“จี้ชุนฉาง เจ้า!!” เผิงซื่อไห่กัดฟันกรอด
ไอ้จิ้งจอกจี้นี่เป็นที่เลื่องลือเรื่องความเจ้าเล่ห์เพทุบายอยู่แล้วเผิงซื่อไห่ย่อมไม่มีทางเชื่อคำพูดของมันทั้งหมดแน่แต่ก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าอีกฝ่ายจะพลิกลิ้นอย่างไร้เมตตาแบบนี้เปลี่ยนสีเร็วกว่าที่เขาคาดไว้มากเกินไป
แค่การคาดเดาอย่างเดียวก็ทำให้ไอจี้ชุนฉางนั่นเลือกที่จะตัดสัมพันธ์กับกลุ่มสี่สมุทรทิ้งทันที
สาเหตุก็ไม่มีอะไรซับซ้อนมากเขาแค่หวาดกลัวเด็กหนุ่มที่มาจากดินแดนทิศตะวันตกเฉียงใต้คนนั้นก็เท่านั้นเอง
คนที่สามารถเป็นผู้นำกลุ่มยอดฝีมือสุดแกร่งในการกวาดล้างไอ้พวกปีศาจสุดโหดเหี้ยมอย่างลัทธิหมื่นวิญญาณจนพินาศสิ้นได้ใครมันจะกล้าไปมีเรื่องกับคนแบบนั้นกัน?
น่าเสียดายที่แม้แต่จี้ชุนฉางเองก็ไม่รู้ว่าคนผู้นั้นมีความสัมพันธ์กับกลุ่มพันธมิตรการค้าติ่งชางและเลี่ยนเทียนเฮ่าแบบนี้
เขายิ่งคาดไม่ถึงเลยว่า คนผู้นั้นได้จดชื่อของกลุ่มพันธมิตรการค้าฮุ่ยเฟิงของเขาและกลุ่มพันธมิตรการค้าสี่สมุทรลงบัญชีดำไปพร้อมกันแล้วเรียบร้อย
บนรถม้านั่น เผิงซื่อไห่นั้นโกรธจนหน้าแดงก่ำ ควันออกจมูกแล้ว
เขาทำได้แค่ยิ้มอย่างเย็นชาให้กับจี้ชุนฉาง “ก็ดี ดีมากๆ ด้วย จี้ชุนฉาง การที่เจ้ารีบเผยหางจิ้งจอกจอมเจ้าเล่ห์ของเจ้าโผล่ออกมาให้เห็นเร็วแบบนี้ก็ดีเหมือนกันกลุ่มพันธมิตรของข้าแข็งแกร่งพอ รถคันนี้ไม่คู่ควรสำหรับเจ้าอีกต่อไปแล้วรีบไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้!!”
“ฮ่าฮ่า! ท่านสี่ทำไมต้องโมโหกันขนาดนี้ด้วยโลกของธุรกิจมันไม่มีมิตรแท้อยู่แล้ว อีกอย่าง ถึงอย่างไรแต่เดิมแล้วเราท่านต่างก็เป็นคู่แข่งกันอยู่แล้วไม่ใช่รึ? ช่างเถอะถ้าอย่างนั้นข้าขออวยพรให้กลุ่มพันธมิตรสี่สมุทรของท่านสามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัยก็แล้วกันลาละ!!”
จี้ชุนฉางสมกับเป็นจอมทรยศสุดเลือดย็นจริงๆพอมันพลิกลิ้นอย่างไร้ยางอายเสร็จก็เดินเอื่อยๆ ลงจากรถไปทันที
ภายในรถมานี้เหลือแค่เพียงเสียงกัดฟันของเผิงซื่อไห่เพียงคนเดียว
แต่หลังจากที่ไอ้จิ้งจอกจี้ที่ฉลาดแบบเห็นแก่ตัวนั่นเพิ่งลงจากรถไปได้ไม่นานหลังจากที่เขาเดินต่อไปได้แค่ไม่กี่ก้าวก็มีเงาร่างสายหนึ่งวิ่งตะบึงบนถนนนี่มาแต่ไกลด้วยท่าทางเร่งรีบซึ่งคนผู้นั้นดูค้นหน้าคุ้นตาอยู่ไม่น้อย
“ท่านประธาน!!” คนๆ นั้นตะโกนเรียกจี้ชุนฉางมาแต่ไกล“ท่านประธาน แย่แล้วขอรับท่านเมื่อครู่มีคนมาหาเรื่องที่โรงงานช่างของเรา ‘โรงงานจิ้วเหยี่ย’ ขอรับ ตอนนี้มันได้ชิงเอาป้ายชื่อของเราไปแล้ว”
หา!!!
จี้ชุนฉางแทบจะกระอักเลือดออกมาตรงนั้นเลย
ไอ้บ้านั่นมันเป็นอะไรของมัน!
ทำไมกลุ่มฮุ่ยเฟิงของข้าถึงโดนลากเข้าไปเกี่ยวด้วยได้!
“ฮ่าฮ่าฮ่า!”
ทันใดนั้นก็มีเสียงหัวเราะดังลั่นออกมาจากภายในรถม้าของเผิงซื่อไห่ที่ยังออกวิ่งไปได้ไม่ไกลทันที
ถึงแม้ว่าเผิงซื่อไห่ตอนนี้จะกำลังร้อนใจอยู่ก็ตามแต่ก็ยังเกือบหัวเราะจนท้องแตกอยู่ดี
ไม่รู้หรอกนะว่าตกลงแล้วไอ้หนุ่มคนนั้นใช่อสูรน้อยจากดินแดนตะวันตกเฉียงใต้นั่นจริงรึเปล่าแต่อย่างน้อยก็ยังจัดการเรื่องนี้ได้อย่างยุติธรรมดี
“เร็วเข้ารีบไปแจ้งร้านรวงทั้งหมดของกลุ่มพันธมิตรเราให้รีบปิดก่อนชั่วคราวเดี๋ยวนี้เลยแม่งเอ๊ย!!”
จี้ชุนฉางโมโหจนถึงกับเผลอสบถคำหยาบที่ติดมาจากสมัยที่ยังเป็นกลุ่มอั้งยี่อยู่เลยทีเดียว
ผู้นำกลุ่มพันธมิตรการค้าระดับสุดยอดสองคนตอนนี้รีบห้อตะบึงกลับไปที่พื้นที่ส่วนใจกลางเมืองทันทีราวกับสามีผู้น่าสงสารที่เพิ่งรู้ตัวว่าถูกภรรยาสวมเขาจนต้องรีบวิ่งกลับบ้านก็ไม่ปาน
..................................
ในขณะเดียวกันนั้นเองพื้นที่ส่วนใจกลางเมืองของดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้บนถนนเว่ยยังซึ่งอยู่ห่างจากถนนหลักทิศตะวันตกนับพันเมตรนั้น ตอนนี้ได้มีผู้คนจำนวนมหาศาลมากองรวมกันราวกับภูเขามนุษย์เพื่อมุงดูเรื่องสนุกที่กำลังจะเกิดขึ้น
ถนนใหญ่เว่ยยัง เป็นอีกถนนด้านการค้าที่ดูรุ่งเรืองสุดขีดผู้นำธุรกิจเกือบทุกประเภทล้วนมาเปิดร้านของตัวเองขึ้นที่นี่กันทั้งนั้น
บนถนนแห่งนี้ในวันปกติก็มีผู้คนสัญจรมากมายมหาศาลแล้ว แต่มันเทียบกับจำนวนคนในตอนนี้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
หน้าทางเข้าของร้านๆ หนึ่ง มีฝูงชนยืนมุงอยู่อย่างต่ำๆ ก็เกือบพันคนแล้วหัวคนจำนวนมากที่เรียงกันอย่างแน่นขนัดนั้นดูคล้ายกับผลองุ่นที่สุกจัดจนเกือบเน่าก็ไม่ปานพวกเขาต่างก็พยายามยื่นคอออกไปดูสภาพภายในร้านตรงหน้าของพวกเขา
ตูม
กร๊อบแกร๊บ
ตูม!!
“ไอ้หนู เจ้าบังอาจ!”
“อ๊าก ช่วยด้วย!!”
“อ่อก!!”
ภายในร้านนั้นมีเสียงต่างๆ หลากหลายรูปแบบดังออกมาเป็นครั้งเป็นคราวทั้งเสียงหวีดร้อง เสียงสิ่งของแตกหักแต่เรื่องทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นแค่ไม่ถึงยี่สิบนาทีเท่านั้น หลังจากนั้นทุกอย่างก็กลับสู่ความสงบอีกครั้ง
ตุบตุบ
จากนั้นก็มีเสียงก้าวเท้าอันหนักแน่นดังขึ้นออกมาจากด้านในซึ่งมันดังขึ้นเรื่อยๆจากนั้นในสายตาของผู้คนก็มองเห็นเป็นเงาร่างของเด็กหนุ่มที่สวมเสื้อเขียวคนหนึ่ง
“มาแล้ว มาแล้ว เขาออกมาแล้ว!” เกิดความวุ่นวายขึ้นในฝูงชนทันที
“อย่างไรล่ะ เป็นอย่างที่ข้าบอกเลยใช่ไหมออกมาแบบไร้บาดแผลอีกแล้ว แถมยังสามารถจัดการได้ภายในยี่สิบนาทีด้วย มามามาเมื่อกี้ใครลงพนันไว้รีบควักเงินออกมาเลย!” มีคนๆ หนึ่งส่งเสียงตะโกนดังขึ้นอย่างตื่นเต้นจากในฝูงชน
“โอ้แม่เจ้า...นี่มันร้านที่เก้าแล้วกระมัง ไอ้เด็กหนุ่มคนนี้มันเป็นปีศาจหรืออย่างไร!”
“อย่าพูดมาก จ่ายเงินมาจ่ายเงิน!”
“ว้าว เขาหล่อจังเลย แถมยังเก่งขนาดนี้อีกทำไมข้ารู้สึกว่าหัวใจตัวเองเริ่มเต้นตึกตักอย่างควบคุมไม่ได้ก็ไม่รู้สิ...”
“ฮ่ะฮ่ะ พอจัดการกับพวกสี่สมุทรเสร็จก็ถึงคราวของพวกฮุ่ยเฟิงแล้วสินะ สนุกล่ะคราวนี้วันนี้ทั่วทั้งดินแดนศักดิ์สิทธิ์คงได้วุ่นวายกันยกใหญ่แน่”
ในฝูงชนนั้นพูดกันไปต่างๆ นานาแต่หลักๆ แล้วพวกเขาต่างก็กำลังสนุกอยู่บนความซวยของคนอื่นเสียเป็นส่วนใหญ่
ดินแดนศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็นพื้นที่ของพวกยอดฝีมือและคนรวยนานแล้วอย่างพวกชาวบ้านธรรมดาเหล่านี้ไม่มีทางมีโอกาสได้เห็นสองกลุ่มพันธมิตรการค้าใหญ่ถูกคนอื่นหยามหน้ากันถึงถิ่นแบบนี้หรอก
ระหว่างที่กำลังพูดคุยกันอย่างออกรสอยู่นั้นชายหนุ่มที่มีสีหน้าเย็นชาคนนั้นก็ได้เดินกลับออกมาแล้ว
กลุ่มคนพลันเปิดทางขึ้นมาเส้นหนึ่งเพื่อให้เขาเดินมาที่หน้าประตูใหญ่ของร้านโดยเฉพาะป้ายชื่อที่ถูกเคลือบด้วยทองคำซึ่งมีชื่อร้านสลักอยู่ว่า“โรงงานไป่ชี่” แผ่นนั้น ราวกับว่ามันกำลังสั่นอยู่อย่างไรอย่างนั้น
“เก็บ”
ชายหนุ่มยื่นมือออกไปแบบธรรมดาๆก็มีพลังจิตสุดมหัศจรรย์สายหนึ่งถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างกายของเขาเข้าไปยกแผ่นป้ายชื่อขนาดใหญ่นั่นให้ลอยขึ้นจากนั้นมันก็บินมาที่มือของเขาแล้วถูกเก็บลงไปในแหวนที่สวมอยู่บนนิ้วข้างหนึ่งทันที
“ชนะอีกแล้วจริงๆ ด้วย!”
เกิดการพูดคุยดังขึ้นจากทางฝูงชนอีกครั้งแต่เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับผลลัพธ์แบบนี้อีกแล้ว
ตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมานี่เป็นโรงงานการช่างร้านที่เก้าแล้วที่ถูกชายหนุ่มสุดลึกลับผู้นี้เข้าไปหาเรื่องแล้วชิงป้ายชื่อร้านมา
ตอนแรกพวกเขาก็รู้สึกเหลือเชื่ออยู่หรอกแต่ตอนนี้ต่างก็รู้สึกชินชากับภาพที่ชายหนุ่มสามารถสยบทุกสิ่งได้อย่างดุดันแบบนี้แล้วสิ่งที่ผู้คนทั้งหลายสนใจในตอนนี้มีเพียงแค่เรื่องเดียวเท่านั้น - เขาจะไปร้านไหนต่อ!!
ด้านหลังของชายหนุ่มนั้นมีกลุ่มคนจากโรงงานไป่ชี่รีบพุ่งออกมาอย่างทุลักทุเลกลุ่มหนึ่งแต่ละคนล้วนมีรอยแผลฟกช้ำกันไม่มากก็น้อยพวกเขาได้ชี้นิ้วด่าทอไปที่ชายหนุ่มคนนั้นว่า
“ไอ้เด็กเวร ถ้าแน่จริงก็อย่าหนีสิวะพวกเรากลุ่มฮุ่ยเฟิงไม่มีวันปล่อยเจ้าไป...”
“หุบปาก”
อึก
แววตาของชายหนุ่มคนนั้น ทำให้ไอ้คนที่กำลังด่าทอเมื่อครู่เงียบลงไปทันทีราวกับแกะน้อยที่กำลังโดนหมาป่าจ้องอยู่ก็ไม่ปาน
“ข้าจะไปรอพวกเจ้าที่หอสร้างฟ้า”
ชายหนุ่มเหมือนจะทำงานเสร็จตามแผนที่วางเอาไว้แล้วจึงคิดจะกลับไปยังสถานที่แรกที่เขาเข้าไปอาละวาดมาเพื่อจัดการหนี้แค้นสุดท้ายที่เหลืออยู่ให้เสร็จสิ้นไป
พอพูดจบเขาก็ดีดตัวขึ้นไปบนอากาศ จากนั้นก็มุ่งหน้าไปทางหอสร้างฟ้าทันที
“เร็วเร็วเร็ว หอสร้างฟ้า!!”
“อย่าขวางทางสิ ถ้าไปช้าแล้วเดี๋ยวไม่มีที่นะ!”
เหล่าฝูงชนที่มามุงต่างก็พากันเคลื่อนที่ไปหอสร้างฟ้าที่อยู่บนถนนหลักทิศตะวันออกราวคลื่นน้ำขนาดมหึมาสายหนึ่งทันทีที่นั่นต่างหากที่เป็นจุดที่น่าสนุกน่าตื่นเต้นที่สุดอย่างแท้จริงของความขัดแย้งครั้งนี้
..................................
กว่าที่เผิงซื่อไห่และจี้ชุนฉางมาถึงที่หอสร้างฟ้าด้วยสีหน้าบึ้งตึงนั้นมันก็เป็นช่วงเย็นของวันไปแล้ว
ตอนที่ทั้งสองได้รับรายงานว่าเด็กหนุ่มคนนั้นจะไปรอพวกเขาอยู่ที่หอสร้างฟ้านั้นในใจของพวกเขาก็สั่นกลัวขึ้นมาพร้อมกันทันที
ดูท่าทางว่าสาเหตุของเรื่องทั้งหมดนี้จะมีที่มาจากหอสร้างฟ้าจริงๆ
พวกเขาพลันนึกถึงความขัดแย้งระหว่างหอสร้างฟ้าและเลี่ยนเทียนเฮ่าที่เกิดขึ้นเมื่อสามวันก่อนทันทีเมื่อรวมกับเรื่องที่พวกเขาทั้งสองกลุ่มได้ร่วมมือกันโจมตีกลุ่มใต้หล้าด้วยแล้วมันก็เห็นได้ชัดเจนทันทีว่า
ที่เขาทำไปทั้งหมดก็เพื่อล้างแค้นนั่นเอง
แต่ปัญหาตอนนี้คือ สรุปแล้วไอ้เด็กหนุ่มคนนั้นใช่อสูรน้อยจะดินแดนตะวันตกเฉียงใต้จริงรึเปล่าต่างหาก!
ด้านนอกหอสร้างฟ้านี้มีคนมามุงล้อมจนแน่นอยู่นานแล้ว
เผิงซื่อไห่และจี้ชุนฉางจำเป็นต้องลงจากรถตั้งแต่ไกลๆ แล้วใช้วิธีเดินเข้ามาเพียงเพราะว่ามีคนจำนวนมหาศาลมาขวางทางเอาไว้
“ท่านสี่!!” เหล่าผู้คุมกฎทั้งหลายของกลุ่มสี่สมุทรล้วนมารออยู่ที่นี่กันก่อนแล้ว
“ท่านประธาน” ลูกสมุนมือดีจำนวนหนึ่งของจี้ชุนฉางเองก็มารอที่นี่แล้วเช่นกัน
“จัดการกับพื้นที่ตรงนี้ซะ!!”
สองผู้มีอำนาจสูงสุดได้ออกคำสั่งเดียวกันออกมาพร้อมกันทันที
จำเป็นต้องทำเรื่องนี้ก่อน
วันนี้ทั้งสองกลุ่มพันธมิตรการค้าใหญ่นั้นได้เสียหน้าจนแทบไม่มีอะไรให้เสียแล้วซึ่งอีกเดี๋ยวก็ไม่รู้ว่าภายในหอสร้างฟ้าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีกจะปล่อยให้ชาวบ้านได้เห็นเรื่องน่าขายหน้ามากไปกว่านี้อีกไม่ได้แล้ว
ยอดฝีมือของทั้งสองกลุ่มเริ่มลงมือตามคำสั่งทันที
เมื่อเผชิญกับจอมยุทธ์ยอดฝีมือแบบนี้แล้วชาวบ้านธรรมดาย่อมไม่มีพลังอะไรไปต่อต้านได้ไม่นานพวกเขาก็ถูกขับไล่ไปจากหน้าประตูของหอสร้างฟ้าทันทีแต่พวกเขาก็ยังเฝ้ารออยู่บนถนนใหญ่อย่างไม่ยอมแพ้
“ขันต่อเร็ว ขันต่อ! ลงข้างชายหนุ่มชุดเขียวชนะอัตราส่วนหนึ่งต่อหนึ่ง ลงข้างสองกลุ่มพันธมิตรชนะ ให้หนึ่งต่อห้ารีบวางเดิมพันเร็วๆ อีกเดี๋ยวจะปิดไม่ให้ลงแล้วนะ!”
ดูท่าทางในความคิดของเหล่าฝูงชนนั้นบารมีของชายหนุ่มคนนั้นดูจะสูงส่งยิ่งกว่าสองกลุ่มพันธมิตรไปแล้ว
หลังจากที่จัดการเรื่องยิบย่อยเสร็จหมดแล้ว ในที่สุดเผิงซื่อไห่และจี้ชุนฉางก็ก้าวเท้าเข้าไปในประตูใหญ่ของหอสร้างฟ้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความว้าวุ่น
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปภาพที่เกิดขึ้นก็ทำเอาเผิงซื่อไห่ขมวดคิ้วขึ้นมาทันที
ใช้คำอธิบายได้แค่คำเดียว เละ
สภาพในนั้นเละจนไม่สามารถเละได้อีกแล้ว
ห้องโถงของหอสร้างฟ้าที่แต่เดิมดูหรูหรางดงามตอนนี้มันมีสภาพไม่ต่างอะไรกับพื้นที่ก่อสร้างเลยสักนิดสิ่งของที่สามารถมองเห็นได้ในนั้นไม่มีอันไหนเลยที่มีสภาพสมบูรณ์สิ่งเดียวที่ยังพอจะนับว่ามีสภาพสมบูรณ์ได้คงมีแค่รูบนกำแพงทั้งสี่ด้านที่มีรูปร่างเหมือนมนุษย์เท่านั้นแค่ดูก็รู้แล้วว่าที่นี่เพิ่งจะเกิดการต่อสู้อันดุเดือดรุนแรงขนาดไหนขึ้น
ไม่สิ อย่างนี้ไม่น่าจะเรียกว่าการต่อสู้ได้ควรเรียกว่าการกระทืบมากกว่า
ถูกคนคนเดียวกระทืบอยู่ฝ่ายเดียว
สีหน้าของเผิงซื่อไห่ดูมืดมนจนแทบจะกลั่นเป็นน้ำหมึกออกมาได้แล้ว
ด้านหลังเขานั้น เหล่าผู้คุมกฎที่เป็นยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นสูงสุดหลายคนเองก็มีสีหน้าย่ำแย่ไม่แพ้กัน
หนึ่งในนั้นคือผู้อาวุโสใหญ่ที่ชื่อ “โจวเจิ้งผิง”ซึ่งเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของกลุ่มพันธมิตรการค้าสี่สมุทรความสามารถระดับอวิ้นหลิงขั้นสูงสุด อีกทั้งยังมีเคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์อันทรงพลังชุดหนึ่งด้วยทำให้เขาแข่งแกร่งพอที่จะทัดเทียมกับยอดฝีมือสุดแกร่งของเหล่าศาสนาต่างๆ นั่นได้เขายังถูกจัดเป็นหนึ่งในจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้อีกด้วย
โจวเจิ้งผิงรู้สึกว่าตัวเขาเองนั้นบารมีสูงส่งไม่แพ้ใครในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้แต่คาดไม่ถึงว่าวันนี้กลับมีคนกล้ามาทำลายกิจการของกลุ่มสี่สมุทรเสียย่อยยับแบบนี้
เขารู้สึกเหมือนโดนหักหน้าจนโมโหแทบทนไม่ไหว
โดยเฉพาะเมื่อมองไปทั่วทุกทิศแล้วก็เห็นเหล่าพนักงานของหอสร้างฟ้าที่กำลังยืนอยู่ด้วยท่าทางอึดอัดไม่รู้ว่าควรทำตัวอย่างไรดีมันทำให้เขายิ่งโมโหมากกว่าเดิม
เขาตะโกนด่าอย่างเกรี้ยวกราดว่า “ไอ้พวกโง่งม พวกเจ้าไม่รู้จักเก็บกวาดหน่อยหรืออย่างไร!!”
ทันทีที่พูดออกไป คลื่นพลังระดับอวิ้นหลิงขั้นสูงสุดก็แผ่กระจายออกไปทั่วบริเวณอย่างกราดเกรี้ยวแต่เหล่าทหารยามที่อยู่แถวนั้นยังไม่ทันได้พูดอะไร ก็มีเสียงอันเย็นยะเยือกของชาวหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้นมาขัดซะก่อน
“ข้าเป็นคนสั่งห้ามไม่ให้พวกเขาเก็บกวาดเองให้ทิ้งไว้แบบนี้สามวัน เพื่อเป็นแบบอย่างไม่ให้ผู้ใดกล้าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง”
ใคร!!
ผู้คนทั้งหลายเพิ่งจะรู้สึกตัวว่า ที่มุมๆ หนึ่งระหว่างห้องโถงใหญ่และห้องการช่างห้องหนึ่งมีชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่ตรงนั้น