จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 108 เผชิญหน้าอีกครั้ง

                “ท่าน...ท่านทราบว่าข้าเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณ?”

                เทียนหมิงเบิกตากว้างมองดูไป๋หยุนเฟยด้วยความแตกตื่น

                ไป๋หยุนเฟยทำมือบอกใบ้ต่อเทียนหมิงว่าพูดดังไปแล้วมันเผยยิ้มแผ่วจางพลางกล่าวว่า “ฮ่า ฮ่า ไม่ต้องกังวล ข้าจะไม่บอกผู้อื่น ข้าจะช่วยเก็บความลับแก่เจ้า”

                “หาก...หากท่านทราบ ก็แสดงว่าท่านเองก็เป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณ!”เทียนหมิงพลันกระซิบถาม หลังจากตระหนักได้ว่าไป๋หยุนเฟยเองก็เป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณ

                ไป๋หยุนเฟยพยักหน้าพลางเดินไปนั่งบนเก้าอี้ด้านข้าง“มิผิด พวกเราทั้งคู่เป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณ และพวกเราต้องตกลงกันเรื่องหนึ่งหากเจ้าไม่ต้องการเผยตัวตนที่แท้จริง ข้าก็จะไม่เปิดเผยเจ้าขณะเดียวกันข้าก็ไม่ต้องการบอกผู้อื่นว่าเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณฉะนั้นเจ้าก็ต้องไม่บอกใครเรื่องข้า ตกลงหรือไม่?”

                “อา?โอ... เอ่อ... ตกลง...” ดูราวกับเทียนหมิงจะคาดไม่ถึง เรื่องนี้สร้างความงุนงงแต่มันยิ่งแต่สุดท้ายมันก็เอ่ยปาก “ข้าไม่อาจสัมผัสพลังวิญญาณจากตัวท่านได้นั่นก็หมายความว่าฝีมือท่านเหนือกว่าข้า! แล้วไฉนท่านจึงไม่ต้องการเปิดเผยตัวจริง?ด้วยฐานะผู้ฝึกปรือวิญญาณ ท่านยังคิดจะอยู่ร่วมกับคนธรรมดาอีกหรือ? มิหนำซ้ำวิธีการที่ท่านสนทนากับผู้อื่นดูไม่เหมือนผู้ฝึกปรือวิญญาณแม้แต่น้อย...”

                “เอ๊ะ?มีอันใดน่าแปลก? ฮ่า ฮ่า หรือข้าต้องต้องมีท่วงท่าสูงส่งเข้มแข็งจึงจะ‘เป็น’ผู้ฝึกปรือวิญญาณได้?ไม่ใช่ว่าเจ้าเพิ่งบอกหรือว่าผู้ฝึกปรือวิญญาณก็เป็นมนุษย์เช่นกัน? มิหนำซ้ำเจ้ายังไม่เคยคิดว่าผู้ฝึกปรือวิญญาณจะสูงส่งว่าคนทั่วไปหรือ?น่าบังเอิญที่ข้าก็คิดเช่นเดียวกัน”

                “จริงหรือ?”เทียนหมิงเผยสีหน้าตื่นเต้นยินดี “พี่ไป๋ ท่านก็คิดเช่นเดียวกับข้าจริงหรือ?”

                เย่เทียนหมิงถอนหายใจวางท่าเป็นผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมามากมาย“ผู้ฝึกปรือวิญญาณมากมายคิดว่าตนเองยิ่งใหญ่กว่าคนทั่วไปจึงรังเกียจที่จะต้องพบปะบางคนถึงกับจงใจหลีกเลี่ยงไม่ยอมคบหากับคนธรรมดาแม้แต่ผู้ฝึกปรือวิญญาณทั้งสองคนในกระโจมด้านนั้นก็ไม่ยกเว้นแต่พวกมันยังดีเพียงไม่เอ่ยปากถ้าไม่จำเป็น แต่ก็ไม่มาสุงสิงกับพวกเรา...”

                “จะสนใจพวกมันไปใย?”ไป๋หยุนเฟยหัวเราะ “ไม่ใช่ว่าพวกมันก็มีอิสระที่จะทำตามใจหรอกหรือ?ตราบใดที่เจ้ายังยึดถือความคิดนี้แล้วไม่เกิดปัญหาถ้าเช่นนั้นจะสนใจไปใยว่าผู้อื่นคิดอย่างไร?ชีวิตเจ้าไม่ได้มีไว้เพื่อผู้อื่นเสียหน่อย”

                เทียนหมิงเหม่อมองดูไป๋หยุนเฟยอยู่เนิ่นนานกว่าวิญญาณจะกลับเข้าร่าง“ข้า... ข้าสามารถใช้ชีวิตเพื่อตนเองได้? บิดามารดาข้ากล่าวอยู่เสมอว่า...เมื่อเกิดในตระกูลเย่ก็ต้องรับใช้ตระกูลไปชั่วชีวิต เพื่อตระกูลทุกคนต้องกลืนเกียรติของตนลงท้องไปทั้งต้องทนรับความไม่พอใจเพื่อความก้าวหน้าของตระกูล--- ต่อให้ต้องสละชีวิตของตนก็ตาม...”

                “เพื่อตระกูลเฮอะ...” ไป๋หยุนเฟยขมวดคิ้วครุ่นคิด “นี่เป็นเรื่องที่ข้าไม่อาจเข้าใจแต่ว่าต่อให้เพื่อตระกูล ก็ไม่ควรต้องลดเกียรติของตนเพื่อตระกูลต่อให้ต้องเผชิญปัญหาใด ก็ควรจะยื่นมือช่วยแก้ปัญหาด้วยความเต็มใจโดยไม่มีผู้ใดมาบังคับทำอย่างที่เจ้าคิดจะทำ ต่อให้ยากเย็นแสนเข็ญก็ลงมือทำโดยไม่สำนึกเสียใจคนผู้หนึ่งควรมีชีวิตด้วยความสมใจ เจ้าว่าใช่หรือไม่?”

                “เรื่องนั้น...ข้า... ข้าไม่ทราบ...” เทียนหมิงสั่นศีรษะ ดวงตามันเหม่อลอยฉายแววสับสน

                “โอช่างเถอะ เรื่องของตระกูลใหญ่ข้าเองก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก” ไป๋หยุนเฟยยิ้มอย่างละอาย“ข้าเพียงเอ่ยสิ่งที่จู่ๆก็แวบเข้ามาในจิตใจ วันข้างหน้าหากเจ้ามีโอกาส จงทุ่มเทกระทำสิ่งที่เจ้าปรารถนาอย่างสุดความสามารถจงใช้ชีวิตอย่างเสรีไร้ข้อผูกมัดและอยู่โดยไม่สำนึกเสียใจ”

                “กระทำสิ่งที่ข้าปรารถนา?”เทียนหมิงยังคงซึมเซาไปชั่วขณะ ก่อนที่ใบหน้าจะเผยแววตระหนักรู้มันฉีกยิ้มกว้างรับคำ “ได้! ตกลงตามนี้!กระทำสิ่งที่ข้าปรารถนา! ฮ่า ฮ่ายามอยู่ที่บ้านทำให้ข้าอึดอัดแทบตายแล้ว! แม้จะหนีออกมาได้สองเดือนแล้วไม่เห็นจะมีอันตรายอันใด? ข้าเที่ยวเล่นสนุกสนานสมใจยิ่ง!”

                “ฮ่าฮ่า หากเจ้าเบิกบานก็ประเสริฐ” ไป๋หยุนเฟยพยักหน้า “อา เทียนหมิงตระกูลเจ้าอยู่ในเมืองเกายี่ใช่หรือไม่?ถ้าเช่นนั้นเจ้าพอจะทราบหรือไม่ว่าตระกูลหลิวเป็นเช่นใด?”

                “เอ๊ะ?หรือท่านหมายถึงตระกูลของหลิวฉี? มีอะไร? หรือท่านรู้จักบ้านตระกูลหลิวด้วย?”

                “ไม่ใช่เช่นนั้นข้ามีสหายผู้หนึ่งคุ้นเคยกับตระกูลหลิว เมื่อทราบว่าข้าจะเดินทางผ่านเมืองกู่ยีจึงมอบจดหมายให้ข้ามาฉบับหนึ่งพร้อมกับบอกว่าหากต้องการความช่วยเหลือให้นำจดหมายไปที่ตระกูลหลิวข้าไม่รู้จักพวกเขาจึงลองถามดู”

                “โอข้าเข้าใจแล้ว...” เทียนหมิงก็ไม่ถามต่อ เพียงครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า“ตระกูลหลิวเป็นหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ที่ควบคุมเมืองเกายี่มีอิทธิพลเทียบเท่าตระกูลเย่ของข้าและตระกูลจ้าว แต่ผู้อาวุโสหลายคนในตระกูลหลิวเป็นศิษย์สำนักธาตุไม้จึงมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับสำนักธาตุไม้แต่ดูเหมือนพวกมันไม่คิดจะอาศัยเรื่องนั้นเพื่อข่มเหงผู้คนถือได้ว่าเป็นตระกูลที่รักสงบตระกูลหนึ่ง”

                “โอจริงหรือ?” ไป๋หยุนเฟยพยักหน้าพลางครุ่นคิด แล้วจู่ๆก็ถามขึ้น“เจ้าเป็นคนตระกูลเย่กระมัง? ไม่ได้หมายความว่าตระกูลเจ้าเป็นหนึ่งในสามตระกูลที่ควบคุมเมืองเกายี่หรือ”

                “แย่แล้ว!ข้าเผลอหลุดปากไป!”เทียนหมิงหน้าซีดเผือดยามตระหนักได้ว่าตนเผยความลับมากไปมันโบกมือด้วยความละอายกล่าว่า “เอ่อ... ฮี่ ฮี่เก็บเรื่องนี้เป็นความลับได้หรือไม่? ข้ายังไม่ได้บอกผู้อื่นหากพวกมันทราบคงไม่อาจพูดคุยกันอย่างปกติได้อีก”

                “ไม่ต้องกังวลข้าจะไม่พูดอะไรไร้สาระ เอาล่ะนี่ก็ดึกแล้ว ข้าขอพักผ่อนก่อนพรุ่งนี้ค่อยสนทนากันใหม่ ข้าไม่ได้พักมาหลายวันแล้วในที่สุดข้าก็ได้นอนหลับอย่างสบายใจเสียที!” ไป๋หยุนเฟยอ้าปากหาวก่อนจะเอนศีรษะลงบนหมอนและหลับตาลง

                เทียนหมิงยังมีคำพูดคิดจะกล่าวแต่เมื่อเห็นไป๋หยุนเฟยหลับไปแล้ว ก็ตัดสินใจไม่เอ่ยปากอีกหลังจากล้มตัวลงนอนพร้อมกับความในใจหนักอึ้งผ่านไปครู่ใหญ่ในที่สุดเทียนหมิงก็หลับไป

                …………

                แม้ไม่ได้ฝึกปรือพลังไป๋หยุนเฟยก็ตื่นมาในยามเช้าด้วยอารมณ์แจ่มใส มองสำรวจท้องฟ้าด้านนอกว่าสว่างเพียงใดก็พบว่ายังไม่มีผู้ใดตื่นหลังจากนั่งขัดสมาธิก็เริ่มสำรวจอาการบาดเจ็บในร่างอย่างแช่มช้า

                ผ่านไปไม่นานยามที่ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นในที่สุดไป๋หยุนเฟยก็ลืมตาขึ้นพร้อมกับยิ้มอย่างพอใจ“อาการดีขึ้นมากแล้วทั้งยังไม่มีผลตกค้างอันใดพลังวิญญาณของข้าก็เพิ่มพูนขึ้นอีกไม่น้อยดูเหมือนพลังฝีมือข้าจะก้าวหน้าไปอีกระดับหลังจากผ่านอันตราย!แต่ว่า... หวังว่าเหตุการณ์เช่นนั้นจะไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก ข้าไม่ได้ต้องการจะพัฒนาพลังฝีมือด้วยวิธีเช่นนี้”

                “เอ๊ะ?พี่ไป๋ท่านตื่นแล้วหรือ? ข้าว่าจะปลุกท่านไปรับประทานอาหารเช้าพอดี”

                ยามที่ออกมาจากกระโจมไป๋หยุนเฟยก็พบกับเทียนหมิงซึ่งกำลังสาละวนกับงานในมือมันเป็นพัดเก่าขาดทั้งใบหน้ายังเปื้อนเขม่าไฟแม้แต่บนศีรษะก็มีเศษไม้ใบไม้ติดอยู่ ---ดูก็รู้ว่ามันกำลังเตรียมอาหารสำหรับเช้านี้

                “ยามที่ข้าตื่นขึ้นมาท่านกำลังฝึกปรือพลังอยู่จึงไม่กล้ารบกวนข้าวต้มท่านสุกพอดี ท่านไปล้างมือที่ลำธารก่อนพวกเราจะได้รับประทานอาหารเช้าแล้วได้ออกเดินทางต่อ”เทียนหมิงชี้ไปยังลำธารด้านขวาให้ไป๋หยุนเฟยไปล้างมือ

                “ตกลงข้าไปล้างมือก่อน” ไป๋หยุนเฟยพยักหน้าแต่เมื่อเห็นเทียนหมิงที่กำลังมอมแมมก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ “นี่เทียนหมิงไฉนคุณชายเช่นเจ้าถึงชอบทำงานต่ำต้อยเช่นนี้ได้?ดูตัวเจ้าสกปรกไปทั้งตัวไฉนไม่ไปล้างตัวด้วยกัน”

                “งานเหล่านี้สนุกสนานยิ่ง!อยู่ที่บ้านข้าไม่เคยทำมาก่อน... ฮ่า ฮ่า ก็ดี ข้าไปล้างตัวก่อน”เทียนหมิงสั่นศีรษะหัวเราะ ก่อนจะตามไป๋หยุนเฟยไปที่ลำธาร

                หลังจากก้มล้างมือในลำธารเรียบร้อยไป๋หยุนเฟยจึงสะบัดมือให้แห้งขณะจะเรียกเทียนหมิง เสียงคำรามอย่างโกรธแค้นก็สร้างความตระหนกแก่ไป๋หยุนเฟยจนหน้าคะมำลงน้ำ 

                “เจ้าวิปริต!ครั้งนี้จะกล้าปฏิเสธอีกหรือไม่!?ว่าเจ้าไม่ได้ติดตามคุณหนูข้ามา!” เสียงสตรีวัยกลางคนพลันดังมาจากด้านหลังแม้จะยังห่างไกลแต่ก็สร้างความแตกตื่นจนทุกคนต้องหันไปมอง

                ไป๋หยุนเฟยสั่นระริกยามหันกลับพบสองคนที่อยู่ด้านหลังริมฝีปากมันฝืนยิ้มด้วยความอับอาย ก่อนจะกล่าวว่า “ทะ... ท่านป้า ช่างบังเอิญนักพวกเราพบกันอีกแล้ว... แต่ข้าเคยบอกไปแล้ว ข้าไม่ใช่คนวิปริต...”

                ผู้ที่จู่ๆก็ปรากฏตัวขึ้นคือสตรีสองคนที่จิ้งหมิงเฟิงเคยหยอกเย้าในเมืองเหยียนหลินซึ่งต่อมาหนึ่งยังต่อสู้กับไป๋หยุนเฟยอีกด้วย

                “เฮอะ!ยังเสแสร้งแกล้งดัด! คนวิปริตอย่างไรก็ยังคงวิปริต!ในเมื่อพบกันอีกที่นี่ก็หมายความว่าเจ้ายังไม่ล้มเลิกความพยายามจะลวนลามคุณหนูกระมัง?”ป้าจ้าวเอาตัวบังหญิงสาวเอาไว้โดยไม่รู้ตัวขณะเดียวกันก็ใช้สายตาระวังภัยจับจ้องไปยังไป๋หยุนเฟยพร้อมกับแสดงสีหน้าโกรธแค้น

                ไป๋หยุนเฟยหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้จึงกล่าวอย่างอับจนปัญญา “ท่านป้า ข้าบอกท่านไปแล้ว นี่เป็นเรื่องบังเอิญหากว่าข้าติดตามพวกท่านมาจริงจะออกมาในที่โล่งแจ้งอย่างโง่งมให้พวกท่านพบเห็นเช่นนี้หรือ?ก่อนหน้านี้ก็ไม่ใช่ข้า ข้าบอกแล้วว่ามีคนปลอมตัวเป็นข้า ข้าเพิ่งพบกับมันมา...”

                “เฮอะแล้วมันอยู่ที่ใด!? เรียกมันออกมาพิสูจน์เถอะ!”ป้าจ้าวยังคงไม่ยอมอ่อนข้อให้ ทั้งยังเรียกร้องหาคำตอบจากไป๋หยุนเฟย

                “เอ่อ...มันกับข้าเพิ่งแยกทางกัน...”

                “เหลวไหลไร้สาระ!ล้วนเป็นคำโกหกทั้งสิ้น!”ความเดือดดาลบนใบหน้าป้าจ้าวยิ่งเพิ่มทวีขึ้น ขณะเดียวกันพลังวิญญาณก็ทะลักออกจากร่างป้าจ้าวยกเท้าขวาขึ้นจากพื้นแล้วกระทืบโดยแรง ยามที่พลังธาตุดินถ่ายทอดลงสู่พื้น ก้อนหินขนาดเท่าชามอ่างก็กระดอนขึ้นจากพื้นข้างเท้านางลอยขึ้นกลางอากาศเชียะเศษ ป้าจ้าววาดเท้าเตะคราหนึ่งก็ส่งก้อนหินพุ่งเข้าใส่ไป๋หยุนเฟยพร้อมกับเสียงดังหวีดหวิว

                ไป๋หยุนเฟยขมวดคิ้วด้วยความคับข้องใจมันแค่นเสียงคราหนึ่งก็สืบเท้าไปครึ่งก้าวแล้วชกหมัดขวาออก

                “ปัง!!”

                แสงสีแดงสว่างขึ้นวาบก้อนหินที่พุ่งเข้าใส่ไป๋หยุนเฟยก็ถูกขยี้แหลกเป็นผุยผงปลิวหายไปในอากาศ

                “ท่านป้าท่านรังแกคนเกินไปแล้ว ข้าไม่เคยล่วงเกินอันใดต่อท่านมิหนำซ้ำนี่ยังเป็นครั้งที่สองที่ท่านลงมือต่อข้าก่อนหากวันนี้ท่านยังต้องการสู้อีก ครั้งนี้ข้าจะไม่สุภาพเช่นเดิมแล้ว!”ไป๋หยุนเฟยยกมือขวาขึ้นด้วยสีหน้าบูดบึ้ง

                “ป้าจ้าวอย่าเพิ่งมีโทสะคุณชายท่านนี้ไม่ได้ติดตามพวกเรามา เถ้าแก่หวงบอกว่าคืนก่อนมีคนเดินทางผู้หนึ่งมาขอเข้าร่วมขบวนคาดว่าจะเป็นเขา หากเขาเป็นคนต่ำช้าจริงๆ มีหรือจะทำเช่นนี้...” ยามนั้นปรากฏมือเรียวงามขาวผุดผ่องคว้าแขนป้าจ้าวไว้ขณะเดียวกันก็มีเสียงอันนุ่มนวลอบอุ่นดังขึ้น

                “คุณหนูหรือท่านเชื่อคำพูดเหลวไหลของมัน!?” ป้าจ้าวเขม้นมองไป๋หยุนเฟยด้วยสายตาเดือดดาล

                หญิงสาวยิ้มพลางสั่นศีรษะ“ท่านป้า ข้าทราบดีว่าท่านเกรงข้าจะเป็นอันตราย แต่ท่านไม่อาจใช้อารมณ์โดยหุนหันเช่นนี้ข้าเคยกล่าวว่าพวกเราอาจจะจำคนผิด แต่ท่านก็ยังดื้อรั้นท่านดูกิริยาท่าทีและดวงตาคุณชายท่านนี้ ดูแตกต่างจากคนที่เราเคยพบโดยสิ้นเชิง”

                “คุณหนูแต่ว่าข้า...” ป้าจ้าวคิดจะเอ่ยปาก แต่หญิงสาวสั่นศีรษะ นางจึงได้แต่ถอนหายใจก่อนจะสูดลมหายใจลึกสองคราเพื่อระงับอารมณ์หลังจากหันหลังเดินกลับไปข้างกายหญิงสาวป้าจ้าวก็ยังคงใช้สายตาระวังภัยจ้องมองไป๋หยุนเฟย

                “คุณชายป้าจ้าวของข้าเป็นคนหุนหัน หากล่วงเกินคุณชายพวกเราก็ขออภัยด้วย”หญิงสาวเดินไปด้านหน้า ยิ้มให้กับไป๋หยุนเฟยก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

                หญิงสาวนางนี้ยังคงเป็นเช่นเดิมสวมชุดยาวสีขาว ผมยาวสลวยราวน้ำตกลาดเทสู่หัวไหล่ ปอยผมสองเส้นที่รั้งไว้หลังศีรษะผูกไว้ด้วยสายรัดสีเงินซึ่งผูกโยงกับปอยผมอื่นๆอีกนับพันผิวพรรณขาวผุดผ่องราวกับเพียงลมพัดก็ทำให้หมองลง ริมฝีปากแดงดั่งผลอิงเถา(เชอร์รี่)คิ้วโก่งเรียวงาม ยามแย้มยิ้มลักยิ้มบนแก้มทั้งสองข้างก็เด่นชัดขับเน้นให้นางดูน่ารักอ่อนหวานยิ่งขึ้น

                “โอเมื่อคุณหนูมีเหตุผลเช่นนี้ ข้าก็ควรต้องขอขอบคุณท่านแล้วเรื่องทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความเข้าใจผิดแต่เริ่ม ข้าถูกใส่ความ...”ไป๋หยุนเฟยเหม่อมองใบหน้าของหญิงสาวชั่วครู่ก่อนรั้งสายตาไปมองทางอื่นนี่ไม่ใช่เพราะมันไม่อยากมองอีกฝ่ายแต่เป็นเพราะสายตาคมกริบราวใบมีดจากด้านหลังนางที่ทำให้ไป๋หยุนเฟยไม่กล้ามองดู

                “ฮ่าฮ่า ข้าเชื่อคุณชาย ด้วยฝีมืออันสูงส่งของท่านไม่จำเป็นต้องอธิบายอันใดต่อพวกเราอีกทั้งท่าทีท่านยังดูสัตย์ซื่อเที่ยงธรรมต่างจากคนพาลที่ล่วงเกินพวกเราในคืนนั้น...” หญิงสาวหัวเราะขึ้นอีกครั้ง “อาไม่ทราบว่าคุณชายพอจะบอกนามได้หรือไม่?”

                “โอข้านามว่าไป๋หยุนเฟย ไป๋ที่หมายถึงสีขาวและหยุนเฟยที่หมายถึงเมฆที่ลอยอย่างเสรีบนท้องนภา... ไม่ทราบแม่นางมีนามว่าอะไร?”

                ยามได้ยินชื่อไป๋หยุนเฟยชัดหญิงสาวก็พลันตะลึงลานยามมองสบตากับไป๋หยุนเฟยก็ดังกับว่านางเกิดความสงสัยในตัวมันกระนั้นเมื่อเห็นว่าไป๋หยุนเฟยไม่มีทีท่าหรือสายตาผิดปกติอันใดนางก็รั้งสายตาก้มศีรษะลง ไป๋หยุนเฟยไม่ทราบว่ามันตาฝาดเห็นภาพลวงตาหรือไม่แต่มันกล้าสาบานว่าเมื่อครู่มันเห็นใบหน้านางแดงซ่านเล็กน้อย

                ยามที่ป้าจ้าวได้ยินคำพูดไป๋หยุนเฟยนางก็เลิกคิ้วสูงแทบลอยขึ้นฟ้าไม่ทราบเพราะเหตุใดสีหน้าของป้าจ้าวจึงกลายเป็นเดือดดาลอีกครั้งราวกับคำพูดของไป๋หยุนเฟยไปล่วงเกินนางอีกครั้งชั่วขณะที่ป้าจ้าวจะอ้าปากเอ่ยคำ หญิงสาวก็ชิงกล่าวว่า

                “ข้านามว่าถังซินหยุน”