บทที่ 17 ไม่มีลูกชายแบบแก
ในขณะเดียวกัน ณ ตระกูลเฉิน
ณ เวลานี้ตระกูลเฉินกลับมารวมตัวกันที่โต๊ะตัวเดิม แต่บนโต๊ะนี้กลับไม่มีความรู้สึกอบอุ่น
เฉินกั๋วกวง เฉินฟา และคนอื่น ๆ กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะและคีบอาหารเป็ครั้งคราว แต่ดูเหมือนจะมีบรรยากาศที่น่าอึดอัดระหว่างพวกเขา
"ลุงครับ"
หลังจากเงียบไปนาน ในที่สุดเฉินฟาก็อดไม่ได้ที่จะเปิดปากพูด
“ผมไม่เข้าใจว่าทำไมหานชิงอวี่ถึงสามารถไปดูงานที่โรงพยาบาลกับคณบดีได้ แต่ผมไปไม่ได้”
“คุณลุงก็ถือเป็เพื่อนเก่ากับพวกเขา สามารถพูดทุกอย่างต่อหน้าผู้อำนวยการเหลียวและคณบดีได้ แล้วทำไมคุณลุงจะช่วยพูดกับคณบดีไม่ได้ล่ะครับ!”
ต่อหน้าเหล่าญาติพี่น้องบนโต๊ะอาหารเย็น เฉินฟาก็พูดกับเฉินกั๋วกวงโดยไม่อ้อมค้อม
อย่างไรก็ตามนายแพทย์รุ่นใหญ่เมินคำพูดของหลานชายตน
เขาแค่พูดอย่างใจเย็น "อย่าเพิ่งพูดถึงเื่นี้ในตอนนี้เลย อนาคตข้างหน้าก็ยังมีโอกาสอยู่"
เฉินกั๋วกวงรู้ดีว่าเฉินฟากำลังคิดอะไรอยู่
คืนนี้เป็วันเกิดครบรอบ 80 ปีของคุณย่าของเฉินฟา ผู้ซึ่งเป็แม่ของตน ครอบครัวเฉินเกือบทั้งหมดมารวมตัวที่ห้องจัดเลี้ยงส่วนตัวในโรงแรมเพื่อฉลองวันเกิดให้ท่าน
ใน่เวลาสำคัญแบบนี้ เฉินฟาหลานชายสุดที่รักของแม่กลับเอาแต่นิ่งเงียบั้แ่เดินเข้าประตูมา เขากำลังทำให้บรรยากาศของงานเลี้ยงกร่อย
หัวข้อทั้งหมดที่ถูกหยิบยกขึ้นมาบนโต๊ะอาหารเย็น ก็เพราะเ้าหลานชายตัวดีรู้ว่าความรักที่คุณย่ามีเขานั้นสูงเสียดฟ้าจนแทบจะถึง์ และหญิงชราจะต้องช่วยพูดให้เขาอย่างแน่นอน
เฉินฟาไม่ยอมแพ้และพูดต่อ "ผมไม่สนว่าจะในอนาคตจะมีโอกาสอีกหรือเปล่า ผมแค่รับไม่ได้ที่โรงพยาบาลของเรามีความไม่เท่าเทียม"
“พอมีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้นทีไรก็จะเอาแต่คิดถึงหานชิงอวี่!”
“ถ้าไม่รู้คงคิดว่าหานชิงอวี่เป็พนักงานประจำที่มีประสบการณ์ของโรงพยาบาลไปแล้ว!”
ในเวลานี้ที่เฉินกั๋วกวงได้ยินคำพูดของหลานชายก็อดไม่ได้ที่จะพูดว่า "ที่เสี่ยวหานมีโอกาสไปดูงานกับคณบดี นั่นเป็เพราะว่าเขามีความสามารถยอดเยี่ยม"
"ถ้าแก้าแข่งขันกับเขา อย่างน้อยแกก็ต้องพัฒนาความสามารถของตัวเอง"
“ไม่อย่างนั้นก็อย่ามาคิดเื่โควตาเลย”
“ฉันไม่เข้าใจจริง ๆ เสี่ยวหานไม่มีความตั้งใจที่จะแข่งขันกับแกด้วยซ้ำ ทำไมแกถึงยืนกรานที่จะแข่งขันกับเขาล่ะ?”
คำพูดไม่กี่คำนี้จี้ใจเฉินฟา
เขาอิจฉาหานชิงอวี่ แต่ก็รู้ดีว่าตนนั้นไม่มีความสามารถเท่าอีกฝ่าย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เขากลัวที่สุดคือการมีคนพูดเื่นี้ในที่สาธารณะ
ในตอนนี้เฉินฟาจึงโกรธอย่างยิ่ง "ลุงครับ ทำไมไม่ช่วยผมแต่กลับไปช่วยคนนอกล่ะครับ? เขามีอะไรดีอย่างนั้นเหรอ?"
เดิมทีคำพูดสองสามคำสุดท้ายของเฉินฟาเป็เพียงการระบายความรู้สึกของเขา
ในใจของเขาไม่คิดว่าทักษะของหานชิงอวี่จะแข็งแกร่งมากนัก เขาได้ตัดสินใจแล้วว่าไม่ว่าจะต้องใช้วิธีไหน ก็ต้องเอาชนะหมอนั่นในการแข่งขันในโรงพยาบาลให้ได้!
ตอนนั้นเองที่ทุกคนบนโต๊ะอาหารตระหนักถึงความร้ายแรงของเื่นี้ และยังพบว่าเหตุการณ์นี้เป็ชนวนของความเงียบในงานเลี้ยงคืนนี้ด้วย
เหล่าป้า ๆ ที่มารวมตัวกันจึงถามทันที
“เกิดอะไรขึ้นอาฟา เธอถูกรังแกที่โรงพยาบาลอย่างนั้นเหรอ?”
“ไม่ต้องห่วง ลุงของเธอเป็หมอที่มีประสบการณ์ในโรงพยาบาล ไม่ว่าเธอมีเื่อะไร เขาจะช่วยเธอได้อย่างแน่นอน”
“กั๋วกวง อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นหน่อยสิ!”
“อาฟาไม่ต้องกลัว ถ้าอาเธอไม่พูด เธอก็พูดมาเถอะ!”
ทันใดนั้นโต๊ะอาหารก็เต็มไปด้วยญาติที่ห่วงใยเฉินฟา แต่เฉินกั๋วกวงที่เห็นเหตุการณ์นี้กลับหันหน้าหนีและปฏิเสธที่จะพูดคุยกับกลุ่มคนตรงหน้าเขา
เฉินฟาเล่าเื่อย่างใส่สีตีไข่ เหล่าญาติบนโต๊ะอาหารเย็นที่ได้ยินก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้น
ชายหนุ่มรู้สึกน้อยใจมากยิ่งขึ้นเมื่อได้ยินว่าญาติทุกคนมาอยู่เคียงข้างตน
“วันนี้คณบดีพาเพื่อนร่วมงานที่เพิ่งเข้ามาทำงานในโรงพยาบาลมาต่อว่าผมต่อหน้าทุกคน”
“ต่อมาผมก็กลายเป็ตัวตลกของทั้งแผนก ลุงครับ ทำไมตอนนั้นไม่ช่วยผมพูดสักหน่อยล่ะครับ!!”
เฉินกั๋วกวงแค่นยิ้ม แน่นอนว่าเขารู้ดีว่าหลานชายของตัวเองอยู่ในระดับไหน
ไม่ต้องพูดถึงอาโต่ว เขาเป็โคลนที่ไม่สามารถเกาะผนังได้[1]
ไม่ใช่ว่าตนไม่อยากช่วยเขาพูด แต่เื่แบบนี้ตัวเขาเองไม่สามารถก้าวก่ายอะไรได้
เฉินกั๋วกวงกำลังจะอ้าปากอธิบาย แต่ถูกเสียงที่ดูมีอายุขัดจังหวะ
“เฉินกั๋วกวง! แกยังเป็คนในครอบครัวเฉินของฉันอยู่รึเปล่า!”
“ตอนนี้แกเป็หมอที่มีฝีมือแล้วเลยคิดว่าตระกูลเฉินของเราทำให้เสียหน้าใช่ไหม?”
"อย่าลืมนะว่าต่อให้แกจะเป็หมอที่เก่งแค่ไหน แต่ฉันกับพ่อแกก็เป็คนจ่ายเงินให้แกได้เรียน!"
คนที่พูดไม่ใช่ใครอื่นนอกจากจางอวี้เฟิน แม่ของเฉินกั๋วกวง
คำพูดที่หลุดออกมาจากปากหญิงชราไม่ใช่คำพูดธรรมดาจริง ๆ
เฉินกั๋วกวงที่เพิ่งมองทุกคนอย่างเ็า ตอนนี้กำลังตื่นตระหนก
“แก...แค่ก แค่ก แค่ก! แกเป็คนขอว่าจะเรียนหมอเองไม่ใช่รึไง แค่ก แค่ก แค่ก!” ดูเหมือนจางอวี้เฟินจะตื่นเต้นเกินไปและไออย่างรุนแรงต่อหน้าทุกคน
"แม่!"
เมื่อเฉินกั๋วกวงเห็นสิ่งนี้ เขาก็ลุกขึ้นทันทีและวิ่งไปที่ด้านข้างของจางอวี้เฟิน
จากนั้นเขาก็ยื่นมือออกมาและตบร่างกายของผู้เป็แม่เบา ๆ
“ออกไป!” จางอวี้เฟินะโด้วยความโกรธ “ฉันไม่มีลูกอกตัญญูแบบแก!”
เฉินกั๋วกวงมักจะมีบุคลิกอ่อนโยน แต่เมื่อเฉินฟาข้ามเส้นมากเกินไป เขาจึงโกรธหนัก
แต่เมื่อเห็นแม่ไอแบบนี้ เขาก็รู้สึกใจอ่อนยวบและเริ่มยอมรับความผิดของตัวเอง
“แม่ ผมผิดไปแล้ว หลังจากนี้หากมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ผมจะช่วยเสี่ยวฟาพูดอย่างแน่นอน แม่อย่าโกรธไปเลย”
เมื่อเห็นสิ่งนี้ จางอวี้เฟินก็เปลี่ยนเื่และพูดว่า "นั่นจำเป็ในอนาคตใช่ไหม?"
“เสี่ยวฟาเพิ่งบอกว่ามีการแข่งขันอะไรบางอย่างไม่ใช่เหรอ? แกเป็หัวหน้าแผนก คงรู้ข้อมูลภายในมาบ้างใช่ไหม?”
“ถ้าอย่างนั้น แกก็ช่วยให้เขาได้ที่หนึ่งทีสิ!”
“อะไรนะ?” เฉินกั๋วกวงตกตะลึงเมื่อได้ยินสิ่งนี้
เขาไม่คิดว่าแม่ของตนจะพูดอย่างเปิดเผยขนาดนี้ เธอขอให้เขาช่วยเฉินฟาโกงและทำให้ได้ที่หนึ่งงั้นเหรอ? !
เมื่อเห็นสีหน้าของลูกชาย จางอวี้เฟินก็จ้องไปที่เขาอีกครั้ง "ทำไม? แกรำคาญคำพูดของแม่แล้วอย่างนั้นเหรอ?"
“ได้ ได้ งั้นฉันจะออกไปตอนนี้แล้วหาที่แขวนคอตัวเองเพื่อที่พวกแกจะได้อยู่เงียบ ๆ สักที!”
หลังจากพูดอย่างนั้น จางอวี้เฟินก็ทำท่าเดินไปที่ประตูห้อง
"เดี๋ยว แม่ครับ!"
ตอนนี้ญาติทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างวิตกกังวล
จางอวี้เฟินอายุเกิน 80 ปีแล้ว หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น ไม่ว่าใครก็คงจะแบกรับไม่ไหวอย่างแน่นอน
“กั๋วกวง เธอเป็อะไรไป เธอทนเห็นแม่ทำแบบนั้นได้รึไง?”
“ใช่ มันก็แค่การแข่งขัน แค่ทำให้หลานชายของเธอได้ที่หนึ่งเองจะเป็อะไรไป!”
“เธอคงจะไม่ผลักไสแม่ไปสู่ทางตันจริง ๆ ใช่ไหม?”
เสียงของฝูงชนรอบตัวยังคงพูดกดดันเฉินกั๋วกวง
“ได้!” นายแพทย์รุ่นใหญ่พูดราวกับว่าเขายอมแพ้ ร่างกายของเขาก็อ่อนยวบลงขณะที่พูด
“ขอบเขตของการแข่งขันเป็เื่เกี่ยวกับโรคปอด เราจะพิจารณาจากการวินิจฉัย การรักษา และการติดตามผล สามด้านนี้เป็หลัก”
“ฉันบอกได้แค่นี้ ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับแกแล้ว”
หลังจากนั้นเฉินกั๋วกวงก็ผลักทุกคนออกและเดินออกจากห้องไปภายใต้สายตาของทุกคน
[1] โคลนที่ไม่สามารถเกาะผนังได้ หมายถึง ไร้ความสามารถ