เฉิงหยู่ เดินออกมาจากลิฟต์ ในขณะนั้นก็เห็นชายคนหนึ่งกำลังด่าว่า เสี่ยวซื่อ อยู่พอดี
“ มีอะไร ฉันจอดรถตรงนี้นายมีปัญหามากงั้นเหรอ?” เฉิงหยู่ ถามขึ้นอย่างเฉยชา
พอได้ยินเข้า เจิ่งจื่อเฉียว ก็หันตัวกลับมาเผชิญหน้า พลันสงสัยว่าทำไม เฉิงหยู่ ถึงดูเด็กขนาดนี้ ? หยางลั่วเซวียะ ไม่น่าจะชอบเด็กแบบนี้นี่? ทางด้าน เสี่ยวซื่อ รู้สึกเหมือนมีพระมาโปรด เขาก็เอามือปาดเหงื่อด้วยความวิตกกังวล ว่าตนเองเกือบจะโดนไล่ออกแล้ว
“นายไม่รู้หรือว่าตรงนี้มันจอดรถไม่ได้?”
“ฉันรู้ แต่ฉันก็จอดไปแล้ว นายจะทำไมล่ะ?”
เมื่อได้ยินแบบนั้น เจิ่งจื่อเฉียว ก็เลือดขึ้นหน้า แต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรไปได้มากกว่านี้
“ถึงฉันจะไม่สามารถทำอะไรนายได้ แต่สำหรับเจ้านี้ฉันไล่ออกได้ทันที” เจิ้งจื่อเฉี่ยว ชี้ไปที่ เสี่ยวซื่อ
พอ เสี่ยวซื่อ ได้ยินดังนั้น เขาก็หน้าซีดขึ้นทันที พร้อมส่งสายตาอ้อนวอนไปยัง เฉิงหยู่ หวังว่าจะช่วยฉุดเขาออกจากสถานการณ์เลวร้ายนี้ได้
“อืมๆ ไม่ต้องกลัว ฉันบอกไปแล้วไง ถ้ามีปัญหาอะไรฉันจะจัดการเอง ดูท่า… ในบริษัทนี้นายคงจะใหญ่โตไม่เบาเลยสิท่า ” เฉิงหยู่ พูดถึง เจิ้งจื่อเฉียว ที่ดูหยิ่งทะนงและภาคภูมิใจในตนเองมาก
“ก็พอตัวล่ะนะ ฉันเป็นแค่ผู้จัดการโครงการของบริษัทเท่านั้นเอง” เจิ้งจื่อเฉียว พูดอย่างภาคภูมิใจ อายุเพียงแค่ยี่สิบห้าปีก็ได้ขึ้นนั่งตำแหน่งผู้จัดการดูแลการโครงการของ เหม่ยหว่านกรุ๊ป แบบนี้ไม่ใช่ว่าใครๆก็ทำได้ ถึงแม้จะมีพ่อที่อยู่ในตำแหน่งผู้อำนวยการ แต่ยังไงความสามารถที่พลักดันตนเองขึ้นมาถึงจุดนี้ก็สำคัญที่สุด
“โอ้โห ฟังดูแล้วท่าจะสุดยอดจริงๆ แต่นายก็ทำอะไรฉันไม่ได้อยู่ดี ” เสี่ยวซื่อ ได้ยินอย่างนั้นแข้งขาสั่น รู้สึกอยากจะจัดการเขาจริงๆ “ ส่วนนายไม่ต้องไปสนใจหรอก ถ้าถูกไล่ออกขึ้นมาจริงๆ ยังไงก็ไม่อดตายเดี๋ยวฉันช่วยเอง ”
เฉิงหยู่ ยกโทรศัพท์ขึ้น จากนั้นก็โทรไปหา หยางลั่วเซวียะ “ฮัลโหล มีเรื่องอะไร?” เสียงตอบปลายสาย
“ผู้จัดการโครงการของเธอน่ะกำลังจะไล่รปภ. ออกจากงานน่ะสิ ฉันคิดว่ารปภ. ตั้งใจทำงานอย่างจริงจัง เธอช่วยพิจารณาหน่อย”
“ผู้จัดการคนไหนกัน?”
“เขาชื่ออะไรนะ”
“เจิ้งจื่อเฉียว” รู้ว่า หยางลั่วเซวียะ กำลังสนทนาในคู่สาย ดังนั้นมันเลยต้องตอบความจริง
“ใช่แซ่เจิ้ง อืม ได้สิ เจ้านายอยากจะคุยด้วยน่ะ” เฉิงหยู่ ส่งโทรศัพท์ให้กับ เจิ้งจื่อเฉียว
“อ่า! ประธานหยาง ใช่ๆๆ ผมเองครับ เอ่อ? ยังงั้นเหรอครับ? ได้ครับๆ ” พอ เจิ้งจื่อเฉียว มันก็แสดงท่าทางอ่อนน้อมถ่อมตนขณะที่พูดคุยไปด้วย ถึงแม้มันจะชอบ หยางลั่วเซวียะ แต่ด้วยระดับที่ต่างกันเกินไป มันถึงโดนอีกฝ่ายสะกดข่มอยู่เสมอ
“เอาล่ะ หมดเรื่องแล้ว คราวหน้าก็ระวังหน่อยแล้วกัน” เจิ้งจื่อเฉียว ส่งโทรศัพท์คืนให้ เฉิงหยู่ พลางพูดกับ เสี่ยวซื่อ
“ครับๆๆ ขอบคุณผู้จัดการเจิ้ง แล้วก็ขอบคุณครับ คุณเฉิง” เสี่ยวซื่อ พูดด้วยความดีอกดีใจ
“ไม่เป็นไร นี่เป็นสิ่งที่ฉันต้องทำอยู่แล้ว ถ้าหากว่านายไม่อยากจะทำงานที่นี่แล้วล่ะก็ ไปทำที่ ซินกวงไนต์คลับ ก็ได้นะ เดี๋ยวฉันรับเป็นธุระให้” พูดจบ เฉิงหยู่ ก็ขึ้นไปบนรถ จากนั้นก็สตาร์ทเครื่อง พร้อมขับออกไปด้วยเสียงดังกระหึ่ม ทำให้หลายคนต้องหันมอง
ซินกวงไนต์คลับ? หรือว่าเขาเป็นพวก หมาป่าโลหิต กัน? เจิ้งจื่อเฉียว ขมวดคิ้วคิดตาม สำหรับเขาที่ชอบเที่ยวราตรี ทำให้รู้กิตติศัพท์ของซินกวงไนต์คลับเป็นอย่างดี ว่าที่นั้นเป็นที่พำนักของแก๊งหมาป่าโลหิต
เฉิงหยู่ ขับรถวนอยู่รอบหนึ่ง เมื่อมาถึงบ้านเขาก็เหลือบมองนาฬิกาตอนนี้เป็นเวลาบ่ายสาม ที่บ้านไม่มีใครอยู่สักคน สงสัยสาวน้อยคงจะขับรถใหม่ไปอวดเพื่อนๆ
————————
เวลาสองทุ่มเศษ ห้องของ ฉินชางไห่ ณ ซินกวงไนต์คลับ
“พี่ใหญ่ ครั้งนี้พวกเราเจอของจริงเข้าแล้วใช่ไหมครับ” อู๋ฉาง พูดขณะนั่งบนเก้าอี้ ด้วยสีหน้าสงสัย
“ก็ใช่น่ะสิ คราวก่อนเขาให้เม็ดยานั่นมา ฉันก็ยังสงสัยอยู่ แต่คิดไม่ถึงจริงๆว่าแค่คืนเดียวนายกับอาการดีขึ้นอย่างน่าใจหาย ถ้าไม่เห็นกับตา ฉันก็ไม่เชื่อหรอก” ฉินชางไห่ พูดพลางสูบบุหรี่ไป
“ก็ใช่น่ะสิ เจ้าสาม ตอนนั้นนายไม่ได้เห็นไง ลูกกระสุนยิงเจ้าหนุ่มนั้นไม่เข้าเลยนะ แถมสะบัดมือทีเดียวก็ผ่าร่างคนเป็น 2 ซีกได้ในฉับเดียว ฉากนองเลือดนั้น ถ้านายไม่ได้เจอกับตัว คงไม่มีทางสัมผัสได้ถึงประสบการณ์ที่ฉันกับพี่ใหญ่ได้ประสบพบเจอมา มันช่างน่าสะพรึงกลัวจริงๆ ” พอคิดถึงฉากนองเลือดในคราวนั้น หมาป่าคลั่ง ก็ยังรู้สึกหวาดกลัวไม่หาย
“ ใช่ ตอนนั้นที่ผมพาคนไป แค่พริบตาเดียวทั้งหมดก็ลงไปนอนกองกับพื้นแล้ว ตอนนั้นก็พอจะรู้แล้วล่ะว่าฝ่ายนั้นไม่ใช่คนที่เราจะต่อกรด้วยได้ แต่คิดไม่ถึงจริงๆว่าแค่ไม่กี่วันจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก” อู๋ฉาง พูดด้วยความรู้สึกหดหู่
“น้องสาม เขาบอกว่าจะมารับสินทรัพย์ในคืนนี้ ฉันหวังว่านายจะยอมมอบให้เขาแต่โดยดี ไม่งั้นเขาคงฆ่านายทิ้งจริงๆแน่” ฉินชางไห่ พูดกับ อู๋ฉาง
“ในเมื่อเรื่องมาถึงขนาดนี้ ยังไงผมก็คงต้องยอม พวกเราเองก็รู้อยู่แล้ว ถ้าขัดใจคนประเภทนี้คงจบไม่สวยแน่ ” อู๋ฉาง คิดแล้วพูดขึ้น
“ฉันก็คิดแบบนั้นล่ะ แต่น่าเสียดายที่ เจ้าสาม ไม่สามารถฝึกศิลปะการต่อสู้ได้อีก”
“ช่วงที่อยู่ในโรงพยาบาล ผมก็คิดเรื่องนี้หลายตลบ จนไม่รู้สึกเสียใจอะไรแล้วล่ะ”
“ดีแล้วที่นายทำใจได้ ถึงแม้ว่าเราจะกลายเป็นลูกน้องของเขา แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมาหาเรื่องเราได้ ไม่ว่ายังไงเราก็ยังเป็น หมาป่าโลหิต อยู่ดี ”
“ก๊อกๆๆ” เวลานั้นก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“เข้ามา!” ฉินชางไห่ พูด
“พี่ใหญ่ เจ้าเด็ก เจียงหมิง อยากจะพาคนมาพบพี่เป็นการส่วนตัวครับ” เถาจิ่ว เข้ามาพร้อมพูดกับ ฉินชางไห่ ซึ่งเขาก็เพิ่งออกมาจากโรงพยาบาลเช่นกัน อาการบาดเจ็บที่มือก็ดีมากขึ้นแล้ว
“ฮึ เจ้าเด็กนั้นช่างกล้ามาก เป็นต้นเหตุทำพวกเราต้องเจอหายนะแบบนี้ยังกล้าโผล่หน้ามาอีก ไป! ไปพาพวกมันเข้ามา” พอได้ยินว่า เจียงหมิง มาหาเขานั้น ก็เลือดขึ้นหน้าทันที
หลังจากนั้น เถาจิ่ว ก็พาตัว เจียงหมิง เข้ามาพร้อมกับเด็กหนุ่มอีกคนหนึ่ง
“อาฉิน อาหมาป่าคลั่ง อาอู๋ สวัสดีครับ วันนี้ผมพาเพื่อนคนหนึ่งมาแนะนำให้ทุกคนรู้จัก” พอเข้าประตูมา เจียงหมิง ก็เอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
“งั้นหรือ? ว่ามาสิ เพื่อนแกเป็นใครมาจากไหน?” ฉินชางไห่ เหลือบมองพร้อมกับพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเฉยชา
เจียงหมิง ก็ใช้มือแตะไปที่ ฉวี่ตงหยวน ที่ยืนอยู่ข้างๆ ในเวลานี้ ฉวี่ตงหยวน ดูตื่นเต้นมาก เพราะเมื่อก่อนตัวเองรู้จักแต่ลูกน้องระดับล่างๆ แต่ผู้ที่อยู่ตรงหน้าล้วนเป็นนายใหญ่ทั้งสิ้น ถ้าบอกว่าไม่ตื่นเต้นก็คงจะโกหก นอกจากนี้เขายังเห็นอีกว่า กลุ่มคนที่อยู่เบื้องหน้าต่างก็ไม่แยแสตัวเองกับ เจียงหมิง สักเท่าไหร่
“ผะ ผมชื่อ ฉวี่ตงหยวน เป็นลูกของรองนายกเทศมนตรีเมืองหยุนไห่ครับ” ฉวี่ตงหยวน พูดด้วยน้ำเสียงประหม่า พอเจียงหมิงที่อยู่ข้างๆเห็น ฉวี่ตงหยวน แสดงท่าทางนี้ ก็รู้สึกอึดอัดใจนิดหน่อย เพราะตอนที่อยู่ข้างนอกทำเป็นบอกว่าตัวเองเจ๋งอย่างนู้นอย่างนี้ แต่พอมาอยู่ต่อหน้ารุ่นใหญ่ทั้งหลายกลับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
“หืม? เป็นลูก นายกฉวี่ งั้นเหรอ? หึหึ นั่งลงเถอะ พูดมา พวกแกมาหาฉันมีธุระอะไร?”
พอ ฉวี่ตงหยวน พูดชื่อพ่อไป อีกฝ่ายก็ดูเหมือนจะสุภาพขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขาพยายามสงบจิตใจ จากนั้นก็พูดขึ้นว่า “ เรื่องมันเป็นแบบนี้ครับ ที่โรงเรียนของผมมีหัวโจกอยู่คนหนึ่ง หมอนั่นเก่งเรื่องการต่อสู้มาก ผมไม่ใช่คู่มือของมันเลย เลยอยากขอแรงพี่ใหญ่ทั้งสาม ช่วยไปสั่งสอนเจ้าเด็กนั้นหน่อย”
“จะให้พวกเราไปสั่งสอนเด็กนักเรียนเนี่ยนะ? มันไม่ใช่เรื่องของพวกเราซะหน่อย แต่ฉันจะให้ลูกน้องไปจัดการแล้วกัน ที่ยอมทำให้ เพราะเห็นแกเป็นลูกรองนายกหรอกนะ ”
“คนพวกนั้นไม่ใช่คู่มือของมัน ผมจะให้เงินพี่ใหญ่หนึ่งแสน ขอแค่ลูกพี่ช่วยจัดการมันให้ผมก็พอ”
“คุณชายฉวี่ หนึ่งแสนไม่ได้อยู่ในสายตาของเราหรอก เงินแค่นั้น แต่อยากให้เราลงมือคงจะเป็นไปไม่ได้ พวกเราไม่รับงาน แต่ฉันพอจะหาคนให้นายได้ ก็แล้วแต่นายว่าจะเอาหรือไม่เอา”
“แต่ถ้าคนพวกนั้นไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาแน่ ขอแค่ พี่ฉิน พูดมาว่าต้องการเงินเท่าไหร่ ตราบใดที่พี่ยอมลงมือผมก็พร้อมจ่าย”
“ที่แกยอมจ่ายมากขนาดนี้ ฉันชักสงสัยแล้วสิเมื่อคนที่ให้ไปเล่นใครกัน ถึงทำให้แกเกลียดมากขนาดนั้น?”
“มันหักแขนของผมเหมือนกับของเล่น แถมยังทำท่าที่ยียวนใส่ผมในโรงเรียนอีก ที่สำคัญที่สุด คนของแก๊งหมาป่าโลหิต ก็ยังเคยถูกมันซ้อมด้วยนะครับ”
ฉินชางไห่ ได้ยินก็เริ่มสงสัยว่าเป็นใครกัน จากนั้นมันก็เอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา “มันชื่ออะไรล่ะ?”
พอเห็นการแสดงออกของ ฉินชางไห่ ฉวี่ตงหยวน ก็รู้สึกดีใจมาก อาจเป็นเเพราะว่าที่ตัวเองบอกว่าคนของหมาป่าโลหิตโดนทำร้ายอย่างแน่นอน จากนั้นมันก็พูดชื่อออกไป ด้วยน้ำเสียงดังฟังชัดว่า “เฉิงหยู่”
“เด็กๆ!” ฉินชางไห่ ตะโกนเสียงดังลั่น จากนั้นคนด้านนอกราวๆสิบกว่าคนก็รีบวิ่งเข้ามา
“ลากคอเจ้าเด็กสองคนนี้ออกให้พ้นหน้าฉัน” ฉินชางไห่ ชี้ไปยัง เจียงหมิง และ ฉวี่ตงหยวน
“เพี๊ย!” ทั้งสองร่วงตกจากเก้าอี้ เจียงหมิง ตกใจจนฉี่แทบราด มันก็พูดขึ้นว่า “อาฉิน ทำไมกันล่ะครับ?”
“ฉันจะบอกอะไรให้นะ เฉิงหยู่ ไม่ใช่คนที่พวกแกจะเข้าไปข้องแวะได้ ถ้าพวกแกยังอยากจะมีชีวิตอยู่ คราวหลังเจอหน้าเขาแกต้องนอบน้อมให้มากกว่านี้ ไป! รีบลากไอ้สวะสองตัวนี้ไปพ้นหน้าฉัน!”
“ไม่นะ! อาฉิน ผมไม่กล้าแล้ว!”
“ม่ายยย! พี่ฉิน ผมผิดไปแล้ว อย่าทำอะไรผมเลย” ทั้งสองคนถูกลากออกไปด้วยน้ำตา
———————
ตกกลางคืน เฉิงหยู่ เดินออกมาจากห้อง ก่อนจะเห็นว่า จ้าวหมิงหรง กับคนในบ้านนั้นกำลังนั่งคุยเล่นกันอยู่ในห้องรับแขก
“เสี่ยวหยู่ ทำไมถึงซื้อรถแพงๆแบบนั้นให้ ฟางฟาง ล่ะ?” พอเห็น เฉิงหยู่ ออกมาจากห้อง เฉิงเหม่ยเหยียน ก็พูดขึ้นด้วยความไม่พอใจ
“แค่เหตุผลว่า ฟางฟาง ชอบนี้ก็น่าจะพอแล้วนิครับ ไม่เห็นต้องคิดมากเลย?”
“ใช่แล้ว! หนูรักพี่ชายมากที่สุดเลย ” จ้าวหยุนฟาง พูดออกมาอย่างดีใจ
“เธอมีเงินมากแค่ไหนกันเชียว ตัวเธอเองก็เพิ่งซื้อรถคันละตั้งหลายล้าน!” เฉิงเหม่ยเหยียน พูดต่อหน้า เฉิงหยู่
“ไม่ใช่ผมบอกไปแล้วเหรอว่าทำธุรกิจ ? เงินแค่นี้ขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอกครับ?”
“เธออย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะ การร่วมธุรกิจระหว่างพวกเธอเพิ่งเริ่มเท่านั้น แล้วจะมีเงินขนาดนั้นได้ยังไง?”
“นี่เป็นเงินที่ผมร่วมหุ้นจริงๆนะครับ ผมก็เพิ่งเจรจากับ หยางลั่วเซวียะ เรื่องการวางจำหน่ายยาอายุวัฒนะ ก็เลยเอาเบิกเงินออกมานิดหน่อย” เฉิงหยู่ ไม่อยากจะบอกว่าตัวเองไปฆ่าคน แล้วก็ยึดทรัพย์สินมา
“เป็นเรื่องจริงอย่างนั้นเหรอ? เพิ่งเริ่มทำสัญญากันเธอก็ให้เงินมามากมายขนาดนี้แล้ว?”
“แน่สิครับ คุณอาก็รู้สรรพคุณของยาอายุวัฒนะของผมไม่ใช่เหรอ หากวางขาย ก็แทบจะนึกไม่ออกเลยว่าจะทำเงินได้มากมายมหาศาลแค่ไหน ลำพังเงินแค่นี้คงไม่นับว่าเป็นปัญหา ? ผมก็แค่ขอส่วนแบ่งเล็กๆน้อยๆจากบริษัทใหญ่โตก็แค่นั้น”
พอได้ฟัง เฉิงหยู่ อธิบายมาเช่นนี้ เฉิงเหม่ยเหยียน ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เธอรู้ดีว่ายาอายุวัฒนะที่เขาครอบครองในมือมันวิเศษยอดเยี่ยมจริงๆ หากยาวิเศษเหล่านี้กระจายสู่ตลาด ผู้คนมากมายคงแย่งซื้อมันอย่างบ้าคลั่ง “ถ้าเช่นนั้นอาก็คงไม่ต้องพูดอะไรต่อ อาแค่กลัวว่าเธอจะเอาเงินไปใช้ในทางที่ไม่ดี วันนี้อยู่คนเดียวคงยังไม่ได้กินอะไรสิท่า! มีกับข้าวเตรียมไว้ที่ห้องครัว เธอไปกินก่อนเถอะ!”
“ไม่เป็นไรครับ ผมว่าจะออกไปข้างนอกพอดี เดี๋ยวจะกลับมากินนะครับ!”
“ดึกขนาดนี้แล้ว เธอยังออกไปที่ไหนอีก?”
“ออกไปจัดการธุระบางอย่างน่ะครับ พวกคุณอาพักผ่อนก่อนได้เลย” พูดจบเฉิงหยู่ ก็ออกไปทันที
จบตอน