ตอนที่ 359 เคลลัส
ในนครขนาดมโหฬารเช่นนี้ย่อมต้องมีขนส่งสาธารณะ มันเป็นแมงกะพรุนเรืองแสงขนาดยักษ์ที่ภายในนั้นมีช่องว่างขนาดใหญ่อยู่ ภายในคือเผ่าใต้บาดาลที่ลอยตัวกันอย่างเอกเขนก รอเพียงแมงกะพรุนเดินทางไปถึงจุดหมาย
หลังจากจัดการทาขี้ผึ้งใต้บาดาลจนทั่วกระเป๋าบรรจุวังแล้วนิทานจึงหยิบเงินออกมาจ่ายตามคำแนะนำของโฟเรล คนขับแมงกะพรุนนั้นเหล่ตามองเรนเดลด้วยสีหน้ารังเกียจไม่น้อย แต่ก็มิได้ปฏิเสธการใช้บริการแต่อย่างใด
สิ่งที่เตะตาชาวใต้บาดาลยิ่งกว่าตัวเรนเดลที่เป็นไฟกัลป์และโฟเรลที่เป็นเผ่าจิตวิญญาณคือสัตว์ธรรมดา ๆ อย่างม้าแผงคอแดง
เมื่อลงมาสู่ใต้น้ำเช่นนี้ สัตว์คู่หูของผู้ฝึกสัตว์ส่วนมากล้วนเป็นสัตว์น้ำ นักผจญภัยเผ่าอื่นส่วนมากที่เป็นผู้ฝึกสัตว์มักหลีกเลี่ยงการมายังนครโอคานอสเพราะสัตว์คู่หูนั้นไม่อาจอยู่ใต้น้ำ
นี่ไม่ใช่ปัญหาจากสมบัติหรือการขาดแคลนเงินทุน แต่เป็นจากสัญชาตญาณของสัตว์คู่หูเอง โดยปกติแล้วสัตว์อสูรที่อาศัยอยู่บนบกย่อมไม่ต้องการลงมาอยู่ใต้น้ำ โดยเฉพาะใต้น้ำลึกที่แสงแทบจะส่องไม่ถึงเช่นนี้
สัตว์บกนั้นใช้เท้าเหยียบย่างผืนดินเพื่อล่าหาอาหาร หลบหนีจากภยันตราย เดินทางย้ายถิ่นฐาน แม้แต่ยามเกิดก็ยังมีแผ่นดินเป็นสิ่งแรกที่สัมผัส พวกมันย่อมไม่อาจทำใจลงสู่ใต้น้ำที่ไร้ผืนดินได้และมีภยันตรายรอบด้านได้
ดังนั้นตลอดทั่วนครโอคานอสอันกว้างใหญ่สัตว์บกจึงมีจำนวนน้อยเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น ยิ่งม้าที่ใช้ชีวิตติดผืนดินยิ่งแล้วใหญ่ ตัวตนของเซเรนเซ่ในตอนนี้หายากเสียยิ่งกว่าเผ่าจิตวิญญาณอย่างโฟเรล
เด็ก ๆ เผ่าใต้บาดาลชี้ไม้ชี้มือมาทางเซเรนเซ่อย่างตื่นเต้น ผู้ปกครองต่างอธิบายลูก ๆ ของตนอย่างจริงจังว่าเซเรนเซ่คือตัวอะไร ตัวเซเรนเซ่เองก็ดูจะสนุกกับการเป็นจุดเด่น มันโบกหางไปมา แสดงท่าทีหลากหลาย บางครั้งก็พยายามว่ายไปใกล้หรือเอากีบแตะพื้น เรียกเสียงเฮฮาจากเด็ก ๆ
แมงกะพรุนยักษ์แล่นผ่านตัวเมืองในเส้นทางประจำ นิทานอดชื่นชมการจัดการทางคมนาคมของนครโอคานอสไม่ได้ หากเป็นในนครรัตนะถนนหนทางจะติดกว่านี้มาก ส่วนหนึ่งสมควรเป็นเพราะพวกเขาสามารถว่ายบนอากาศได้จึงทำให้ถนนหนทางไม่ทับซ้อนกัน
จุดหมายของทั้งสองนั้นไม่ไกลอย่างที่นิทานคาด เพียงเป็นบ้านหลังเล็กหลังหนึ่งในเขตใกล้ใจกลางเมือง
โฟเรลว่ายเข้าไปสั่นเปลือกหอยที่แขวนอยู่หน้าบ้าน เสียงไพเราะกังวานดังออกมาจากตัวหอย ผ่านกระแสน้ำดังเข้าสู่ตัวบ้าน นี่เป็นอีกจุดหนึ่งที่นิทานสังเกตเห็นหรือถ้าจะพูดให้ถูกต้อง ได้ยิน เผ่าใต้บาดาลนั้นดูจะรักในเสียงดนตรีมากเป็นพิเศษ
ตลอดทางที่พวกเขาผ่านมามีหลายจุดที่มีเสียงดนตรีดังคลอไปตามจังหวะวิถีชีวิตของเมือง แม้แต่ในแมงกะพรุนเองก็มีคนฮัมเพลงอย่างเปี่ยมสุขโดยที่ไม่มีใครมีท่าทีแปลกใจเลยแม้แต่น้อย
เผ่าใต้บาดาลหลายคนพกพาเครื่องดนตรีไปมาเป็นเรื่องปกติ ดนตรีผสานรวมกันเป็นหนึ่งกับวิถีชีวิตของเผ่าใต้บาดาล โดยเฉพาะในน้ำเช่นนี้ที่เสียงเดินทางได้ดี ไม่ว่าจะอยู่จุดใดของเมืองก็สามารถได้ยินเสียงดนตรีเพราะ ๆ ได้เสมอ
“โฟเรล! มาเยี่ยมกันไม่บอกไม่กล่าวแบบนี้มีเรื่องอะไรหรือ?” ชายชราเผ่าใต้บาดาลคนหนึ่งเปิดประตูออกมาทักทาย เมื่อเขาเห็นหน้าของโฟเรล ใบหน้าเหี่ยวย่นพลันปรากฏรอยยิ้มกว้าง
ชายชราผู้นี้มิได้ปกปิดคำแห่งพลังของตนแต่อย่างใด ที่ข้างแก้มของเขามีคำแห่งพลัง ขลุ่ย สลักเอาไว้อย่างชัดเจน
“ขออภัยด้วยครับคุณเคลลัส ครั้งนี้ค่อนข้างจะกะทันหันไปหน่อยผมเลยไม่ได้ติดต่อมาก่อน” โฟเรลยิ้มน้อย ๆ นำสองมือแตะที่เส้นเสียงของตนเองอย่างแผ่วเบา นี่เป็นวิธีการทักทายอย่างให้เกียรติของเผ่าใต้บาดาล
“ไม่เป็นไรเลยโฟเรลน้อย ข้าดีใจที่เจ้ายังจำชายชราอย่างข้าได้อยู่ มิได้ไปหลงไล่ตามชายหนุ่มหน้าหวานที่ไหน” เคลลัสหัวเราะร่า ชายผู้นั้นปรายตามองเรนเดลและเซเรนเซ่ที่อยู่ด้านข้าง เขาเลิกคิ้วขึ้นน้อย ๆ อย่างแปลกใจเมื่อเห็นเครื่องหน้าที่ระบุความเป็นชาวไฟกัลป์อย่างชัดเจนของเรนเดล
เคลลัสเป็นหนึ่งในผู้อาวุโสประจำเผ่าใต้บาดาล สถานะของเขามิได้มาจากระดับขั้นการขีดเขียนชะตาที่สูงส่งโดดเด่นหรือแข็งแกร่ง แต่มาจากอายุของเขาที่ยืนยาว แม้เขาจะเป็นเพียงนักสลักไตรแต่เพราะเขาเคยได้รับประทานสิ่งล้ำค่าตามธรรมชาติชิ้นหนึ่งในอดีต เขาจึงมีอายุยืนยาวมาก
ปัจจุบันนี้เขาเองก็อายุ 600กว่าปีเข้าไปแล้ว เพราะอายุที่มากนั้นทำให้เขาได้รับความเคารพจากเผ่าใต้บาดาลหลายต่อหลายคน แม้แต่ผู้อาวุโสรุ่นปัจจุบันบางคนเคลลัสยังเคยเห็นตั้งแต่สมัยที่ผู้อาวุโสผู้นั้นยังเป็นผู้เยาว์
“แล้วชีวิตในฐานะนักผจญภัยของเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง จากกันเมื่อหลายปีก่อนเจ้าในตอนนั้นก็เข้าใกล้อริยะยิ่งกว่าผู้ใดแล้ว ได้เข้าใจสิ่งใดเพิ่มขึ้นบ้างหรือไม่” เคลลัสผายมือเชิญทั้งสามเข้าสู่บ้านของตน
ภายในบ้านของเคลลัสกลับไม่ได้ใหญ่โตสมกับฐานะผู้อาวุโสของเผ่าเท่าใดนัก หากแต่เขาเองก็ดูจะพอใจกับมันมาก บ้านอันแสนอบอุ่นนี้มีเสียงเพลงคลออยู่ในสายน้ำ ให้ความรู้สึกนุ่มนวลและผ่อนคลาย
ความไพเราะของเพลงนั้นทำให้นิทานและคีตาคลายความกังวลลงโดยอัตโนมัติ ราวกับเป็นบทเพลงที่มีพลังจิตวิญญาณอยู่ในตัวของมันเอง
หูของคีตากระดิกน้อย ๆ เมื่อมันได้ยินเสียงเพลงที่คลอมากับสายน้ำ มันเอียงคอสงสัยอยู่ครู่หนึ่งหากก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เรนเดลทำความเคารพเคลลัสแบบเดียวกันกับที่โฟเรลทำ แล้วจึงนั่งลงที่เก้าอี้ตัวเล็ก
เรนเดลสะดุ้งไปน้อย ๆ เมื่อเธอสัมผัสได้ว่าตัวเก้าอี้นั้นมีปุ่มดูดขนาดเล็กแปะอยู่จนทั่ว คอยทำหน้าที่ดูดตัวเธอไว้ไม่ให้ลอยขึ้นไปจากเก้าอี้เพราะน้ำ
“ก็ดีครับคุณเคลลัส แต่ดูเหมือนการก้าวขึ้นเป็นอริยะจะยากอยู่บ้าง ผมไม่มีความคืบหน้าใดเลยครับ” โฟเรลตอบเสียงแผ่ว เขานั้นติดขัดกับคำแห่งพลังอีกสองคำของเขามาหลายปีแล้ว และไม่ว่าจะทำภารกิจมากเท่าใดเขาก็ไม่ได้แรงบันดาลใจเลยแม้แต่น้อย
เคลลัสยกสาหร่ายชิ้นเท่าฝ่ามือมาวางบนโต๊ะ เมื่อเรนเดลหยิบขึ้นมากัดอย่างที่โฟเรลทำ เธอก็ตกใจน้อย ๆ เมื่อภายในสาหร่ายนั้นคือของเหลวเย็นชื่นใจที่มีรสชาติขม
ชา? เผ่าใต้บาดาลทานเครื่องดื่มกันผ่านสาหร่ายเหรอเนี่ย?
“ใจร้อนนักเจ้าหนูโฟเรล เจ้ายังอายุไม่ถึง 40ปีเลยไม่ใช่หรือ เจ้ายังมีเวลาอีกมากนัก หากพวกคนเฒ่าคนแก่ได้ยินเจ้าบ่นเช่นนี้คงหัวเสียแย่” เคลลัสหัวเราะร่า ไม่ได้สนใจเรนเดลกับเซเรนเซ่แม้แต่น้อย
นักสลักโทที่เข้าใกล้อริยะในวัยไม่ถึง 40ปี นั่นเป็นตัวตนระดับอัจฉริยะที่สมควรเห็นได้จากผู้ที่ถูกโชคชะตาบีบบังคับให้ทำพิธีสลักคำก่อนเวลาเท่านั้น ไม่เช่นนั้นก็ต้องเป็นอัจฉริยะอันดับต้น ๆ ของขุมกำลังอย่างเช่นโฮโจหรือรานอสหรือที่ค้นพบทางตันอย่างรวดเร็วจึงได้ทำพิธีสลักคำ
โฟเรลที่มีคำแห่งพลังถึง 4คำสมควรเป็นอย่างหลัง และดูจากที่พูดจากันแล้วนั่นหมายความว่าโฟเรลทำพิธีสลักคำมานานมากแล้ว เขาค้นพบทางตันของตนตั้งแต่อายุยังน้อยมาก และสามารถไต่เต้ามาเป็นนักสลักโทได้ก่อนอายุ 40ปี
เป็นความสำเร็จที่น่าประทับใจในระดับที่นิทานเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเขาจึงโด่งดังและมีหลายขุมกำลังต้องการตัว เขาอาจจะเหนือกว่าเพชฌฆาตหรือโฮโจเสียอีก เขาทำทั้งหมดนั่นด้วยตนเองโดยที่ไร้การหนุนหลังจากขุมกำลังใด
โฟเรลหัวเราะเสียงแหบ ไม่ตอบรับไม่ปฏิเสธคำพูดของชายชรา แม้สีหน้าจะยังไร้อารมณ์แต่ตัวเรนเดลเองก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งในนั้น
“คนนี้คือคุณเรนเดลและสัตว์คู่หูเซเรนเซ่ครับ เธอเป็นผู้ว่าจ้างของผมในภารกิจนี้” โฟเรลเปลี่ยนเรื่อง กล่าวแนะนำเรนเดลข้างกาย เขาจงใจกล่าวแนะนำโดยละเว้นสถานะนักบวชของเธอ
แม้นักบวชของศาสนาอื่นจะสามารถเข้าเมืองได้ตามปกติและไม่ได้มีการแบ่งแยก แต่ตัวโฟเรลเองต้องการหลีกเลี่ยงความเป็นไปได้ที่จะทำให้ภารกิจของเขาเสียเวลามากกว่าเดิม
‘ยินดีที่ได้รู้จักค่ะคุณเคลลัส’ เรนเดลหยิบกระดาษแปรสภาพมาใช้งานราวกับซักซ้อมมาก่อน เธอไม่ทราบว่าอีกฝ่ายนั้นรู้ภาษามือกลางของมหาทวีปหรือไม่ มีคนเพียงส่วนน้อยที่รู้ภาษามือหากตัวเองไม่ได้พิการหรือมีความเกี่ยวข้องกับผู้พิการ
“ยินดีที่ได้รู้จักแม่หนูน้อย” เคลลัสยิ้มบาง หากแต่สายตาของเขากลับดูไม่อบอุ่นดังตอนที่พูดคุยกับโฟเรล
“ผู้ที่ซูอามองข้ามงั้นหรือ น่าเศร้าใจนัก โชคยังดีที่ท่านยังคงประทานหูให้แก่เจ้า” เคลลัสนำมือของตนไปแตะที่กล่องเสียงไล่ไปจนถึงหู
สำหรับเผ่าใต้บาดาลแล้ว องค์เทวะที่พวกเขานับถือคือซูอา เทพแห่งเวลาและดวงจันทร์ เป็นเช่นเดียวกันกับองค์เดรฟัสที่ทวยเทพย่อมมีอำนาจในสาขาอื่นที่เกี่ยวข้องกับตน
อย่างองค์เดรฟัสเองในฐานะเทพแห่งวิญญาณเองก็เป็นผู้ปกครองท้องฟ้าและความดี ท่านยังคงมีอำนาจในขอบเขตของความรู้และปัญญาอันเป็นต้นกำเนิดของปฐมมันตรา ตัวซูอาผู้ปกครองเวลาและดวงจันทร์เองก็มีอำนาจในขอบเขตของมหาสมุทรและการขับขาน
ผู้ที่พิการทางการได้ยินหรือทางการพูด เผ่าใต้บาดาลจะเรียกพวกเขาว่า ผู้ที่ซูอามองข้าม เพราะไม่อาจเปล่งเสียงหรือได้ยินบทบรรเลงได้ คำพูดของเคลลัสจึงหมายถึงแม้ว่าเรนเดลยังมิอาจขับขาน หากยังคงโชคดีที่เธอสามารถได้ยิน
เรนเดลหนังตากระตุกไปวูบหนึ่งก่อนที่จะคืนกลับสู่ปกติในพริบตาเดียวกันนั้นเอง ในสายตาของนิทานแล้วคำกล่าวเช่นนั้นไร้มารยาทอย่างน่าเหลือเชื่อ แต่ในตัวตนนี้เขามิอาจทำสิ่งใดได้ เพียงทำความเคารพตามเคลลัส
“เธอได้ว่าจ้างผมให้นำพาไปยังสถานที่หนึ่งในอ่าวใต้บาดาลนี้ครับ ตัวผมเองจดจำได้ว่าคุณเคลลัสเคยกล่าวถึงสถานที่นี้ให้ผมฟัง จึงอยากมาขอความช่วยเหลือ” โฟเรลเอ่ยต่อ ความเร่งรีบของเขายังคงเห็นได้กระจ่างแจ้ง
“เจ้าหมายถึงสถานที่ใดกันล่ะ?”
“เป็นวิหารเสาค้ำสมุทรครับ ผมจำรายละเอียดไม่ได้มากแต่คุณเคลลัสเคยพูดให้ผมฟังอย่างแน่นอนครับ”
“โอ้? วิหารเสาค้ำสมุทร ข้าย่อมเคยพูดถึงพวกมันให้เจ้าฟังจริงในครั้งก่อนที่เจ้ามาตามล่าหาไข่มุกน้ำนมบริสุทธิ์” เคลลัสคิดอยู่ครู่หนึ่งก็นึกขึ้นได้ ในครั้งก่อนที่พบเจอกับโฟเรลถือเป็นหนึ่งในเรื่องที่เขาจดจำมันได้แม่น เขาจึงจำบทสนทนาในครั้งก่อนได้
“ครับ เป็นวิหารที่บรรจุแท่นแม่เหล็กบรรพกาลไว้ คุณเคลลัสพอจะจดจำสถานที่ตั้งของมันได้มั้ยครับ” ได้ยินดังนั้นโฟเรลก็รีบกล่าวถามต่อในขณะที่เรนเดลนั้นผุดรอยยิ้มกว้าง
เคลลัสเมื่อเห็นท่าทีต้องการของทั้งสองก็เผยรอยยิ้มน้อย ๆ เขาปรายตามองเรนเดลด้วยดวงตาไร้ความรู้สึก แล้วจึงหันไปมองใบหน้าของโฟเรล เขาพาตัวขึ้นจากเก้าอี้ ก่อนจะเดินไปเปลี่ยนแผ่นเสียงที่หอยสังข์ตัวใหญ่ตัวหนึ่ง
เมื่อแผ่นเสียงถูกเปลี่ยน เพลงที่บรรเลงคลอกับสายน้ำก็เปลี่ยนไป หากแต่เสียงของผู้ขับขานยังคงเป็นเสียงเดิม ในครั้งนี้คีตาหูตั้งขึ้นอีกครั้ง มันเข้าใจแล้วว่าเหตุใดในตอนแรกมันจึงรู้สึกแปลก ๆ กับเสียงนั้นแม้มันจะเพราะน่าฟังเพียงไร
นั่นเป็นเสียงของโฟเรล
“ย่อมจดจำได้ แต่แน่นอนว่าในครั้งนี้ย่อมมีค่าใช้จ่ายที่มากกว่าครั้งก่อน”