พรึ่บ! พรึ่บ!
เสียงฝีเท้าของสัตว์อสูรตนหนึ่งที่มีรูปร่างคล้ายหมูป่าผสมกระบือดังะเืพงหญ้าทุกย่างก้าว
มันวิ่งอยู่ข้างผม
ไม่สิ..
ผมกำลังไล่ต้อนมันอยู่
ผมอาศัยท่าร่างที่ยี่ฟู่เคยสอน ใช้ก้าวย่างตีวงปิดทางหนีของเ้าอสูรนั่นทุกทิศทาง
ท่านั่นชื่อว่า...
'ย่างก้าวภูติเงาเร้นกาย'
ถึงจะชื่อดูขลัง แต่ตอนนี้ผมยังฝึกได้แค่ขั้นแรก
ยังพรางตัวไม่ได้
ยังปิดพลังยุทธ์ไม่ได้
แต่ก็นะ..
อย่างน้อยก็เร็วขึ้นพอจะไล่ทันหมูป่ามรณะตัวนี้
เ้าหมูมันพุ่งขึ้นหน้าทะยานหนี
แต่ผมก็ฟาดกระบี่ขึ้นจากเอว
“วิชากระบี่โบย์ขั้นที่สี่ กรีดผ่าเมฆา!!”
กระบี่เหล็กครามในมือผมวาดออกไปข้างหน้า
คลื่นปราณสีขาวรูปจันทร์เสี้ยวพุ่งตัดอากาศไปจนถึงก้อนหินใหญ่ข้างหน้า
ตู้ม!!
ก้อนหินแตกเป็เสี่ยง พร้อมด้วยบรรดาเศษเล็กเศษน้อยที่หล่นกองอยู่บนพื้น
เส้นทางของหมูอสูรถูกตัดขาด
แล้วเหมือนมันจะยังไม่ยอมแพ้ มันพยายามเปลี่ยนทิศหันไปอีกทางทันที
ผมะโลั่น
“มันวิ่งไปทางเ้าแล้ว โหวหวัง!!”
ร่างของผมหยุดอยู่กับที่ ปล่อยให้เ้าหน้าขนจัดการต่อ
แล้วมันก็ไม่ทำให้ผิดหวัง
กระบองเหล็กดำคู่นั้นถูกควงรอบตัวมันด้วยสองมือ
แม้ใบหน้ายังปูดอยู่บ้าง แต่ดวงตาของมันเต็มไปด้วยเพลิงโกรธ
“ฤทธิ์กระบองบ้านสกุลซุน กระบวนที่สอง ก้องปฐี!!”
เสียงของมันดังก้อง
มือยกกระบองขึ้นเหนือศีรษะ แล้วฟาดลงมาด้วยแรงโทสะและน้ำหนัก!
ตู้ม!!!
พื้นดินสั่นะเื
เสียงกระแทกดังก้องไปทั่วป่า
สัตว์อสูรทั้งร่างแแ่ติดดิน ศีรษะแตกเป็ร่องลึก เละจนผมไม่กล้ากลั้นใจมองนาน
รอยกระแทกที่พื้นลึกจนฝ่าเท้าผมััแรงสั่นะเื
แล้วนี่ก็คือพลังของจอมยุทธ์ที่มีปราณชาด AKA ปราณมาร
เมื่ออารมณ์ยิ่งร้อน พลังมันยิ่งแกร่ง
ตอนนี้โหวหวังยังไม่หายโกรธเื่อี้ต้าเต๋อ
มันเลยระบายใส่เ้าหมูเคราะห์ร้ายตัวนี้เต็มเหนี่ยว
ผมขอสารภาพตามตรง ผมแอบกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่อยู่ในตอนที่เห็นมันทำแบบนั้น
ผมไม่รู้ว่าถ้าผมบอกโหวหวังไปตรง ๆ ว่าหนึ่งในสามรอยบวมบนหน้ามันคือฝีมือของผม
สภาพของผมกับหมูอสูรตนนั้นจะต่างกันไหม
ซึ่งผมก็ได้แต่หวังว่าผมจะไม่มีวันรู้เื่นั้น
โหวหวังด้วยเหมือนกัน..
แต่ด้วยในสถานการณ์นั้น ผมก็ได้แต่ตะคอกเสียงออกไป
“ไอ้เ้าบ้า!! เ้าทำรุนแรงเกินไปอีกแล้ว!”
ผมะโใส่หลังบุรุษหน้าขนที่ยังยืนพาดกระบองบนบ่าด้วยสีหน้าภูมิใจในผลงานของตัวเองเต็มที่
“เกิดแก่นปราณมันแตกขึ้นมา ใช่พวกเราจะเสียแรงเปล่าหรือไง!!”
ผมวิ่งกระโจนเข้าหาร่างเ้าหมูผสมกระบือที่ตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับบีฟทาท่า
มือรีบดันร่างอสูรมันให้พลิกหงาย
ปลายกระบี่จ่อไปตรงทรวงอก
แล้วลงมืออย่างช่ำชอง กรีดชั้นกล้ามเนื้อไปตามแนว
“โชคดีไป…”
ผมถอนหายใจ
“แก่นปราณไม่ได้แหลกสลาย”
ถ้าโหวหวังมันกำกระบองถอยลงไปอีกราวสองนิ้ว ผมคงได้แต่ยืนขำแห้งกับร่างอสูรอีกตนที่แก่นปราณแตกไป
“เอ็งจะกลัวอันใด...”
เสียงโหวหวังดังแว่วมา
“อีแค่กุนกาสรตนเดียว ให้มาร้อยตัว
ฉันก็ไหว..
บ่นเป็ผู้เฒ่าผู้แก่ไปได้”
ผมเหลือบตาขึ้น
ไอ้หน้าขนมันยังยืนพาดกระบองอย่างกับตัวเองเป็ยอดฝีมือ ทั้งที่เพิ่งจะทำแก่นปราณอสูรแตกไปแล้วถึงห้าตัวจากสิบสองตัวที่พวกเราล่า
ผมไม่พูดอะไรต่อ มีแค่เสียงถอนหายใจ กับกระบี่ที่ยังคงค่อย ๆ กรีด
ผมในตอนนี้ไม่ต่างกับนักชำแหละเนื้ออสูรมืออาชีพ ที่ค่อย ๆ ใช้ปลายคมเลาะแก่นปราณอสูรออกจากร่าง
และในที่สุด..
ผมก็ดึงแก่นปราณสีดำอมน้ำตาลก้อนหนึ่งออกมาได้
ถือไว้แล้วหันไปมองเ้าหน้าขนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
“ก้อนนี้ของเ้า”
ผมยื่นมันให้
“เท่านี้ทั้งข้าและเ้าก็มีห้าสิบคะแนนเท่ากันแล้ว
ครั้งหน้าก็เพา ๆ มือหน่อย”
ผมเอ่ยเตือน
“ยิ่งเสียแรงเปล่าก็ยิ่งเสียเวลา
นี่ก็ใกล้ค่ำแล้ว
หมดเวลาเมื่อไหร่..
พวกเราก็สอบตกทั้งคู่นะ”
“เออ ๆ ๆ รอบหน้าฉันจะระวัง”
มันตอบเสียงเบา ยักไหล่นิด ๆ ก่อนยื่นมือมารับแก่นปราณไปจากมือผม
แต่ไม่ทันที่ปลายนิ้วเราจะัักัน...
ชิ้ง!! เพ้ง!!
เสียงลูกศรเฉือนอากาศดังฉับพลัน
แก่นปราณในมือผมแตกกระจายต่อหน้าต่อตา
เศษแก่นปราณกระเด็นกระทบใบหน้าเบา ๆ ทำเอาผมถึงกับชะงัก
แต่ชะงักได้ไม่นาน..
ทั้งผมและซุนโหวหวังก็ได้เคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณ พลันหันหลังชนกันโดยไม่ต้องนัดหมาย
กระบี่ในมือผม กระบองในมือมัน ต่างยกขึ้นพร้อมกันโดยสัญชาตญาณ
มีคนลอบยิง!!
และตอนนี้ไม่ว่าจะกัดกันแค่ไหน
ก็ต้องช่วยกันสู้!!
“ไอ้อีตัวไหนกล้าลงมือ!!”
เสียงซุนโหวหวังะโลั่นดังไปทั่วป่า
น้ำเสียงดังกึกก้องจนทำให้แมลงรอบตัวผมหยุดส่งเสียงทันที
ก็นั่นล่ะครับ
ก็มันยังโกรธอยู่ ยังไม่ทันหายแค้นจากเื่อี้ต้าเต๋อ
“กล้าลอบทำร้ายฉัน!!”
เ้าเพื่อนหน้าขนตอนนี้ที่หน้าปูดยังไม่หยุดคำราม
“ไม่รู้หรือว่าฉันเป็ใคร!”
“แน่นอนว่าข้ารู้ว่าเ้าคือใคร…”
เสียงของใครบางคนดังขึ้น
และเสียงนี้...
ผมจำได้..
ไม่ทันขาดคำ!!
ร่างของคนแปดคน ปรากฏขึ้นต่อหน้าพวกเรา
สี่คนอยู่ทางฝั่งผม
อีกสี่อยู่ทางฝั่งโหวหวัง
จัดทัพแบบนี้เหมือนจะบอกว่า 'ไม่ต้องห่วง มีให้เท่ากันทุกคน' อย่างไรอย่างนั้น
และเธอ..
คนที่พูดเมื่อครู่...
คือคนที่ผมไม่อยากให้มาเจอในป่าที่สุดในตอนนี้
อุสางิซากิ
สายตาเ็า สีหน้าไม่ต่างจากแผ่นน้ำแข็งในฤดูเหมันต์
แต่แววตา...
แววตานั่นแหละที่น่ากลัวกว่าสิ่งอื่นใด
“แม่ซากิ...!!”
โหวหวังกัดฟันกรอดตอนพูด
แววตาของมันดูไม่เข้าใจ
“เ้าคงแปลกใจ”
เธอพูดออกมาพร้อมยกยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก เป็รอยยิ้มที่ไม่แม้แต่จะพยายามซ่อนความสะใจ
“ว่าเหตุใดถึงลงมือต่อพวกเ้าสองคน…”
ผมเริ่มขยับเท้าช้า ๆ เข้าใกล้โหวหวังมากขึ้น
ไม่ใช่เพื่อบัง แต่วางตำแหน่งเอาไว้เผื่อจะลุยพร้อมกันได้ทันที
“เพราะข้าไม่อยากเป็ศิษย์ร่วมสำนักเดียวกับเ้า..
โหวหวัง..”
คำพูดนั้นแทงไปกลางอกของเ้าหน้าขน
แต่ผมรู้.. ว่ามันไม่ใช่แค่เพื่อนผมที่รู้สึก
มันแทงกลางอกของผมด้วย
เพราะแม้ผมจะไม่ใช่เป้าหมายหลัก..
ถึงอย่างนั้นเมื่อมองจากสถานการณ์ เหมือนผมจะโดนหางเลขไปด้วยแบบดื้อ ๆ
ซวยจริง ๆ เลยว่าไหม?
“ทำแบบนี้แล้วแม่จักได้กระไรกัน?”
โหวหวังพูดเหมือนยังพยายามเกลี้ยกล่อมอีกฝ่าย
“ความสาแก่ใจ? หรือความสนุกเพียงชั่วครู่?”
มันพยายามใช้เสียงปนเหตุผล
ซึ่งผมรู้..
มันแค่ไม่อยากให้ห้าตระกูลเสาหลักต้องหันดาบเข้าหากัน
โดยเฉพาะในเขตสำนักสี่ขุนเขา
“หากฉันตายไป.. ไม่ใช่แค่แม่ที่เดือดร้อน
สกุลของฉันและสกุลแม่…จะต้องแตกหักเป็แน่
อาณาจักรคงระส่ำระสายเป็แน่แท้!”
แต่คำพูดของโหวหวังกลับเหมือนตบหน้าตัวเองอีกรอบ
เพราะสายตาที่มองกลับมาจากซากิ...
นั่นไม่ใช่สายตาของคนลังเล
แต่มันคือสายตาของคน..
ที่คิดมานานแล้วว่าจะทำแบบนี้..
และไม่ใช่แค่เธอ
ผู้ติดตามอีกเจ็ดคนก็แสดงแววตาแบบเดียวกัน
มองพวกเราราวกับตัวตลก
ผมกำกระบี่แน่นขึ้นเล็กน้อย
เพราะสิ่งที่เห็นตอนนี้...
ไม่ใช่เื่สนุกอีกต่อไปแล้ว
“ฆ่าเ้า?
ไม่...ไม่...ไม่...โหวหวัง ไม่เลย”
เสียงนั้น ทั้งเย็นะเืเหมือนมีดปลายแหลมเฉือนเข้าข้างหู และเต็มไปด้วยความเ็าที่หาใดเปรียบ
“ข้าไม่จำเป็ต้องฆ่าเ้า
แค่กักบริเวณเ้าเอาไว้จนหมดเวลาสอบ ก็เท่านั้นเอง”
อุสางิซากิพูดออกมาด้วยน้ำเสียงมั่นใจ..
มั่นใจชนิดที่ว่าจะให้ยืนกลางลานประลองพูดเื่นี้ซ้ำอีกทีก็ไม่กลัวเสียหน้า
“เมื่อครู่พวกข้าได้ยินหมดแล้วว่าพวกเ้ามีแค่คนละห้าสิบกับสี่สิบคะแนน
ถ้าข้าและคนของข้าถ่วงเวลาไว้จนถึงครึ่งชั่วยามสุดท้าย
พวกเ้าจะไม่มีวันสอบผ่านแน่นอน”
ผมหันไปมองซุนโหวหวัง
สีหน้าเพื่อนผมตอนนี้เหมือนหม้อที่เริ่มเดือด แต่ยังไม่ทันปริ
เอาล่ะสิ..
เื่นี้กลายเป็แผนปิดประตูตีแมวแล้ว
ว่าแต่..
พวกนายก็เห็นใช่ไหม ว่าผมเนี่ย!! ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเื่แค้นของสองคนนี้เลยนะ
ที่หน้าทางเข้าสำนักผมก็ไม่ได้มีส่วนในการยั่วยุหรือทำอะไรให้เธอไม่พอใจเลย
แล้วทำไมต้องรวมผมเข้าไปอยู่ในความแค้นของเธอด้วยกัน
ผมสูดลมหายใจเบา ๆ ยกมือขึ้น
แล้วก็ค่อย ๆ ก้าวเท้าขวาออกมาอย่างเชื่องช้า
พยายามทำหน้าตาสงบสุขแบบพ่อค้าที่กำลังเดินผ่านตลาดโดยไม่เกี่ยวข้องอะไรทั้งนั้น
“อูว์... ดูเหมือนจะเป็ความแค้นระหว่างแม่นางอุสางิกับหมอนี่”
อะไร? พวกคุณจะบอกว่าผมกำลังทิ้งเพื่อนหรอ?
ไม่ ๆ ไม่เลย พวกคุณอย่าได้มองผมเป็คนแบบนั้นเด็ดขาด
เชื่อผมเถอะ ว่าผมมีแผน
แล้วแผนผมก็ง่าย ๆ หากผมออกมาจากตรงนั้นได้ ผมยังสามารถออกไปสังหารอสูรด้วยตัวคนเดียวแล้วก็เก็บคะแนนเผื่อในส่วนของโหวหวังมาด้วยได้ อีกแค่ 100 คะแนนก็ทำให้พวกเราผ่านเป็ศิษย์สำนักสี่ขุนเขาได้แล้ว
จริงไหม?
เพราะฉะนั้นอย่าได้มองว่าผมเป็คนไร้น้ำใจ
OK?
ผมพูดด้วยน้ำเสียงเบา ๆ
“เช่นนั้น.. คนนอกอย่างข้าคงไม่เกี่ยว ข้าขอตัว--!”
แต่ก็เหมือนอีกฝ่ายจะเข้าใจแผนของผม
“หยุด!!”
เสียงตวาดทำให้ผมชะงักฝีเท้าทันที
ดาบเล่มหนึ่งถูกชักออกมาจากฝัก
ปลายดาบชี้ตรงเข้าหน้าผมอย่างแม่นยำ
แล้วผมจำได้ว่าคนที่ใช้ดาบชี้มาที่ผมคือผู้หญิงที่ชื่อนามิ
คนที่โดนไอ้หน้าขนยั่วโมโหตอนเช้า
“เ้าคิดว่าพวกข้าโง่รึ?”
เสียงเธอเย็นเฉียบไม่แพ้ซากิ
“หากปล่อยเ้าออกไป เ้าก็จะไปฆ่าสัตว์อสูร
เผลอ ๆ ยังอาจเก็บเผื่อสหายของเ้าด้วยก็เป็ได้”
เห็นไหม.. ผมบอกแล้วว่าพวกเธอเดาแผนผมออก
ผมในตอนนั้นก็ได้แต่คิดในใจว่า 'ชิบผายแล้ว'
เหงื่อเริ่มรินตามไรผม
รอยยิ้มที่พยายามยิ้มเจื่อน ๆ อยู่เริ่มจืดสนิทเหมือนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ลืมใส่เครื่องปรุง
แต่ผมก็พยายามใจเย็น ๆ ทำสีหน้าเหมือนตอนที่ผมกลับบ้านดึกแล้วบอกอาม้าว่าติวหนังสืออยู่ที่บ้านเพื่อน ทั้งที่จริงแล้วผมสิงอยู่ที่ร้านเน็ตจนลืมเวลา
“ไม่มี้ไม่มีเลย ข้าจะไปทำเช่นนั้นทำไมกันเล่า”
ผมรีบโบกมือไปมา
น้ำเสียงประนีประนอมที่สุดในชีวิต
“แค่คะแนนของข้าเองยังเก็บลำบากจะตาย
ข้าจะไปมีปัญญาเก็บเผื่อมันได้ยังไงกันล่ะ อาเจ้คนสวย~”
“ต่อให้เป็อย่างเ้ากล่าว แต่เ้าก็มิอาจไปจากพื้นที่ตรงนี้ได้”
เสียงของนามิยังเย็นเฉียบ และเหมือนเธอจะไม่ชอบให้ผมเรียกเธอว่า 'อาเจ้' เพราะดาบที่เคยห่างกว่านี้กลับขยับมาใกล้มากยิ่งขึ้น จนปลายคมของมันเกือบจะจิ้มตรงปลายจมูกของผม
แล้วไอ้แบบนี้มันไม่ตลกเลย
“หากจะโทษผู้ใด ก็โทษตัวของเ้าเองเถอะ
ที่เลือกคบสหายผิดคน”
ผมเงยหน้ามองปลายดาบ
พยายามรักษาสีหน้าให้ดูสงบ แต่ในใจน่ะเหงื่อไหลลงสันหลังรัว ๆ
โอเค.. ผมโดนต้อน
แต่ยังไม่ถูกเชือด
ผมค่อย ๆ ถอยหลังกลับไป
ทีละก้าว.. ทีละก้าว.. ตามจังหวะของใบมีดที่สะบัดให้ผมถอยกลับไป
จนกระทั่งยืนอยู่หลังชนกับเ้าโหวหวังอีกครั้ง
“เอาล่ะ ทีนี้ก็ทำตัวเป็เด็กดี แล้วยืนรอจนกว่าจะหมดเวลาซะ!”
นามิชักดาบเข้าฝักอีกครั้ง สีหน้าเธอย่ามใจอย่างกับเป็อาจารย์ที่ลงโทษนักเรียนไม่ยอมส่งการบ้าน
ผมฝืนยิ้ม.. แต่รอยยิ้มมันจืดกว่ากะเพราที่ไม่มีพริกน้ำปลา
แต่กระนั้นใช่ว่าผมยอมจำนน
ผมบอกไปก่อนหน้านี้แล้วไงว่าผมเป็คนดื้อ
ในตอนนั้น ผมได้ปล่อยััปราณออกไปทั่ว
ตรวจตรารอบเขตป่าอีกครั้งอย่างละเอียด
ไม่มีเสียง ไม่มีแรงสั่น ไม่มีเคลื่อนไหว
มันว่างเปล่า
แปลว่าไม่มีาุโของสำนักอยู่แถวนี้
ไม่มีแม้แต่พวกตรวจสอบการสอบเช่นอี้ต้าเต๋อ ที่ควรจะวนเวียนอยู่ด้วยซ้ำ
แล้วเมื่อเป็แบบนั้น มันก็มีแค่ข้อเดียวที่ผมนึกออก
ซากิคงทุ่มเงินหรือของมีค่าบางอย่างเพื่อให้การ 'ปิดหูปิดตา' ครั้งนี้สำเร็จได้
นี่ไม่ใช่แค่สอบตก แต่ถูกล็อกไม่ให้สอบผ่าน แสดงว่าเธอวางแผนมานานแล้ว
ผมหันไปกระซิบกับเ้าขนข้างหลัง เสียงเบากว่าลมหายใจ
“โหวหวัง... เ้าไปสร้างความโกรธแค้นอันใดให้นางกันแน่”
“เ้าหล่อนก็อยู่ตรงหน้าแล้ว...
ใยเอ็งไม่ถามหล่อนแต่มาถามฉันกันเล่า...”
เสียงที่ตอบกลับ ไม่รู้เพราะเหนื่อยหรือเพราะมันช็อกจริง
แต่ตอนนี้ผมเริ่มรวบรวมภาพในหัว
ซากิ ระดับวรยุทธ์เท่าผม
นามิ นามิก็พอกัน
ส่วนที่เหลืออีกหกคน มี่ยุทธ์ต่ำกว่า
“ซากิกับนามิ ระดับเท่าเรา
ถ้าเราสองคนร่วมมือกันก็สามารถ ฝ่าวงล้อมนี้ออกได้แน่”
ผมกระซิบพร้อมปล่อย 'เนตรจ้าวั' วูบเดียว ตรวจพลังตรวจจุดตายของอีกฝ่าย
ก่อนจะสลับกลับเป็ดวงตาปกติ กวาดสายตาเพื่อวางแผนหลบตีกลับ
แต่ก่อนจะได้ตกลงแผนอะไรกับเ้าหน้าขน…
“เอ่อ...คือเกลอเอ๋ย”
เสียงมันมาแบบนิ่ง ๆ
“เอ็งคงยังไม่รู้... ว่าฉันเคยสาบานเอาไว้กับตนเอง
ว่าจักไม่มีทางต่อสู้กับแม่หญิงทุกคนบนโลกนี้”