ตอนที่ 43 ตั้งแผงลอยต่อสู้กับ รปภ.
หลิวเฟยไม่ใช่คนโง่เมื่อเขาพูดว่าจะทำอะไร ก็จะลงมือทำเลย
หลังกลับมาจากภูเขาเขาก็ควักเงิน 2,000 หยวนเช่าที่นาแต่ละหมู่ทันที เขาเช่าที่นาทั้งหมด 10 หมู่เพื่อปลูกข้าวเมื่อข่าวแพร่ออกไป ชาวบ้านกลับไม่ได้ตื่นเต้นเหมือนกับคราวก่อนที่เขาเช่าภูเขาแต่กระนั้นก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่มาลงทะเบียนอย่างแข็งขัน
ในเวลานี้หลิวอวี้เหลียนที่เพิ่งแยกกับเขาได้ไม่นานก็รีบวิ่งเข้ามา “พี่เฟย พ่อฉันบอกว่าอย่างไรเสียบ้านของพวกเราก็มีที่นาเยอะที่สุด ทั้งยังมีที่นาที่เชื่อมติดกันเห็นแก่ที่พี่เคยช่วยชีวิตฉันไว้ เลยอยากจะแบ่งที่นา 5 หมู่ทางด้านตะวันตกให้พี่เช่า! ส่วนเรื่องค่าเช่าแล้วแต่พี่จะพิจารณา”
“ที่ดิน 5 หมู่นั้นเชื่อมติดกันงั้นหรือ? ”
“แน่นอน”
หลิวเฟยไปตรวจสอบพร้อมกับเธอจากนั้นก็ได้พบกับเจ้าของที่ดินทั้งห้าหมู่ เขาจึงใช้เงินสดจ่ายค่าเช่าทันที
เมื่อทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยเขาจึงไปขอบคุณหลิวเทียนป้า พร้อมกับจ่ายเงินค่าเช่าสำหรับเช่าที่นาหนึ่งปีแล้วไปอำเภอเพื่อทำเรื่องของเช่าที่
ด้วยความที่เคยเช่าภูเขาไปก่อนหน้านี้จึงทำให้เขา “เรียนรู้บทเรียนในอดีต” ครั้งนี้ขั้นตอนการเช่าจึงง่ายขึ้นมากนั้นหมายความว่าเขาอยากทำอะไรก็ได้ตามที่เขาต้องการ
เมื่อสัญญาเช่าสำเร็จหลิวเฟยก็รีบหาซื้ออุปกรณ์สำหรับสร้างกระโจมจากนั้นได้เกณฑ์ชาวบ้านมาเพื่อช่วยสร้างเขาหิ้วถุงเชอร์รี่ลูกใหญ่ไปยังบริษัทผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเฟิ่งฮวง บริษัท เฟิ่งฮวงเซิ่งเทียนกั่ว จำกัด
เมื่อมองไปยังตึกสูงหลายสิบชั้นหลิวเฟยก็คิดในใจว่าสักวันเขาต้องมีบริษัทที่ตึกสูงเสียดฟ้าที่เป็นของตัวเองเช่นนี้!
ก่อนที่เขาจะมาที่นี้เขาได้คึกษาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับบริษัทนี้มาบ้างแล้วบริษัทนี้รวมการเพาะปลูก ผลิต จัดการผลผลิต และการขายไว้เรียบร้อยในที่เดียวเรียกได้ว่ามีระบบอุตสาหกรรมที่สมบูรณ์แบบมากอีกทั้งเถ้าแก่เว่ยเซิ่งเทียนก็เป็นคนที่มีปณิธานมุ่งมั่นคนหนึ่งเขาเริ่มต้นขายแอปเปิ้ลเมื่ออายุ 20 ปีก่อนอาศัยความรู้ความเข้าใจในตลาดเปิดกิจการตัวเอง และพัฒนามากว่า 20 ปีเฟิ่งฮวงเซิ่งเทียนกั่วได้กลายเป็นบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมผลไม้ทั้งยังถูกจัดอันดับให้เป็นอยู่ในอันดับต้น ๆ ของมณฑลไห่หยวนอีกด้วย
แน่นอนว่าเขาอยากจะเห็นคนที่มีปณิธานมุ่งมั่นเช่นนี้ แต่เมื่อกำลังจะเดินเข้าไปในตึก เขาก็ถูก รปภ.สองคนหยุดไว้ก่อน
เขามองตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้ารู้สึกตัวเองแต่งตัวเป็นทางการมากอย่างกับนักธุรกิจ ทำไม รปภ.ถึงยังไม่ปล่อยให้เขาเข้าไปกันนะ !
เขาส่ายหน้าและพูดว่า“ผมอยากจะพบประธานเว่ยจริง ๆ ! ”
รปภ.คนหนึ่งหัวเราะออกมาเสียงดัง “คุณเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า ? หนึ่งคือคุณยังไม่ได้นัด สองคือคุณไม่ใช่คนรู้จักอยากจะพบก็จะเข้าไปแบบนี้เลยหรือ ? ประธานเว่ยของพวกเราเป็นคนมีชื่อเสียงคุณรู้ไหมว่าในหนึ่งวันเขายุ่งแค่ไหน มีกี่คนอยากจะพบเขา ? ไม่ใช่ว่าอยากพบก็เข้าพบได้! ”
หลิวเฟยชี้นิ้วไปที่พวกเขาใบหน้าพวก รปภ. ดูเคร่งขรึมราวกับพร้อมจะบวกตลอดเวลา
เมื่อเห็นพวกเขาเป็นเช่นนี้หลิวเฟยจึงกระแอมแล้วถอยหลังไปหนึ่งก้าว ก่อนยิ้มกว้างและพูดว่า“เอ่อ……การยืนยามมันไม่ง่ายเลยนะเนี่ย มา ๆ ๆ ลองชิมเชอร์รี่ที่ผมปลูกดูหน่อยสิ ! ”
พูดจบเขาก็ควักเชอร์รี่ขึ้นมาแล้วส่งให้แก่พวก รปภ.
รปภ.ทั้งสองรับมาแล้วมองดู“นี้คือเชอร์รี่หรือ มันกินได้ใช่ไหม ? ” พวกเขาพูดขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
หลิวเฟยใบหน้านิ่งเฉยเขาหยิบเชอร์รี่ออกมาหนึ่งลูกและกินอย่างเอร็ดอร่อย “ไม่มีพิษ ! พวกคุณดูนะนี่คือธุรกิจขนาดย่อมของผม แต่ฟ้าคงสงสาร ทำให้ผมสามารถปลูกผลผลิตใหม่นี้ขึ้นมาได้ ไม่เพียงแต่รสชาติดีผลของมันยังมีขนาดใหญ่แถมสีสันยังดูดี พวกเราล้วนก็ลำบากมากันดังนั้นจึงอยากให้พวกคุณทั้งสองลิ้มลองดู ! ”
ทั้งสองไม่ได้พูดอะไรต่างพากันกัดไปคนละคำ และพบว่ารสชาติของเชร์รี่นี้ดีจนต้องตะลึง
รปภ.คนหนึ่งพูดขึ้นว่า“นี่คือ……เชอร์รี่ที่คุณปลูกขึ้นมาเองจริง ๆ หรือ ?”
หลิวเฟยพยักหน้า
เขามองหลิวเฟยจากหัวจรดเท้าและตบเข้าที่บ่าเบา ๆ “น้องชาย เอาล่ะ นายเป็นคนมีความสามารถในการปลูกเพียงแค่ไม่รู้ว่านายปลูกไปกี่หมู่แล้ว ? ถ้าไม่กี่ร้อยหมู่พูดไปก็ไร้ประโยชน์ ! ”
หลิวเฟยยิ้ม“พวกคุณดูนะ ผมเป็นคนซื่อสัตย์และก็ไม่หลอกลวงใครตอนนี้ยังปลูกเพียงไม่กี่ต้นเพื่อทดลอง อนาคตคิดว่าจะขยายให้ใหญ่ขึ้นนี้ไม่ใช่การรีบหาลู่ทางการขายหรือ ? ”
เมื่อรปภ.ทั้งสองได้ยินคำนี้ พวกเขาก็รู้สึกขบขันมากชายผู้นี้ซื่อสัตย์จริง ๆ แต่เห็นได้ชัดว่ามันน่าขันไปหน่อยหรือไม่ ? ทดลองปลูกเพียงไม่กี่ต้นก็หาลู่ทางซะแล้วแถมยังมาถึงบริษัทเฟิ่งฮวง ถ้าไม่ใช่เพราะว่ามีปัญหาด้านสมอง ก็คงเป็นเพราะบ้าเงิน!
รปภ.คนหนึ่งยืนเอามือเท้าเอวหัวเราะสักพักก่อนพูดขึ้น “ผมยอมเรียกคุณว่าพี่เลย อย่ามาสร้างปัญหาที่นี่เลยได้ไหม ? ผมเห็นคุณตัวสูงใหญ่ร่างกายแข็งแรง ไม่เหมือนกับคนมีปัญหาด้านสมองเลย ! พวกเรากำลังทำงานอยู่ช่วยเห็นใจหน่อย ลองไปตั้งแผงลอยขายผลไม้ดูสิ ผมพูดจากใจเลย ! ”
รปภ.อีกคนไม่ลืมที่จะพูดเสริมขึ้น“ดูยังไงก็อย่าเพิ่งไปตอนนี้เลยนะ ให้ผ่านไปสักสองสามปีก่อน เพราะตอนนี้ยังเป็นฤดูกาลของเชอร์รี่คำนวณดูจากปีที่แล้ว ถึงจะมีไอ้โง่ที่ไหนมายอมร่วมมือแต่ผ่านไปสักปีก็คงเหลือแค่เงาล่ะมั้ง ฮ่าฮ่าฮ่า”
ทั้งสองหัวเราะร่าออกมาหลิวเฟยจึงอมยิ้ม “นี่พวกคุณกล้าว่าประธานเว่ยเป็นไอ้โง่หรือ พวกคุณซวยแล้วล่ะ ! ”
รปภ.คนหนึ่งรีบหุบยิ้มทันที“หยุดพูดจาเหลวไหลได้ไหม ! พวกเรากำลังทำงานกันอยู่ รีบไปให้ไกล ๆ ! ”
“เมื่อกี้พวกคุณไม่ได้พูดว่าคนที่ร่วมมือกับผมเป็นไอ้หน้าโง่หรือ? ” หลิวเฟยพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย
รปภ.อีกคนขมวดคิ้มเป็นปม “เฮ้อ นี่จะไม่หยุดจริง ๆ หรือ ใช่ ๆพวกเราพูดไปแล้ว ไม่ใช่แค่เป็นไอ้หน้าโง่นะ ยังปัญญาอ่อน ไม่เต็มบาทด้วย พอใจคุณหรือยังรีบไสหัวไปได้แล้ว ! ”
หลิวเฟยหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วส่ายไปส่ายมา“งั้นวันนี้ผมต้องร่วมมือกับประธานเว่ยของพวกคุณให้ได้จากนั้นผมนำเอาคลิปนี้ไปเปิดให้เขาดู ผมล่ะชอบเรื่องแบบนี้จริง ๆ สนุก ! ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า……”
รปภ.ทั้งสองมองหน้ากันก่อนจะหัวเราะเสียงดัง พร้อมถือกระบองขึ้นมาเตรียมวิ่งไล่
หลิวเฟยก็รู้ตัวดีเขายกมือขึ้นโบกลาและเดินจากไป
“พวกโง่นี่ช่างไม่มีความเฉลียวฉลาดเอาเสียเลย คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน ? บอกว่าจะร่วมมือกับประธานเว่ยก็ร่วมมือเลยงั้นหรือ? ”
“เรื่องแปลก ๆเกิดขึ้นทุกปี แต่ปีนี้มากหน่อย ! แต่แบบนี้ไม่มีใครสู้ได้อยู่แล้วอย่าไปสนใจเขาเลย ก็แค่ไอ้งั่งที่ทำตัวตลก ฮ่าฮ่า ! ”
……
รปภ.ทั้งสองหัวเราะอย่างพอใจแต่ไม่นานพวกเขาก็ต้องตื่นตกใจ เมื่อเห็นว่าหลิวเฟยถูกล้อมรอบไปด้วยพนักงานทั้งหลายดูเหมือนว่าเขากำลังตั้งแผงลอยขายของอยู่ตรงนั้นจริงอย่างที่พูดไว้
รปภ.คนหนึ่งพูดขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด“บ้าเอ้ย ชักจะทนเจ้าเด็กคนนี้ไม่ไหวละถึงกลับกล้าตั้งแผงลอยหน้าตึกเซิ่งเทียนของพวกเราเลยหรือ ไป จัดการมัน ! ”
เขากวาดสายตามองทั้งสอง“ไม่ว่าจะลูกเล็กลูกใหญ่ก็ราคา 5 เหมา โคตรคุ้มค่าผ่านหมู่บ้านนี้ไปก็ไม่มีร้านค้าแล้ว ท่านทั้งสองซื้อสักสองลูกหน่อยไหม ? ”
รปภ.คนหนึ่งพูดด้วยความโกรธ“ไอ้หมอนี่ แกป็นคนแรกเลยนะที่กล้าจะวางแผงขายของหน้าตึกเซิ่งเทียน ในเมื่อพูดดี ๆแล้วยังไม่ยอมทำตาม คงต้องใช้ความรุนแรงแล้วล่ะมั้ง ! ”
หลิวเฟยส่ายหัว“เงินสักหยวนก็ไม่ให้ ขี้เหนียวเกินไปแล้ว ช่างเถอะเหมือนจะเห็นร้านกาแฟอยู่ฝั่งตรงข้าม ผมไปกินกาแฟดีกว่ารอให้ประธานเว่ยกลับมาพวกคุณค่อยไปหาผมฝั่งนั้นนะ”
พูดจบหลิวเฟยก็หายวับไปกับตา รปภ.ทั้งสองตอนนี้เหมือนถูกยกคำว่า “น่าขัน” “ไม่มีสมอง”“ประสาท” มาไว้บนร่างกาย
หลิวเฟยมาถึงร้านกาแฟพร้อมกับสั่งกาแฟที่แพงที่สุด3 แก้ว บริกรยกกาแฟ 2 แก้วมาวางไว้ตรงข้ามเขาตามที่สั่ง เมื่อเห็นว่าไม่มีใครมาเหงื่อก็ไหลออกมาเต็มหลัง ทำไมดูราวกับการเชิญคนตายมาดื่ม
หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วโมงรปภ.ทั้งสองก็วิ่งเข้ามาในร้านกาแฟอย่างร้อนรน ใบหน้าเต็มไปด้วยความอับอายเขามองไปที่หลิวเฟยและพูดอย่างอ้อนวอน “คุณผู้ชาย ผมต้องขอโทษจริง ๆเป็นเพราะพวกเราเองที่มีตาหามีแววไม่ หลังจากที่ประธานเว่ยได้ยินพนักงานพูดถึงเชอร์รี่ที่คุณขายเขาก็อยากจะพบคุณทันที”
หลิวเฟยยิ้ม“ไม่ต้องรีบ ! ครึ่งชั่วโมงก่อนผมได้สั่งกาแฟสำหรับพวกคุณไว้แล้วไม่ว่ายังไงพวกคุณก็ต้องดื่มให้หมดนะ”
ทั้งสองยิ้มอย่างอึดอัด“ขอบคุณคุณอย่างมาก……”
“ไม่ต้องขอบคุณ ยังไงก็เงินพวกคุณ”
หลิวเฟยพูดจบอย่างช้าๆ ในใจกลับคิดว่าเงินสักหยวนก็ไม่ให้ ตอนนี้แหล่ะจะขูดเลือดพวกนายออกมา !ฉันไม่เข้าใจเลย เขาไม่ใช่ฮ่องเต้นะ ทำไมการจะเข้าไปพบเขากลับต้องถูกรปภ.ห้ามไว้ ? ชีวิตเขาต้องการความปลอดภัยขนาดนั้นเชียวหรือ?
เมื่อทั้งสองได้ยินประโยคนั้นก็แทบจะร้องไห้ออกมาแต่พวกเขาจะพูดอะไรได้ในเมื่อประธานเว่ยบอกไว้ว่าหากพวกเขาไม่สามารถเชิญเขากลับมาได้ ก็ไม่ต้องทำงานนี้แล้ว !
ทั้งสองเหลือบมองอย่างขมขื่นกัดฟันดื่มกาแฟและจ่ายเงิน พร้อมเชิญหลิวเฟยออกไปอย่างนอบน้อม
มาถึงหน้าตึกเซิ่งเทียนอีกครั้งเลขานุการสาวสวยคนหนึ่งรีบกล่าวต้อนรับขึ้นมา “คุณคงจะเป็นชายที่ขายเชอร์รี่ใช่ไหม? ประธานเว่ยของพวกเรารอมานานแล้ว ได้โปรด เชิญเข้าไปด้านใน ! ”
หลิวเฟยเหลือบมองรปภ.ทั้งสองที่กำลังดึงชายเสื้อของเขาไว้ “เอ่อ……มีคนไม่ยอมให้ผมเข้าไป ! ”
เลขาสาวหันมองรปภ. พูดขึ้นด้วยอารมณ์โกรธ “พวกนายทำอะไร ? ไม่อยากทำงานแล้วหรือ? ยังไม่รีบปล่อยเขาอีก ! ”
รปภ.ทั้งสองหยุดชะงักลงในใจอยากจะร้องไห้ หากปล่อยเขาเข้าไปก็ตกงาน ไม่ปล่อยเขาเข้าไปก็ต้องตกงานอยู่อยู่ดี นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย ?
หลังจากคิดเรื่องนี้ทั้งสองก็รีบกระซิบข้างหูหลิวเฟย
หลิวเฟยได้ยินดังนั้นจึงกระแอมไอ“คุณผู้หญิง คุณรอผมก่อน ผมขอคุยกับพวกเขาสักหน่อย”
พูดจบเขาก็พาทั้งสองเดินออกไปด้านข้าง รปภ.ทั้งสองรีบอ้อนวอนทันที
“พี่ พี่ชายโปรดอย่าเปิดคลิปเสียงนั้นให้ประธานเว่ยฟังนะ ไม่งั้นพวกเราต้องตายกันแน่ ๆ ! ”
“ลูกพี่ลูกพี่คือคนสูงศักดิ์ที่มีเมตตาต่อคนตัวเล็ก ๆ อย่างพวกเรา คุณไม่ต้องกังวลต่อจากนี้คุณสามารถเข้าออกตึกได้ราวกับเป็นบ้านของตัวเองเลย อีกอย่างหากพวกเราเห็นคุณก็จะเชิญคุณไปกินข้าวด้วย พวกเรารู้ตัวแล้วว่าทำผิดทุกคนล้วนหาเช้ากินค่ำ ชีวิตล้วนลำบากยากแค้น ! ”
……
ฟังพวกเขาพูดอย่างไม่รู้จบหลิวเฟยก็ผลักมือที่จับชายเสื้อเข้าไว้ออก “ตอนนี้ไม่ดูถูกคนอื่นแล้วหรือ ? ไม่หยิ่งยโส ? ไม่ประจบสอพลอแล้วหรือ? เอาล่ะ ผมไม่ได้ทำแบบนั้น ไม่ได้กดบันทึก แค่แกล้งพวกคุณเล่นเฉย ๆเหมือนกัน ! ”
เมื่อเห็นหลิวเฟยเดินเข้าไปในตึกพร้อมเลขาสาว ทั้งสองก็แทบกระอักเลือดออกมานี่พวกเขาถูกหลอกจนหัวหมุน แต่จะโทษใครได้ ? ใครใช้ให้พวกเขามีตาหามีแววไม่ไม่รู้จักพลิกแพลงสถานการณ์กันเอง ?
หลิวเฟยมาถึงห้องทำงานของท่านประธานเห็นชายอายุราวห้าสิบกว่าปีในชุดสูทรองเท้าหนัง หลิวเฟยอมยิ้มอย่างกระปรี่กระเปร่าและพูดขึ้นว่า “คุณคงเป็นประธานเว่ยสินะ ? ผมได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว! ”
เว่ยเซิ่งเทียนตอบ“น่าละอายใจเหลือเกิน รปภ.ทั้งสองของผมไม่ค่อยรู้ความ ทำให้คุณต้องรอนานเกินไปแล้ว! ในมือของคุณใช่เชอร์รี่ที่ขายให้แก่พนักงานในบริษัทหรือไม่ ?”
หลิวเฟยส่งให้แก่เขา “นี่เก็บไว้ให้คุณโดยเฉพาะคุณลองชิมดู ! ”
เว่ยเซิ่งเทียนลองชิมดูสีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันทีที่กัดเชอร์รี่เข้าปาก “นี่คุณปลูกเองจริง ๆ หรือ ?”
“แน่นอน”หลิวเฟยเอ่ย
“คุณมีเท่าไหร่ ? ต้องการราคาเท่าไหร่? ”
“ครึ่งเดือนหลัง ผลผลิตล็อตแรกน่าจะจัดหาได้มากกว่า5,000 กิโลกรัม ส่วนในอนาคตมั่นใจได้เลยว่าปริมาณจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นในเรื่องราคาผมจะพูดอย่างตรงไปตรงมาเลยว่ากิโลกรัมละ 200 หยวน ! ” หลิวเฟยตอบอย่างหนักแน่น
เมื่อได้ฟังเช่นนี้เว่ยเซิ่งเทียนก็แทบลมจับ……