หลังจากการกล่าวรายชื่อผู้ที่ประลองในรอบของวันนี้พรุ่งเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็มีการประลองต่อจากสองเทพธิดาอีกหลายสิบคู่ เวลาร่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ก็เป็เวลาเช้าตรู่ในลานประลองก็อัดแน่นไปด้วยศิษย์ของพรรคต่างๆไปเป็ที่เรียบร้อยแล้วทุกๆที่นั่งล้วนเต็มมีผู้คนนั่งเต็มหมด ยกเว้นอยู่ที่หนึ่งที่จะยังคงไร้วี่แววของคน นั่นก็คือที่นั่งของจิ๋นเม่ยหลง
“ชิชิ! เ้าเวรนั่นจนผ่านนี้ยังไม่โผล่หัวออกมาอีก หวังว่ามันจะไม่ขี้ขลาดหนีหน้าหายไปหรอกนะ” แม้บนร่างกายของหยางเจี่ยนจะดูอนาถตาไปบ้างการที่มันเปล่งวาจาเช่นนี้ออกมาได้ก็สมควรที่จะหายดีกว่าหกส่วนแล้ว “ก็ดี! อย่างมันไม่สมควรให้ข้าต้องเสียเหงื่อแม้แต่น้อย ชัยชนะของมันที่ได้มาล้วนเป็เพราะความบังเอิญเท่านั้น!” ศิษย์ในพรรคเหล็กทมิฬ หยางเจี้ยนคือศิษย์ที่ผู้าุโภายในพรรคต่างเชิดชูให้เป็ถึงยอดอัจฉริยะในรุ่นนี้
“ในวันนี้ลานประลองของท่านก็ยังคงครึกครื้นอยู่เช่นเดิม การประลองก็เริ่มใกล้จะสิ้นสุดลงไปทุกทีหวังว่าศิษย์พรรคที่ยังรอประลองจะแสดงวิชาที่พวกมันได้ร่ำเรียนมาได้อย่างสุดฝีมือ” เ้าเมืองที่นั่งรออยู่แล้วหันหลังกลับไป “เฟยเทียน หนิงเอ๋อ เชิญนั่ง” สองสามีภรรยาพยักหน้าลงก่อนนั่งลงบนเก้าอี้ “เอ๊ะ ฟางหรง ไฉนเด็กนั่นยังไม่ปรากฏตัว” หนิงเอ๋อ เอ่ยปากขึ้นถาม “ข้าเองมาถึงที่นี่ก่อนบรรดาพรรคอื่นๆก็ยังไม่เห็นหน้ามันเช่นกัน หวังว่ามันคงไม่หนีการประลองหรอกมั้ง?” (ฟางหรง คือชื่อของท่านเ้าเมือง)
“ผู้ชายมีศักดิ์ศรีในตัวของตัวเอง ในรอบก่อนๆเ้าเด็กนี้ก็แสดงฝีมือออกมาให้ดูแล้วว่ามันเองก็ไม่ธรรดา การที่ต้องประลองกับหยางเจี้ยนคงไม่เหนือบ่ากว่าแรงมากนักมันคงจะไม่หนีหรอกกระมั้ง?” เฟยเทียน เอ่ยปากขึ้น “บรรดาพรรคทั้งหลายน่าจะมากันครบหมดแล้ว หลี๋ต๋าเริ่มงานได้เลย” หลี่ต๋า ก้าวเท้าเดินออกไปข้างหน้าก่อนจะป่าวประกาศออกไปเสียงดัง “การประลองในรอบที่ผ่านมาล้วนตื่นตาตื่นใจ และการประลองในวันนี้ก็ขอให้ศิษย์พรรคทั้งหลายใช้พลังออกมาทั้งหมดไม่ต้องกั๊กแสดงให้พรรคอื่นๆได้รู้ว่าพรรคของเ้าเองก็ไม่ใช่พรรคกระจอกๆ ให้ใครมาหยามอย่าทำให้อาจารย์และวิชาประจำพรรคต้องเสื่อมเสีย”
“และสุดท้ายผู้ที่ชนะการประลองจะได้รับ “หยกน้ำค้างทองคำและคำปรารถนา1ข้อ” จงใช้กำลังของพวกเ้าแย่งชิงมันมาให้ได้”
“โอ้เย้!!!!!!!!!”
“ผู้ชนะจะต้องเป็ข้า”
“เ้าโง่แกนะตกรอบไปแล้ว เลิกเพ้อฝันเสีย” ศิษย์ที่ตกรอบไปแล้วและยังรอการเข้าประลองต่างะโออกมาพร้อมกัน
“ถ้าหากข้าชนะการประลองข้าจะขอท่านเ้าเมืองแต่งงาน”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ” หลังจากที่ได้ยินคนะโขอเ้าเมืองแต่งงานเสียงหัวเราะก็พลันปรากฏขึ้นดังลั่นสนามประลอง
“พรวด!!” ฟางหรง ที่กำลังจิบน้ำชาอยู่ น้ำชาที่อยู่ในปากก็พรุ่งพรวดออกมา “เ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมนี้ริอาจมาขอข้าแต่งงาน” บนใบหน้าของ ฟางหรง เริ่มที่จะปรากฏสีแดงระรือเล็กน้อยนางก้มหน้าลงต่ำทันที “มันก็แค่คำพูดหยอกล้ออย่าได้ใส่ใจ อุ๊บ!” หนิงเอ๋อ พยายามที่จะกลั้นขำตนเองอย่างถึงที่สุด “ยะ หยุดหัวเราะข้าเสียที” ฟางหรง นางมีศักดิ์เป็ถึงเ้าเมืองและพลังฝีมือที่สูงส่งกับหน้าตาอันงดงาม มิใช่ว่านาง้าครองตนเป็โสด
ลึกๆในใจของนางเองก็อยากเป็ฝั่งเป็ฝากับคนอื่นเขาเช่นกันแต่ติดตรงที่ว่านางยังไม่พบเจอใครที่เหมาะสมกับตัวนางเสียสีเวลาร่วงเลยจนนางอายุจะเข้าสี่สิบหกปีก็ยังไร้วี่แววที่ความหวังของนางจะเป็จริง
--------------------------------------------------------------------------------------------
เสียงเท้าของ เหวินฉี ค่อยๆเก้าขึ้นบันไดไปอย่างช้าๆนางขึ้นมาถึงชั้นบนของโรงเตี๊ยมไปหยุดอยู่หน้าห้องๆหนึ่ง เหวินฉี ยกมือขึ้นกำลังจะ เคาะประตู จิ๋นเม่ยหลงก็เปิดประตูออกมาพอดี เหวินฉีสดุ้งเล็กน้อยก่อนที่จะเก้าถอยหลังออกไป “ท่านมาปลุกข้ารึ?” “เกือบจะเที่ยงวันแล้วข้าไม่เห็นท่านลงมาก็เลยจะขึ้นมาดูถ้าหากท่านตื่นแล้วก็เชิญลงไปข้างล่างเถอะข้าเตรียมอาหารไว้ให้เรียบร้อยแล้ว”
บนโต๊ะอาหารมีอาหารมากมายเฉกเช่นเดิมั้แ่วันแรกที่จิ๋นเม่ยหลงเข้ามาพัก “ท่านไม่จำเป็ต้องเตรียมอาหารมากมายขนาดนี้ก็ได้แค่ท่านให้ข้าพักอยู่ที่นี่ก็เกรงใจมากพอแล้ว” จิ๋นเม่ยหลงพูดออกไปทั้งๆที่ปากยังกินอย่างไม่หยุดหย่อน “คิกๆ..” เหวินฉี ลอบหัวเราะออกไปเล็กน้อยเมื่อนางเห็น จิ๋นเม่ยหลงทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อยก็หวนนึกถึงลูกชายของนาง “ซิ่นลี่”
จิ๋นเม่ยหลงใช้เวลาไม่นานกับการกินอาหาร “ท่านจะไปตำหนักท่านเ้าเมืองรึ?” เหวินฉี เอ่ยปากถาม จิ๋นเม่ยหลง ที่ลุกเดินออกไปได้เพียงสามสี่เก้าก็หยุด “จริงๆแล้ววันนี้ข้ามีประลองเป็มันเป็การประลองที่ไร้ค่า วันนี้ข้าก็เลยตื่นสายหน่อย เวลาขนาดนี้รอบประลองของข้าสมควรที่จะถูกตัดสิทธิ์ไปแล้วดังนั้นข้าแค่ไปชมการประลองเล่นเพียงแค่นั้น” หลังพูดจบจิ๋นเม่ยหลงก็เดินออกไป
--------------------------------------------------------------------------------------------
เจียวเหมย จาก พรรคัอัสนีเป็ฝ่ายชนะ
เจียวเหมย จาก พรรคัอัสนีเป็ฝ่ายชนะ
หยางเจี้ยน จาก พรรคเหล็กทมิฬเป็ฝ่ายชนะ
หยางเฉิน จาก พรรคหมาป่าอัสนีเป็ฝ่ายชนะ
กงจี้ จาก พรรคเมฆาพิฆาตเป็ฝ่ายชนะ
ขณะที่จิ๋นเม่ยหลงเดินเข้ามาพร้อมกับยกมือขวาปกปิดปากที่กำลังหาวอยู่ เป็รอบของ กงจี้ ที่จบการประลองไปพอดี ทุกสายตาจับจ้องไปที่จิ๋นเม่ยหลงทันที “ในที่สุดมันก็มาท่านพี่การประลองของท่านกับมันท่านต้องทำให้มันไม่กล้ามีหน้ามาเจอท่านอีกเด็ดขาด” หยางเจี่ยนแค่นเจียงที่เต็มไปด้วยความแค้น “เหอะ! หยางเจี่ยนเ้าก็รู้ว่าข้าคือใคร” มุมปากของหยางเจี้ยนยกเย้มอย่างชั่วร้ายสายตาจับจ้องไปยังจิ๋นเม่ยหลงที่เพิ่งนั่งลง
สายตาของหลี่ต๋าเองก็จับจ้องไปยังจิ๋นเม่ยหลงเช่นกัน แท้จริงแล้วการประลองรอบแรกของวันนี้ต้องเป็ คู่ประลองของ จิ๋นเม่ยหลง และ หยางเจี้ยน ในเมื่อจิ๋นเม่ยหลงไม่ปรากฏตัวในลานประลอง หลี่ต๋าก็เลยประกาศให้คู่อื่นประลองก่อนคู่ของ จิ๋นเม่ยหลง กับ หยางเจี้ยน ไปก่อนถึงห้าคู่!! “หึ! ข้าดูคนไม่ผิดจริงๆ” ในใจของหลี่ต๋าบังเกิดคำพูดดังกล่าวขึ้นพร้อมกับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
“การประลองในรอบถัดไปนี้ข้าเชื่อว่ามีหลายคนอดใจรอชมแทบไม่ไหวนั่นก็คือ!!!! จิ๋นเม่ยหลง กับ หยางเจี้ยน!” หลี่ต๋าประกาศออกไปเสียงดังลั่นอย่างกับพูดผ่านไมโครโฟนที่เสียบต่อกับลำโพงวัด สีหน้าของจิ๋นเม่ยหลงแปรเปลี่ยนทันที “บัดซบนี้ข้ามาช้าถึงขนาดนั้นกลับยังไม่ถึงรอบประลองของข้า?” บนลานประลองเป็หยางเจี้ยนที่ขึ้นไปคนแรกสองตาที่แสดงถึงความเหนือชั้นของมันจ้องไปยังจิ๋นเม่ยหลง
“จิ๋นเม่ยหลง นี่เป็คู่ของเ้าที่ต้องประมือลงมา!” หลี่ต๋าย้ำเสียงอีกครั้งเมื่อเห็นจิ๋นเม่ยหลงยังนั่งนิ่งเฉยอยู่ “เ้าขยะใยเ้ายังไม่รีบลงมาเล่า? รึว่ากลัวว่าการประลองรอบนี้จะไม่มีปาฏิหาริย์ที่ทำให้เ้าชนะ?” คำหยามเหยียดคำนี้ของหยางเจี้ยน นับว่าถ้าหากถูกพูดใส่คนอื่นนอกจากจิ๋นเม่ยหลงมันคนนั้นคงเร่งลงไปยังลานประลองอย่างเร็วไว
การแพ้ให้กับมันเพียงหนึ่งถึงสองกระบวนท่าก็นับว่าไม่อับอายเท่ากับไม่กล้าประมือเลย สายตาของผู้คนทั้งหมดยังคงจับจ้องไปยังจิ๋นเม่ยหลงอยู่
“มันไม่กล้ารึ?”
“หรือว่าที่มันชนะมาล้วนมาจากโชค?”
จิ๋นเม่ยหลง ยังคงนั่งสายตานิ่งเฉยจับจ้องไปยัง หยางเจี้ยน “ไอ้บัดซบนี่มันช่างหน้าหมันไส้ยิ่งนัก หลี๋ต๋าในเมื่อมันขี้ขลาดไม่กล้าลงมาประลองใยไม่ประกาศให้ข้าเป็ผู้ชนะไปเสียเลยเล่า?” น้ำเสียงของ หยางเจี้ยนยามนี้เต็มไปด้วยความโมโห หลี่ต๋าปรายตามองจิ๋นเม่ยหลงครานึงจากนั้นก็หลับตาพร้อมกันถอนหายใจ “จิ๋นเม่ยหลง การประลองครั้งนี้อีกหลายปีถึงจะถูกจัดขึ้นอีกครั้งและแน่นอนครั้งหน้าเ้าจะไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมอีกดังนั้นครั้งนี้จะเป็โอกาสครั้งสุดท้ายที่เ้าไปได้เข้าประลอง”
“การที่เ้ายอมแพ้ั้แ่ยังไม่เริ่มประลองมันเป็ความอัปยศสูงสุดของผู้ฝึกยุทธ์” ทั้งลานประลองนิ่งเงียบยกเว้นเสียงของหลี่ต๋าทุกคำพูดของหลี่ต๋าทุกคนในที่หน้าล้วนได้ยินอย่างชัดเจน หยางเจี้ยนเริ่มจนไม่ไหวกับท่าทีของจิ๋นเม่ยหลงที่แสดงถึงความไม่รู้ร้อนรู้หนาว มันตั้งตารอที่จะประมือกับจิ๋นเม่ยหลงอย่างเต็มที่ ทุกการประลองที่ผ่านมาในวันนี้ล้วนใช้พลังออกไปไม่ถึงสองส่วนด้วยซ้ำ
มันกะจะเก็บพลังทั้งหมดไว้ลงกับจิ๋นเม่ยหลงโดยเฉพาะในเมื่อจิ๋นเม่ยหลงไม่ลงมาประลองพลังที่มันเก็บไว้ก็ไร้ค่า “ในเมื่อไอ้ขยะโง่นั้นไม่กล้าที่จะประมือกับข้าท่านก็ประกาศให้ข้าชนะได้แล้ว” หยางเจี้ยนะโออกไปอีกครั้ง “จิ๋นเม่ยหลงเราผู้าุโจะเตือนเ้าเป็ครั้งสุดท้าย”
“ไอ้แก่เ้าจะลีลาหาพระแสงอะไรก็เห็นๆอยู่ว่ามันไม่กล้า” หยางเจี้ยนลักลอบคิดคำนี้ขึ้นอยู่ในใจแต่มิได้ปริปากพูดออก “พ่อของมันคงจะเป็ไอ้ขี้ขลาดส่วนแม่ของมันก็คงจะเป็อีตัวราคาถูกลูกถึงได้ออกมาเป็เช่นนี้” คำพูดคำนี้ของ หยางเจี้ยน นับไว้หยามเหยียดถึงที่สุดบรรดาพรรคน้อยใหญ่ถึงกับอ้าปากค้างไปเป็เวลานานไม่มีใครคิดว่าคำพูดนี้จะออกมาจากปากของ หยางเจี้ยน
แกร๊ก... ปุ้ง!! แขนเก้าอี้หยกข้างขวาของจิ๋นเม่ยหลงแตกระเอียดทันที แน่นอนเก้าอีหยกของท่านเ้าเมืองทุกตัวล้วนสร้างมาจากหยกชั้นเลิศยากที่จะแตกหัก แต่เสียงเมื่อครู่คล้ายกับดึงสติของผู้คนทั้งหมด บนเวทีลานประลองปรากฏร่างของจิ๋นเม่ยหลงไม่มีใครแม้แต่จะเห็นว่าจิ๋นเม่ยหลงมาั้แ่เมื่อไหร่ “เ้า...ถอน...คำ...พูด...ซะ” สองตาหม่นทะมึนของจิ๋นเม่ยหลงกับเสียงที่เปล่งออกมาเมื่อคู่อย่างเย็นยะเยียบ
ผู้คนที่ได้ฟังราวกับถูกน้ำเย็นเฉียบราดลงบนหัว ใบหน้าของ หยางเจี้ยน ไม่ได้หวั่นเกรงจิ๋นเม่ยหลงเลยแม้แต่น้อยมันทำเป็ยกยิ้มอย่างเหยียดหยาม “ไอ้ขยะถ้าอยากให้ข้าถอนคำพูดเกรงว่าเ้าคงจะต้องใช้กำลังบังคับสักหน่อยแล้ว”
-----------------------------------------------------------------------
ขอโทษที่หายไปนานนะครับจะกลับมาเขียนต่อแล้วนะอยากอ่านยาวต้องรอดูหลังเดือนเมษานะครับ red or black