต่ซินเอ๋อร์ก็คือผู้มีพระคุณที่ช่วยฉันเอาไว้ ดังนั้นฉันมีเหตุผลมากพอที่จะช่วยเหลือเธอ” พ่ออันกล่าวอย่างจริงจัง เขายังให้เหตุผลนี้กับทุกคนด้วย
………………………….